ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 8 : น้ำตาข้าไหล…ใครปลอบใจข้า

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 8 : น้ำตาข้าไหล…ใครปลอบใจข้า

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 8 –

ในตอนนี้ถนนที่ตรอกชิงไห่มืดสนิท ข้าวิ่งมาถึงทางแยกตลาดใหญ่กับตรอกคนจรจัดโดยไม่นึกกลัวเลยสักนิด เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้วข้าจึงตะโกนร้องสุดเสียง

“หลันฮวา ข้าจะฆ่าเจ้า ได้ยินไหม!!”

ดวงตาที่พร่ามัวด้วยหยาดหยดของน้ำตาทำให้ข้ามองทางเดินที่มืดสนิทนั้นไม่ชัดเจนนัก ในเวลานี้ข้าไม่ได้รู้สึกกลัวความมืดเลย ดวงดาวที่ทอดทอแสงแข่งกันบนท้องฟ้าในคืนเดือนมืด ข้าได้แต่ร้องไห้ดุจคนเสียสติคนเดียวนานเท่าใดก็ไม่รู้ จนเสียงนกกลางคืนร้องหาคู่ทำให้ข้าได้สติรีบมองหาทางกลับบ้านทันที

ถ้าเดินจากตรงนี้ก็ถึงบ้านที่ตรอกชิงไห่ไม่ไกลนัก แต่เดินไปอีกยี่สิบก้าวก็จะถึงหอจันทร์เสี้ยวทุกอย่างที่ทำให้ข้าก้าวมาถึงขนาดนี้ มันคือความมุ่งมั่นหรือดื้อรั้นกันแน่

“เป็นนกฮูกรึ กลางคืนไม่หลับไม่นอน”

เสียงใครคนหนึ่งดังแว่วมาในความมืด ข้ามองหาต้นเสียงทั้งๆ บริเวณนั้นไม่มีใคร ตอนนี้มันก็ดึกจนเลยครึ่งคืนไปแล้ว ลมหนาวก็พัดมาเป็นระยะๆ เพราะลมวูบหนึ่งที่พัดมาอีกนั่นแหละข้าถึงรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้สวมเสื้อบุนวมออกมาเลย

“ถามก็ไม่ตอบ นี่ข้าพูดกับต้นไม้อยู่รึนี่”

“แล้วที่ถามมาน่ะผีหรือคน”

ข้าพูดออกไปในที่สุด ทันใดนั้นใครบางคนก็กระโดดลงมาจากต้นไหวข้างทาง นกกลางคืนที่ตกใจแหกปากร้องพลางบินหนี ร่างสูงในชุดสีดำมาหยุดตรงหน้าข้าท่านชายจ้าวเจินนั่นเอง เขาเอามือปัดเศษใบไม้ออกจากเสื้อ นี่เขาขึ้นไปอยู่บนนั้นนานเท่าไหร่แล้วนะ

“ท่านไปทำอะไรอยู่บนนั้น ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว”

“ข้าควรถามเจ้ามากกว่า มาทำอะไรที่นี่ถ้าเป็นผู้ชายจะหนีออกไปเที่ยวซ่องก็ว่าไปอย่าง นี่เป็นผู้หญิงรึจะแอบหนีออกไปหาชู้รัก”

“ข้าจะไปไหนก็เรื่องของข้า” ข้าขี้เกียจจะต่อคำก็ได้แต่เดินหันหลังไป เขาเดินตามห่างๆ พลางเอ่ย

“ร้องไห้ทำไม ทะเลาะกับคู่รักรึ”

“ข้าไม่มีคู่รัก ท่านเพ้อเจ้อแล้ว”

“นี่เจ้าพูดดีๆ หน่อย ไหนๆ ก็รู้แล้วว่าข้าเป็นท่านชาย น่าจะนอบน้อมเอาไว้บ้าง ไม่กลัวหัวขาดรึไง”

“ตอนนี้ไม่ต้องอยู่ต่อหน้าใครๆ ข้าก็ไม่ต้องกลัวนี่ อีกอย่างท่านจะแบกยศศักดิ์ไว้กี่ชั่วยามต่อวันเล่าถึงอยากจะให้ข้านอบน้อมในเวลานี้”

ข้าเอ่ยไปตามโทสะ นี่ถ้าเขาเกิดกวนประสาทข้ามากๆ บางทีนิสัยเดิมๆ ของข้าอาจจะออกมาอีกก็ได้ วันนี้แค่วันเดียวผ่านเรื่องราวมาหลายหลากนัก จนสองขามิอาจจะเดินได้มั่นคงเหมือนปกติ ร่างสูงโปร่งเดินตามข้ามาห่างๆ พอข้าหยุดเขาก็หยุด พอข้าเดินต่อเขาก็เดิน เป็นอย่างนี้จนกระทั่งจนเกือบจะถึงทางกลับหอจันทร์เสี้ยว

“เจ้าทะเลาะกับเขาทำไม ผู้ชายที่ดูเซ่อซ่าคนนั้นน่ะ” ท่านชายเจินเอ่ยออกมา

“อย่ามาว่าเพื่อนของข้านะ ท่านล่ะวิเศษนักเหรอ มาว่าคนอื่นเป็นนั่นเป็นนี่ เขาเป็นคนน่าคบออก ไม่ได้เซ่อซ่าเสียหน่อย”

“โอ๊ะ ร้อนตัวขึ้นมาทันทีเลยนะ ก็ข้าเห็นเจ้าทะเลาะกับเขาที่ชั้นล่าง ขอโทษนะตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าอาจจะไม่รู้แต่ว่า ที่ข้าดูออก เขาคงรักเจ้า แววตาของเขาบอกอย่างนั้น”

สิ่งที่ท่านชายเจินบอกทำให้ข้านึกแววตาของเต๋อผิงตอนที่เถียงกันหรือผู้ชายด้วยกันเขาจะดูออกนะว่าเต๋อผิงมีความรู้สึกอย่างไร ในเวลานี้เพราะความอึดอัดทำให้ข้าตอบออกไปทันที

“ข้าก็รักเขาแต่คงแต่งงานเป็นภรรยาเขาไม่ได้”

“ทำไมล่ะ?”

เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงกับที่ ข้าเองก็หันไปหาท่านชายเจินพลางตอบ

“เพราะเขาเป็นเพื่อนคนเดียวของข้า ข้ากลัวว่าวันหนึ่งถ้าหากเราแต่งงานกัน พอหมดรักกันแล้ว เราจะไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้อีก ข้ารักเขาแบบสหายที่ชอบพอกัน และตายแทนกันได้ในฐานะเพื่อน วันนี้แทนที่ข้าจะดีใจนะเพราะตัวเองจะได้ขายออกเสียที แต่ถ้าเต๋อผิงจะเอาความสุขชั่วชีวิตมาทิ้งไว้กับคนไม่เอาไหนเช่นข้า เขาคงไม่มีความสุข”

ท่านชายเจินนิ่งเงียบมองลึกเข้ามาในดวงตาของข้า

“เจ้าหวาดกลัวอะไรรึ” ข้าไม่ตอบเขา ตอนนี้ในหัวมันสับสนสิ้นดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำถามนั้นมันแทงใจลึกๆ ของข้า

ว่าแต่ว่าข้ากลัวอะไรล่ะ…

ข้าถามตัวเองในใจ หรือกลัวชีวิตของข้าจะเหมือนท่านแม่ ข้าไม่อยากเกลียดเต๋อผิง ในวันที่เขาหมดรักข้า กลัวเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป แทนคำตอบน้ำตากลับไหลลงมาแทน ข้าใช้แขนเสื้อเช็ดมันทันที ท่านชายเจินขยับเข้ามาหาข้าช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งแตะที่แก้มของข้าแผ่วเบา พลางไล้น้ำตาออกไปให้

“เจ้าเป็นคนเช่นนี้เองรึ อิจฉาสหายผู้นั้นจริง ที่เขาได้มิตรภาพอย่างจริงใจ ข้าเพิ่งเคยเห็นคนอย่างเจ้าเป็นครั้งแรก” ดวงตาคมคู่นั้นทำให้ข้าถอยห่าง และข้ามิอาจสบตาเขาได้นานด้วยความรู้สึกบางอย่าง แต่เขาก็ยังเอามือขยี้ผมข้าเหมือนเล่นหัวหมาพลางเอ่ย

“อย่าคิดมาก หากคนนั้นสหายเจ้าเขารักเจ้าจริง เขาต้องขอบใจที่เจ้าปฏิเสธเขาในวันนี้ เข้าไปในเรือนเถิด เป็นผู้หญิงจะมาเดินเล่นแถมร้องไห้ในเวลาดึกดื่นมิสมควร ข้าจะเข้าไปนอนเหมือนกัน วันนี้ออกไปนั่นไปนี่ข้าล่ะเหนื่อยจริงๆ”

ท่านชายเจินพูดพลางเอามือออกจากหัวข้า สัมผัสของเขาทำให้ขนที่หลังคอมันลุกชันพิกล ที่แปลกกว่านั้นคือหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอีกเท่าตัว ข้าเดินนำหน้าเขาทิ้งระยะห่างแต่ไม่วายทิ้งคำถาม

“ท่านชายไปไหนมาเจ้าคะ”

“ไปหอนางโลมที่หัวมุมตลาดนี้เอง เพราะเปิดห้องไว้ที่หอจันทร์เสี้ยว ข้าไม่อยากไปค้างที่อื่นให้เสียเงินเพิ่ม”

ข้าเบ้ปากอย่างนึกรังเกียจ เขาคงเป็นท่านชายเจ้าสำราญที่ชอบหนีออกไปเที่ยวสถานเริงรมย์ของบุรุษสินะ หรือพวกผู้ชายสูงศักดิ์เป็นแบบนี้ทุกคน พอคิดว่ามือของเขาที่แตะแก้มข้าเมื่อสักครู่ไปจับอะไรๆ ของนางโลมมา ข้าก็ให้นึกรังเกียจ ข้าตัดสินใจไม่ถามต่อได้แต่เดินเร็วๆ พยายามไม่ให้เขาตามทัน

แต่ทันใดนั้น…

“ฮ่าๆ ทีตัวเองว่าแต่ข้าเสเพล เจ้าเองก็ลักลอบหนีมาพบผู้ชายเหมือนกัน ลูกสาวนายหญิงซื่อทำตัวแบบนี้เอง!!”

“เฉินหลวน!!”

ข้าตะโกนด้วยความตกใจ ทำไมข้าต้องมาเจอกับไอ้หมูตอนเอาตอนนี้ด้วยเท่าที่รู้ๆ ปากมันกับส้วมยากจะแยกออกได้ว่าอันไหนเน่าเหม็นมากกว่ากัน เฉินหลวนมองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยสายตาแปลกๆ ข้าก็มองตอบอย่างแปลกใจ คิดอยู่ในใจว่าตัวเองเหมือนแจกันเครื่องลายครามรึไง ทำไมมันถึงได้จ้องเอาจ้องเอา

“อาหนิว บอกข้าทีสิ ผู้หญิงที่ออกมาทำอะไรอย่างว่ากลางถนน ในเวลาแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร”

“ข้าน้อยไม่กล้าเอ่ยขอรับ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าของหอจันทร์เสี้ยวก็คงเรียกว่านังเเพศยา”

“ใช่…ถูกต้อง นังแพศยา ร้านของเจ้าคงไม่ขายอาหารอย่างเดียวใช่ไหม นี่ริอ่านมาขายอย่างอื่นด้วยใช่ไหม โม่เหลียนฮวา”

ข้ากำมือแน่น มองหน้านายบ่าวคู่นั้นอย่างเอาเรื่อง ไอ้อ้วนนี่กล้าดียังไงมาด่าข้าตรงทางเข้าบ้าน เสียงหัวเราะดังขึ้นเหมือนใครไปฝังเข็มโดนเส้นประสาทให้คนทั้งคู่เป็นบ้า

“แต่เสียดายนะอาหนิว ถ้าลูกสาวนายหญิงซื่อทำตัวแบบนั้นก็ต้องใช้คำว่าแพศยาเหมือนกัน นังแพศยา!!”

“แม่เจ้าสิแพศยา ข้าไปเดินเล่นบนหลังหูเจ้ารึไง ทำไมถึงว่าข้าขนาดนี้!”

ข้าปล่อยอารมณ์เต็มที่ เป็นความจริงที่ข้าอยากหาทางชกหน้ามันสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคิ้วคางหูตาของเฉินหลวนล้วนแต่กวนโทสะข้าทุกอย่าง!

“เอ๊ะ! นังนี่ปากดีเกินไปแล้ว เรื่องคราวก่อนยังไม่คิดบัญชี เจ้ามันเป็นพวกไม่มีใครเอา นี่ใฝ่ต่ำถึงกับมาพลอดรักกับบ่าวชั้นต่ำเลยรึ น่าสงสารจางเต๋อผิงจริ๊ง อุตส่าห์ตามตูดผู้หญิงตีนโตแบบนี้ เสียเวลาเปล่าๆ”

พลั๊วะ!!

กำปั้นของข้าฟาดลงไปที่ใบหน้าของเฉินหลวนอย่างแรง ข้าอยากจะมีมือใหญ่เท่าไม้พายเรือจริง ผู้ชายหน้าไม่อายคนนี้จะได้เจ็บแสบกว่านี้ ร่างนั้นเซเล็กน้อยเขามองกลับมาอย่างโกรธแค้น

“คนอย่างเจ้าน่ะ ดีเทียบเพื่อนของข้าไม่ได้แม้เพียงเล็บมด อย่าใช้วาจาสกปรกมาว่าเพื่อนของข้า เจ้ามันเลวเกินกว่าจะพ่นลมออกมาจากปากเน่าๆ ด้วยซ้ำ ข้าไม่มีใครเอาแล้วไง เจ้าเดือดร้อนเรอะ”

“นังตัวดี!”

ร่างของเฉินหลวนปราดเข้ามาดึงแขนข้าไว้ แต่ทว่าปลายกระบี่ของท่านชายเจินจ่อเข้าที่คอหอยเขาเพียงนิดเดียว

“เจ้าคนชั้นต่ำ กล้าแตะต้องข้ารึ รู้ไหมท่านพ่อของข้าเป็นใคร”

“จะไปรู้รึ ที่แน่ๆ คงไม่ใช่ข้าแน่นอน เพราะถ้าข้าเป็นพ่อเจ้าคงกลืนขี้เถ้าฆ่าตัวตาย ถ้ามาเห็นเจ้ารังแกผู้หญิงอย่างนี้” ท่านชายเจินเอ่ยพลางยิ้มเย็นๆ มือข้างหนึ่งของเขาจับมือของข้าไว้มั่นทำการ ข้ารู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัย

“เอากระบี่ออกไป ข้าไม่ชอบเล่นของมีคม!” เฉินหลวนพูดเสียงสั่นๆ

“แต่ข้าชอบเล่น ถ้าหากเจ้ายังมาขืนมาอวดเบ่งที่นี่ ข้าเห็นที่จะต้องฟันเจ้าเล่นสักแผลสองแผล หรือไม่ก็เอากระบี่เขียนชื่อเล่นว่าไอ้หมูตอน ที่กลางหน้าผากของเจ้าเป็นไรไป” แววตาของเฉินหลวนเริ่มมีแววหวาดหวั่น แม้แต่ตอนพูดลิ้นยังพันกันจนแทบจะจับใจความไม่ได้

“ข้าจะฟ้องท่านพ่อ พรุ่งนี้หอจันทร์เสี้ยวลุกเป็นไฟแน่”

“อย่ามายุ่งกับผู้หญิงของข้าและครอบครัวของนาง”

ท่านชายเจินเอ่ยพลางแกล้งจิ้มกระบี่ไปที่หน้าของเฉินหลวน สาบานได้ตั้งแต่ข้าเกิดมายังไม่เคยเห็นใครขี้ขลาดขนาดนี้ เพราะเวลาปกติเฉินหลวนมักจะมีบ่าวไพร่ห้อมล้อมเป็นแขนขาทำให้เขาไม่กลัวใคร แต่พอมาตอนนี้เจอของจริงขึ้นมาขี้กลับไหลขึ้นไปอยู่บนสมองแทน

“เอามันออกไป๊!!”

“เข้าใจไหม ที่ข้าพูดน่ะ”

“ขะ…ขะ..เข้าใจ”

เฉินหลวนรับคำอึกอักเพราะตอนนี้เขาคงไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ใบหน้าของท่านชายเจินดุดันขึ้นทำให้ข้านึกกลัวเขา แววตาขี้เล่นเย้าเมื่อตอนเย็นหายไปราวกับเป็นคนละคนเมื่อ เขาเก็บกระบี่ลงฝักในขณะเฉินหลวนกับบ่าววิ่งหนีไปในความมืด

“ปล่อยมือของข้าได้แล้ว ข้าจะเข้าบ้าน” เขาปล่อยมือของข้าพลางยิ้มกว้าง

“ต่อไปต้องหัดวรยุทธ์ไว้บ้าง ถ้าเผื่อมีใครมารังแกอีก เจ้าจะทำยังไง”

“ไม่มีใครรังแกข้าได้หรอก เพราะข้ามีบ่าวฝีมือดีหลายคน”

“หึ…ตัวเท่าลูกแมว ทำเป็นเก่งนักนะ”

ใบหน้าข้าเห่อร้อนเมื่อเขายิ้มให้ เมื่อขี้เกียจจะต่อความด้วยข้าจึงเดินหันหลังเข้าไปในบ้าน เสียงท่านแม่กับท่านยายน้อยบอกบ่าวไพร่ให้ตามหาข้าให้เจอ ด้านเต๋อผิงเองก็ช่วยบ่าวผู้ชายตามหาข้าท่าทางร้อนรน ถ้อยคำของท่านชายเจินทำให้ข้านึกรักสหายคนนี้เป็นอีกหลายร้อยเท่า พอเขาเจอข้าก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที

“เหลียนฮวา ข้าจะไม่บังคับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นความต้องการหรือความจำเป็น แต่สัญญากับข้าได้ไหมว่าจะไม่คิดอะไรบ้าๆ อย่างนั้นอีก”

ข้ารับคำพลางมองไปยังทุกๆ คนที่รักข้า ทุกคนล้วนแต่มีแววตาของความเป็นห่วง และเมื่อคิดถึงหนังสือของหลันฮวาความโกรธแค้นของข้ากลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ แต่การเข้าไปในวังเพื่อตามหากวีจอมหลอกลวงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่เต๋อผิงบอกว่าข้ามีนิสัยใจร้อนบุ่มบ่าม มันก็เป็นเรื่องจริง เขาคงไม่อยากให้ข้าเข้าไปในวังเพราะกฎเกณฑ์ในนั้นมันเข้มงวด ถ้าหากวันหนึ่งข้าเกิดไปทำอะไรผิดมันคงมิใช่กล่าวคำขอโทษแล้วจบสิ้น เขาคงกลัวเรื่องนั้น

“ผิงเอ๋อร์ พรุ่งนี้อย่าลืมบอกบิดาเจ้ามากินข้าวที่นี่นะ ยายจะทำของโปรดไว้ให้ ส่วนเรื่องวันนี้ในสิ่งที่ดีก็จดจำไป เรื่องที่ไม่ดีก็ปล่อยวางเสีย เข้าใจไหม เหลียนเอ๋อร์ก็ด้วย”

คำของท่านยายเหมือนกับจะเตือนสติข้า ข้าพยักหน้าน้อยๆ พลางรับคำท่าน ในเวลานั้นท่านชายเจินที่เดินตามหลังมาก็เดินผ่านเพื่อขึ้นบันไดไปยังห้องพัก เขากลับพูดเสียงดังขึ้นมาลอยๆ ว่า

“สาวๆ เมืองหลินอันใช้แป้งอะไรนะ จับมือแค่ครั้งเดียวหอมติดจมูกถึงขนาดนี้”

ข้าตีสีหน้าเมินเฉยพลางเดินหนีขึ้นไปยังห้องของตัวเอง ไม่คิดจะสบตาเขาอีก

 

 

Don`t copy text!