เด็กชายชาวดง บทที่ 11 : เมื่อยามย่างหนาว

เด็กชายชาวดง บทที่ 11 : เมื่อยามย่างหนาว

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 11 –

 

เมื่อยามย่างหนาว หมอกพราวขาวพร่างห่มคลุมจนสาย  แม่กับอี่เอ้ยเอาผ้าทอมาเพลาะต่อกันเป็นแผ่นผ้าผืนเดียวอยู่ที่ชานหลัง อี่หล้ายังตัวน้อย หยิบด้ายหยิบเข็มยังไม่คล่อง ได้แต่เล่นเศษด้ายปลายเครืออยู่ใกล้ๆ ไอ่อ้ายกับแสงแก้วออกไปไล่นกกับพ่อ ยังไม่กลับมากินข้าว แสงเมืองขลุกอยู่กับตาใกล้ไฟ ตาเอามือซ้ายค่อยคลำเส้นหวายยาวเหยียดที่พ่อจักให้ ตรงไหนที่หนา ตาก็เอามีดเหลาเข้าขูด นึกถึงไปตัดหวายครั้งนั้น ผีสองหัวหรือผีลูกแฝดออกมา กลับถึงบ้านเล่าให้ตาฟัง ตาว่าอาจเป็นเผ่าลัวะ ลัวะดั้งลัวะเดิมแต่ชั่วขุนหลวงบ่าลังก๊ะพู้น ลูกเกิดมาเป็นฝาแฝดตัวติดกันหากตายก็แล้วไป แต่หากไม่ตายจะกลายเป็นผีกาลีกล้ากาจ เขาจึงฝังทั้งเป็น ก็เลยกลายเป็นผีลูกแฝดตกค้างในดง

“ขุนหลวงบ่าลังก๊ะเป็นไผ”

“เป็นเจ้าเป็นใหญ่ฝ่ายลัวะ ดินแดนแผ่นดินเรานี้เคยเป็นบ้านเป็นเมืองของลัวะมาก่อน ขุนหลวงบ่าลังก๊ะเป็นเจ้าลัวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีฤทธิ์แรงแข็งกล้าที่สุด ขึ้นอยู่บนดอยสุเทพ พุ่งสะเหน้าไปตกนอกกำแพงเมืองลำพูน กลายเป็นหนองสะเหน้าสืบมาจนทุกวันนี้”

แดดเริ่มอุ่น ยายเอาผ้าห่มครัวนอนออกมาพาดตากราวชาน ผ้าห่มเรือนเรายังเป็นผ้าทอเองเป็นส่วนใหญ่ “ผ้าห่มเมืองใต้” หรือผ้าห่มโรงงานจากกรุงเทพมีอยู่สองสามผืน พับทบเก็บไว้ในตู้ตั้งติดฝาห้องนอนใหญ่ นานทีปีหน หมกมี”แขกแก้วมาเฮือน” ถึงจะเอาออกมารับแขก

“ขุนหลวงบ่าลังก๊ะยิ่งใหญ่แต่ก็ยังพ่ายนางจาม” ยายเสริม “อันนี้ละ อ่อนแพ้แข็ง”

ยายนั่งลง ลุกยากนั่งยากเพราะหัวเข่าขล็อกแขล็กคลอนแคลน ยายมองหน้าแม่กับอี่เอ้ยเหมือนจะว่ากล่าวสั่งสอนในหมู่ผู้หญิงด้วยกันเป็นการเฉพาะ

อ่อนแพ้แข็ง แปลว่าอ่อนชนะแข็ง

หากแข็งหมายถึงหิน อ่อนก็หมายถึงน้ำ
หากอ่อนหมายถึงผู้หญิง แข็งก็หมายถึงผู้ชาย

ปู่ย่าตายายหลายหลวงสมัยนั้นสืบความรู้มาจากรุ่นทวด ทวดคงสืบมาจากเทียด สืบๆ กันมาเป็นทอดๆ ความรู้บางอย่างอยู่ในความจำ บางอย่างอยู่ในใบลาน ตาเล่าว่าเมื่อหนีห่าลงเมืองครั้งนั้น ตุ๊ลุงอินถาได้ใบลานมาเต็มสองหาบ เรื่องขุนหลวงบ่าลังก๊ะกับนางจามอาจอยู่ในใบลานหมู่นั้น เมื่อบ้านใหม่ตั้งมั่นดีแล้ว ตาว่าตุ๊ลุงอินถาเคยเอามาเทศน์ให้ศรัทธาชาวบ้านฟัง  ขุนหลวงบ่าลังก๊ะมีชื่อในใบลานว่าวิรังคะ นางจามมีชื่อในใบลานว่าพระนางจามเทวี เป็นตัวอย่างอันดีของคติความคิดเรื่องอ่อนแพ้แข็ง พระนางจามเทวีเป็นตัวแทนความอ่อน ขุนหลวงวิรังคะเป็นตัวแทนความแข็ง เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อพระฤษีสุเทวะสร้างเมืองหริภุญชัยหรือลำพูนเสร็จแล้ว ก็ให้คนไปเชิญพระนางจามเทวีจากเมืองละโว้ขึ้นมาครอง ข้างฝ่ายขุนลัวะผู้กล้าผู้แข็ง ผู้แรงผู้เรี่ยวหลงรักพระนางจึงแต่งทูตมาสู่ขอ หากไม่ยอมรับการสู่ขอก็จะยกทัพมาตีเมืองลำพูน พระนางรู้ดีว่าหากเอากองทัพเข้าสู้กัน เหมือนเอาหินทุบหิน หินก้อนเปราะย่อมย่อยยับ จึงสู้ด้วยปัญญา เหมือนเอาน้ำเข้ากร่อนหิน

“กร่อนอย่างใด ยาย”

“มึงฟังไป บ่ดีปากนัก”

“ปากข้ามีอันเดียว นักที่ไหน”

“มึงนี้หนอ ผีเจาะปากมาให้พูด”

ยายเอามือมาลูบหัว รู้ได้ถึงความรัก ความเมตตาอาทรของยายที่มีต่อหลาน ยายเล่าต่อไปวาพระนางตอบไปด้วยคำอ่อนคำหวานว่าเจ้าพี่ลัวะหลวงผู้ชาญผู้เชี่ยวผู้เรี่ยวผู้แรง อันว่าตัวน้องนี้ก็เป็นหญิง ย่อมปรารถนายังชายชาญหาญกล้ามาคุ้มครอง แต่น้องนี้ยังไม่มั่นใจว่าขุนหลวงเจ้าลัวะจะเก่งกล้าจริงหรือไม่ เอาอย่างนี้เถิด หากเจ้าพี่พุ่งสะเหน้าเข้ามาถึงในกำแพงเมืองลำพูน ตัวน้องก็จะแต่งงานกับพี่ แต่หากเจ้าพี่พุ่งมาไม่ถึง ก็จงเพิกพลหนถอยเข้าดอยดงลับหน้า อันนี้เป็นคำเจ้าต่อเจ้าพูดจากัน คำเจ้าย่อมเป็นสัจจะ เจ้าพี่กล้าหรือไม่

“แล้วขุนหลวงว่าอย่างไร ยาย”

“ขุนหลวงก็ว่า อย่าว่าแต่พุ่งสะเหน้าเข้ากำแพงเมืองเลย พุ่งข้ามเมืองก็ยังได้”

“สะเหน้านี่มันเป็นอย่างใด”

“ถามตามึง”

“เป็นอย่างไรหรือ ก็เป็นอย่างหอก ระหว่างนั้น นางจามก็ทำดีต่อขุนลัวะให้ตายใจ” ตาเล่าต่อ “หมั่นแต่งของฝากไปหา อยู่มาวันหนึ่งนางก็แต่งหมากกับหมวกไปสู่ ว่าเจ้าพี่จงเคี้ยวหมากสวมหมวกแล้วพุ่งสะเหน้ามาเทอะ ขุนหลวงก็เคี้ยวหมากแล้วสวมหมวก แล้วขึ้นไปยังยอดดอยสุเทพ พุ่งสะเหน้าไปยังเมืองลำพูนแต่สะเหน้าตกอยู่นอกกำแพงเมือง กลายเป็นหนองสะเหน้าสืบมาถึงวันนี้”

“เป็นด้วยอันใด ถึงพุ่งไปไม่ข้ามกำแพงเมือง”

“เพราะนางจามใส่เล่ห์ใส่กลไว้แล้ว ในคำหมาก นางเอาใบพลูสอดเข้ารูคลอด ในหมวก นางเอาผ้าซับฤดูสอดไว้ ฤทธิ์แรงแข็งกล้าของขุนหลวงถูกข่มก็เลยพ่าย เลือดระดูแม่ญิงนะเอ็ง อย่าได้แตะหรือติดแปดเด็ดขาด มันข่มคาถาอาคมได้หมด”

อันนี้ละ อ่อนแพ้แข็ง”

ยายสรุป

ย่างยามหน้าหนาว  ลมหัวหนาวล่องฟ้ามาแต่ทางเหนือ ยามลอดระหว่างดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่าเข้ามาเหมือนเสียงคนเฒ่าพูดคุยกัน  เลยดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่าออกไปเป็นป่าใหญ่ดอยสูง ทางหลังดอยเทือกนั้นมีบ้านหนึ่งตั้งอยู่ เป็นคนเมืองหรือไทพื้นเมืองอย่างพวกเรา แต่น้ำเรียงเสียงปากแผกเพี้ยนกันไปเล็กน้อย ชื่อว่าบ้านโป่งหมี ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์อะไรกันกับบ้านเราเพราะไปมาหาสู่กันลำบาก

เริ่มหนาว ข้าวเริ่มค้อนรวงชี้ปลายลงล่าง น้ำในนาแห้งหายเพราะระบายออกหมด หากขังน้ำไว้นานเกินไป จะมีปัญหาตอนเกี่ยวเพราะดินนายังเป็นหล่มเป็นเลน มันจะหนืดเหนียวเหนี่ยวตีนเปลืองแรง หน้าข้าวค้อมรวง ผู้ชายในบ้านจะตื่นเช้าไปช่วยกันไล่นก นกมาเป็นหมู่ๆ หมู่ไหนมีหลายร้อยตัว ทั้งหมดทั้งมวลอาจมีนับหมื่น อันนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนบ้านเราทำนาพร้อมกัน เวลามันแก่ จะแก่พร้อมกัน นกจะกระจายกันลงกินข้าวเจ้านั้นเจ้านี้ ความเสียหายจะเฉลี่ยกันไป แต่หากเราชิงทำนาก่อนเพื่อน ข้าวนาเราแก่ก่อน นกก็จะมารุมลงนาเราเจ้าเดียว ความเสียหายจะมาก

“สมัยเมื่อตั้งบ้านตั้งเมืองใหม่ ลำบากกว่านี้นัก” ตาเล่า “ใช่มีแต่นกอย่างเดียว ทั้งหนู หมูป่าและช้าง รุกรุมคุมเหงเรา”

“ช้างด้วยหรือตา”

“มันเป็นช้างป่า ปกติก็หากินในป่าลึกดึกดำ ไม่ค่อยมายุ่มย่ามบ้านคน แต่หน้าข้าวแก่ กลิ่นข้าวใหม่อาจล่อมันมา หากช้างลงนา จะเสียหายร้ายแรงกว่านกหนูหมูป่าหลายเท่า  ต้องเอาปืนออกไปเฝ้าข้าว แต่ปืนก็มีบ่หลาย ต้องก่อไฟไว้ยังห้างนาสุดคืน แสงไฟยังทุ่งรุ่งเรืองเหมือนประทีบยามเดือนยี่เพ็ง ยังมีช้างผีตัวหนึ่ง…”

“เล่าเลยตา เล่า”

เมื่อยามย่างหนาว หมอกขาวพราวพื้น ตะวันลับแลงเร็วกว่าเก่า ลับลงทางแนวเขาด้านใต้ที่โค้งขึ้นไปทางตะวันตก เลยบ้านห้วยโท้งไปอีกไกล ห้วยโท้งเป็นบ้านใหญ่ เป็นที่ตั้งตำบล มีถนนทะลุออกไปถึงอำเภอ ทางปลายเลี้ยวลอดสอดดั้นไปถึงชายแดนพม่า เป็นถนนที่ทหารญี่ปุ่นกรุยทางเพื่อไปตีประเทศพม่า ป่าดงด้านนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แน่นทึบตึบตันด้วยไม้ใหญ่สามโอบห้าโอบ เก้าโอบสิบโอบก็มี เรื่องช้างผีมีอยู่ว่าก่อนหน้าสงครามญี่ปุ่นสักสองสามปี มีช้างร้ายเหมือนพรายลงตัวหนึ่งอาละวาดในแถบถิ่นดอยดงละแวกบ้านเราเข้าไปในดงลึก ตาว่ามันดุร้ายยิ่งกว่าช้างตกมัน ปืนกระบอกใดก็ไม่ระคายหนังมัน ดักด้วยหลุมขวากก็ไม่ได้ผล คนขุดหลุมฝังขวากแล้วเอาใบไม้คลุมปากหลุม หากตกลงไปขวากเสียบแทงมันตายแน่นอน แต่มันกลับรู้เหมือนผีบอก มันเอางวงกวาดใบไม้ทิ้งไป เอาตีนกระทืบปากหลุมจนพัง

ช้างผีตัวนั้นฆ่าคนตายหลาย คนบ้านเราเองโดนมันเอางวงคว้าขาแล้วจับฟาด คนบ้านห้วยโท้ง คนบ้านน้ำลัดและอาจรวมไปถึงคนลึกลับที่เรียกว่าคนในดงก็ตาย ตาว่าที่คนในดงสาบสูญไปไม่มีใครพบเห็นอีกเลยอาจเพราะย้ายหนีช้างผีตัวนั้น อาจบุกบั่นดั้นดงลึกเข้าไปในเขตแดนพม่าแล้วไม่กลับมาอยู่ที่เดิมอีกเลย ตาว่าอาจเป็นไปได้ที่มันบ้ามันคลั่งได้ถึงขนาดนั้น อาจเป็นเพราะพิษยาจากหลาวไม้รวกและลูกธนูของชาวในดง ยาพิษที่อาบไว้เอามันตายไม่ได้ แต่สร้างความบ้าคลั่งได้ มันอาจคลั่ง มันอาจแค้น พบเห็นคนจึงปรี่เข้าทำร้ายจนไม่มีใครกล้าเข้าป่าเข้าดงอยู่นาน กลางค่ำกลางคืน คนสองสามหมู่บ้านต้องตีไฟกองใหญ่ อยู่ยามตามไฟไม่เป็นอันหลับอันนอน

“แล้วมันตายอย่างใด ตา”

“ไม่รู้ ไม่มีใครรู้แน่ บ้างว่ามันต้องปืนกลทหารญี่ปุ่น บ้างก็ว่าโดระเบิดมือขว้างเข้าใส่ แต่นั้นมา ช้างผีก็ไม่ปรากฏอีกเลย”

“ข้านึกว่าตุ๊ลุงอินถาเถ็กจาด ตวาดคำเดียว ช้างร้ายม้วนงวงซุกปากวิ่งหนี”

“ตุ๊ลุงตายไปก่อนหน้านั้น จะลุกมาเถ็กจาด ตวาดคำเดียวได้อย่างใด”

“แล้วอันที่ว่าไอ้ขโมยลักควายมันจ้องปืนขู่ แต่ตาเดินเข้าหา  เรื่องราวมันเป็นอย่างไร”

“เอาไว้เล่าวันหลัง วันนี้ตาเจ็บคอแล้ว ไปไหนก็ไป เกาะแข้งเกาะขาอยู่ได้”

ตาผ่านชีวิตมามาก สมบุกสมบัน ตารู้เรื่องราวเก่าหลังมากมาย แต่เรื่องลึกๆ ที่เป็นน้ำธรรมคำสอน ปู่รู้ลึกกว่าเพราะปู่ได้บวชเรียนมาแล้วแต่ตาไม่ได้บวช แต่หลานชายใกล้ชิดกับตามากกว่าปู่เพราะอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน ตั้งแต่จำความเป็นต้นมา ก็นอนกับตาแทบทุกคืน แต่แทบไม่เคยนอนกับปู่เลย

ปู่เองก็มีลูกหลาย ลูกสืบเรือนบัดนี้คืออาหล้า เป็นน้องหญิงคนเล็กของพ่อ ปู่กับตาเหมือนจะร่วมปีเกิดเดียวกัน แต่ไม่ได้รักกันมั่นคงถึงขั้นกอดคอเป็นเสี่ยว ตากับยายยังใช้ชีวิตร่วมกันมา อีกนาน นานมาก แต่ปู่เป็นหม้ายมาราวสิบปีแล้ว ดูเหมือนย่าจะตายก่อนแสงเมืองจะเกิดด้วยซ้ำ

 

เมื่อยามยางหนาว ดอกฝ้ายขาวบานงามเต็มไร่ อันที่จริงไม่ใช่ดอก เป็นปุย แต่ในวัยเด็ก เราคิดว่าเป็นดอกเพราะมันงามเหมือนดอกไม้ ไร่ฝ้ายของเราอยู่ทางป่าใช้สอยขยับสูงขึ้นไปจากบริเวณที่พ่อไปบุกเบิกเอาเป็นนาราวครึ่งกิโลเมตร แม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเก็บฝ้าย ตากับยายแก่มากแล้ว พ่อกับไอ่อ้ายยังมีการงานอย่างอื่นต้องใส่ใจ แต่แรงงานสองคนคือแม่กับอี่เอ้ยไม่พอเพียง แสงเมืองแสงแก้วจึงขาดโรงเรียน

ไปเก็บฝ้ายม่วนงันสนุกนัก มีกระชุอยู่บนหลัง โน้มกิ่งฝ้ายลงมา เก็บปุยได้พอกำก็โยนใส่กระชุโดยไม่ต้องมอง เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ฝึกมือ ฝึกใจ หากใครโยนฝ้ายตกเรี่ยรายมักโดนดุ ไร่ฝ้ายของใครของมันไม่รุกล้ำกัน อยู่ไม่ไกลจากกันพอได้ยินคำจ๊อยคำซอจากไร่อื่น เมื่อยามย่างหนาวแดดถ่องส่องพื้น ท้องฟ้าโล่งโปรงเป็นสีครามเข้ม  เสียงขับลำนำที่เรียกว่าคำจ๊อยคำซอไพเราะเพราะพร้องร้องตอบโต้กัน เป็นคำบ่าวคำสาว เราเองเป็นเด็กก็แอบจำไว้เผื่อวันหน้าโตเป็นบ่าวจะได้ใช้บ้าง ออกไปเก็บฝ้ายมักไปสายๆ พอน้ำค้างเหือด บ่ายแก่ๆ ก็กลับกันมา

ยามย่างหนาวเป็นอีกเวลาหนึ่งที่มีความสุข มีความจดจำงดงามติดตัวมา

Don`t copy text!