เด็กชายชาวดง บทที่ 17 : วารีอี่เกละ

เด็กชายชาวดง บทที่ 17 : วารีอี่เกละ

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 17 –

มีความทรงจำอันหนึ่งผุดขึ้นมา แหว่งวิ่น ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่สมบูรณ์ หากเปรียบเป็นผ้า ก็เป็นผืนผ้าที่ถูกฉีกขาดกะรุ่งกะริ่ง พอมองเห็นเค้าโครง แต่รายละเอียดหลายส่วนหายไป

วารีอี่เกละ

วารีเป็นชื่อคน อี่เกหมายถึงลิเก

พี่วารีอายุราวสามสิบเศษ ผอมโซ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เหนียวหนับเป็นสังกะตัง  รูปร่างผางร้ายไม่น่าดู ผ้าไม่เป็นเสื้อ เนื้อไม่เป็นหนัง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง ลิเกเอาแกมาทิ้งไว้เมื่องานปอยหลวงบ้านห้วยโท้งเมื่อหลายปีก่อน เราเองไม่ทราบสาเหตุว่าลิเกเอาแกมาแล้วทำไมไม่เอากลับไป แกอาจขอติดรถเขามา หรือว่าคนหนึ่งคนใดในคณะลิเกพามาแล้วลืมเอากลับไป หรือจงใจเอาทิ้งไว้เราไม่อาจรู้ได้เลย

พี่วารีป้วนเปี้ยนไปมาระหว่างสามสี่หมู่บ้านในดงดอย เวลาครูเผลอ แกก็มักเข้ามาในโรงเรียน สร้างความแตกตื่นวุ่นวายในหมู่นักเรียนหญิง รูปร่างหน้าตาแกคล้ายไปทางผี เที่ยวเพ่นพ่านพึมพำถ้อยคำที่เราฟังยาก บางคนก็เรียกแกว่าวารีผีบ้า หรืออี่รีผีบ้า หากไม่บ้า ก็คงไม่เที่ยวร่อนเร่ระเหระหกหอบเสื้อหอบผ้ากระเซอะกระเซิงไปตามที่ต่างๆ บางทีแกก็นอนที่โรงเก็บของในโรงเรียน บางทีก็นอนในกาดหรือตลาดบ้านห้วยโท้ง บางทีก็มานอนที่ศาลาวัดบ้านเรา  หมาขู่หมาเห่าเร้ารุมอยู่ตลอด บางทีก็โดนหมากัด บางทีก็โดนเด็กเฮี้ยวๆ กลั่นแกล้ง

แกเจ็บไหม
โกรธไหม

เราไม่อาจรู้ได้เลย

 

พี่วารีไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร ไม่เคยได้ยินเรื่องราวว่าแกทำร้าย ทำให้ใครบาดเจ็บ หรือทำให้ใครร้องไห้  แต่บางทีเราก็พบแกร้องไห้คล้ายถูกคนข่มเหงรังแกหรือทำให้เจ็บ บางทีแกก็ทำท่าทำทางกรีดนิ้วป้ายน้ำตาเหมือนนางเอกลิเกตอนถูกนางตัวร้ายข่มเหง บางทียิงนกตกปลาอยู่ดีๆ แกก็พรวดพราดเข้ามาเหมือนผี เล่นเอาพวกเราตกใจได้เหมือนกัน

“พี่วารีเป็นไผ เป็นคนบ้านใด อี่แม่”

“บ่ฮู้ เพิ่นบ่ปากคำบ้านเฮา อาจเป็นคนเมืองใต้”

“โห มาไกลแท้ไกลว่า”

วันเวลาเมื่อราวกึ่งพุทธกาล  เราเองไม่รู้หรอกว่าเมืองใต้หน้าตาเป็นอย่างไร  รู้แต่ว่าไม่ใช่เมืองเรา อยู่ทางทิศใต้ ผู้คนปากจากันด้วยคำไทย ไม่ใช่คำเมืองบ้านเรา อย่าพูดถึงเมืองกอกกรุงเทพกรุงไทยเลย แค่อำเภอนี่เอง พวกเราเหล่าเด็กหญิงชายชาวดงก็ยังไม่เคยไป โลกของเรากว้างแค่ทุ่งนาป่าเขา สามสี่หมู่บ้านในดง

พี่วารีไม่ได้เดินขอกิน วันใดแสงเมืองไปกาดเช้าบ้านห้วยโท้งกับแม่ก็มักพบแกในกาด มักมีแม่ค้าใจดีเอาข้าวหมี่ ข้าวหนมเส้น ข้าวเต๋วผัดหรือของกินได้อื่นๆ ให้แกกิน บางทีวันศีลไปวัดกับยาย พระเณรก็เอาข้าวให้แกกิน บางทีแกก็นอนในกาด บางทีก็นอนที่ป่าช้าหรือศาลาวัด นานๆ ทีถึงได้พบแก บางทีแกก็หายไปนาน แล้วจู่ๆ ก็มาปรากฏให้เห็น หรือเป็นข่าวว่าซมไข้นอนกองเอาะเหยาะอยู่ที่นั่นที่นี่ ไม่รู้ว่าแกหนาวไหม ร้อนไหม หน้าหนาวบ้านเราเหน็บหนาวร้าวราน ซ้อนผ้าห่มนอนสองสามผืนก็ยังหนาว แต่แกมีผ้าห่มผืนเดียว ไม่แน่ใจว่าเป็นผ้าห่มผีตายที่เขาเอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าหรือไม่ เวลามีคนตาย ญาติจะเอาข้าวของเสื้อผ้าของผู้ตายใส่พกใส่ห่อวางไว้ท้ายโลง บางศพก็เผาไปพร้อมกับผู้ตาย บางศพญาติก็เอามาวางไว้ที่ศาลาเผื่อว่าคนระเหเร่ร่อนมาพบอาจเก็บไปใช้ จะได้เป็นบุญแก่ผู้ตาย ผ้าห่มนอนของแกที่พวกเราเห็นมันเก่าขาดและเหม็น เนื้อตัวแกก็เหม็น มีตุ่มมีแผลตามแขนขาเกาแกรกๆ เหมือนหมาเกาเรื้อน แกไม่หนาวหรือ แกหนาวไหม แกทนได้อย่างไร หรือว่าผีบ้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

ชีวิตพวกเรายังดำเนินไปเงียบๆ อยู่กับน้ำฟ้าสายฝน อยู่กับแสงเดือนแสงแดด พี่วารีเป็นสิ่งพลัดหลงเข้ามา แต่แรกก็น่าสนใจเพราะมันแปลกไปจากสิ่งที่พวกเราคุ้นเคย ต่อมาพวกเราก็เริ่มคุ้นเคยเลิกสนใจ รับรู้อยู่ห่างๆ แกหายไปก็ไม่มีใครคิดถึง แกโผล่เข้ามาก็ไม่มีใครดีใจ พวกเรายังคงเป็นอยู่ไปตามวิถีชาวบ้านป่าดง แวดวงชีวิตเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินและการสะสมบุญเอาไว้เป็นทุนในชาติหน้า เด็กๆ มีหน้าที่ช่วยงานบ้านงานเรือนตามเพศ ไม่มีหน้าที่เรียนหนังสือ ใครจะเรียนหรือไม่เรียนไม่มีใครบังคับ ขึ้นอยู่กับความพอใจของพ่อแม่เป็นหลัก  เช้าชื่นตื่นมา เด็กผู้ชายอาจออกไปสอดล่าหากิน เด็กผู้หญิงดูแลน้องล้างถ้วยล้างจาน หน้าย่างหนาวเด็กชายชาวดงมักไปหาเห็ดหอมเห็ดตะลอมปลอมหญ้าแถวทุ่งโล่งหรือสนามโรงเรียน เป็นเห็ดกินได้ ดอกเล็กๆ สีขาวๆ เห็ดหอมจะมีตีนมีหมวกชัดเจน แต่เห็ดตะลอมจะเป็นลูกกลมๆ ได้มาก็เอาให้แม่จัดแจงแต่งกิน เอาหมกบ้าง เอาคั่วบ้าง บางวันก็ไปตรวจดูเครื่องมือดักหนูดักตุ่นที่ใส่ทิ้งไว้แต่เมื่อวาน  หากเป็นหน้าร้อนแล้งแห้งผาก ก็ออกไปขุดแมงซีแมงขี้ดอบที่ชอบกินขี้ควายในนาข้าว รอนๆ ตะวันอ่อนแสงแลงลง ก็มักคอนเสียมขึ้นบ่าออกไปขุดปูขุดหอยกลางทุ่งกว้าง บางทีก็ช่วยตารดน้ำสวน ตาเองแม้ตาบอด แต่ก็ทำสวนได้ มือตาเป็นมือวิเศษ มือนั้นเวลาลูบหัวหลานจะอุ่นๆ เครื่องมือของตาไม่ว่าจะเป็นมีดหรือจอบเสียมจะมีที่เก็บเฉพาะเฉพาะทางของแก ใครหยิบจับไปต้องเอามาไว้ที่เดิม หาไม่ตาจะหาไม่พบ

ตาปลูกพริก มะเขือ ถั่วยาว ผักเผ็ด ผักไม้พื้นเมืองแล้วแต่ฤดูกาล คนบ้านเราจะปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ในเขตรั้วเดียวกัน ไก่มักเขี่ยหรือจิกผัก บพิเศษเฉพบ  หมูมักขุดคุ้ย พื้นที่เฉพาะที่เราใช้ทำสวนครัวจึงต้องล้อมรั้วอีกที เรียกว่าฮั้วฮี้ พ่อกับไอ่อ้ายจะเป็นคนทำรั้ว ล้อมเสร็จไอ่อ้ายก็จะจับมือตาพาไปลูบคลำจำจื่อว่าประตูอยู่ทางใด แนวรั้วเลาะเลียบไปทางใด ตาเหมือนมีตาภายในอยู่ที่มือ ลูบๆ คลำๆ ก็จะกำหนดจดจำเหมือนเราดูด้วยตา  ตาถอนหญ้าเอง พรวนดินเอง ตาทำอะไรต่อมิอะไรได้ตั้งมากมาย จนบางทีเราก็ลืมไปว่าแกตาบอด  แกเหมือนมีตาอยู่ที่มือ จะทำอะไรก็มักแตะๆ ตรวจๆ ลูบคลำดูก่อน

เหมือนหอยทากกระมัง

ไม่ต้องใช้ตา

แต่ใช้ปุ่มปมปลายงวงที่ยื่นออกมา

ตาขุดดิน ขึ้นแปลง ถอนกล้ามาปลูกในแปลงด้วยตัวเองได้หมด แต่เวลารดน้ำ แม่ไม่ให้ตารด กลัวตาตกบ่อตาย บ่อน้ำบ้านเราเป็นบ่อทรงกลม แคบแต่ลึก ปากบ่อไม่ได้ก่อล้อมด้วยอิฐ หากแต่กรุด้วยแผงซีกไผ่ขัดสาน คนตาดีอาจไม่มีปัญหาอะไร แต่คนตาเสียอาจมีปัญหา เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าแผงไผ่ตรงไหนผุ ดินปากบ่อตรงไหนทรุด หน้าที่รดน้ำผักมักตกแก่แสงเมืองแสงแก้ว ซึ่งมักเกี่ยงกันอยู่เสมอ

“มึงไปรดน้ำ กูจะไปยิงนก”

“มึงนั่นแหละแสงแก้ว มึงรดน้ำ กูจะไปยิงนก”

“มึงยิงกงบ่แม่นเท่ากู”

“กูไป…ไปแทงเหยี่ยนตีนหนองก็ได้ มึงแทงเหยี่ยนบ่เก่งเท่ากู”

“สองคนนั่นแหละ” ไอ่อ้ายตัดสิน “ช่วยกันรดน้ำ”

ไอ่อ้ายเริ่มเป็นหนุ่มแล้ว อายุห่างจากแสงเมืองห้าปี เป็นพี่ชายคนโต มีอำนาจชายรองจากพ่อ อำนาจในบ้านมีสองอย่างคืออำนาจหญิงกับอำนาจชาย อำนาจชายใช้บังคับสั่งการในฝ่ายชาย อำนาจหญิงใช้บังคับสั่งการในฝ่ายหญิง   บ้านใดเรือนใดหากอำนาจหญิงอำนาจชายเกาะกุมคุมกันถูกที่ถูกทาง บ้านนั้นเรือนนั้นจะสุขสงบร่มเย็น

 

พี่วารีอี่เกละ หรือวารีผีบ้างหายหน้าจากสังคมแคบๆ แถบบ้านเราไปนาน  พวกเราเองต่างมีงานการเสาะหาใส่ปากใส่ท้องที่ต้องทำ กลางคืนมีหนหาวดาวรุ่งและเดือนแรม กลางวันมีแสงแดดสดใสและหม่นมัว ไม่มีเสียงรถ ไม่มีวิทยุ ทีวี ไม่มีถนนหนทางตัดตรงมาสู่หมู่บ้าน มีป่าเขาลำเนาไพรแวดล้อมเหมือนขอบกระด้ง แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งแสงเมืองเอาของไปขายกาดเช้ากับแม่ ก็พบพี่แกที่นั่น พี่วารีไม่ได้ระเหเร่ร่อนไปเพียงผู้เดียวอีกแล้ว แกมีเด็กน้อยวัยกินนมอยู่ในอ้อมแขนอีกคน

เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครเป็นพ่อของเด็ก

Don`t copy text!