ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 6 : ร่องรอย

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 6 : ร่องรอย

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 6 –

คนเรามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ทำให้ต้องรีบหาเสื้อผ้าใหม่มาเปลี่ยน มันก็มีเหตุผลเดียวเท่านั้นล่ะ นั่นคือ เราใส่ชุดเดิมไม่ได้ และเหตุผลที่ ทำให้เราใส่ชุดเดิมไม่ได้ มันอาจจะเป็นเพราะว่า เสื้อผ้าเดิมมันเปื้อนเลือด หรือเปล่า ? 

 

ผมรู้ว่านี่มันโง่  แต่ก็อดไม่ได้  ผมรู้ว่านี่มันไม่เข้าท่า แต่ผมก็ต้านทานความสงสัยไม่ได้ ผมจับเสื้อพี่ภูพลิกกลับไปกลับมา มองตามตะเข็บและเนื้อผ้าอย่างถี่ถ้วน  เหมือนผมพยายามหาร่องรอยของอะไรสักอย่าง

 

ร่องรอยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันควรเป็นอะไร  รอยเลือด ร่องรอยการต่อสู้ เช่นรอยขาดของเสื้อ หรืออะไรแบบนี้?  ถัดมา ผมไม่รู้ด้วยว่าผมหาไปเพื่ออะไร ถ้าสมมุติเจอจริงๆ มันช่วยอะไรให้ผมสบายใจได้เหรอ?

 

ระหว่าง สงสัยว่าแฟนไปทำอะไรมา

กับ รู้เลยว่าแฟนไปฆ่าคนมา

คุณเลือกอย่างไหนล่ะ?

 

สงสัยมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ อย่างมากสุด เราก็ระแวงต่อไป  แต่ถ้ารู้เลยเต็มๆว่าเขาไปฆ่าคนมา  ถามจริง เราทำอะไรได้ จะแจ้งตำรวจ หรือว่าช่วยจะเขาอำพราง

 

เสียงสายน้ำในห้องน้ำยังไม่ขาดตอน เสียงฮัมเพลงของพี่ภูก็เช่นเดียวกัน  เขายังคงเพลิดเพลินกับน้ำอุ่นอยู่  ผมยังมีเวลาคิดหาคำตอบให้กับความสับสนของตัวเอง

 

ในขณะที่หัวก็คิด …  มือก็พลิกเสื้อ และตาก็สอดส่อง แม้จะตอบไม่ได้ว่า ทำไปทำไม  แต่ก็ดีกว่าไม่ทำ เพราะผมเกลียดการไม่รู้ ระหว่างรู้ข่าวร้าย กับ ไม่รู้อะไรเลย ผมเลือกที่จะรู้ข่าวร้ายดีกว่า

 

เอาล่ะ ดูซิ  เสื้อ สะอาด ไม่มีรอย  กางเกง ก็แน่นอน เหมือนเสื้อ ทีนี้มาถึงกางเกงใน …

 

ตามความคิดผม .. ตามตรรกะทั่วไป เวลาเราซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนฉุกเฉิน (หากจำเป็นจริงๆ) เราก็คงซื้อแต่เสื้อกับกางเกง คงไม่รวมถึงกางเกงในหรอก  ดังนั้นหากมีร่องรอยอะไรสักอย่างทิ้งไว้  หาจากเสื้อ กางเกงอาจจะไม่เจอ

 

แต่ที่กางเกงใน มันอาจจะมีเบาะแสอะไรก็ได้ ผมกล้าๆ กลัวๆ หยิบกางเกงในพี่ภูขึ้นมาส่อง  …

 

ไม่มีอะไร ตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นกางเกงในตัวใหม่หรือเก่า มันดูสะอาดไม่เหมือนของเก่า แต่มันก็ไม่มีกลิ่นใหม่โชยออกมา และไม่มีแท็กราคาติดไว้  (ผมไม่ได้ก้มดมมันหรอกน่ะ)

 

สรุปว่า ไม่มีอะไร ให้สงสัย งั้นผมควรวางใจ ใช่ไหม? ก็ไม่มีร่องรอยอะไรที่บ่งว่าพี่ภูไปฆ่าคนมานี่นา

 

เหมือนสมองซีกหนึ่งของผมจะวางใจ

แต่สมองอีกซีกก็แย้ง ส่งเสียงค้านโต้ทันที

 

“เดี๋ยวสิไอ้กฤษ  แล้วทำไมเขาถึงรีบมาหานายล่ะ? ทำไมไม่กลับไปที่คอนโด อาบน้ำก่อนแล้วค่อยมา โทรให้นายไปหาที่คอนโดเขาก็ได้ สะดวกกว่าอีก

 

ทำไมต้องมาบ้านนาย?

ทำไมต้องหนี มาหานาย ?

มันมีเหตุผลอะไรให้เขากลับคอนโดไม่ได้?”

 

สมองของผมซีกที่เพิ่งวางใจ มันไร้คำตอบ  คือผมหมายถึง  ผมไม่มีคำตอบให้ตัวเองสำหรับคำถามนี้ ผมยอมรับว่าเรื่องนี้ มันไม่สมเหตุสมผล  การที่พี่ภูปุปปัปโผล่มาหาผมที่หน้าบ้าน  แล้วบอกว่า เพราะคิดถึง มันไม่สมเหตุสมผล

 

ผมวางเสื้อเขาลง หยิบมือถือมาเปิด search หาข่าวเมื่อตอนกลางวัน นั่นไง ลิงค์ความคืบหน้าข่าว

 

/ ยังไม่พบตัวฆาตรกร คดีมีปากเสียงฆ่าแฟนเก่า

 

ตำรวจบุกค้นที่คอนโดย่านหรูแล้ว แต่ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้ต้องสงสัยตอนนี้ทางตำรวจกำลังขยายผลการตามหา ความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบในภายหลัง /

 

มันมีเหตุผลอะไรให้เขาต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ?​

ตอบ เพราะ เขาใส่ชุดเก่าไม่ได้ไง

 

มันมีเหตุผลอะไรให้เขาใส่ชุดเก่าไม่ได้ ?

ตอบ เพราะ ชุดเก่ามัน เปื้อนเลือดไง

 

มันมีเหตุผลอะไรให้เขาไม่กลับไปคอนโด ?

ตอบ เพราะ เขากลับไม่ได้ไง ที่นั่นมีตำรวจ

 

มันมีเหตุผลอะไรอธิบายเรื่องพวกนี้ทั้งหมด …?

ตอบ มีสิ … พี่ภูเป็นฆาตรกรฆ่าแฟนเก่าไง

 

เชี่ย … จริงดิวะ?  พี่ภูของผมนี่นะฆ่าคน ?

 

เฮ้ย เดี๋ยวไอ้กฤษ ใจเย็นๆก่อนมึง อย่าเพิ่งกระโดดไปถึงจุดนั้น ผมบอกตัวเอง  มันโอเวอร์เกินไป อันนี้มันไม่ใช่การคิดแล้ว มันคืแฟุ้งซ่าน  ผมกำลังฟุ้งซ่านไปไกลแล้ว

 

หมอนินเคยบอกว่า ฟุ้งซ่าน กับ รอบคอบ  มันเริ่มต้นเหมือนกัน คือการคิดเยอะ คิดรอบ ต่างกันที่ รอบคอบมีสติกำกับ แต่ฟุ้งซ่านคือการคิดเยอะโดยไร้สติ

 

คิดเยอะ คิดรอบ + สติ = รอบคอบ

คิดเยอะ คิดรอบ + ไร้สติ = ฟุ้งซ่าน

 

เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าฟุ้งซ่าน วิธีการแก้คือ แยกความคิด กับ ข้อเท็จจริงออกจากกันก่อน แล้วปล่อยให้สติค่อยๆกลับมาทำงาน  เอาล่ะ งั้นจับมันแยกฟากก่อน  ความคิดผม ตอนนี้มีอย่างเดียวคือ ความสงสัยว่าพี่ภูเป็นฆาตรกร ใช่ไหม?

 

ทีนี้ฟากข้อเท็จจริงกันบ้าง

 

หนึ่ง พี่ภูบอกว่าจะไปบอกเลิกกับแฟนเก่าวันนี้ แฟนเก่าที่พี่ภูเก็บเป็นความลับไม่บอกผมมาสักพัก จนกระทั่งเพิ่งมาบอกเอาวันนี้ และพี่ภูบอกว่าการเคลียร์กัน ผลออกมาไม่ค่อยดี

 

สอง วันนี้มีข่าวฆาตรกรรมชายหนุ่ม โดยตำรวจสันนิษฐานว่าเกิดจากแฟนเก่า(ที่ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตรกร) ตีจาก แล้วผู้ตายไม่ยอม เลยมีปากเสียงกันจนอีกฝ่ายพลั้งมือฆ่า  ตอนนี้ตำรวจกำลังตามหาตัวผู้ต้องสงสัย

 

สาม จู่ๆพี่ภูก็ปรากฏตัวที่หน้าบ้านผม แบบปุปปัป ให้เหตุผลว่าคิดถึงเลยรีบมาหาผม

 

สี่ พี่ภูใส่ชุดใหม่ทั้งตัว รีบด้วย ป้ายราคาก็ยังไม่เอาออกจากเสื้อกางเกงเลย  เหมือนเร่งรีบ

 

หมดแล้ว … ข้อเท็จจริง

เวรเอ้ย ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

 

ผมจับแยกความคิดความสงสัย กับข้อเท็จจริงแล้ว ไม่เห็นมันจะลดความคิดฟุ้งซ่านได้เลย นี่ขนาดใช้สติไล่ไตร่ตรองทีละข้อทีละข้อแล้วนะ  ผมว่านี่มันไม่ใช่ความฟุ้งซ่านแล้วล่ะ  มันคือเรื่องจริง

 

พี่ภูทำตัวน่าสงสัยจริงๆ ผมว่า วันนี้พี่ภูไม่ปกติแน่นอน  เขามีความลับบางอย่าง ที่ปิดบังผม ความลับที่เขาไม่กล้าเล่าให้ผม ที่เป็นแฟนเขาฟัง นี่ผมเป็นแฟนอย่างเป็นทางการของเขาแล้วใช่ไหม?

 

ใช่สิ … เพราะอีกคนเป็นแฟนเก่าไปแล้วไง พี่ภูจัดการให้เขาเป็นแฟนเก่าไปเรียบร้อยแล้ว คนนั้นเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนเก่าไปแล้ว

 

ไม่ว่าเขาจะอยู่ … หรือตาย

เสียงฝักบัวหยุดไปแล้ว  แต่เสียงฮัมเพลงของพี่ภูยังอยู่  เขาคงอาบน้ำเสร็จแล้ว และกำลังเช็ดตัวสินะ  ผมมีเวลาอีกไม่นานที่จะตรวจสอบร่องรอยที่น่าสงสัย …

 

ไม่เอาน่า ผมบอกตัวเอง แกเป็นแค่เด็กมอ.5 นะกฤษ  ประสบการณ์ด้านคดีฆาตรกรรมที่แกเฉียดใกล้มากที่สุดคือตอนดูโคนัน และการดูโคนันทุกตอนก็ไม่ได้ช่วยทำให้เพิ่งทักษะการเป็นนักสืบได้นะเว้ย

 

อีกอย่างนะ … มันจะไปมีร่องรอยได้ยังไง? นี่มันชุดใหม่ทั้งหมด ถ้าเขาเกิดลงมือทำอะไรขึ้นมาจริงๆ ร่องรอยก็ต้องอยู่ที่ชุดเก่าที่เขาถอดทิ้งไปแล้วสิ มันจะมีอยู่ที่ชุดใหม่ได้ไง

 

“อ้าว กฤษ โทษทีที่พี่ถอดเสื้อผ้าวางเกะกะ”

ยังไม่จะตั้งตัว พี่ภูก็นุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ

 

“เอ่อ … ไม่เป็นไรอะ กฤษกำลังจะหาที่แขวนให้”

ผมพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ขับไล่ร่องรอยความกังวลสงสัยออกไปจากหน้า

 

“ไม่ต้องหรอกครับ เอามานี่แหละ พี่จะใส่ต่อ”

เขายื่นมือมาขอเสื้อเขาที่อยู่ในมือผม

 

ตอนที่เราสบตากัน  นั่นล่ะ มันคือจุดที่ความสงสัยในตัวผมระเบิด มันชนะปากที่เม้มสนิท และสติที่พยายามข่มเอาไว้  ผมโพล่งถามเขาออกไป

 

“ทำไมพี่ภูถึงซื้อชุดใหม่มาใส่ครับ?”

“… เอ่อ ทำไมนายถึง ?”

“พี่ภูยังไม่ได้แกะป้ายราคาออกเลยฮะ”

 

ผมตอบพลางยื่นเสื้อคืนให้เขา พี่ภูรับไปแล้วพลิกดูที่ปกเสื้อ แล้วถอนหายใจยาว

 

“พี่รีบน่ะ”  เขาดึงป้ายราคากับสติกเกอร์ออก  สลัดมันสองที แล้วสวม หันมาสบตาผมด้วยแววตาที่ยากจะเดา  “พี่มีปากเสียงกับแฟนเก่าอย่างที่เล่า  เขาไม่ยอมฟังพี่ท่าเดียว เอาแต่โต้เถียง ไม่ยอมเลิก”

 

“พี่เห็นว่า คุยไปก็ไม่มีประโยชน์ เลยเดินหนี  เขาก็คว้าจานข้าวโต๊ะข้างๆ สาดใส่พี่”  พี่ภูติดกระดุมเสื้อเสร็จแล้วก็หยิบกางเกงไปใส่ต่อ

 

“พี่เลยแวะร้านขายเสื้อผ้าแถวนั้นซื้อชุดใหม่ใส่ แล้วทิ้งชุดเก่าไปน่ะ”​

 

ผมนิ่งฟัง นึกภาพตาม  มันก็สมเหตุสมผลนะ มือผมที่เมื่อกี้นี้กำสนิทเริ่มค่อยๆคลาย ไหล่ที่เมื่อกี้ตึงๆ ค่อยๆผ่อนลง ผมรู้สึกว่าความสบายใจค่อยๆกลับมาสู่ในอกอีกครั้งช้าๆ ตามเรื่องเล่าของพี่ภู  ก็มันสมเหตุสมผลนี่นา …

 

เสียงโทรศัพท์พี่ภูดัง

 

คราวนี้ เราสองคนสะดุ้งพร้อมกัน พี่ภูหยิบมาดู เบ้ปาก แล้ววางมันบนโซฟา

“เขาโทรมาน่ะ  พี่ไม่อยากคุยตอนนี้”

 

ผมรู้ว่า เขา หมายถึงแฟนเก่าของพี่ภู นี่ถ้าเขาโทรมาได้  มันก็แปลว่า เขายังไม่ตายสินะ  สรุปแล้ว พี่ภูไม่ได้เป็นฆาตรกร ผมฟุ้งซ่านบ้าบอไปเอง

 

โทรศัพท์ดังอีกครั้ง พี่ภูหยิบมากดตัดสายทิ้ง

 

“มีอะไรก็ให้ส่งข้อความมาแล้วกัน  เดี๋ยวพี่ค่อยอ่านทีหลัง” เขาส่ายหน้า  “แล้วกฤษเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เมื่อกี้นี้สีหน้าไม่ค่อยดีเลย หรือว่าโกรธเรื่องพี่ที่ไปคุยกับแฟนเก่า  แต่พี่บอกแล้วไงว่าพี่เลิกกับเขาแล้วน่ะ”

 

ผมส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอกฮะ … แค่เรื่องไร้สาระน่ะ ช่างมันเถอะครับพี่ภู”

 

พี่ภูจับไหล่ทั้งสองข้างของผม “ไม่มีเรื่องไหนไร้สาระหรอก ถ้าแฟนพี่ไม่สบายใจ อย่าเก็บไว้คนเดียวสิครับ  เล่ามาเถอะ”

 

ไหนๆทุกอย่างก็คลี่คลายไร้ข้อสงสัยแล้วนี่นา  ผมเลยเล่าให้ฟังทั้งหมด  ทั้งเรื่องข่าวที่ผมได้ฟังวันนี้  เรื่องความกังวล ฟุ้งซ่านคิดนู่นนี่ และเรื่องที่ผมค้นเสื้อผ้าพี่ภูด้วย ผมยังเอามือถือเปิดให้พี่ภูดูลิงก์ข่าวเมื่อกี้นี้อีก

 

“ที่พี่ไม่กลับไปคอนโดตอนนี้ เพราะเขามีกุญแจคอนโดพี่ครับ  พี่กลัวว่าเขาจะไปดักรอที่นั่น  โทษทีที่พี่ไม่ได้บอกนายตั้งแต่ทีแรก”

 

เขาอธิบาย  ตอนนี้เราสองคนนั่งพิงกันบนโซฟา หัวผมซบอยู่ที่ไหล่พี่ภู กลิ่นสบู่อาบน้ำเย็นๆโชยมาจากซอกคอเขา  “กฤษขอโทษนะครับพี่ภู ที่ฟุ้งซ่านบ้าบอ” ผมหันไปช้อนตามองเขา

 

“พี่ก็ขอโทษนะครับ ที่ทำให้กฤษฟุ้งซ่านสงสัย” เขาหันมาบีบจมูกผมทีหนึ่งเบาๆ  “หมดเรื่องแล้วเนอะ  เดี๋ยวพี่จะได้กลับบ้าน”

 

ผมลุกพรวด สีหน้าผิดหวัง

“อ้าววว กฤษนึกว่าพี่ภูจะอยู่ค้างกับกฤษเสียอีก”

 

เขาส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกครับ พรุ่งนี้พี่มีเรียน เดี๋ยวคงกลับไปบ้านแม่ก่อน ดึกๆค่อยไปที่คอนโดอีกที เอาให้แน่ใจว่าเขาไม่ดักรออยู่ที่นั่น  ไม่อยากเจอแล้ว”  พอเห็นผมทำหน้าบูดเขาก็ลูบหัว “ไม่เอาสิคนดี เดี๋ยววันหลังมาค้างด้วยนะครับ วันนี้ไม่ได้จริงๆนะ”

 

ผมพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ไม่คลายสีหน้า  พี่ภูเห็นแล้วหัวเราะ

“ไม่เอาดิกฤษ  ไหนยิ้มให้พี่ดูหน่อยสิ”

 

“ก็ได้” แล้วผมก็ฉีกยิ้มแกล้งๆใส่เขาพี่ภูหยิกจมูกผมทีหนึ่ง

 

“ไอ้เด็กบ๊องเอ้ยยยย”  แล้วเขาก็หัวเราะ ผมแหวกลับ

“กฤษอ่อนกว่าพี่ภูไม่  กี่ปีเองนะ อย่ามาทำเหมือนกฤษเป็นเด็กสิ”

 

“พี่ว่านายเด็กนะ เด็กเป็นโคนันเลย อยู่ในโลกแฟนตาซีไปหมด ทุกอย่างเป็นฆาตรกรรม ฮ่า ฮ่า เออนี่ พี่ว่านายเอาเรื่องนี้ไปเล่าลงในทวิตเตอร์ก็ดีนะ เขียนให้มันดูลึกลับหน่อยๆ แล้วตบตอนจบให้ตลกไปเลย”

 

“ได้เหรอพี่ภู  กฤษเล่าเรื่อง .. นี้… ได้เหรอ?”

ผมละคำว่าเรื่องแฟนเก่าไป แต่ดูเหมือนพี่ภูจะเข้าใจ

 

พี่ภูพยักหน้า  “เล่าได้สิ ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา แต่ถ้านายคิดว่าไม่อยากเล่าก็เรื่องของนายนะกฤษ”

 

ผมส่ายหน้า  “เล่าครับ กฤษอยากเล่าลงทวิตเตอร์ คนอ่านต้องชอบแน่ๆ แต่ตอนนี้”  ผมเดินเข้าไปเกาะแขนพี่ภู ซบไหล่ แล้วยกมือถือขึ้นถ่ายรูปเซลฟี่ของเราสองคน  “กฤษต้องถ่ายรูปคู่เราไว้ลงประกอบด้วย”

 

“จ้าาาา”  แล้วพี่ภูก็หอมหน้าผากผมทีหนึ่ง ผมกดถ่ายรูปอีกรอบ

 

“พี่ไปก่อนนะกฤษ  แล้วพี่จะส่งโทรมาส่งเราเข้านอน  อย่านอนดึกล่ะ พรุ่งนี้ไปโรงเรียน  รู้ไหม”

 

ผมพยักหน้า  “คร้าบบบบบบ ลุง สั่งซะเป็นคนแก่เลย”

 

แล้วพี่ภูก็กลับบ้านไป ส่วนผมก็มานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ พิมพ์เล่าเรื่องลงบนทวิตเตอร์

 

แล้วมันก็เป็นไปตามคาด  คนชอบ คนกดหัวใจ คนรีทวีตมากมาย  มันกลายเป็นเรื่องตลกตามที่ผมตั้งใจ คนติดตามมากมายชอบมัน  ตัวเลขรีทวีตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขผู้ติดตามผมก็เช่นกัน

 

หัวใจของผมพองโต ผมมีแฟนที่หล่อ เพอร์เฟคท์ ผมมีชื่อเสียง มีคนสนใจ อย่างที่ต้องการ ชีวิตกลับมาลงตัวเหมือนเดิม หลังจากเป๋ไปสามสี่ชั่วโมง

 

พี่ภูโทรมาส่งผมเข้าตอนตอนห้าทุ่ม ที่จริงผมก็ควรจะเข้านอนหลังจากวางสาย แต่ก็ประสาคนติด social network นั่นล่ะ ผมเล่นต่อ จนเกือบราวๆตี 2 ถึงเริ่มง่วง คิดว่าควรไปนอนได้แล้ว ก่อนจะปิดมือถือแล้วเข้านอน ดันมี notify ขึ้นมา …

 

มีคนเมนชั่นถึงในเธรด ผมเลยกดเข้าไปดูข้อความที่เขาโควททวีต

 

/ แล้วรู้ได้ไง ว่านั่นเป็นสายจากแฟนเก่าจริงๆ?

 

ถ้าสมมุติเขามีสองเบอร์ แล้วเซฟอีกเบอร์เป็นชื่อแฟนเก่า ตั้งเวลาโทรเข้า หรือ ฝากให้ใครโทรเข้ามา  มันก็ดูเหมือนแฟนเก่าโทรเข้ามาหาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

 

เขารับสายคุยให้เห็นเหรอ?  ถึงแน่ใจว่าเป็นแฟนเก่าโทรเข้ามาน่ะ  แค่มีสายเรียกเข้า ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายที่โทรเข้ามามีตัวตน หรือมีชีวิตไม่ใช่หรือไง /

 

และคืนนั้น …

ผมก็นอนไม่หลับอีกครั้ง

 

Don`t copy text!