ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 13 : คอร์นิลญา

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 13 : คอร์นิลญา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 13 –

ขึ้นรถไฟอีกครั้งจึงถึงหมู่บ้านนามว่า ‘คอร์นิลญา’ (Corniglia) อันคือหมู่บ้านเดียวที่ไม่มีทางออกติดทะเลเพราะตั้งอยู่บนภูเขาสูง แม้จะอุดมด้วยจุดชมวิวแสนงาม นักท่องเที่ยวสูงอายุก็มิอาจขึ้นไปได้

“หมู่บ้านนี้เล็กสุดเลยครับคุณย่า” โยธีเริ่มงานบรรยายของเขาด้วยทีท่าสุขสบาย อารมณ์ที่ฉาบฉายออกมาไม่บ่งบอกว่ากำลังจะจีบน้องบน แต่น้องบนต่างหาก ‘ให้ท่า’ เขา…’คนขับรถ’ เอาแต่นึกในใจ หรือมิฉะนั้นเพื่อนคนนี้ก็เจนสังเวียนจนเกินกว่าจะจับความรู้สึกที่ลึกกว่านี้ของเขาได้ “เห็นไหมฮะ…หมู่บ้านอยู่ข้างบนโน่น…แต่ถึงยังไงก็เป็นหมู่บ้านมีอายุนะครับ มีมาตั้งแต่สมัยโรมันเรืองอำนาจนั่นเลยฮะ…ความสำคัญของเขาอีกอย่างก็คือคนสร้างหมู่บ้านนี้ยังเป็นผู้ผลิตไวน์รายใหญ่อีกด้วยครับ…เขาก็เลยเอาชื่อแม่เขามาตั้งชื่อหมู่บ้านว่าคอร์นีเลียแล้วเพี้ยนมาเป็นคอร์นิลญา”

ชมหมู่บ้านที่ไปมายากพอให้รู้ว่ามีอยู่จริง…บนเขาโน่นเพียงครู่ โยธีก็พาทั้งคณะขึ้นรถไฟย้อนกลับไปยังหมู่บ้านที่สี่ที่มีนามว่า ‘มานารอลา’ (Manarola)

นั่นก็เนื่องด้วยเป็นหมู่บ้านริมทะเลอันงดงามประหนึ่งภาพเขียนราวกับศิลปินช่วยกันระบายสีอ่อนหวานจนละมุนนัยน์ตาทั่วหมู่ตึกอันแออัดขนัดแน่นลดหลั่นกันลงมาตามชั้นเชิงผาตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวที่มีผนังหินสีเทารองเป็นฐาน ขับขึ้นกับเฉดส้มอมชมพูของหมู่บ้าน

“มานารอลานี่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 น่ะครับคุณปู่” อีกฝ่ายเล่าเรื่อยๆไม่ขาดปาก ทุกคนต่างก็สนใจฟัง “ที่นี่ก็เลยนับเป็นหนึ่งในสามหมู่บ้านคือแวร์นาซซา มานารอลา กับอีกแห่งที่เรากำลังจะไปกันคือ ริโอมัจจอร์เร น่ะฮะ…ว่าแต่ว่านี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เราแวะทานอะไรกันอีกสักหน่อยดีไหมครับ”

ปู่กับย่าตกลง ด้วยว่าถนนที่กำลังเดินอยู่นี้ติดกับทะเลเลยทีเดียว ดังนั้น โยธีจึงเลือกร้านที่มีโต๊ะวางเรียงกันไปบนระเบียงเหนือ ผืนน้ำอันฉ่ำชื่นด้วยอากาศเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาวมาก

หากภาพที่ทำให้ปู่กับย่าเสียความรู้สึกก็คือ ยาเยียเคลียคลออยู่ข้างสมุทรไทไม่ยอมห่าง

ชายหนุ่มก็ต้องหันไปพูดจากับหล่อน

“พี่โยขา ช่วยเลือกอย่างที่พี่คิดว่าอร่อยถูกปากให้หนูสักอย่างได้ไหมคะ” บนฟ้าชิงทอดเสียงใสขึ้นมาจนย่าสะท้อนหลายซู่

แต่ฝ่ายปู่นิ่งงัน

หากปรายก็บอกทันที

“ดีแล้วโย มึงรู้นี่นาว่าอะไรดีสุด” พลางเขาก็เอ่ยกับอีกคน “มึงเองก็รู้เหมือนกันใช่ไหมล่ะว่า โยมันนักชิมมือแชมป์ แถมยังทำกับข้าวเก่งอีกต่างหาก”

สมุทรไทก็เลยพยักหน้าพร้อมเสริมคำ

“โยนี่ก็นักทำกับข้าวครับคุณปู่ มันจัดอะไรก็เนี้ยบไปหมด ใครได้มันไปก็เหมือนถูกลอตเตอรี่สามสิบล้าน” ชายหนุ่มก็เลยแถมท้ายจนสาแก่ใจ

แต่ปู่กับย่าไม่ว่ากระไร ยังคงมองทะเลเฉยอยู่

“จะเหมือนถูกหวยกินสามสิบล้านน่ะเซ่” เพื่อนก็เลยตอบกลับ ขณะหันไปสั่งอาหารสามสี่อย่าง ‘มาแบ่งกัน’ เพราะแต่ละจานก็มากโข

ยาเยียได้แต่หัวเราะคิกคักขำพี่ชาย

“พี่ไทขา…ถ้ารู้ฤทธิ์พี่โยละก็ พี่ก็จะไม่พูดแบบนี้นะเจ้าคะ”

“รู้ว่าไงน้อง” พี่ไทหันไปสนองตอบ ดูสนิทชิดใกล้กันเข้ามาจนทั้งย่าและปู่เงียบกริบ มิกล้ามองหน้าคนข้างๆ

“ก็ต้องรู้ว่าเขาทำได้ทำดี แต่ไม่จำเป็นก็ไม่ทำไงคะ”

“อ๋อ…นั่นก็เป็นธรรมดาฮะน้อง…เรื่องขี้เกียจบางเวลาใครๆก็เป็น…แต่กับคนสำคัญของเขา ก็คงอีกอย่าง”

“จริงของพี่ไท” ยาเยียเห็นด้วย

ครู่ต่อมา อาหารจานใหญ่สี่จานก็มาถึง มีข้าวคลุกชีส พิซซ่า สปาเกตตี้วองโกเล่ กับสลัด

โยธีกินเสร็จจึงลุกขึ้น หายออกไปจากร้าน ครู่ต่อมาก็ถือถุงบรรจุไอศกรีมเจลาโต้อันเป็นไอศกรีมเลื่องชื่อของทุกเมืองมาส่งให้ครบทุกคน

“ต้องอิ่มด้วยอร่อยด้วย มีความสุขด้วยนะครับคุณปู่คุณย่า” หนุ่มเจ้าชู้พูดจาอ่อนโยน

ปรายจ่ายเงินแล้วจึงชวนปู่ย่าผู้แม้จะรับประทานอาหารได้เพราะหิวกับถูกปาก หากก็ไม่เอ่ยอะไรมากเหมือนเดิม…ไปห้องน้ำ

ดังนั้น ตอนที่สมุทรไทพาปู่เข้าไปข้างใน โยธีจึงเอ่ย

“ทุกๆท่านครับ เรามาซื้อน้ำของเขาก็เพราะเราต้องมาถ่ายน้ำของเราออกจากตัวด้วยนะฮะ” เขาบอกหัวเราะๆ “ห้องน้ำสาธารณะน่ะอย่าพึ่ง มันโสโครกทุกแห่ง ฉะนั้นถ้าแวะทานอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ต้องรีบจัดการเลยนะครับ”

แต่น้องของเขาตามสมุทรไทไปก่อนหน้า บนฟ้าก็เลยคอยปู่ออกมาก่อน

ปรายเห็นหน้าน้อง จึงลดเสียงลง

“น้องบน…ไงๆน้องก็ต้องทนหน่อยละนะ…อย่าให้เสียทีที่อยู่บนฟ้า ฮิฮิ”

คำสุดท้ายเจ้าตัวก็เลยล้อๆ ขณะหันไปจ่อปากกับหูย่า

“ย่าฮะ…รู้น้าาา…ย่าใจคอไม่ดี…แต่ย่าก็รู้ หนูของย่าหาเรื่องก่อน”

แต่ขั้นตอนที่กำลังดำเนินไปขณะก้าวขึ้นรถไฟกลับไปสู่สถานีก่อนสุดท้ายคือหมู่บ้าน ‘ริ โอมัจจย์อเร’ (Riomaggiore) นั้นเองก็เกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทุกคนรู้ไม่ทันหรือไม่ทันรู้

นั่นก็ด้วยหมู่ยิปซีสาวสามนาง ก้าวตามทั้งคณะขึ้นมาด้วย

ก่อนอื่น สมุทรไทต้องจัดให้ปู่กับย่าได้นั่งเคียงข้างกัน ฝ่ายยาเยียได้เก้าอี้ตรงข้ามที่มีเก้าอี้เด็กอยู่ด้านใน ผู้ใหญ่นั่งไม่ได้ บนฟ้าจึงลงนั่งบนเก้าอี้ฟากตรงข้าม แต่แถวเดียวกับย่า มีชายทั้งสี่ยืนเกาะเสาเกาะขอบประตู ปนไปกับสามยิปซีสาวผู้ดูราวกับต้องเบียดกรออยู่กับชาวเอเชียไม่ยอมห่าง

หากก็ไม่มีใครสงสัยในอาการของนาง แม้มีที่ว่างข้างน้องบน นางสามคนก็ไม่นั่ง คนหนึ่งจึงยืนอยู่นอกประตู อีกสองคนยืนขนาบหน้าหลังชายทั้งสี่ จนกระทั่งรถถึงสถานีหมู่บ้าน

สมุทรไทจึงรีบยื่นแขนให้ปู่กับย่าพยุงตัวลุกจากที่นั่ง กันคนอื่นไว้ ส่งผู้อาวุโสออกไปในแถว ผ่านประตูโบกี้ไปจนถึงบันไดรถ โดยชายหนุ่มพาปู่ย่าลงไปได้พร้อมโยธีผู้ลงไปยืนพลางยื่นแขนออกมารับอีกหญิงผู้ก้าวตามกันมา แต่หญิงยิปซีกันไว้ไม่ให้ลง หล่อนก็เลยต้องออกแรงผลักแผ่นหลังที่รู้สึกได้ว่าแข็งราวมีกระดานรองอยู่ข้างใน

โยธีเห็นท่าไม่ดี เพราะพ่อกับน้องของเขาและปรายต่อท้ายแถว รถก็กำลังจะออกอยู่รอมร่อ จึงฉุดแขนบนฟ้าเต็มแรงหลุดออกจากสาวยิปซีผู้ท้ายสุดก็หวนก้าวกลับเข้าไปในรถ ไปต่อไป

บนฟ้าก็เลยพลัดเข้าสู่วงแขนโยธีโดยเหตุที่เกิดกะทันหัน

สมุทรไทแลเห็นทันควันเต็มตา ผิวหน้าเขาก็เลยแดงจัด

ยาเยีย ปรายและยงยุทธตามลงมาได้ ต่างก็สงสัยสามนางครามครัน

“มันกะเล่นงานกระเป๋าใครก็ไม่รู้” พ่อของโยธีรั้งท้าย แลเห็นชัดตอนชุลมุน

“มันจะไม่ให้หนูลงบันได” บนฟ้าใจหายเหมือนกัน เนื่องด้วยท่าทางหล่อน ‘ดูรวย’ กลุ่มนางร้ายต่างก็กางกั้นหล่อนไว้ เหยื่อก็คือกระเป๋าสะพายเฉียงบ่าใบย่อมของหญิงสาว

แต่คราวเคราะห์ยังมีต่อ เมื่อต้องเดินเรียงแถวให้เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรโดยสารของทุกคน

ครั้นปรายยื่นบัตรของคณะทั้งแปดให้ดู เขาก็บอกว่า

“บัตรนี่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรับรอง”

“รับรองยังไง” ปรายถาม

พลางอีกฝ่ายชี้ให้ดูภาษาอังกฤษยิบๆที่เป็นระเบียบการซื้อบัตรไปกลับทุกใบว่าต้องเขียนชื่อและนามสกุลลงในบัตรแล้วนำไปเสียบที่เครื่องซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องขายบัตร จึงจะถือได้ว่าผู้ถือบัตรทำตามระเบียบครบถ้วนในการลงทะเบียนไป-กลับ ชิงเกว แตร์เร

ครั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เอ่ยต่อ

“ฉะนั้น คุณก็ต้องถูกปรับคนละ  50  ยูโร”

50 ยูโร” ปรายร้องดังอย่างนึกโกรธสุดขีด

8 คน 400 ยูโร

“ก็ทำไมมึงไม่บอกกูล่ะ ตอนที่ขายตั๋วให้กูน่ะว่ากูจะต้องเอาไอ้บัตรของมึงนี่ไปเสียบที่เครื่องบ้าของมึงอีกที เล่นมาบอกเป็นตัวพิมพ์ยิบๆเท่ามดแบบนี้ สงสัยนะเว้ยว่ากะเล่นไม่ซื่อ”

แต่จะว่าไปทำไมมี เจ้าหน้าที่รถไฟก็ยังได้เหยื่ออีกสองกลุ่ม มีหนุ่มชาวอินเดียกับลูกเมีย และคุณป้าชาวอิตาเลียนคู่หนึ่ง

จึงต่างก็เอะอะโวยวายกันดังลั่นเพราะไม่มีจ่าย

หนุ่มอินเดียเอ่ยภาษาอังกฤษ

“หมดตัวแล้ว”

“งั้นเอาพาสปอร์ตมา”

ใครหนอจะโง่บ้าส่งหนังสือเดินทางให้

หนุ่มอินเดียก็เลยบอกว่าไม่ได้นำมาอยู่ที่โรงแรม

ครั้นผู้ก่อความสงสัยเห็นท่าไม่ดี ก็เลยโทรศัพท์ตามหัวหน้าซึ่งนัยว่า สามารถเกลี้ยกล่อมได้ มาช่วยกันตะล่อมทั้งชาวไทย ขาวอินเดียและอิตาเลียนให้ยอมจ่าย

“อิตาลีทำแบบนี้เหมือนไล่นักท่องเที่ยว” ปู่เองก็ตกใจที่หลานจะต้องจ่ายเงินอย่างไม่เข้าเรื่องถึงหมื่นกว่าบาท “ก็ทำไมถึงไม่ยกป้ายให้ทุกคนรู้ล่ะว่า ซื้อตั๋วแล้วต้องเอาตั๋วไปเสียบที่เครื่องหน้าห้องนั่นน่ะ แค่นั้นก็หมดปัญหา ไอ้นี่กลับมาเขียนตัวยิบๆไว้บนตั๋ว”

“ถึงอ้างว่ากฏระเบียบบริสุทธิ์ใจ ก็ไม่มีใครเชื่อ” ยงยุทธเห็นด้วย

ขณะที่ชาวอินเดียและคุณป้าไม่ยอมจ่าย ต่างก็ไม่มีเงิน ซึ่งก็เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนั้น

หากท้ายที่สุด สมุทรไทจึงตัดบท

“ไม่เป็นไรหรอกปราย กูจ่ายเอง จะได้รู้แล้วรู้รอดกันไป”

นั่นก็เพราะหัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่มาใหม่บอก

“ถ้างั้นผมก็จะเรียกตำรวจมาจัดการ”

ปู่ก็เลยพยักหน้า

“จ่ายให้มันไปซะปราย ถือว่าฟาดเคาะห์”

 

Don`t copy text!