ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 17 : พี่โยคนเก่ง

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 17 : พี่โยคนเก่ง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 17 –

เขาก็เลยก้าวไปถึงตัว จูงมือมา กดบ่าเบาๆให้อีกฝ่ายลงนั่ง มีสายตาหลายคู่จับจ้อง

ต่างก็ยังคงมองงงๆ ยงยุทธมียิ้มนิดๆในหน่วยตา แต่ยาเยียหน้าสลด โยธีเสมองดูลานใหญ่อันประปรายด้วยผู้คน พลางเอ่ยเรียบๆกับบนฟ้า

“ถนนนี้ทั้งสายเป็นถนนช็อปปิ้งนะฮะ ถ้าน้องบนอยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ทุกอย่าง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง”

ที่จริง หล่อนเองก็วางหน้าไม่ถูกเหมือนกันที่กะว่าจะประท้วงพอให้เขารู้ว่าที่เขาทำท่าตอบรับสาวน้อยเชิง ‘เล่นด้วย’ นี่น่ะ ฉันไม่พอใจนะ…หึงนะ…ก็บอกแล้วใช่ไหมว่าหนูขี้หึง…บอกแล้วทำไมจำไม่ได้

แต่เขากลับทำไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ยอมเข้าใจความหมายคำว่าขี้หึง ยังคงเอาใจใส่ต่อคำกับวัยรุ่นที่นึกอย่างไรจึงคลอเคลียหน้าตาเฉย ราวกับจะบอก ‘ใครดีใครได้นะ ผู้ชายคนนี้’

น่ารังเกียจจนแทบไม่อยากมองหน้า

“เอ้า…ถ้าไม่สั่งอะไรมากินก็ไปต่อดีกว่า” ปรายก็เลยพยักหน้ากับโยธี

“คุณปู่หายเมื่อยแล้วนะฮะ จะได้ข้ามไปโน่น” ผู้ที่พูดอิตาเลียนได้ถามไถ่

“หายแล้ว” ประธานก็เลยลุกขึ้น ขณะที่สมุทรไทยื่นแขนให้เกาะพร้อมกับปรายพยุงย่า

อากาศเย็นสบายช่วยให้คลายความร้อนรุ่มลงได้เช่นกัน

ต่างก็ข้ามลานใหญ่ไปยังทางเดินภายใต้โค้งตึกข้างหน้าบนถนนสายเดียวกัน พลันก็แลเห็นพาร์มาแฮมขาใหญ่ราวสิบกว่าขา ตั้งโชว์อยู่หน้าร้านกาแฟข้างทาง ดูคล้ายของปลอม แต่ไม่ปลอมเพราะโยธียืนยัน

“นอกจากกาแฟ เขาก็ขายอาหารด้วยไงฮะ…ว่าแต่ว่า คุณปู่คุณย่าอยากดื่มอะไรสักนิดหน่อยไหมครับ…พ่อล่ะ…น้องบนล่ะฮะ”

“เออ…” ปรายตกลงเลยพาปู่เข้าไปนั่งพลางเหลือบมองน้องสาวกับเพื่อนหนุ่มนิดหนึ่ง “นี่ก็สิบโมงครึ่งแล้ว…”

“ถ้างั้นก็นั่งกันตรงนี้นะครับ ผมขอตัวไปเดินสำรวจร้านอาหารกลางวันสักนิด…เดี๋ยวมา…” โยธีบอกกล่าวขณะถามบนฟ้า “น้องบนอยากเดินต่อหรือจะย้อนกลับล่ะฮะ”

“อย่าเดินเลยว่ะ” ปรายตัดบทฉับพลันด้วยสุดจะกลั้นความคับข้องไว้ได้ “นะ…น้อง…นะหนูเยีย…หนูก็ไม่อยากซื้ออะไรไม่ใช่หรือ”

“ยังไม่ซื้อตอนนี้หรอกค่ะพี่ปราย รอไว้ก่อน” ยาเยียตอบด้วยสีหน้าไม่อ่อนข้อ มีแววสนุกอย่างพอดีในดวงตา “แต่ถึงไงน้องก็คงจะต้องซื้ออะไรซักอย่างจนได้แหละพี่โย ไม่ต้องกลัวว่าไม่ซื้อ…นะพ่อ…นะคะ”

ยงยุทธก็เลยพยักหน้าไปอย่างนั้น คร้านจะจับได้ไล่ทันลูกสาว

เนื่องด้วย บางครั้งคราวก็ไม่รู้เรื่องที่ลูกพูด

ครั้นแล้วโยธีก็ก้าวออกไปหลังจากช่วยสั่งเครื่องดื่มให้ปู่ย่าพ่อและเพื่อนจนครบทุกคน

หากเมื่อเห็นยาเยียเข้าไปนั่งข้างสมุทรไท ก็เอาอีกแล้ว น้องบนสุดจะทานทนอยู่ได้ แม้เตรียมจะนั่งข้างย่าก็เปลี่ยนใจกะทันหัน ผลุนผลันก้าวออกจากประตูร้าน เดินตามไปเรียกโยธี

“พี่โยคะ รอหนูด้วย”

อีกฝ่ายจึงหันมา งงไปอึดใจในสีหน้ายิ้มพราย แต่น้ำใสกำลังเอ่อขึ้นจนเต็มขอบตา

“มีอะไรไหมน้อง” เพื่อนของพี่ชายนึกรู้อยู่เหมือนกันว่า มีบางเรื่องแผ่ซ่านอยู่ระหว่างการเดินทาง เพียงแต่ไม่รู้ว่าลึกซึ้งประมาณไหน เนื่องด้วยยาเยียเป็นวัยรุ่นผู้ไม่ชอบขยายความในใจอันเป็นส่วนตนให้ผู้ใดรับรู้ แม้แต่กับบิดาและพี่ชาย

“ไม่มีค่ะ” บนฟ้าตอบเสียงใส กลบเกลื่อนความสะเทือนใจอย่างพยายามให้มิดชิด “หนูเพียงแต่อยากเดิน ไม่อยากนั่ง”

“ถ้างั้นเราก็ไปเลือกร้านทางโน้นกัน” อีกฝ่ายก็เลยพยักหน้าไปทางที่เดินผ่านมาแล้ว ที่มีลานน้ำพุคั่น ย้อนกลับไปทางเก่า

“พี่โยเลือกร้านอาหารเก่งดี” น้องบนบัดนี้จำต้องกล้ำกลืนเสียงสะอื้นไว้ในอก กลั้นความสะทกสะเทือนมิให้เลื่อนลั่นออกนอกหน้า เพียรจ๊ะจ๋าทั้งๆฝืดเฝือ “สงสัยพี่จะเป็นนักกิน”

“คงใช่…พี่เป็นนักกิน” อีกฝ่ายหัวเราะหัวใคร่ หันมาทำนัยน์ตาระยิบมีนัย

แต่ในฐานะของเด็กอ่อน หล่อนอยากย้อนถามเขาเหมือนกัน หากชั้นเชิงยังไม่มีพอ จึงต่อคำแค่เฉียดๆ

“พี่ชอบกินอะไรมากที่สุดล่ะคะ”

โยธีฟังแล้วได้แต่หัวเราะนัยน์ตาวาว

“ก็น้องล่ะ…คิดว่าพี่ชอบกินอะไร รสชาติแบบใหน เราใจตรงกันหรือเปล่า”

เมื่อกลอนพามาถึงตรงนี้ น้องบนได้สติขึ้นมาจึงเลี้ยวกลับ

“คงไม่ตรง…พี่คงชอบรสจัด แต่หนูชอบจืดๆ สู้กับรสจัดไม่ไหว”

โยธีก็เลยทำเสียงฮ่าฮ่าอย่างบันเทิง

“น้องน่ารักมาก เพิ่งรู้ว่าน้องทั้งสวยทั้งมีเสน่ห์”

เมื่อทั้งคู่เดินกลับมารับทั้งคณะ ต่างก็แลเห็นสีหน้ากันและกันชัดแจ่ม

ยาเยียดูแอร่มแช่มชื่น แสงจากนัยน์ตาลื่นเป็นเงา สบตาพี่ชายอย่างมีความหมายว่าขอบคุณ

แต่อีกฝ่ายดูขุ่นข้อง สีหน้าทั้งเขาและปู่ย่าสอดคล้องกัน นั่นก็คือกระวนกระวาย

ความห่วงใยเต้นเร่าในดวงตา

ตรงกันข้ามกับยงยุทธและยาเยีย

“เป็นไง เจอร้านไหมโย” พ่อของเขาถามไถ่ มองลูกชายและหญิงสาวพลางคิดไกลไปถึงวันหน้า

เพียงแต่ขอให้แน่ใจกว่านี้เท่านั้น

“เจอแล้วฮะพ่อ…ดีทีเดียว…คุณปู่คุณย่าลองชิมแล้วคงชอบละครับ ร้านเขามีบุคลิกค่อนข้างคลาสสิคฮะ” โยธีบรรยายพลางสบตาสมุทรไทผู้นั่งนิ่งข้างปู่มียาเยียขนาบอยู่ไม่ห่าง เขาก็เลยบอกเพื่อน “น้องบนเห็นแล้วก็ชอบทันที หวังว่ามึงจะโอเคนะ”

ชายหนุ่มแค่พยักหน้า

แม้รู้ดีว่ามิใช่ความผิดของเพื่อน หากก็อดสะเทือนอารมณ์ไม่ได้

“ไม่ต้องรีบหรอกฮะปู่” ปรายก็เลยห้ามไว้มิให้ปู่ย่ารีบลุกขึ้น “นั่งสบายๆอีกซักพัก ดูคนเดินไปมา เที่ยงแล้วไปก็ยังได้คนมากไหมโย”

“เมื่อกี้เห็นมีแต่โต๊ะ” โยธีว่าพลางนั่งลงที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งที่มีพ่อของเขากับปราย

บนฟ้าพลอยนั่งลงด้วยกัน

สมุทรไทก็เลยเอียงข้างให้ ขณะที่ปรายยิ้มนิดๆ

‘กูละเบื่อเรื่องพระเอกนางเอกงอนกัน’

ฝ่ายปู่กับย่าแม้ใจคอไม่ดี หากก็รู้ทีท่าหลานคนงามดีอยู่

รวมทั้งรู้ต่อไปอีกด้วยว่า…

‘เขาเองก็มีผู้หญิงอยากได้ เห็นไหม ตัวแพงอยู่คนเดียวหรือไง’

มิหนำซ้ำ ผู้หญิงที่อยากได้เขาก็เก่งกว่าตัวเองหนึ่งเอาสิบ

น้องบนเอ๊ยน้องบน…ย่านึกในใจอย่างเวทนา นี่หนูนึกว่าหนูฉลาดละหรือที่คิดเอาชนะเขาแบบนี้ ดีไม่ดีเรื่องบานปลายจะทำอย่างไรกัน

โยธีนั่นน่ะหรือ…ย่านึกในใจ…แม้ไม่ถึงกับขวางตาเหมือนสามมุข แต่ก็ไม่รู้สึกเลื่อมใส

ที่ว่าหล่อ…ก็หล่อดี…ไม่ว่าอะไร แต่ใจเท่านั้นที่ยังไม่เชื่อ

 

ครู่ต่อมา ทุกคนก็เข้าไปสู่ร้านอาหารที่มีไฟเปิดเพียงมัวๆ มีคนนั่งอยู่เพียงโต๊ะเดียว คนละฟากกับคณะเดินทางชาวไทย

ย่าก็เลยขอเข้าห้องน้ำ มีหลานเกาะแขน พาลงไปยังห้องใต้ดินที่ไฟกะพริบวับๆเอาบรรยากาศ

“น้องบน” ย่ากระซิบกระซาบเมื่อกลับออกมา เตรียมขึ้นบันได… “เมื่อกี้ ไม่น่าไปกับโยเลยนะลูกนะ แล้วนี่เขาจะโกรธขึ้นมาอีกไหม”

“โกรธก็โกรธไป ทีเขาก็ยังกระแซะกับแม่นั่นเลยนี่ย่า จะมาว่าหนูคนดียวได้ไง”

“โธ่เอ๊ย…หนูก็เห็นใช่ไหมว่า…เด็กคนนั้นมันอี๋อ๋อเขาก่อน” ย่าลงเสียงเบาพลางทอดถอนใจ “แหมนี่นะ…ขอให้ย่ายังสาวอยู่เป็นได้รู้กันแล้วละ”

เสียงเอาจริงของย่าเรียกหัวเราะของหลานออกมาได้

บนฟ้าคิกคักชอบใจ ล้อย่า

“มิน่า ปู่ถึงอยู่หมัด” พลางก็พาย่าขึ้นบันได

ผู้ที่นั่งอยู่มองมาจึงรู้สึกว่า ทั้งย่าและหลานดูแจ่มใสครื้นเครง

“ไปซุบซิบอะไรกัน” ปู่ถามทันทีที่เห็นยิ้มพรายในหน้าย่า

“ขำอ่ะค่ะ” น้องบนค่อยเบิกบานขึ้น “ย่าจี้เจงเจง แล้วคืนนี้หนูจะบอก”

บรรยากาศค่อยลดความตึงเครียดลงเมื่อน้องบนสั่งเพนเน่เนื้อสัน

“ใครจะทานกับหนูก็ได้น้าาา” หล่อนลากเสียงปรายนัยน์ตา

โยธีก็เลยยกมือเพราะต่างคนต่างสั่ง แต่นำมาวางตรงกลางมีจานแบ่ง รับประทานด้วยกัน ทั้งข้าวซอสขาวเห็ด สปาเก็ตตี้ซอสแดงเบค่อน เป็นเน่หรือที่คนไทยเรียกเพนเน่เนื้อสับ เนื้อวัวดิบสไลด์กับสลัดรุคโคลา และสปาเก็ตตี้ทะเล ขนมก็มีนมแช่แข็งราดช็อกโกแลต

“อร่อยไหมครับคุณปู่คุณย่า” โยธีถามเมื่อปรายชำระเงิน

ปู่ก็เลยบอก

“ตั้งแต่เข้าอิตาลี่มานี่ ไม่เคยกินอะไรไม่อร่อย”

“แหม…ผมดีใจมากเลยครับ”

“พี่โยเลือกอาหารเก่งที่ซู้ด” บนฟ้ายกนิ้ว

แต่ทั้งปู่และย่าอยากจะบอกพร้อมกันว่า ‘หลานเราไม่ดี ขี้หาเรื่อง’

 

Don`t copy text!