คุณหลวงเจ้าขา…ข้ากลัวผี บทที่ 12 : เมียข้าใครอย่าแตะ

คุณหลวงเจ้าขา…ข้ากลัวผี บทที่ 12 : เมียข้าใครอย่าแตะ

โดย : พงศกร

คุณหลวงเจ้าขา…ข้ากลัวผี นวนิยายโรแมนติกคอมเมดี้จากอ่านเอา โดย พงศกร เมื่อวิญญาณของแพทย์หญิงยุคปัจจุบันเข้าไปอยู่ในร่างแม่หญิงแห่งกรุงศรีผู้บอบบางที่มีคนหมั่นไส้ทั้งเมือง เธอจึงต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตของแม่หญิงคนนี้ให้แข็งแกร่ง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายคนไหน โดยเฉพาะคุณหลวงกำแหงฤทธิรณ หนุ่มหล่อ…อยุธยาคิ้วต์บอยคนนั้น!

 

เดี๋ยวนะ…นี่ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า

คนที่ประกาศก้องว่าห้ามแตะต้องหล่อนก็คือออกหลวงกำแหงฤทธิรณนั่นเอง !

มาได้ไงเนี่ย…

ทาสชายทั้งสามชะงักและรีบถอยหลังกรูด ดวงหน้าเข้มคมสันของคุณหลวงกวาดมองไปรอบๆเรือน คุณหญิงเนียนเองเห็นท่าทางเอาจริงของอีกฝ่ายก็ไม่กล้าจะออกอาการอาละวาดเหมือนที่ผ่านมา ดาราเรศเห็นแม่เลี้ยงของแม่หญิงดารากำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ หากทว่าทำอะไรไม่ได้

“แม่ดารา เป็นอะไรไปหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม” เขาถามหล่อนด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ดาราเรศพึมพำตอบ ดวงตายังจ้องมองร่างสูงล่ำสันยังไม่หายประหลาดใจ

อยุธยาคิ้วต์บอยของหล่อนมาที่นี่ได้อย่างไรกัน

หากนั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องหาคำตอบในตอนนี้ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการพาตัวเจ้าคุณโชดึกฯไปหาหมอ

“ฉันจะพาเจ้าคุณพ่อไปหาหมอเจ้าค่ะ แต่คุณแม่เนียนไม่ให้ไป” แม่หญิงดาราฟ้องผัว

“ไปไม่ได้” คุณหญิงเนียนยังยืนกรานเหมือนเดิม หากเสียงอ่อนลงไปมาก “ท่านเจ้าคุณต้องอยู่ที่นี่ มีอะไรฉันรับผิดชอบเอง”

“แต่เจ้าคุณพ่ออาการไม่สู้ดี ฉันอยากลองรักษาวิธีอื่น” ดาราเรศยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ

“ฉันไม่ให้ไป” คุณหญิงเนียนแค่นเสียง “ฉันเป็นเมีย ฉันมีสิทธิ์”

“ฉันจะพาไป” ดาราเรศเถียง “ฉันเป็นลูก ฉันมีสิทธิ์เช่นกัน”

“กระผมอนุญาตให้พาไปได้” ออกหลวงหนุ่มทะลุกลางปล้อง “แม่ดาราเป็นเมียของกระผม เมียกระผมอยากได้อะไรต้องได้”

“ออกหลวง” คุณหญิงเนียนอ้าปากค้าง “ออกหลวงทำแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ นี่มันเรือนของฉัน”

“ทำได้สิ” อกหลวงหนุ่มยกดาบในมือขึ้นให้ทุกคนเห็น “กระผมเป็นขุนนางกรมพระนครบาล ได้รับพระราชทานราชานุญาตให้รักษาความสงบของบ้านเมือง สิ่งใดที่ทำไปเพื่อความสงบและความถูกต้อง กระผมได้รับอนุญาตให้ทำได้”

“แต่นี่มัน…” คุณหญิงเนียนโกรธจนตัวสั่น หากทว่าทำอะไรไม่ได้

“ไป แม่ดาราไม่ต้องสนใครหน้าไหนทั้งสิ้น…พาเจ้าคุณพ่อของแม่ไป” ออกหลวงหนุ่มออกคำสั่งเสียงเข้ม “ไม่ต้องกลัว เกิดอะไรขึ้นพี่รับผิดชอบเอง”

ดาราเรศส่งยิ้มไปเยาะเย้ยคุณหญิงเนียน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับแหวนอย่างรู้กัน จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันประคองให้เจ้าคุณโชดึกฯลงจากเรือนไป ท่ามกลางสายตาอาฆาตแค้นของมารดาเลี้ยง

“ไหวไหมขอรับท่านเจ้าคุณ” ออกหลวงหนุ่มถาม เขาเดินตามมาที่ท่าน้ำพอดี

“ไม่…ไม่ไหว” ออกญาโชดึกราชเศรษฐีหายใจหอบ

“อดทนหน่อยนะเจ้าคะคุณพ่อ” แม่หญิงดารากับบ่าวของเธอช่วยกันพยุงให้เจ้าคุณโชดึกฯลงเรือด้วยความยากลำบาก แม้จะป่วยจนซูบซีด หากออกญาโชดึกก็ยังมีรูปร่างใหญ่โตกว่าสตรีทั้งสองอยู่ดี แม่หญิงดาราและนังแหวนออกแรงพยุงจนเซไปเซมา ออกหลวงเข้มเห็นดังนั้นเลยเข้ามาช่วยพยุงเสียเอง

“ถอยไป พี่จัดการเอง” เขาสั่งเมีย ก่อนจะพาเจ้าคุณโชดึกฯลงเรือประทุนที่จอดรออยู่ ชายหนุ่มหันไปสั่งบ่าวให้เอาเรือของเขากลับเรือนไปก่อน ตัวเขาจะนั่งไปด้วยกันกับแม่หญิงดารา ถึงตอนนี้ท่านเจ้าคุณโชดึกฯหมดสติไปแล้ว ทรวงอกของผู้สูงวัยกระเพื่อมขึ้นลงถี่กระชั้น ลมหายใจแผ่วรวยริน

“ทำไมท่านเจ้าคุณถึงดูแย่อย่างนี้” เขาพึมพำ

“เจ้าคุณพ่อถูกวางยาเจ้าค่ะ” ดาราเรศตัดสินใจบอกความจริงให้สามีได้รู้ เรื่องแบบนี้อมพะนำเอาไว้ไม่ดีแน่ คุณหลวงจะสงสัยว่าเธอรู้ได้อย่างไรก็ปล่อยให้สงสัยไป สิ่งสำคัญกว่าอื่นใดในเวลานี้ ก็คือหาทางรักษาท่านเจ้าคุณให้ดีขึ้น

“ยาพิษงั้นหรือ” คิ้วเข้มๆของออกหลวงหนุ่มขมวดมุ่น

“สารหนู” ดาราเรศมั่นใจ ขณะที่ออกหลวงหนุ่มพยักหน้า ดวงตาฉายแววประหวั่น แสดงว่าคนสมัยนี้รู้จักพิษจากสารหนูกันแล้ว

“แล้วทำไมคุณหญิงเนียนถึงปล่อยไว้แบบนี้” เหมือนคุณหลวงปรารภกับตัวเองมากกว่าอยากรู้คำตอบ “เธอไม่รู้หรือว่าท่านเจ้าคุณถูกวางยา”

“อาจจะไม่รู้…หรือไม่ก็เป็นคนวางยาเสียเอง” ดาราเรศอดไม่ได้

“คณหญิงจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร” เขานึกเหตุผลไม่ออก

“มากมายเจ้าค่ะ” ดาราเรศถอนใจ ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายว่าอย่างไรดี “อย่าเพิ่งหาเหตุผลเลยได้ไหมคุณพี่ ตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าคือต้องรักษาเจ้าคุณพ่อให้หาย”

“หมอหลวง” ออกหลวงหนุ่มนิ่งคิด “เราต้องไปหาหมอหลวง”

“คุณหญิงเนียนบอกว่าให้หมอหลวงรักษาคุณพ่ออยู่แล้ว” ดาราเรศส่ายหน้า “ฉันว่าไม่ได้เรื่องหรอกเจ่าค่ะ ถ้ารักษาได้คงหายไปเสียนานแล้ว…หาหมอฝรั่งดีกว่า ที่นี่มีโรงหมอฝรั่งไหมคะ”

“ไม่มีดอก” ออกหลวงส่ายหน้า “แต่พอจะไปขอความช่วยเหลือจากพวกบาทหลวงวิลันดาได้ มีบาทหลวงรูปหนึ่งเป็นหมอ ชื่อคุณพ่อกะลา…”

“คุณพ่อกะลา” ดาราเรศเกาศีรษะแกรก อิหยังวะ…ชื่อประหลาดแท้…

“คุณพ่อชื่อจริงว่านิโกลาร์ แต่คนอยุธยาเรียกกันว่าคุณพ่อกะลา” ออกหลวงหนุ่มเห็นสีหน้าแปลกใจของเมียแล้วเลยอธิบายเพิ่มเติม

“อ้อ อย่างนี้น่ะเอง…ฉันยังว่าทำไมคุณพ่อชื่อประหลาดนัก…ไปค่ะ ไปหาคุณพ่อนิโกลาร์กัน ไปกันตอนนี้เลยนะเจ้าคะ” แม่หญิงดาราเร่งด้วยความร้อนใจ

“เสี่ยงหน่อยนะ” ออกหลวงหนุ่มพึมพำ “คุณพ่อมักจะเดินทางไปสอนศาสนาที่ต่างเมือง ไม่รู้ว่าวันนี้ท่านจะอยู่ที่อารามหรือไม่”

ชาวดัตช์หรือฮอลันดา ที่คนอยุธยาเรียกกันว่าวิลันดานั้น เข้ามาค้าขายตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรแล้ว และได้รับพระราชทานราชานุญาตจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าอยู่ทางด้านใต้ของเกาะเมือง ส่วนหมู่บ้านของพวกเขานั้นอยู่ถัดไปแถวตำบลที่เรียกว่าตลาดพลู

บาทหลวงนิโกลาร์ที่ออกหลวงกำแหงฤทธิรณพูดถึงนั้น เดินทางมากับเรือสำเภาสินค้า นอกจากมาสอนศาสนาแล้ว ยังมีความรู้เรื่องแพทย์อีกด้วย

เป็นโชคดีของออกญาโชดึกฯ ที่วันนี้คุณพ่อนิโกลาร์ไม่ได้เดินทางไปไหน ทันทีที่เห็นออกหลวงกำแหงฤทธิรณหอบหิ้วบิดาของแม่หญิงดาราเข้ามาในอาราม บาทหลวงวัยกลางคนก็ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ

“พาไปนั่งตรงโน้นก่อน” บาทหลวงชี้มือไปที่เก้าอี้ยาวที่มุมหนึ่งของห้อง “เป็นอะไรมา”

คุณพ่อพูดภาษาอยุธยาได้คล่องปาก เพราะอยู่อยุธยามานานกว่าสิบปีแล้ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของบาทหลวงจ้องมองออกญาโชดึกฯด้วยความพินิจพิเคราะห์ มือเรียวยาวเปิดเปลือกตาของออกญาผู้สูงวัยเพื่อตรวจดู ก่อนจะคลำสำรวจไปตามบริเวณต่างๆของร่างกาย

“คุณพ่อของฉันถูกวางยาพิษ” แม่หญิงดารารีบบอก ครั้นพอเห็นคุณพ่อกะลานิ่วหน้า เธอจึงเอ่ยขึ้นเป็นภาษาดัตช์ว่า “Arseen vergiftiging – พิษสารหนูเจ้าค่ะ”

“Arsenic…สารหนู” สีหน้าของคุณพ่อตื่นตระหนก ขณะที่ออกหลวงกำแหงฤทธิรณจ้องมองเมียด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าแม่หญิงดาราพูดภาษาดัตช์ได้ตั้งแต่เมื่อไร

“แน่ใจหรือ”

“ฉันแน่ใจเจ้าค่ะ คุณพ่อลองดูนี่สิคะ” ดาราเรศพลิกฝ่ามือของบิดาให้บาทหลวงสูงวัยดู เธอชี้จุดสีเข้มและจุดสีอ่อน ที่กระจายตัวอยู่บนฝ่ามืออันหยาบกระด้างทั้งสองข้าง ออกหลวงกำแหงฤทธิรณยืนฟังด้วยความสนใจ

“ความผิดปกติของผิวหนังที่เกิดจากพิษสารหนู” บาทหลวงนิโกลาร์ยกมือขึ้นลูบเครายาว ก่อนจะถอนใจอย่างหนักหน่วง “ชายผู้นี้น่าจะได้รับสารพิษมานานหลายปีแล้ว”

“คุณพ่อมียาแก้พิษไหมเจ้าคะ” ดาราเรศถามอย่างมีความหวัง ไม่แน่ใจว่าโลกค้นพบยาแก้พิษสารหนูในปีไหน ยุคสมัยที่เธอย้อนเวลากลับมานั้น การแพทย์การสาธารณสุขจะเป็นอย่างไรบ้าง ดาราเรศไม่มีความรู้เลยสักนิด

“ไม่มี” บาทหลวงนิโกลาร์ส่ายหน้า

“แล้ว…” ดาราเรศกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก “แล้วไม่มีวิธีรักษาอื่นเลยหรือเจ้าคะ”

นัยน์ตาของเธอเหลือบมองดูผู้เป็นบิดาด้วยความกังวล แม้จะเพิ่งเห็นหน้ากันวันนี้ หากดาราเรศกลับรู้สึกถึงความผูกพันที่มีมานาน อาจเพราะว่าดวงหน้าของท่านเจ้าคุณคล้ายกับพ่อแท้ๆของเธอ หรือเพราะว่าความผูกพันที่ร่างเดิมมีต่อบิดาก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะผูกพันด้วยเหตุผลใด ดาราเรศก็อดจะใจหายไม่ได้ที่ได้ยินว่ายุคนี้ยังไม่มียาแก้พิษสารหนู

“ก็ต้องรักษาตามอาการ สารหนูเป็นพิษร้าย ถ้าโดนพิษมานานๆ โดนพิษในปริมาณมาก…ส่วนมากแล้ว…” คุณพ่อนิโกลาร์นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำว่า “ส่วนมากแล้ว คนป่วยมักจะไม่รอดชีวิต”

“โธ่…เจ้าคุณพ่อ” ดาราเรศน้ำตาหยด

“แต่ยังพอมีวิธีอยู่บ้างนะแม่หญิง” บาทหลวงสูงวัยว่า “อยุธยามีสมุนไพรชนิดหนึ่ง เรียกกันว่ารางจืด ใช้เป็นยาสำหรับถอนพิษร้ายต่างๆ”

“รางจืด” ดาราเรศกะพริบตาปริบๆ ตอนเป็นแพทย์ในสมุยปัจจุบันเคยได้ยินชื่อรางจืดมาบ้าง แต่ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง

“ใช่…แม่หญิงลองไปหาหมอแผนไทยเก่งๆ น่าจะพอช่วยได้” หลวงพ่อแนะนำ

“หมอพัน” ออกหลวงกำแหงฤทธิรณเอ่ยขึ้น

“หมอพัน” ดาราเรศนิ่วหน้า “ไม่เอาหมอหลวงนะเจ้าคะ บอกตามตรง ฉันไม่แน่ใจว่าเชื่อใจได้แค่ไหน คุณหญิงเนียนให้หมอหลวงมารักษาคุณพ่อ นอกจากไม่ดีขึ้นแล้วมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ”

“หมอพันเป็นหมอเชลยศักดิ์ ไม่ใช่หมอหลวง เป็นคนดี เชื่อถือได้ เคยรักษาคนตาย คนเจ็บหนักให้ฟื้นมาหลายรายแล้ว” ออกหลวงบอกเมีย หัวคิ้วเข้มๆของเขาขมวดมุ่น แม่ดาราตรงหน้าของเขาทำตัวพิลึกพิลั่น พูดจาผิดแปลกไปจากเดิม เขาแน่ใจแล้วว่าแม่หญิงดาราที่ฟื้นขึ้นมาจากความตาย ไม่ใช่แม่หญิงดาราคนเดิมแน่นอน แต่จะเป็นใครมาจากไหนนั้น…เอาไว้ก่อน ให้เรื่องวุ่นๆพวกนี้หมดไปเมื่อไร ค่อยจับตัวมาซักไซ้ไล่เรียงกันให้ละเอียดภายหลัง

เรือนหมอพันอยู่แถววัดประดู่ ตอนที่พาออกญาโชดึกไปถึงนั้น หมอพันกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ในสวนกับลูกและเมียพอดี

“แม่อิ่ม แม่สารภี พ่อโหมด เข้าเรือนไปก่อน” หมอพันหันไปสั่งเมียและลูกหญิงชายทั้งสอง ก่อนจะหันกลับมาทางออกหลวงกำแหงฤทธิรณ “พ่อหนุ่มมีธุระอะไรกับฉัน”

“พ่อหมอช่วยรักษาอาการพ่อตาของฉันหน่อยได้ไหม” ออกหลวงหนุ่มเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “คนไข้หมดสติอยู่ในเรือ”

“ถูกพิษสารหนูมาเจ้าค่ะ” ดาราเรศเล่าเสริม

“สารหนูหรือ” หมอพันพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ไหน…ขอฉันไปดูอาการสักหน่อย”

หมอพันเป็นชายอายุราวสามสิบปลาย รูปร่างสักทัด ผิวเนื้อดำแดง เขาเดินตามหลังออกหลวงกำแหงฤทธิรณไปยังเรือกัญญาที่จอดอยู่ที่ท่าน้ำ สายตาของหมอวัยกลางคนจ้องมองดูลวดลายข้างเรือ และม่านที่ประทุนเรือก็พอจะบอกได้ว่าผู้ไข้ที่มาหาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นขุนนางยศใหญ่โต

หลังจากตรวจดูอาการของบิดาแม่หญิงดาราแล้ว หมอก็ถอนใจหนักหน่วง สีหน้าไม่สู้ดีนัก

“อาการเพียบหนักมาก” เขาพึมพำ

“พ่อหมอรักษาคุณพ่อของฉันได้ไหมเจ้าคะ” ดาราเรศไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งเธอต้องมาถามอะไรแบบนี้

“ไม่มียาถอนพิษโดยตรง” หมอพันพูดตรงๆ “แต่ฉันจะลองใช้ยาถอนพิษทั่วไปดู…ถ้าโชคดีก็อาจจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้”

“พ่อหมอจะเจียดยาให้หรือเจ้าคะ” แหวนถามคำถามที่ดาราเรศนึกสงสัยอยู่พอดี

“เปล่า” หมอพันส่ายหน้า “ฉันจะรับตัวผู้ไข้คนนี้ไว้ที่เรือน…ยาเข้ารางจืด ตำแหลกแล้วผสมน้ำผึ้งต้องป้อนทันที…เอาตัวไว้ที่นี่น่าจะสะดวกกว่า วันพรุ่งแม่หญิงค่อยแวะมาดู หากยาใช้ได้ผล บิดาของแม่หญิงจะเริ่มได้สติ”

ดาราเรศหันไปทางคุณหลวงราวต้องการถามความเห็น เขาพยักหน้าให้กับเธอเป็นทำนองเห็นด้วย ดาราเรศจึงยอมตกลงตามคำแนะนำของหมอพัน

“ขอบใจคุณพี่มากนะเจ้าคะ”

เธอเอ่ยปากเมื่อนั่งอยู่กับเขาบนเรือ

“ถ้าคุณพี่มาไม่ทัน ฉันก็ไม่รู้จะรับมือกับคุณหญิงเนียนอย่างไร”

“ถ้าจะขอบคุณละก็ ไปขอบคุณคุณหญิงกระต่ายดีกว่า” ออกหลวงหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วต่ำ

“คุณหญิงกระต่าย” ดาราเรศนึกไม่ถึงว่าจะเป็นภริยาของออกญานคเรศฤๅไชย

“ฉันไปพบท่านเจ้าคุณที่เรือน คุณหญิงกระต่ายเพิ่งกลับมาจากป่าผ้า บอกว่าหล่อนจะไปเยี่ยมเจ้าคุณพ่อ…ฉันได้ยินก็เป็นห่วง เพราะเธอกับแม่เลี้ยงมีความสัมพันธ์กันไม่ดีนัก…ก็เลยตามไป แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆอย่างที่ฉันนึกกังวลเสียด้วย” เขาอธิบาย

“วันพรุ่ง ฉันจะไปสอนคุณหญิงทำขาหมูพะโล้ที่เรือน จะขอบคุณท่านอีกครั้ง…แต่ยังไงวันนี้ก็ต้องขอบคุณคุณพี่มากๆนะเจ้าคะ” ดาราเรศเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“ไม่เป็นไรดอก” เขาพยักหน้าท่าทางง่ายๆ สบายๆ “เป็นห่วงก็แต่เจ้าคุณพ่อของแม่ดารานี่ละ…ใครวางยาพิษท่าน และทำไปเพื่ออะไร…เราต้องหาคำตอบให้ได้ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก…หากเป็นเรื่องภายในครอบครัวก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเป็นคนภายนอก เรื่องนี้ต้องสืบให้ถึงที่สุด เพราะตำแหน่งออกญาโชดึกาชเศรษฐีเป้นตำแหน่งสำคัญมาก หากเจ้าคุณเป็นอะไรไปในช่วงนี้ อยุธยาจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย”

“วุ่นวายอย่างไรเจ้าคะ” เธอถามด้วยความอยากรู้

“คุณพ่อของเธอคุมการค้าและสำเภาจีน ญี่ปุ่น” เขาอธิบายสั้นๆด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตอนนี้พวกญี่ปุ่นกำลังไม่พอใจพ่ออยู่หัวเรื่องการค้าเป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนพระองค์จะโปรดสินค้าของพวกดัตช์มากกว่า ทรงสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นน้อยลงมาก พวกนั้นไม่กล้าก่อหวอดรุนแรง เพราะยังเกรงใจเจ้าคุณพ่อของแม่ดาราอยู่…แต่ถ้า…”

เขาพูดเพียงเท่านั้นก็นิ่งไป หากเพียงพอที่ดาราเรศจะปะติดปะต่อเอาเองได้ว่า ถ้าเจ้าคุณพ่อของเธอเสียชีวิตลง ก็จะไม่มีใครคานอำนาจพวกญี่ปุ่นเอาไว้ได้ และนั่นอาจจะทำให้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในอยุธยา

“ฉันหวังว่าคุณพ่อคงจะดีขึ้น” ดาราเรศภาวนาเช่นนั้น

“ฉันก็หวังเช่นนั้น” เขาถอนใจเบาๆ

กว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อย กลับถึงเรือนก็พลบค่ำ กลิ่นอาหารจากเรือนหลังใหญ่หอมกรุ่น ดาราเรศเห็นอยุธยาคิ้วต์บอยกลืนน้ำลายเอื๊อก ท่าทางของเขาคงจะหิว

“คุณพี่ไปกินที่เรือนใหญ่ได้นะเจ้าคะ” เธอพยักหน้าให้เขา

“ไม่” เขาส่ายหน้า “ฉันบอกแล้วไงว่า ต่อจากนี้ไป จะกินข้าวที่เรือนของเรา…แม่ดาราเหนื่อยหรือเปล่า ถ้าไม่เหนื่อยจนเกินไป ช่วยหาข้าวให้ฉันกินหน่อยสิ”

“ได้สิเจ้าคะ” ดาราเรศรับคำอย่างเต็มใจ วันนี้เขาช่วยเหลือหล่อนมาทั้งวัน กับแค่ทำอาหารเย็นให้กินไม่ใช่เรื่องยากสักนิด เธอบอกให้เขาไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมานั่งรอที่หอนก ที่ทำเอาไว้สำหรับนั่งเล่นรับลม ส่วนตัวเองเดินเข้าครัว สั่งนังแหวนกับบ่าวในครัวช่วยกันติดไปต้มน้ำ เธอลองสำรวจวัตถุดิบที่มีอยู่และนิ่งนึกว่าจะทำอะไรให้สามีกินดี

มีข้าวจากมื้อเช้าเหลืออยู่นิดหน่อย มีไข่ไก่ กะปิ หมู หัวหอม ถั่วฝักยาว พริก และแตง ดาราเรศนิ่งนึกอยู่พักหนึ่งก่อนจะคิดได้ว่าจะทำอะไรให้อยุธยาคิ้วต์บอยกินเย็นนี้

ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับดาราเรศ เพราะชีวิตก่อนนอกจากจะเป็นหมอนิติเวชแล้ว เธอยังชอบทำอาหารเป็นอย่างมาก ถึงกับเคยสมัครไปร่วมแข่งขันในรายการมาสเตอร์เชฟ ที่เป็นรายการเรียลริตี้ค้นหาผู้ประกวดที่มีฝีมือสุดยอดด้านหารทำอาหารมาแล้ว แม้จะตกรอบไม่ได้เป็นผู้ชนะ แต่ดาราเรศก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากรายการมากมาย ตอนหนึ่งในการประกวดคือ ทางรายการให้วัตถุดิบมามากมายแบบนี้ แล้วให้ผู้เข้าประกวดคิดทำอาหารจากของที่มีตรงหน้า

ดังนั้น คืนนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหล่อนสักนิด

รับรอง…เขาจะต้องติดใจฝีมือปลายจวักของเธอแน่นอน

 



Don`t copy text!