รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 11 : สอบสวน

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 11 : สอบสวน

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 11 –

เหตุชุลมุนที่เกิดขึ้นเมื่อวานเย็น ทำให้มัทมีนาถูกเรียกตัวเข้าไปสอบสวนเมื่อมาถึงบริษัทในวันรุ่งขึ้นจริงๆ ดีที่ทั้งพยานและหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิด ล้วนบอกไปในทางเดียวกันว่าเธอไม่ได้สมัครใจทะเลาะวิวาท มิหนำซ้ำเธอยังเพิ่งกลับจากออสเตรเลีย หลังไปทำงานตามคำสั่งของบริษัทนานสามเดือน จึงไม่มีทางเกี่ยวข้องกับหญิงสาวคู่กรณี เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด

เมื่อรวมเข้ากับมัทมีนาไม่เคยมีประวัติเสียหายทำนองนี้กับเพื่อนร่วมงาน ทั้งยังเป็นผู้มีความสามารถในการทำงานอยู่ในระดับดี และบริษัทไม่ได้รับคำตำหนิจากลูกค้าจนทำให้เสียชื่อเสียง ทางบริษัทจึงลงความเห็นว่าเพียงแค่ตักเตือน และให้เธอทำงานต่อไป

มัทมีนารู้อยู่แล้วว่าผลการสอบสวนจะต้องออกมาในรูปนี้ แต่ก็อดคิดไม่ได้อยู่ดีว่าไม่ยุติธรรม เพราะเธอไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยแต่กลับต้องมารับเคราะห์

ทีแรกมัทมีนาตั้งใจจะส่งข่าวให้ทศทิศรับรู้และถามข่าวของทางฝั่งนั้นด้วย แต่เมื่อออกจากห้องประชุมสอบสวนแล้วหยิบสมาร์ตโฟนออกมาดูเวลาบนหน้าจอ ก็ต้องรีบดิ่งไปหน้าบริษัท เพราะมีตารางจะไปทดสอบโปรแกรมทำแผนที่ด้วยอากาศยานไร้คนขับตัวใหม่ กับเพื่อนรุ่นพี่ที่ไปออสเตรเลียด้วยกัน เพื่อใช้ในงานสัปดาห์หน้า

พ้นประตูกระจกด้านหน้าออกมา มัทมีนาเห็นกรกานต์หรือปุ้ยกับปรมัตถ์หรือมัด กำลังยืนคุยอยู่กับพนักงานฝ่ายเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอีกสองคน อยู่ข้างรถตู้สีขาวติดตราบริษัท พอพี่ๆ หันมาเห็นเธอก็พยักหน้าแล้วทยอยขึ้นรถ รอจนหญิงสาวขึ้นไปประจำเบาะติดประตู ค่อยถามความคืบหน้าในเรื่องที่อยากรู้มานานนับชั่วโมง

“เป็นไงบ้างมานี ผล”

มัทมีนาถอนใจเบาๆ ก่อนตอบ “ไม่เป็นอะไรค่ะพี่ปุ้ย พี่มัด ผลว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ก็ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่หนึ่ง”

“ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร?” กรกานต์ขึ้นเสียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับโวย “ก็ไหนสรุปว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แล้วจะตักเตือนทำอะไรเนี่ย”

“เขาต้องเปิดห้องประชุมสอบสวนเว้ยปุ้ย” ปรมัตถ์ช่วยอธิบายกับเพื่อน “การต้องเปิดห้องประชุม แล้วยังต้องเรียกตัวพยานในที่เกิดเหตุมาตั้งหลายคน เสียเวลาทำงานทำการของเขา อย่างน้อยมันก็ต้องมีรายงานให้ผู้ใหญ่รับทราบ จะให้เตือนปากเปล่า มันจะได้ได้ยังไง”

“โฮะ!” ตรงนี้ต่างหากที่กรกานต์โมโห “เพื่อระเบียบเลยโยนให้เด็กมันรับผิดชอบในเรื่องที่บอกว่าเข้าใจผิดงั้นเหรอ”

“มันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ แล้วตกลงเรื่องมันเป็นไงมาไงมานี ตอนได้เมลเรียกตัวด่วนจากฝ่ายบุคคล พี่ก็นั่งงงอยู่เป็นนาทีก่อนจะส่งต่อให้ เรามันไม่เคยมีปัญหากับใคร วางตัวดีตลอด จู่ๆ แจ้งมาว่าทะเลาะวิวาทเรื่องนั้นน่ะ มันยังไง”

ด้วยความที่กรกานต์กับปรมัตถ์ดูแลมัทมีนามาตั้งแต่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัท คอยสอนงานขณะออกภาคสนาม มิหนำซ้ำยังเป็นคนดึงเธอไปออสเตรเลีย มัทมีนาจึงให้ความเคารพนับถือและมีความสนิทสนมกับทั้งสองคน

เพราะฉะนั้น…แน่นอนว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะรู้สาเหตุที่เธอถูกเรียกตัวไปสอบสวนเมื่อตอนสาย

“…ผู้หญิงคนนั้นเป็น…ภรรยาของทศ เพื่อนสนิทมีนค่ะพี่มัด”

“ทศ อ๋อ ทศที่บอกว่าโตมาด้วยกันนั่นน่ะนะ”

“นายรู้จักเหรอ” กรกานต์ถามเพื่อนสนิท

“แกก็รู้จัก เคยเจอด้วย”

“เฮ้ย เมื่อไหร่”

“ตอนมานีมันเข้ามาทำงานใหม่ๆ มีเพื่อนผู้ชายที่หน้าตาออกตี๋ๆ มารับมาส่งมันอยู่สองสามครั้ง แล้วคนอื่นๆ แซวว่าเป็นแฟนมันไง จำได้ไหม นั่นแหละ ทศที่ว่า”

“เออ พอพูดอย่างนี้ก็พอจะจำได้ละ ตกลงผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียเพื่อนเราเหรอ มานี”

“ค่ะ เขารู้จักกันก่อนมีนไปออสกับพี่ปุ้ยพี่มัดไม่กี่วัน มีนยังไม่เคยเจอหน้าเขาเลยค่ะ แต่พอมีนกลับมา ไม่รู้เขาไปรู้อะไรจากใครที่ไหน ถึงได้คิดว่ามีนพาทศไปซ่อน เขาก็เลยมาถาม…ไม่ได้ถามเปล่า แถมตบให้ทีหนึ่ง”

“เฮ้ย!”

“หลบทันค่ะพี่”

“เฮ้อ!”

“หลังจากนั้นมีนก็หนี ไม่ได้ทะเลาะวิวาทด้วย กล้องวงจรปิดบันทึกไว้หมด มีนเลยรอดตัว”

“ก็ยังดี” กรกานต์โล่ง “พอได้ยินว่ามาถึงก็ตบ ตกใจหมด นึกว่าเล่นละครหลังข่าวอยู่หรือไง ไม่เคยพบเคยเห็น”

“ของจริงดุกว่านี้ก็มีนะครับพี่…” พนักงานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หนึ่งในสองคน ซึ่งก็สนิทสนมกับรุ่นพี่ทั้งสองพอควร ค่อยๆ ยื่นหน้าข้ามเบาะมากระซิบ

กรกานต์กับปรมัตถ์หันไปมอง ในตอนที่ผู้พูดถูกเพื่อนกระชากให้ถอยกลับไปนั่งตามปกติ อีกทั้งยังพยายามส่งเสียงขู่ไม่ให้พูด แต่มีหรือที่ผู้อาวุโสกว่า จะปล่อยให้การเดินทางไปยังจุดทดสอบอุปกรณ์การทำงาน กลายเป็นการเดินทางที่จืดชืด

“มีอะไร เหลามาดิ๊ อย่าอมพะนำ”

“นั่นสิ ว่ามาเลย เผื่อแผ่ประสบการณ์กันมั่ง ให้น้องมันได้รู้ไว้ จะได้เอาไปปรับใช้กับตัว” ปรมัตถ์หมายถึงมัทมีนาซึ่งเด็กที่สุดในกลุ่ม

พนักงานจากฝ่ายเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เถียงกันอยู่ครู่เดียว เจ้าของเรื่องก็จำต้องยอมให้เพื่อนและรุ่นพี่

คนจะเล่าฉีกยิ้ม ขยับโน้มตัวมาข้างหน้าอีกที

“ไอ้เต้ยเลยครับพี่ สมัยเรียน พวกเรามีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิงอยู่คนนึง ไม่ใช่ทอมบอย ไม่ได้ชอบผู้หญิง แค่ห้าวเป้ง ชื่อตั้งเต ทีนี้ ไอ้เต้ยน่ะมันมีแฟนหลายคน แฟนมันก็ชอบไปเขม่นไอ้ตั้งเต เพราะเห็นว่าไอ้ตั้งเตมันสนิทกับไอ้เต้ย ที่หนักสุดคือมาชี้หน้าด่าไอ้ตั้งเตถึงคณะ ด่าว่าอีทอมจะแย่งแฟนชาวบ้าน ไอ้ตั้งเตทนไม่ไหว ประกาศเลย ถ้ายังทำนิสัยงี้อีก กูจะบอกทุกคนว่าเมิงเป็นแฟนกู ผู้หญิงคนอื่นอย่าได้หวังจะเข้ามายุ่ง เอาให้ไม่มีใครสน”

“ได้ผล?”

“เปล่า ไอ้เชี่ยนี่กระโดดตัวลอยเลย บอกกูจะได้ล้างไพ่แล้ว!”

กรกานต์กับปรมัตถ์หัวเราะก๊าก คนขับก็พลอยผสมโรงไปด้วย ในขณะที่เจ้าของเรื่องเอาเท้าสะกิดเพื่อนไปหนึ่งที จนคนเล่าถึงกับเซ แต่ด้วยความที่ยังสนุกติดพัน เลยไม่ได้หันไปแก้แค้นเพื่อน กลับเล่าเรื่องต่อ

“ผมล่ะโคตรสงสารไอ้ตั้งเตมันเลยพี่ เจอผู้หญิงที่ไหนไม่รู้รุมประณามเทอมละหลายหน ครูบาอาจารย์ถามไถ่กันให้ยุ่ง ส่วนไอ้เต้ยเหรอ มันยืนกระต่ายขาเดียว บอกผมไม่ได้ยุ่งกับใคร แค่คุยกันเฉยๆ จีบกัน ไม่ได้ทำอะไรเขา ผู้หญิงก็ผู้หญิงคนละคณะ บางทีก็สาวออฟฟิศแถวมหาวิทยาลัยบ้าง ออกแนวสมภารไม่กินไก่วัด มันก็รอดตัวมาเรื่อย กระทั่งปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ มันเจอของจริง”

“ยังไง” พี่ๆ ตื่นเต้น

“ผู้หญิงเขาทำงานแล้วพี่ แล้วเขาจะจริงจังด้วย ไอ้นี่มันก็ว่ายังๆๆ ยังไม่พร้อม ก็ทะเลาะกันอยู่ก่อนหน้าแล้วระยะหนึ่ง พอมาเจอไอ้เต้ยกอดคอไอ้ตั้งเตอยู่ใต้ตึกคณะ พี่ผู้หญิงแกชักมีดออกมาแทงไอ้ตั้งเตเลย แต่ไอ้เต้ยเป็นสุภาพบุรุษ เอาพุงไปรับแทน โอ้โห พี่ไม่แทงเปล่า ดึงมีดออกจากพุงไอ้เต้ยด้วยความเป็นห่วง กลัวมีดคาแล้วจะเดินลำบาก เลยเอาไส้มันติดปลายมีดออกมากองด้วยหลายเซน”

“เอ๊ย!” กรกานต์ร้อง

“เรื่องใหญ่เลยครับทีนี้ หามกันส่งโรงพยาบาล ดีนะโรงพยาบาลอยู่ใกล้มอ ช่วยไว้ทัน ลำไส้เป็นแผลฉีกขาด หน้าท้องเป็นแผลอีกพอประมาณ พุงมันยังมีรอยเย็บอยู่เลยครับ”

“ไหน!” กรกานต์กับปรมัตถ์ถึงกับหันไปทั้งตัว มัทมีนาเองก็อยากเห็นด้วย แต่ไม่กล้าพอจะหันไปขอดูพุงคนอื่น

สักพัก ทั้งคู่ก็ขยับตัวกลับมานั่งตามเดิม “แผลใหญ่ดีเว้ย ไม่น่าเชื่อ รอดมาได้”

“จริงๆ แผลจริงน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับพี่” เพื่อนเสริม “หมอเขาว่าแผลสวย เย็บง่าย แต่พอดีตอนนั้นไอ้ตั้งเตตกใจ เลยช่วยเอาไส้ยัดเข้าพุงเพื่อน มันเลยติดเชื้อ หมอตบกะโหลก บอกวันหลังอย่าแตะ มือสกปรก ไอ้เต้ยเลยเกือบตายเพราะติดเชื้อ ไม่ใช่พิษบาดแผล”

ปรมัตถ์หัวเราะร่วน “แล้วไง เลิกเจ้าชู้หรือยังล่ะ เข็ดไหม”

“เข็ดสิครับพี่” เจ้าของเรื่องหัวเราะด้วย เพราะขำเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ตอนเกิดเหตุนั้น เขาคิดว่าตายแน่ “ที่สยองคือเขาไม่ได้คิดจะแทงเรานี่สิ ดันจะไปแทงเพื่อน ถ้าวันนั้นเพื่อนผมเป็นอะไรไป ผมบวชไม่สึกจริงๆ”

“แล้วตอนนี้ตั้งเตเพื่อนเราล่ะ”

“แต่งงานไปแล้วครับ กับรุ่นพี่ที่เอามันอยู่ เมียผมรักมันมากด้วย แต่ไอ้ตั้งเตเกลียดเมียผม”

“อ้าว ทำไมล่ะ”

คนตอบคือเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น “ตอนยังทำงานอยู่ที่เดียวกัน เวลาต้องไปต่างจังหวัด เมียไอ้เต้ยชอบฝากฝังมันกับไอ้ตั้งเต บอกไม่ไว้ใจผู้หญิงอื่น ไอ้ตั้งเตถามว่าไม่ระแวงมันหน่อยเหรอ เมียไอ้เต้ยหัวเราะบอกเป็นไปไม่ได้หรอก ตั้งเตไม่เหมือนผู้หญิง ไอ้ตั้งเตเลยเกลียดเมียมัน”

คนทั้งรถหัวเราะขำ ก่อนที่กรกานต์จะถือโอกาสหันมาสั่งสอนรุ่นน้องคนสวยที่เพิ่งประสบเหตุมาหมาดๆ

“นี่ไง พิษรักแรงหึง จำไว้นะมานี เราไม่เกี่ยวแต่มันอาจจะเกี่ยวเราด้วย เพราะงั้นระวังๆ ตัวหน่อย”

“ที่ผมจะบอกก็คืออย่างนี้แหละ” คนเล่าเสริม “ถ้าเรื่องยังไม่จบ ระวังตัวไว้ก็ดีนะคุณมีน บอกเลยว่าน่ากลัว ทุกวันนี้เวลาผมเห็นไส้ไก่ไส้เป็ดสดๆ ผมยังนึกถึงเรื่องวันนั้นทุกที”

“มึงจะกลัวทำไม กูเจ้าของไส้ยังไม่กลัวเลย”

“มึงจะไปกลัวอะไร ตอนเกิดเรื่องหลับตาปี๋ เอาแต่ร้องจะตายแล้วๆ กูนึกว่าคนละคนกับไอ้มาดแมนที่เอาตัวกันเพื่อน ทุ้ย!”

ในขณะที่เพื่อนหันไปตุ้บตั้บกันเองให้รุ่นพี่หัวเราะกัน มัทมีนากลับรู้สึกว่าคำเตือนของทุกคนมีประโยชน์ในการช่วยย้ำให้เธอไม่ลืม ว่าความรักทำให้คนไม่มีเหตุผลได้ถึงขนาดไหน

ขนาดเธอไม่ตั้งใจจะรู้สึกอะไรมากมายกับ ‘คุณอา’ แต่เมื่อคืนนี้ พอคิดว่าตื่นมาคงจะไม่ได้เจอเขาแล้ว ยังนอนไม่หลับอยู่เป็นชั่วโมง

มัทมีนาไม่ได้ประมาทในเรื่องของทิชากร แต่ระบบความคิดของเธอเป็นไปตามหลักเหตุและผล คิดแต่เพียงว่าหากไม่ยื่นจมูกเข้าไปข้องเกี่ยวก็ย่อมจะไม่มีผลตามติด ทว่าทั้งทิชากรและเรื่องเล่าในอดีตของรุ่นพี่ได้ให้คำตอบกับบอกเธอแล้วว่า แม้ไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวด้วยตัวเอง ก็อาจโดนหางเลขได้เหมือนกัน

ในเมื่อมันสามารถเป็นไปเช่นนั้นได้ มัทมีนาจะได้ระวังตัวให้มากกว่าเดิม

ถึงจุดทดสอบอุปกรณ์ทำแผนที่ด้วยอากาศยานไร้คนขับของบริษัทซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่าผืนเล็กๆ แต่มีการจำลองภูมิประเทศไว้หลายแบบในช่วงเที่ยง ทีมของมัทมีนาตัดสินใจกินข้าวกล่องเพิ่มพลังกันก่อน จากนั้นก็ใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน กระทั่งแน่ใจว่าซอฟต์แวร์กับอุปกรณ์ใหม่ทั้งชุดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค่อยเก็บของเตรียมตัวกลับบริษัท

ระหว่างรอให้เพื่อนร่วมงานขนอุปกรณ์ขึ้นรถตู้อยู่ใต้เต็นท์ผ้า มัทมีนาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิด หลังปิดไประหว่างตั้งใจทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง

ไม่มีข่าวจากคนที่รอ ทั้งทศทิศและ…คนที่เมื่อเช้าเธอไม่ได้เห็นหน้าก่อนออกมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่

คิดแล้วก็โหวงเหวงในอก เหงาอย่างบอกไม่ถูก

ดีที่เมื่อกลับถึงบริษัท เพื่อนๆ ที่รอฟังข่าวการสอบสวนเมื่อเช้า พากันเข้ามามะรุมมะตุ้มด้วยความเป็นห่วง จนมัทมีนาพอจะลืมๆ เรื่องที่ทำให้ห่อเหี่ยวไปได้บ้าง มาลำบากใจอีกครั้งก็ตอนโสรยาเข้ามาคุยเรื่องการดูแลความปลอดภัยของเธอ โดยอ้างถึงเรื่องเมื่อวาน

“คุณมีนกลับไปก่อน ไม่รู้หรอกค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โอ๊ย แม่เจ้าประคุณแรงมากค่ะ ไม่รู้ไปกินรังแตนที่ไหนมา โมโหมาก อาละวาดมาก เกิดมาพี่ไม่เคยพบเคยเห็นคนสวยสติแตกได้ขนาดนี้

“รู้ไหมคะ เขาอ้างว่าเป็นลูกนายทหารใหญ่ด้วยนะ อย่างนี้จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง พี่ว่าจะโทร.ไปเล่าให้คุณมีนฟังตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ก็กลัวจะรบกวนเพราะเห็นว่าที่บ้านมีแขก เมื่อเช้าพอพี่เข้าไปเป็นพยานให้คุณมีน เสร็จสรรพก็ไม่ได้คุยกันอีกเพราะคุณมีนรีบไปภาคสนาม สรุปแล้ว…ยังไงคุณมีนก็ต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิมนะคะ ควรมีคนมารับมาส่งอีกสักพักหนึ่ง ถ้าไง…ช่วงนี้กลับกับพี่แล้วก็พี่ไทด์สักพักนะคะ”

มัทมีนาไม่นึกเหมือนกันว่าโสรยาจะเลี้ยวขวับ วกเข้าเรื่องธนิสร์ได้ง่ายดายปานนั้น

“คือ…” หญิงสาวทั้งอึ้ง ทั้งงง “…ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะพี่โส แต่ปกติมีนขับรถกลับเองอยู่แล้ว คง…ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ”

“แน่ใจหรือคะว่าไม่เป็นอะไร เขามีทหารมารับจริงๆ นะคะ โทร.แกร๊กเดียวเอง ไม่ได้ใส่เครื่องแบบมาหรอก แต่ท่าทางจะใช่จริง ปิดประตูคุยกับเมเนเจอร์อยู่ตั้งนาน สุดท้ายออกมา จบเรื่อง”

“อืม…แต่เมื่อวานมีนให้สามีภรรยาเขาคุยกันแล้วค่ะ น่าจะไม่เป็นอะไร…มั้ง”

“ทำไมมี ‘มั้ง’ ด้วยล่ะคะ”

“ก็…คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ ถ้ามี มีนว่าเช้านี้น่าจะมีคนสติแตกมาหาแล้วล่ะ”

“จริงหรือคะ”

“ค่ะ”

“แหม…”

พอมัทมีนายืนยัน โสรยาก็ถอนใจ ไม่รู้ว่าเพราะไม่ได้ดังใจ หรือเพราะเสียดายที่ไม่มีโอกาส ‘เสนอขาย’ พี่ชายอีกครั้งหนึ่ง

อันที่จริง…มัทมีนาไม่ได้รังเกียจสาวรุ่นพี่หรือพี่ชายของเธอ ออกจะรู้สึกขอบคุณด้วย ที่โสรยาคอยช่วยตั้งแต่เกิดเรื่อง มาเป็นพยานในที่ประชุม ทั้งยังแก้ตัวแก้ต่างให้ตั้งแต่ข่าวรั่วถึงหูคนอื่น แต่การจะบอกให้เธอยกความปลอดภัยของตนเป็นภาระใครสักคน มันไม่ใช่นิสัย และมัทมีนาเองก็ไม่รู้จักธนิสร์ดีพอ จะได้วางใจให้เขาเป็นคนดูแล

เกิดวันดีคืนร้าย ทิชากรให้คนของตนมาทำอะไรเธอจริงๆ ผู้ชายขี้อายเป็นศิลปินเต็มตัวอย่างธนิสร์จะจัดการได้แน่หรือ สู้ให้เป็นคนที่เคยฝ่ากองไฟ เข้าไปเอาตัวเธอกับทศทิศออกมาจากซากรถ ยังจะวางใจมากกว่า

ทว่า…พอเผลอคิดถึงเขาขึ้นมา มัทมีนาก็เศร้า เพราะอดคิดไม่ได้ว่า…เรื่องผ่านมานาน บางทีผู้ชายในตอนนั้นคงลืมไปหมดแล้วละว่าได้สร้างความทรงจำดีๆ ทิ้งไว้ให้เด็กหญิงคนหนึ่ง

มันเป็นเพียงความทรงจำในอดีต ไม่ใช่เรื่องจริงในปัจจุบัน

ไม่มีใครจะมาปกป้องเธอได้หรอก นอกจากตัวของตัวเอง

“…มีนรู้ค่ะ ว่าพี่โสหวังดี” หญิงสาวดึงตัวเองกลับจากคนที่อยู่ไกล มายังคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า “แต่มีนไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ ขอโทษแล้วก็ขอบคุณพี่โสมากนะคะ ที่ช่วยทุกอย่าง มีนซาบซึ้งจริงๆ”

โสรยาทำปากยื่นนิดๆ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ…เรื่องเล็กน้อย ใครเห็นก็ต้องช่วยทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าอยากขอบคุณพี่จริงๆ คุณมีนติดเลี้ยงเค้กพี่กับพี่ไทด์สักครั้งได้ไหมคะ”

มัทมีนาขำ “ก็ได้ค่ะ เอาไว้สะดวกตรงกัน มีนขอเลี้ยงเค้กพี่โสกับพี่ไทด์นะคะ”

“คุณมีนน่ารักที่สุดเลย!” สาวหวานสวมกอดเธอแน่นด้วยความดีใจ ก่อนจะปล่อยให้มัทมีนากลับบ้าน

ทว่าการเดินทางออกจากที่ทำงานหลังเวลาเลิกงานเกินสามสิบนาทีในกรุงเทพฯ คือการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ เนื่องจากเป็นช่วงที่พนักงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ออกมาเจอกันบนถนน ทำให้รถติดมาก

มัทมีนาฝ่าการจราจรติดขัดจนเบื่อ เห็นว่าเย็นมากแล้วจึงแวะห้างสรรพสินค้ากลางทาง เพื่อรับประทานอาหารเย็นก่อนจะหิว เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมกันในเมืองหลวงแห่งนี้ กระทั่งมื้อเย็นคนเดียวจบลง ค่อยแยกย้ายกลับที่พักของตน เพื่อกลับมาสู้ใหม่ในวันต่อไป

Don`t copy text!