รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 6 : หัวใจในเหวลึก

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 6 : หัวใจในเหวลึก

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 6 –

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังอามันต์ส่งข้อความมาขอนัดหมายวันเวลาสำหรับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ของมัทมีนาที่บ้าน หญิงสาวก็ลงมาแจ้งทุกคนที่โต๊ะรับประทานอาหารเช้าว่า ปลายสัปดาห์นี้ เขาจะเข้ามาในช่วงเย็นพร้อมกันกับเธอ

“มีนนัดให้คุณอาไปรับมีนที่ทำงานค่ะ เห็นว่าเป็นทางผ่านหลังกับจากไปทำธุระ พ่อกับแม่ว่างหรือเปล่าคะ ถ้าวันนั้นไม่ว่าง คุณอาเขาขอเป็นวันที่พ่อกับแม่สะดวก เขาจะหาเวลามาเอง”

“ผมมีสอบสัมภาษณ์อะพี่มีน เอาวันอื่นได้ไหม”

เมษมารุตโอดก่อนใครเพื่อนเพราะเขาเองก็อยากเจอผู้มีพระคุณ แม้ตอนนั้นจะเด็กมากจนจำอุบัติเหตุไม่ได้แล้ว แต่ช่วงเวลาดีๆ หลังจากนั้น เขากลับจำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ตามพี่ๆ ไปเยี่ยมคุณอาที่วัด แล้วได้ขนมจากหลวงตามาเต็มไปหมด หรือตอนที่ไปแอบฟังคุณอาร้องเพลงกล่อมเด็กแถวที่สุสาน ก่อนจะวิ่งป่าราบเมื่อโดนฝ่ายนั้นตวาดไล่

เขาอยากรู้ว่าที่พี่สาวบอกว่าอามันต์ไม่เหมือนเดิมแล้วนั้น จะดูดีได้ขนาดไหน และเมื่อคนในอดีตมาปรากฏตัวในปัจจุบันจะได้ความรู้สึกแบบใด

“วันเสาร์อาทิตย์ไม่ได้หรือพี่”

“เราเป็นเด็ก จะเอาตามสะดวกเราได้ยังไง” มัทมีนาเลิกคิ้วใส่น้องชาย “ต้องแล้วแต่พ่อกับแม่แล้วก็คุณอาโน่น พ่อว่าไงคะ”

“ส่วนมากลูกค้าที่จะมาดูที่เขาก็ว่างวันเสาร์อาทิตย์กัน ถ้าวันธรรมดาก็สะดวกนะ อีกอย่างก็เป็นตอนเย็นด้วย ไม่เสียเวลางาน พ่อว่าง” เจตน์ละสายตาจากข่าวภาคเช้าบนจอรับสัญญาณโทรทัศน์ แล้วหันมายิ้มน้อยๆ กับลูกสาว “นัดเขามาวันนั้นแล้วกัน พ่อจะรีบกลับบ้าน”

“แล้วผู้จัดการใหญ่ล่ะคะ” มัทมีนาหันไปถามมัญชรี ที่กำลังตักข้าวให้ใส่จานให้สมาชิกในครอบครัว “จะอยู่รักษาการณ์ที่บริษัทแทนท่านประธานไหม”

“เรื่องอะไร”

ทุกคนหัวเราะขำ

“งั้นตกลงตามนี้นะคะ กินข้าวบ้านสักมื้อหนึ่ง เดี๋ยวมีนส่งข้อความไปยืนยันเวลานัดกับคุณอา”

“แล้วเราทำไมไม่แต่งตัวหือ? ท่าทางเหมือนจะไม่ไปทำงาน” มัญชรีถามลูกสาวบ้าง “ไม่ใช่บริษัทของตัวเองเหมือนพ่อกับแม่นะ”

“โอ้โห ตั้งแต่กลับมา มีนประชุมยาวไม่ได้หยุดทั้งอาทิตย์เลยนะคะแม่ ทั้งงานเก่า งานใหม่ งานในอนาคต พรุ่งนี้มะรืนนี้ยังต้องตามพี่ๆ ไปคุยกับลูกค้าอีก วันนี้ไม่มีคิว มีนก็ขอลาพักแล้วค่ะ จะใช้เวลาวันหยุดอันแสนแฮปปี้ด้วยการปีนเข้าบ้านทศ ไปเก็บของลงกล่อง”

แต่ละคนหันมาทำหน้างง มัทมีนาเลยต้องอธิบายเพิ่ม

“ทศเขาตัดสินใจย้ายบ้านหนีแล้วค่ะ”

“หา?”

เป็นข่าวที่ทุกคนในบ้านนี้ยังไม่รู้

“เอางั้นเลยเหรอลูก”

“ไม่งั้นป้ากันยาไม่ได้พักแน่ค่ะพ่อ ทำคีโมเสร็จแต่ละครั้ง หมอก็ให้กลับมานอนบ้านได้ แต่เดี๋ยวคนนั้นก็โทร.มา คนนี้ก็มาเคาะประตูบ้าน รังควานกันบ่อย ไม่ไหวค่ะ บ้านใหม่ดีกว่ามาก มีนไปดูมาแล้ว มีหลายห้องมีบริเวณบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัยก่อนเข้าหมู่บ้านก็เข้มงวด แถมยังใกล้รถไฟฟ้าเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก วีสองกับวีสามไปมหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องตื่นแล้วออกแต่มืด ก็จะมีเวลาช่วยดูแลแม่ได้อีก นี่ทศก็บอกว่าจะจ้างพยาบาลให้มาดูแม่บ้างบางวัน สลับกับเด็กๆ จะได้ไม่เหนื่อยเกิน ตอนนี้ก็คงต้องเป็นอย่างนี้แหละค่ะ ทศไม่ไหวจริงๆ”

“พ่อเข้าใจ แต่หักดิบกันอย่างนี้จะไม่ทำให้เรื่องแย่ลงเหรอ เจ้าหนี้น่ะนะ ยิ่งเราหนี เขายิ่งตาม แถมยังจะโกรธด้วย”

“ทศไม่ได้จะเบี้ยวหนี้นะคะพ่อ เขาไม่ใช่คนไม่รับผิดชอบ แต่รุมกันเข้ามาทีเดียวอย่างนี้ มันไม่ไหวจริงๆ เจอกันเมื่อสองสามวันก่อน ผอมตาโหล ผิวก็ซีด คนที่ทนได้ทุกเรื่องมาตลอดอย่างทศ เป็นได้ขนาดนี้ มีนว่ามีนสนับสนุนให้หนีไปตั้งหลักค่ะ”

“แล้วย้ายไปไหนล่ะลูก ไกลไหม”

“มีนไม่บอกได้ไหมคะแม่ ไม่ใช่ไม่ไว้ใจนะคะ แต่ถ้ารู้กันแล้ว เวลามีคนมาถาม แน่ใจหรือว่าจะโกหกว่าไม่รู้ได้ถึงที่สุด”

สองสามีภรรยาหันมองหน้ากันโดยไม่เอ่ยอะไร ลูกสาวของพวกเขาพูดถูก บางครั้งการรู้มากก็ใช่จะทำให้มีความสุข ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ เป็นไปได้มากว่า คนแรกที่จะมาคาดคั้นเอาที่อยู่ของทศทิศจากพวกเขาคือนายอภิบาล เพราะผู้ชายคนนั้นรู้จักบ้านเพื่อนสนิทของลูกชายคนเดียวเป็นอย่างดี

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าคนเคยเห็นหน้ากันมานานเป็นสิบปี จะกลายเป็นคนทิ้งครอบครัว ทั้งยังย้อนกลับมาทำร้ายกันไม่จบไม่สิ้นไปได้

“จะเอาอย่างนั้นก็ได้ลูก แต่แม่ก็กลัวว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้แม่ช่วย แม่จะไปไม่ถูกนะลูกนะ”

“ก็จริงนะคะ ถ้างั้นมีนจะเขียนที่อยู่บ้านใหม่ของทศไว้ตรงซองใส่จดหมายหน้าห้องแล้วกัน เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน ก็ไปหยิบโพยมาดูได้”

“ไว้วันไหนว่างตรงกัน ผมจะไปช่วยนะพี่” เมษมารุตอาสาแล้วตบมือกับพี่สาวอย่างสนิทสนม

หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เจตน์กับมัญชรีไปทำงานที่บริษัท ส่วนมัทมีนาติดรถน้องชายมาบ้านหน้าปากซอยของทศทิศ ซึ่งห่างบ้านตัวเองมาเพียงหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆ เพื่อมาช่วยน้องสาวฝาแฝดของเพื่อนเก็บของจำเป็นลงกล่อง แล้วเอาซ่อนไว้บนห้อง ไม่ขนลงมาข้างล่าง

ใช้เวลาจนถึงเที่ยง เก็บเพิ่มจากเดิมได้เป็นสิบห้ากล่อง ส่วนมากเป็นหนังสือเรียนของสองฝาแฝดที่ยังต้องใช้ไปอีกหนึ่งปี กับเสื้อผ้าและอุปกรณ์การกิน หม้อชามยังไม่ได้เก็บ เพราะยังต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ ส่วนของในห้องทศทิศ เจ้าตัวบอกจะมาเก็บเอง เพราะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลเล็กๆ หลายชิ้น ส่วนพวกเครื่องเรือนชิ้นใหญ่ๆ กับข้าวของเครื่องใช้คนป่วย มัทมีนาตั้งใจจะจ้างบริษัทรับจ้างย้ายบ้านมาขนทีเดียว

หญิงสาววางแผนงานอย่างเป็นระบบและค่อยๆ ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนตอนนี้งานคืบหน้าไปได้แล้วเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือคืองานส่วนของคนอื่น

มื้อกลางวัน มัทมีนาพาน้องสาวฝาแฝดของเพื่อนไปกินบะหมี่แก้หิวที่ร้านหน้าปากซอย ก่อนจะเดินกลับมาส่งเด็กๆ ที่บ้าน นึกไม่ถึงว่าเมื่อก้าวเข้ามายืนหน้าประตูรั้วแล้วมองเข้าไป จะเจอนายอภิบาลนั่งรออยู่บนม้าหินใต้ต้นมะม่วง

สามสาวชะงักกึก พากันก้มลงมองแม่กุญแจตรงประตูรั้ว

มันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์…แสดงว่าอีกฝ่ายปีนผ่านกำแพงที่ไม่สูงนักเข้าไป

“กลับมาแล้วเหรอ” ทันทีที่เห็นว่ามีหญิงสาวอีกคนอยู่กับลูกๆ ของเขา นายอภิบาลรีบลุกมาหาอย่างกระตือรือร้น “นี่หนูมีนใช่ไหม มีเค้าตอนเด็กๆ ลุงจำได้ เข้ามาสิลูกเข้ามา”

มัทมีนารู้สึกแปลกๆ ที่นายอภิบาลเป็นฝ่ายเอ่ยปากต้อนรับเธอ ทั้งที่เจ้าของบ้านสองคนยังยืนนิ่งเป็นแท่งหินอยู่นอกรั้ว แต่จะให้เธอเอ่ยปากก็ไม่ใช่หน้าที่ สิ่งที่มัทมีนาทำได้จึงมีเพียง…ยกมือไหว้เขาตามที่ได้รับอบรมสั่งสอนมา

“สวัสดีค่ะคุณลุง”

“สวัสดีลูก สวัสดี เป็นไงมั่ง ไม่เจอกันนาน สบายดีไหม”

“สบายดีค่ะ คุณลุงล่ะคะ”

“ไม่ค่อยสบายหรอก ป่วยหลายโรค ความดัน เบาหวาน เก๊าต์ด้วย แล้วนี่ไปไหนกันมาล่ะ ลุงมาหาสองกับสาม ตั้งใจจะมาขอข้าวกินสักมื้อก็ไม่เจอ”

มัทมีนาอธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร หลังได้ฟังคำพูดส่อเสียดลูกสาวตัวเองจากนายอภิบาล

ท่าทางของชายวัยกลางคนตรงหน้าดูไม่น่าเป็นคนมีพิษมีภัย ถึงขนาดใช้คำพูดทิ่มแทงคนอื่นหน้าตาเฉยได้ แต่เขาก็ว่ากล่าวกระทบกระเทียบให้ลูกกลายเป็นฝ่ายผิดไปเสียได้

มัทมีนาเห็นณัฐนิชากับณิชาพัชรค่อยๆ ยกมือไหว้บิดาบังเกิดเกล้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ก็ให้นึกสงสารจับใจ เพราะไม่เพียงอีกฝ่ายจะเป็นผู้ให้กำเนิดที่เด็กๆ ไม่อาจต่อกร ได้ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ต่อผู้อื่น ความผูกพันและตะกอนแห่งความรักที่ตกค้างอยู่ในสายเลือด ยังออกฤทธิ์บั่นทอนกำลังใจได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้อยู่เผชิญหน้ากันแล้วก็ตาม

เกือบสองเดือนแล้วกระมัง ที่ทุกคนในบ้านนี้ต้องตะเกียกตะกายอยู่ในวังวน ที่มีกฎว่าห้ามว่ายหนี

สำหรับมัทมีนาแล้ว นายอภิบาลเป็นอีกตัวอย่างที่ช่วยย้ำให้เธอมั่นใจว่า ความเป็นผู้ใหญ่ของคนเรา ไม่ได้วัดกันที่อายุเลย

“คุณลุงยังไม่กินข้าวกลางวันหรือคะ ถ้าไงมีนให้วีสองวีสามกลับไปซื้อให้นะคะ”

“โอ๊ะ ไม่ต้องๆๆ หรอกหนูมีน รบกวนหนูเปล่าๆ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” มัทมีนาว่าแล้วพยักพเยิดกับสองสาวข้างๆ “สองกับสามเอากุญแจบ้านมาให้พี่แล้วไปซื้อบะหมี่หมูแดงแยกน้ำมาไป”

มัทมีนาหันมาพยักหน้าให้สองสาว ณัฐนิชากับณิชาพัชรลังเลเล็กน้อย แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นเหมือนพี่สาวแท้ๆ ดูแลกันยิ่งกว่าญาติ ทั้งคู่จึงเชื่อฟัง ส่งกุญแจบ้านให้แล้วรีบหมุนตัวเดินไปตามทางเดิม มุ่งสู่ปากซอย

นายอภิบาลก้าวพรวดเข้ามาเกาะประตูรั้วแล้วชะโงกหน้าออกมา มองตามหลังลูกสาวของตน

“สอง สาม ไม่ต้องไปลูก กลับมานี่ก่อน!”

ยิ่งมีเสียงเรียกไล่หลัง ทั้งสองคนยิ่งสาวเท้าหนี จากนั้นก็เลี้ยวลับไปตรงหัวมุม นายอภิบาลมองตามลูกๆ ที่จงใจไม่ไยดีแล้วหงุดหงิด นึกรู้ทันทีว่านี่เป็นแผนของมัทมีนา

ทว่าเมื่อเขาหันขวับกลับมา เธอก็ยิ้มหวานตอบ

“ถอยไปรอ ‘ที่เดิม’ ดีกว่าไหมคะคุณลุง เดี๋ยวมีนเปิดประตูเข้าไปคุยด้วย”

ชายวัยกลางคนผู้ตั้งใจมาแล้วว่าจะไม่ใช้ความก้าวร้าวต่อสู้ เพราะจะทำให้ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น หยุดคิดนิดหนึ่งแล้วพยักหน้า

“ก็ได้ค่ะ แต่ลุงก็เริ่มปวดๆ อยากเข้าห้องน้ำแล้วนะ หมอไม่ให้กลั้นด้วย เปิดบ้านให้ลุงเข้าไปเร็วๆ เถอะ”

พูดจบก็หันหลัง เดินไปยืนรอหน้าประตูบ้าน

มัทมีนาแอบกลอกตาขึ้นมองด้านบน เพราะได้ยินเขาพูดจาคะขาหวานหู แต่ในประโยคตัดพ้อกลับลอบเหน็บและบอกว่ารู้ทันเธอ

หญิงสาวไขประตูรั้ว แต่ไม่ได้ตามไปไขเปิดบ้านให้ กลับเลี่ยงไปนั่งที่ม้าหิน ทำเอานายอภิบาลต้องเร่ง

“ไม่มาไขเปิดบ้านล่ะคะหนูมีน”

“มีนไม่กล้าหรอกค่ะ ไม่ใช่บ้านของมีน เกิดของในบ้านเขาหายตอนเจ้าของบ้านไม่อยู่ มีนก็แย่สิคะ อยู่แค่หน้าบ้านนี่แหละ ดีแล้ว”

“แต่ลุงเข้าได้”

“ไม่ได้มั้งคะ” มัทมีนาทำหน้างง “บ้านนี้ศาลสั่งให้ป้ากันยาเป็นคนผ่อนต่อตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนตอนคุณลุงหนี เอ้อ ย้ายออกไป พอทศเรียนจบทำงานได้ปีกว่า คุณป้าก็โอนให้เป็นชื่อทศ ในขณะที่คุณลุงไม่ได้เป็นอะไรกับป้ากันยาแล้ว นี่ก็เท่ากับเป็นบ้านของคนอื่น มีนว่าคงเข้าไม่ได้แน่ค่ะ”

นายอภิบาลเม้มปาก ชักสีหน้า แต่มัทมีนาไม่สน…เธอรู้แต่เธอไม่ใช่เจ้าของบ้าน ถ้าปล่อยให้เขาเข้าบ้านได้ แล้วเขาเกิดอยากจะขึ้นไปสำรวจตรวจตราดูทรัพย์สมบัติของลูกหลาน เธอจะไปมีสิทธิ์ห้ามอะไร

เกิดไปเจอลังเก็บของเตรียมย้ายเข้า…ความก็แตกเท่านั้น

“มานั่งดีกว่าค่ะ ยืนเมื่อยเปล่าๆ เดี๋ยวเกาต์กำเริบนะคะ” หญิงสาวกล่าวพลางส่งยิ้มให้ รอจนเขาข่มใจมานั่งที่ม้าหินด้วยกันแล้ว ค่อยชวนคุยเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้หักเหลี่ยมเขาเล่น “คุณลุงมาเยี่ยมคุณป้าหรือเปล่าคะ คุณป้าไม่ได้อยู่ที่บ้านหรอก วันนี้อยู่โรงพยาบาล จะกลับพรุ่งนี้”

“ลุงแค่ผ่านมาแถวนี้แล้วรู้ว่าวันนี้สองกับสามไม่มีเรียน ก็เลยว่าจะแวะมาหาข้าวกิน ไม่ได้ตั้งใจอะไรเป็นพิเศษหรอก”

“รู้ว่าสองกับสามไม่มีเรียน?” มัทมีนาฉงน “คุณลุงเก่งนะคะ รู้ด้วยว่าสองกับสามไม่มีเรียน ขนาดมีนยังต้องนัดล่วงหน้าเลยว่าอยู่หรือไม่อยู่”

“มีนไปอยู่ออสเตรเลียตั้งนาน มีนไม่รู้หรอกว่าตอนมีนยังไม่กลับ ลุงมาหาลูกบ่อยๆ จนจำได้แล้วว่าเขาจะอยู่วันไหนบ้าง เขาบอกลุงเอง”

นายอภิบาลยิ้มซื่อๆ แต่มัทมีนารู้ทันว่า อีกฝ่ายแค่ลักไก่เพื่อกีดกันเธอออกไปนอกวง แต่มัทมีนาก็รู้ทันเขาด้วย เนื่องเพราะไม่มีวันที่ณัฐนิชากับณิชาพัชรจะแจกแจงตารางเรียนให้คนที่ไม่อยากเจอรู้

“เหรอคะ” หญิงสาวยิ้มรับ “นั่นสินะ เรื่องสองกับสามคุณลุงคงทราบความเคลื่อนไหวบ้าง แต่คุณลุงคงไม่ได้จิบชานั่งคุยกับทุกคนเรื่องมีนแน่ๆ แล้วไปได้ยินจากใครหรือคะ ที่ว่ามีนไปออสเตรเลีย”

คำถามง่ายๆ แค่นั้น กลับทำให้นายอภิบาลอึกอัก เพราะเขาไม่สามารถบอกตรงๆ ได้ว่ารู้เรื่องนี้มาจากเพื่อนบ้าน

มองเผินๆ แล้ว เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ก็แค่ไปคุย แล้วเพื่อนบ้านก็เล่าให้ฟัง ทว่า…หากไม่เป็นฝ่ายเริ่ม ใครจะตอบก่อนได้ยินคำถาม โดยเฉพาะเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนในบ้านอดีตภรรยาตน

มัทมีนารู้อยู่แล้วว่านายอภิบาลจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อให้ได้สิทธิ์ของคนที่มีส่วนทำให้ลูกเกิด โดยลูกต้องตอบแทนพระคุณ ด้วยการเลี้ยงดูให้เขาได้อยู่อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิตที่เหลือ จึงไม่แปลกที่เขาจะหาข้อมูลคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านของลูกๆ เพิ่มเติม

ใช่…นายอภิบาลระแวงได้ตรงจุด มัทมีนาจะไม่มีวันทอดทิ้งเพื่อน

เธอรู้เห็นเรื่องในครอบครัวของทศทิศมาตั้งแต่ต้น ทั้งยังเป็นคนคอยเดินตามทศทิศช่วงที่เพื่อนเคว้งคว้างจากการไม่มีหัวหน้าครอบครัวคอยนำทาง เป็นคนที่คอยเตือนให้นางกันยากินข้าวกินปลา แล้วยังแวะเวียนมาหาเด็กผู้หญิงสองคน ที่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงในครอบครัว

แล้วจะให้เธอเข้าข้างคนที่ผลักให้พวกเขาหล่นลงไปในเหวลึกอย่างนั้นหรือ

สำหรับเด็กวัยรุ่นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มันเป็นความหนักหนาสาหัสและเจ็บปวด เพราะในขณะที่เพื่อนขาดหัวหน้าครอบครัว เธอก็ยังไม่โตและไม่เก่งพอจะหมุนโลก พอเห็นเพื่อนเงียบขรึม เห็นครอบครัวของเขาตึงเครียด พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ เธอก็พลอยกลัว เพราะในโลกของเด็กวัยรุ่นที่มีเรื่องให้ทำอยู่ไม่กี่อย่างของเธอ ทศทิศคือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่เธอมี

ความรู้สึกในตอนนั้น ทั้งฝาดทั้งขม ทั้งหวาดหวั่น ต่อให้ลืมไปแล้วว่าเคยรู้สึก แต่สมองเธอยังจดจำได้ถึงวันที่ทศทิศหยุดโรงเรียนไปดื้อๆ แล้วเธอกับนางกันยาและครูผู้ปกครองอีกคน ก็ไปเดินท่อมๆ ตามหาเขาเสียทั่ว

ต่างช่วยกันมองหาในตลาด ร้านเกม บ้านเพื่อน ตึกร้าง…ยิ่งเย็นย่ำ ยิ่งน่ากลัว

มัทมีนาจะไม่มีวันลืม ตอนทุกคนพบเขานั่งเหม่ออยู่บนดาดฟ้าตึกใต้ตะวันรอน ที่แดงเหมือนคนจะขาดใจ

ไม่…

เธอไม่มีวันเห็นใจผู้ชายที่ทิ้งลูกทิ้งเมียไปอย่างเลือดเย็น…

“สองกับสามช้าจังนะคะ ดูสิ ป่านนี้ยังไม่กลับ” มัทมีนาบ่นพึม ทั้งที่ ‘ป่านนี้’ ของมัทมีนา เวลาเพิ่งผ่านไปห้านาที “ถ้าไงมีนจะส่งไลน์ไปเร่งนะคะ จะได้รีบ”

หญิงสาวหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดส่งข้อความหาเด็กๆ ทันที ทว่าข้อความที่ส่ง…ไม่ได้บอกให้รีบ แต่บอกให้ไม่ต้องกลับมา

“โอเคค่ะ สองพิมพ์ตอบกลับมาว่าได้ค่ะ ถ้าไงคุณลุงรอหน่อยแล้วกันนะคะ ส่วนมีนคงต้องขอตัวกลับ”

“อ้าว” นายอภิบาลอุทาน “จะกลับแล้วเหรอลูก ไม่รอน้องด้วยกันก่อนหรือไง”

“มีนว่า…สองกับสามคงกลับมาถูกค่ะ”

“ลุงไม่ได้หมายความอย่างนั้น…” ชายวัยกลางคนระบายลมหายใจ “ลุงหมายความว่า สองคนนั้นจะกลับมาได้ยังไง ในเมื่อมีนเพิ่งส่งข้อความไปบอกว่าไม่ต้องกลับมา”

มัทมีนาเลิกคิ้วข้างเดียวขณะยืดตัวขึ้นยืน โดยไม่ละจากการประสานสายตากับนายอภิบาล หญิงสาวไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายคิดจะลักไก่ หลอกให้เธอยอมรับออกมาเองหรือเปล่า ว่าทำอย่างที่ถูกกล่าวหาจริง แต่ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ค่ามันก็เท่ากันตรงที่เธอไม่ได้ยืนอยู่ข้างเขาอยู่แล้วนี่

“คิดมากไปแล้วค่ะคุณลุง สองกับสามโตแล้วค่ะ ใกล้จะเรียนจบปีนี้ คงไม่มีใครบังคับให้สองคนนั้นทำอะไรหรือไม่ทำอะไรได้หรอกค่ะ ถ้าพวกเขาไม่อยากทำ”

“หนูมีน หนูอย่าทำอย่างนี้กับลุงสิลูก ลุงรู้ตัว…ว่าลุงไม่ใช่พ่อที่ดี…” นายอภิบาลก้มหน้า เสียงเครือ “แต่ลุงไม่มีทางไปจริงๆ ลุงถึงได้…”

“ไม่ๆๆ ไม่เอาค่ะคุณลุง ไม่เอา…” มัทมีนาลากเสียงแล้วถอนใจเฮือก “มีนเป็นเพื่อนทศนะคะ รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด ไม้นี้ใช้กับมีนไม่ได้ผลหรอกค่ะ”

นายอภิบาลนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงความร้ายกาจดุจเดิม เพียงแต่บรรยากาศเปลี่ยนไปโข

“ถึงมีนจะบอกว่าคบกับลูกชายลุงมาตั้งแต่เกิด แต่ยังไงมีนก็เป็นคนนอก ถึงมีนจะสนุกที่ได้แกล้งลุงเล่นแบบนี้ แต่มันไม่มีประโยชน์ไม่ใช่เหรอ เพราะยังไงลูกก็มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ศาลเคยตัดสินคดีอย่างนี้ออกเยอะแยะไป”

มัทมีนาไม่แปลกใจหรอกที่นายอภิบาลจะยอมเปิดหน้าไพ่สู้กับเธอ เพราะคนที่รู้จักละอาย…จะไม่ทนทำเรื่องที่ไม่อยากทำได้นานขนาดนี้

เกือบสองเดือนที่ผ่านไป ต่อให้นายอภิบาลเคยมีความละอายแก่ใจจริง มันก็คงกระเด็นหายไปแล้ว

“คุณลุงก็เลยจะเลียนแบบพ่อแม่ที่นิยมมีลูก เพื่อให้ลูกมาเลี้ยงตัวเองตอนแก่ ใช่ไหมคะ”

“ถ้าลุงไม่อับจน ลุงก็ไม่มาหรอก เป็นลูกมีหน้าที่ตอบแทนพ่อผู้ให้กำเนิด หรือไม่จริง”

“แต่ชีวิตคือการลงทุนนะคะ เรื่องที่ไม่ได้ลงทุนแต่จะมาเก็บเกี่ยว ออกจะเป็นการค้ากำไรเกินควร มีนเชื่อว่าใครๆ ได้ยินแบบนี้ก็บวกลบคูณหารถูก”

“ไม่หรอก ถ้าเอาความกตัญญูมาเป็นตัวเลขตั้งต้น บวกลบยังไง สังคมก็ยังต้องบอกว่าคนแก่น่าสงสารกว่าคนหนุ่ม ยิ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วยแล้ว…พอบอกว่าลูกไม่เลี้ยง เขาก็ตราหน้าว่าเนรคุณ ส่วนคนที่พยายามช่วยไม่ให้ลูกกลายเป็นลูกทรพี ก็ต้องพยายามไม่ให้ทำเรื่องทรพีต่อไปไม่ใช่เหรอ แล้วจะทำยังไงต่อล่ะ ถึงจะไม่ทรพี”

แน่นอนว่าคำตอบคือ ‘ตอบแทนพระคุณไปสิ’

มัทมีนาได้ยินคำตอบนั้นดังก้องในหัว ถึงกับต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มอารมณ์ โดยไม่อาจละสายตาจากชายวัยกลางคน ผู้สนทนาตอบโต้กับเธอด้วยความสุภาพเสมอต้นเสมอปลาย แต่วาจาเชือดเฉือนหัวใจ

เธอไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเพื่อนรักถึงตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนั้น

ทศทิศไม่ใช่เลวโดยสันดาน เขารักแม่ รักน้อง ทั้งยังดูแลให้การปกป้องมาตลอด แต่พอเป็นพ่อ เขาไม่อยาก…ทำให้เขาต้องต่อสู้กับมโนธรรมในใจ ซึ่งมันยากเย็นยิ่งกว่าต่อกรกับสัตว์ประหลาด

และตอนนี้ในใจของมัทมีนา ก็อยากกำจัดสัตว์ประหลาดตัวนั้นเหลือเกิน

“…คุณลุงต้องการเท่าไหร่คะ วันนี้” หญิงสาวกล่าวหลังกล้ำกลืนโทสะลงไปได้ ในที่สุด

“หือ? พูดอะไร ลุงแค่มาเยี่ยมลูก แล้วก็ว่าจะมากินข้าวด้วยสักมื้อ”

“เมื่อกี้ไม่ใช่คุณลุงรู้หรอกหรือคะ ว่าสองกับสามจะไม่กลับมาแล้ว ข้าวกลางวันอะไรนั่นก็คงไม่มีหรอก ถ้าจะรอก็คงต้องรอจนมืด”

“ลุงรอได้ ห้องน้ำห้องท่าไม่ได้เข้า เดี๋ยวไปขอเข้าห้องน้ำบ้านตรงข้ามแล้วขอข้าวเขากินสักหน่อยก็ได้ กลับมาก็ให้สองกับสามเอาข้าวไปคืนเขา ก็เท่านั้น”

“จะไปกวนป้าเขาทำไมล่ะคะ เขาเลี้ยงลูกตั้งสองคน ไหนจะดูแลสามีเขาอีกคน เที่ยงๆ อย่างนี้คงจะนอนเอาแรงอยู่”

“ก็มีใครอยู่ที่ไหนล่ะหนูมีน คุณลุงคุณป้าข้างบ้านเกี่ยวก้อยกันออกไปเที่ยวทุกวัน บ้านข้างๆ อีกด้านกับบ้านตรงข้ามเยื้องๆ กันเขาก็ออกไปทำงานกันหมด กลางวันไม่มีคนอยู่สักคน ก็มีแต่บ้านตรงข้ามให้พึ่ง”

มัทมีนาพยักหน้ากับตัวเองอย่างคนเพิ่งเข้าใจเรื่อง

“มีนเข้าใจละ บ้านตรงข้ามเขารู้นี่นะว่ามีนไปออสเตรเลียมา เพราะมีนเคยเอาขนมของฝากไปให้ลูกเขาตอนมีนกลับมา น่าเสียดายนะคะ เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาตั้งหลายปี ลูกเขาก็เริ่มเข้ามัธยมแล้วด้วย กำลังกินกำลังโต แต่อีกหน่อยคงไม่ได้ของฝากจากมีน เขาจะรู้ไหมนะว่าเป็นเพราะคุณลุง”

“โธ่” นายอภิบาลหัวเราะเบาๆ อย่างเสแสร้งที่สุด “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะหนูมีน ลุงไม่เกี่ยวด้วยเสียหน่อย”

“ผิดแล้วค่ะ” มัทมีนายิ้มหวานแต่แฝงความเหี้ยมไว้ “มีนจะให้ใครเป็นคนเกี่ยว มันก็ขึ้นอยู่กับปากของมีน ขอแค่มีนพูดว่า ‘คุณลุงบอกว่าไม่ต้องให้ของฝากเขาหรอก เปลือง มีนไม่รู้เหรอ ลับหลังมีน เขาด่ามีนสาดเสียเทเสียแค่ไหน’ แค่นี้แหละค่ะ ใช้ได้แล้ว ต่อให้เขาไม่หวั่นไหวในครั้งแรก สักสามสี่ครั้งก็คงใช้ได้ นี่มีนเรียนรู้วิธีนี้จากคุณลุงเชียวนะคะ”

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อมัทมีนาคิดจะโจมตีเขากลับในยุทธศาสตร์สำคัญ ถึงอย่างนั้นนายอภิบาลยังคงสามารถเก็บอาการกระวนกระวายได้เป็นอย่างดี

“ลุงไม่ได้รู้เรื่องนั้นจากเขา ถ้ามีนจะพาลไปลงเอากับเขา ลุงก็คงทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน”

“พาลอะไรกันล่ะคะ” มัทมีนาเลิกคิ้วสวยของตนขึ้น “ถึงบ้านมีนจะอยู่โซนท้ายๆ แต่บ้านเพื่อนมีนอยู่นี่ มีนมาแถวนี้ตั้งแต่เกิด ไม่ได้ย้ายออกไปไหนด้วย ทำไมจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ข้างบ้าน บ้านตรงข้าม ถัดไปอีกกี่หลังเป็นใคร ถึงว่า…ปกติเห็นมีนก็จะเข้ามาเรียก มาทัก วันนี้ไม่เห็น ถ้าทำผิดแล้วยังกล้ามาสู้หน้าอีกนี่ ก็คงด้านมากๆ จริงไหมคะ”

นายอภิบาลไม่รู้ว่ามัทมีนาหลอกด่าเขาไปด้วยหรือเปล่า แต่เขาก็ทำได้เพียงทำไม่รู้ไม่สน

คนที่เอือมระอากับสถานการณ์การปั้นหน้าอย่างนี้เต็มทีคือมัทมีนา

“เอาเถอะค่ะ” หญิงสาวหยิบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กแบบที่ผู้ชายใช้ออกมาจากหลังกางเกงยีน แล้วดึงธนบัตรใบละพันออกมาทีละใบจนได้สามพัน “รอจนถึงเย็นนี้แลกกับข้าวหนึ่งจาน และได้ป่าวประกาศให้คนแถวนี้รู้ว่าลูกสาวคุณลุงไม่ดูแลพ่อ กับการได้สามพันแล้วกลับบ้านตอนนี้เลย คุณลุงเห็นว่ายังไงคะ”

“มีนยังไม่เลิกคิดจะเอาเงินฟาดหัวลุงอีกหรือ ลุงไม่เอาหรอก ลุงไม่ได้อยากได้เงิน”

“พูดว่าฟาดหัวก็ไม่ถูกหรอกนะคะ มีนไม่ได้ให้ใครพร่ำเพรื่อ แต่นี่คุณลุงเป็นพ่อเพื่อน มีนไม่อยากให้มานั่งร้อนๆ ไปจนเย็น สามพันนี่ออกไปกินหมูกระทะเย็นนี้ ยังเหลือไว้ใช้ได้อีกหลายวันนะคะ”

“ไม่เอาหรอก มีนเก็บไว้เถอะ”

“สามพันไม่เอา งั้น…สองพันห้า”

แทนที่จะเพิ่มราคา เธอกลับเปลี่ยนธนบัตรเป็นฉบับละหนึ่งพันสองฉบับ กับห้าร้อยหนึ่งฉบับ

นายอภิบาลมองอย่างประหลาดใจนิดหนึ่ง “ไม่ต้องเอาเงินมากดดันลุงหรอก บอกแล้วไงว่าลุงแค่มาเยี่ยมลูก”

“ได้ค่ะ ถ้างั้น…” มัทมีนาค่อยๆ เก็บธนบัตรใบละห้าร้อยกลับ “สองพัน”

คราวนี้ชายวัยกลางคนเงียบ…

รออึดใจหนึ่ง หญิงสาวพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ คุณลุงชนะ มีนยอมแพ้ มีนจะกลับบ้าน เชิญคุณลุงนั่งรอจนเย็นตามสบาย…”

มัทมีนากำลังเก็บธนบัตรใส่กระเป๋าสตางค์ แต่นายอภิบาลซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหินจนถึงเมื่อครู่ กลับลุกเข้ามาฉวยธนบัตรไปจากมือเธอ ไวราวงูฉก ซ้ำยังเอ่ยถึงเงินอีกหนึ่งพันที่เธอได้เก็บกลับคืนไปเมื่อครู่

“เมื่อกี้จะให้สามพันไม่ใช่เหรอ”

“สองพันแล้วค่ะ”

“ไหนๆ ก็จะให้แล้ว…”

“ไม่ค่ะ คุณลุงจะได้รู้ว่ามีนพูดคำไหนคำนั้น ในเมื่อให้สามพันแล้วไม่เอา ก็คือไม่ได้”

“ก็แค่อีกพันเดียว บ้านมีนออกจะรวย”

“บ้านมีนไม่รวยค่ะ เรียกว่ามีกินมีใช้จากน้ำพักน้ำแรงดีกว่า แล้วถ้าคุณลุงไม่ไปตอนนี้นะคะ…” มัทมีนากล่าวด้วยเสียงราบเรียบ แต่มีแววข่มขู่นิดๆ “…มีนแนะนำให้คุณลุงโทร.หาทนายที่รวมหัวกันจะฟ้องร้องทศดู ว่าการที่คุณลุงคิดจะเอาเงินจากคนที่ไม่ใช่ลูกอย่างมีน คุณลุงจะโดนข้อหากรรโชกทรัพย์หรือเปล่า”

นายอภิบาลหุบปากและมองมัทมีนาด้วยสายตาขุ่นเคืองทันที

“…เก่งนักนะ”

“ไม่หรอกค่ะ ถ้าเก่งจริง…มีนคงไม่ต้องเสียเงินตั้งสองพัน ว่าไงคะ อยากให้ลูกส่งเสียเลี้ยงดู หรืออยากไปกินข้าวฟรีในคุก”

ชายวัยกลางคนจ้องหน้าหญิงสาวอีกพัก ก่อนจะค่อยๆ เก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วถอยออกจากบริเวณบ้าน

มัทมีนายังย้ำเขาอีกประโยคก่อนไป…

“ระวังเงินที่ได้รับครั้งต่อไปด้วยนะคะ มีนอาจจะให้เด็กๆ ถ่ายเอกสารไว้เป็นหลักฐานกล่าวหาได้ว่า คุณลุงรีดไถพวกเรา”

Don`t copy text!