รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 7 : ความจริง ความลวง

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 7 : ความจริง ความลวง

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 7 –

การเผชิญหน้ากับนายอภิบาล ทำให้มัทมีนาเข้าใจความรู้สึกของทศทิศ ลึกเข้าไปจนถึงกระดูก

นายอภิบาลไม่ได้มีท่าทีของคนแก่ที่ต้องการดูแลแม้แต่นิด ดีไม่ดี…เรื่องที่บอกว่าครอบครัวทางโน้นทิ้งขว้างไม่เลี้ยงดู ก็อาจจะเป็นเรื่องโกหก เพราะตอนที่เขามาปรากฏตัวตรงหน้าเธอ เขาอยู่ในสภาพดีเยี่ยม เสื้อผ้ารีดเรียบ รองเท้าสะอาด เล็บมือตัดเกลี้ยง ที่สำคัญไม่ผ่ายผอมตรอมใจเหมือนเพื่อนของเธอ ไม่ล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนอดีตภรรยาของตน ทั้งยังไม่พยายามหลบลี้หนีหน้าเหมือนลูกสาวทั้งคู่

สรุปแล้ว…นายอภิบาลน่าจะแค่ต้องการเงินไปบำรุงปรนเปรอตัวเอง และหากเธอไม่ได้จินตนาการบรรเจิดไปเอง ก็ไม่แน่ว่าเรื่องนี้ครอบครัวทางโน้นอาจจะรู้เห็น สมรู้ร่วมคิดกันจะมารีดไถเงินลูกชายคนโต

มัทมีนาติดใจเรื่องนี้จึงโทร.ไปหาเพื่อนรัก เมื่อกลับถึงบ้านตัวเอง

“ทศ วันนี้ฉันเจอพ่อนาย”

“วีสองวีสามกระหน่ำไลน์มาบอกแล้วล่ะ แล้วเป็นไงบ้าง”

“ไม่เป็นไง” มัทมีนาจะไม่เล่าเรื่องจ่ายเงินสองพันให้นายอภิบาลไป เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เรื่องดีขึ้นแล้ว เธออาจโดนเพื่อนด่า “ฉันให้สองกับสามไปซื้อบะหมี่ให้เขา แต่ไลน์ไล่หลังไปว่าไม่ต้องกลับ”

“อันนี้แฝดบอกแล้ว สำคัญคือเขาเข้าบ้านไปเจอกำลังเก็บข้าวของหรือเปล่า”

“เปล่า คุยกันนอกบ้าน ไม่ได้เข้าไปข้างในหรอก คุยไปคุยมา ฉันจับได้ว่าบ้านตรงข้ามนาย ไม่ใช่แค่เข้าข้างเขา แต่ถึงขั้นเป็นสายให้เขาเลย”

“จริงเหรอ…”

“ก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ แต่พิรุธชัดมาก ว่างๆ นายให้เจ้าแฝดกับป้ากันยาลองเชิงหน่อยแล้วกัน ศัตรูมาตั้งป้อมอยู่ตรงข้ามยังไม่รู้ตัวนี่ ศัตรูหลอกเก่งหรือทำตัวเป็นคนกรุงไม่ยุ่งกับเพื่อนบ้านเกินไปหือ”

ทศทิศถอนใจเบาๆ “…ไม่ต้องหรอก เราเชื่อ ถ้าบอกวีสองวีสามหรือบอกแม่ ทุกคนก็เชื่อว่าป้าทำตัวเป็นสายลับ แต่กลัวบอกไปแล้วจะเป็นเรื่องนี่สิ อุตส่าห์ย้ำแล้วว่าเรื่องย้ายบ้านห้ามบอกใครแม้แต่คนเดียว เดี๋ยวก็ไปหลุดปากตอนทะเลาะกัน”

“ก็จริง…นึกไม่ถึงเลยเนอะ ว่าคนเราจะมีมุมที่คิดไม่ถึงซ่อนอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด”

หลังกลับจากออสเตรเลียและรู้ว่านายอภิบาลประจานลูกๆ กับคนแถวบ้าน เธอก็แวะเอาขนมของฝากมาให้เพื่อนบ้านของทศทิศ ทั้งบ้านตรงข้าม บ้านข้างๆ และคนที่เคยสนทนาวิสาสะกัน หมายว่ามันจะส่งผลให้คนอื่นเอื้อเฟื้อนางกันยากับลูกสาวทั้งสอง เวลาที่ทุกคนต้องการความช่วยเหลือ

แต่พอทุกคนในบ้านทศทิศรู้เรื่องของฝาก ก็บอกว่าการให้ป้าบ้านตรงข้ามเป็นการเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฝ่ายนั้นเข้าข้างนายอภิบาลสุดลิ่มทิ่มประตู ถึงขั้นมาก้าวก่ายสั่งสอนว่าเป็นลูกต้องเลี้ยงพ่อแม่ จะได้ไม่ตกต่ำ เจริญๆ ทั้งที่ตัวเองย้ายมาอยู่หลังจากอภิบาลทอดทิ้งครอบครัวนี้ไป ไม่ได้เห็นกับตาว่าทุกคนลำบากทุกข์ยากแค่ไหน

นางกันยาทนไม่ได้จึงเอ่ยปากต่อว่า ทำให้ป้าบ้านตรงข้ามโกรธ นับจากนั้นก็ไม่พูดจากันตั้งแต่ก่อนมัทมีนาจะกลับ ถึงอย่างนั้น…เมื่อมัทมีนาเอาของไปฝาก นางก็ยังรับ ทั้งๆ ที่รู้ว่าหญิงสาวเป็นเพื่อนรักของทศทิศ เรียกได้ว่าถึงเกลียดแต่ก็อยากได้ของของเขาอยู่ดี ฝาแฝดรู้เข้าถึงกับเต้น จะไปทวงขนมคืน แต่มัทมีนาห้ามไว้เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่อง ทั้งยังหวังว่าของฝากจะทำให้นึกถึงความดีที่มีต่อกันมานานหลายปีบ้าง แต่ก็ไม่…

นอกจากจะไม่เพลามือลงแล้ว ยังซ้ำเติมด้วยการคอยรายงานความเคลื่อนไหวของบ้านนี้ให้นายอภิบาล

“การเป็นคนดีของป้านี่มันง่ายจริงๆ นะ โดยเฉพาะการพูดว่าตัวเองเป็นคนดี โดยไม่ต้องลงมือทำ”

“ก็ประมาณนั้นแหละ…”

“เออ มีอีกเรื่อง” มัทมีนาเปลี่ยนหัวข้อคุยใหม่ “ฉันว่าตาลุงนั่นเขาดูดีเกินไปนะ”

“ยังไง”

“เสื้อผ้ารีดเรียบ คอเสื้อไม่ดำ หน้าตาก็ไม่เหมือนคนป่วย กวนประสาทฉันได้ด้วย แสดงว่าสติแจ่มใสดี เล็บมือตัดเกลี้ยง รองเท้าขัดจนขึ้นเงา ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนไม่ได้รับการดูแลเลยนะ เพราะงั้นฉันก็เลยสงสัยว่าบ้านพ่อนาย ครอบครัวใหม่เขาน่ะ ไม่เลี้ยงดูเขาจริงหรือเปล่า”

พอถามอย่างนี้ ทศทิศเงียบไปสักพัก “…เราไม่เคยถาม เขามาเขาก็บอกแต่ครอบครัวทางโน้นไม่เอาเขาแล้ว เขาจะกลับมาอยู่ด้วยท่าเดียว พอเราไม่ให้กลับ เขาก็โวยวาย”

“ตบท้ายด้วยไถเงินค่ารถนิดหน่อย”

“รู้ได้ไง วีสองวีสามเล่าเหรอ”

“เปล่า แต่ไม่น่าจะไกลกว่านี้เท่าไหร่ไม่ใช่เหรอ หรือไง? หุบปากเงียบกันทุกคนเลยนี่”

“ไม่ได้ตั้งใจปิดนายหรอก แม่สั่งไว้ว่าไฟในอย่านำออกมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องเงิน พูดไปเดี๋ยวคนฟังก็สะดุ้ง หาว่าจะยืม หรือไม่ถ้าบอกนายไป เดี๋ยวก็มานั่งห่วง จริงไหม แต่ความจริงแม่แหละ…เริ่มให้ตาลุงนั่นเป็นคนแรก บอกตัดรำคาญ ไม่รู้ว่ารำคาญจริงหรือใจอ่อน”

เรื่องที่แม่อ่อนให้พ่อ เป็นเรื่องที่ทศทิศเห็นมานานแล้วตั้งแต่เริ่มรู้ความ และเขาก็ไม่ชอบอะไรแบบนั้น เขาอยากให้ผู้หญิงเป็นแบบมัทมีนาจะดีกว่า ต่อให้ฉลาดจนบางคราวก็อยากเผ่นหนี แต่ถ้าผู้หญิงเข้มแข็ง ผู้ชายจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง อยากทำอะไรจะได้ทำ

น่าเสียดายที่เขารักมัทมีนาในฐานะเพื่อน ในฐานะคนในครอบครัว ไม่ใช่คนรัก…

“จริงๆ แม่ก็ไม่ได้ให้ทุกครั้งที่ลุงนั่นมาหรอก สามครั้งแรก แม่ให้ไปครั้งละพัน ครั้งที่สี่เขามาหลังจากผ่านไปอาทิตย์เดียว แม่เลยว่าเขา พอว่าเขา เขาก็ด่ากลับ ครั้งนั้นแหละที่ทะเลาะกันจนแม่เข้าโรงพยาบาล พอแม่ไม่อยู่บ้าน เขาก็มาหาวีสองวีสาม ไถได้คนละห้าร้อยสองครั้ง ส่วนเราก็หลบหน้าน่ะนะ เขาเลยไปที่ทำงาน ไปครั้งแรกแค่ขู่ ไปครั้งที่สองร้องไห้ต่อหน้าธารกำนัล ฟ้องชาวบ้านว่าเราเนรคุณ”

“จดบัญชีแค้นไว้เหรอน่ะ นับครบทุกครั้ง” มัทมีนาพยายามจะทำให้เป็นเรื่องขันด้วยการหัวเราะ “แต่สรุปแล้วนายไม่รู้ใช่ไหมว่าครอบครัวโน้นจะทิ้งเขาจริงหรือไม่จริง”

“อือ”

“เรื่องนี้เป็นสาเหตุเลยนะ ทำไมไม่สืบดูสักหน่อยเล่า”

“พ่อนายเคยบอกให้สืบเหมือนกัน แต่ใครจะไปสืบได้ บ้านเขาอยู่ไหนก็ไม่รู้ จะให้ลองค้นเน็ตดูก็ไม่อยากเห็นหน้า จะจ้างนักสืบเหรอ ยังไม่ทันจะจ้าง แม่ก็เข้าโรงพยาบาล เมียก็ตามรังควาน มีปัญญาแบกสังขารกลับมาทำงานได้ก็บุญแล้ว”

“รู้แล้วๆ แต่เป็นอย่างนี้ ฉันก็ชักจะสงสัยแล้วล่ะว่าบ้านนั้นรวมหัวกันหรือเปล่า”

“แม่เคยบอกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เราไม่อยากจะฟัง มันผะอืดผะอม เอ่ยเรื่องเขาทีไร คลื่นไส้จะอ้วกทุกที สงสัยจะโฟเบีย นี่คุยกับนาย เราก็อดทนอยู่นะ อย่าเรียกเขาว่าพ่อเราดีกว่า”

มัทมีนาอยากจะถอนหายใจดังๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นใจเพื่อน “ฉันว่าคงต้องวางแผนรับมือบ้างนะ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาฟ้องมา เราก็โดนบีบฝ่ายเดียว”

“เขาก็อ้างได้แหละว่าขออยู่บ้านนั้นต่อจนกว่าจะได้กลับมาอยู่บ้านเดียวกับเรา แล้วบ้านนั้นเขาก็เห็นใจ”

“เห็นใจแต่ละเลิก ไม่เลี้ยงดูตอนแก่ตอนเจ็บป่วยเนี่ยนะ”

“เขาไม่ใช่ลูกจริงๆ นี่ เราสามคนต่างหากลูกจริง คนจะอ้าง อ้างได้ทุกอย่างแหละ ลิ้นมีกระดูกที่ไหน”

มัทมีนาเห็นด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่อีกฝ่ายพลิกลิ้น “เข้าใจละ ถ้าไงฉันจะช่วยดูให้แล้วกันว่าจะทำอะไรได้บ้าง”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเราจัดการเอง”

“มีเวลาเหรอ ย้ายบ้าน ดูแลแม่ ดูแลน้องๆ ทำงาน เคลียร์งาน สมัครงาน วิ่งหนีเมีย มีอะไรอีกล่ะที่ต้องทำตอนนี้ หุงข้าว ซักผ้า ดูแลตัวเอง ถามจริง มีเวลานอนไหม”

“มี”

“คิดดีๆ ก่อนตอบ อย่าตอบส่งๆ”

ดักคออย่างนี้ ทศทิศจะยืนยันคำพูดของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อหากคำนวณตามความเป็นจริงแล้ว เขาไม่มีทางมีเวลาว่างเหลือไปทำอะไรอย่างที่พูดได้

“ก็…ไม่มี”

“งั้นก็ตามนี้แหละ เดี๋ยวจะดูให้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าจะต้องจ้างนักสืบก็คงต้องจ้างไป”

เลิกสายกัน มัทมีนาก็เริ่มหาข้อมูลเบื้องต้นของครอบครัวนายอภิบาล โดยอาศัยระบบค้นหาในอินเตอร์เน็ตตามหาเบาะแสของเจ้าตัวด้วยชื่อ นามสกุล กับไอดีไลน์ที่เจ้าตัวทิ้งไว้กับลูกสาวทั้งสองคน ซึ่งก็ทำให้ได้รูปถ่ายของคนในครอบครัวทางโน้น จากนั้นเมื่อแกะรอยจากไปเรื่อยๆ จนได้ชื่อเพื่อน สถานที่ทำงาน โรงเรียน ที่เที่ยว

แม้จะอ้อมไปอ้อมมา แต่ก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นทีละนิด กระทั่งได้ที่อยู่จากการสั่งซื้อเสื้อศิลปินวัยรุ่นของลูกสาวคนสุดท้องทางโน้น สรุปแล้วการหาตัวนายอภิบาลให้เจอนั้นไม่ยากเย็น ทว่าการจะสืบหาข้อมูลเชิงลึก มัทมีนากลับคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องจับตาดู ซึ่งตรงนี้เธอคงทำเองไม่ได้

กลับจากออสเตรเลีย บริษัทก็เตรียมงานใหม่ไว้ให้แล้ว เริ่มต้นสัปดาห์หน้า

“…อาชีพใครอาชีพมันนี่นะ”

มัทมีนาบอกตัวเองอย่างเข้าใจ และเธอก็ตัดสินใจแล้วว่าคงต้องอาศัยนักสืบช่วยทำให้เรื่องง่ายขึ้น แต่คงต้องรอบคอบสักหน่อย เพราะในบรรดาคนทำงาน ย่อมมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน

เธอต้องการมืออาชีพ ไม่ใช่มิจฉาชีพในคราบคนทำงาน และมันคงต้องใช้เวลาหาข้อมูลสักวัน สองวัน หรือสามวัน ได้แต่หวังว่าระหว่างนี้จะไม่มีปัญหาอะไร แทรกเข้ามาให้ปวดหัวเพิ่มขึ้นอีกแล้วกัน

“คุณมีนคะคุณมีน!”

เสียงเรียกยาวๆ ออดอ้อนนิดๆ ที่มัทมีนาได้ยินทันทีที่เข้าออฟฟิศในตอนเช้าวันพฤหัสฯ เพื่อเข้าประชุมเกี่ยวกับงานที่เพิ่มเติมเข้ามา เป็นเสียงของโสรยาเพื่อนร่วมงานอายุมากกว่าห้าปี ตำแหน่งสาวหวานประจำออฟฟิศ

พอมัทมีนาหันไป อีกฝ่ายก็ปรี่เข้ามาหาแล้วดึงไปที่โต๊ะทำงานของตนเพื่อกระซิบกระซาบ

“กลางวันนี้ไปเป็นเพื่อนพี่กินกลางวันนะคะ”

จากท่าทีคล้ายมีความลับยิ่งใหญ่มหาศาลในตอนแรก มัทมีนานึกว่าโสรยามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับงานใหม่มาบอกให้เตรียมตัวเสียอีก กลับกลายเป็นเรื่องกินข้าวกลางวันไปเสียนี่

ปกติเธอกับเพื่อนๆ ก็ลงไปกินข้าวพร้อมกันอยู่แล้ว อาจจะมีคนไม่ไปบ้างก็ไม่เห็นเคยมีใครเข้ามาจองเวลา ให้ไปกินข้าวด้วยอย่างเป็นทางการอย่างนี้มาก่อน

“ก็…ได้นะคะพี่ ลงไปกินพร้อมกันได้เลย”

“ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ พี่หมายถึงออกไปข้างนอก”

“อ๋อ มีร้านอร่อยใหม่มาใช่ไหม เอาสิคะ มีนจะได้ชวนพี่ปุ้ย พี่มัด แล้วก็พวกซานิไปด้วย”

“ไม่สิ ไม่ๆๆ มีแค่พี่กับคุณมีนสองคน”

มัทมีนางง จนไม่รู้จะตอบอะไรไปครู่หนึ่ง

จริงอยู่ว่าสาวรุ่นพี่คนนี้ก็เพิ่งย้ายมาทำงานที่บริษัทแห่งนี้ได้ปีเดียว แต่เธอกับโสรยาเข้ากันได้ดี เพียงแต่การไปกินข้าวกันสองคนในขณะที่เธอยังมีเพื่อนๆ คนอื่นอยู่อีกเป็นกระบุง มันไม่ดูเป็นการแสดงความสนิทสนมแบบ ‘พิกล’ ไปหน่อยหรือ

“พี่โส มีธุระอะไรจะคุยกับมีนใช่ไหมคะ”

“แหม มันก็มีหรอกค่ะ” โสรยารู้อยู่แล้วว่าสาวๆ ที่มาทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนี้ได้ จะตามเธอไม่ทันได้อย่างไร “แต่ไม่ได้จะยืมเงิน ไม่ได้จะใช้แรงงาน ไม่ได้จะไหว้วานให้ไปตกระกำลำบากที่ไหนหรอกค่ะ แค่ไปกินข้าวด้วยกันเพราะพี่มีเรื่องส่วนตัวอยากจะขอคำปรึกษา ในฐานะที่เอ่อ…คุณมีนเป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ดีมาก สวยมาก แต่ก็คล่องงาน พี่อยากรู้เคล็ดลับอะไรเทือกนั้น เพราะงั้นตกลงไปกันนะคะ พี่ขอร้องล่ะ”

ในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากถึงขนาดนี้ มัทมีนายังจะตอบอะไรอื่นได้อีกหรือ นอกจากตกลง

ทว่า…

เมื่อถึงเวลาออกไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งจริงๆ มัทมีนาก็นึกอยากเตะตัวเองที่ไม่น่าจะพลาด ทั้งที่ก็เคยเจอ ‘มุก’ อย่างนี้มาก่อนแล้วสองสามครั้ง เพียงแต่ครั้งก่อนๆ กับพวกลูกค้า ยังมีเพื่อนไปด้วยหลายคน ครั้งนี้โดนคนเดียวโดดๆ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าความจริงแล้ว เธอไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย ออกจะดีเกินไปด้วย

กลางวันแสกๆ ในร้านอาหารไทยกลางห้างสรรพสินค้าไม่ไกลจากที่ทำงานนัก…ไม่มีใครนึกออกหรอกว่า จะโดนหลอกให้มาดูตัว

 

“พี่ชายพี่เองค่ะ จำได้ไหม มารับมาส่งพี่บ้างตอนเขาว่าง หรือพี่ต้องกลับบ้านดึกๆ คุณมีนเคยเจอแล้วสองสามครั้ง ชื่อพี่ไทด์”

ชายหนุ่มที่โสรยาแนะนำให้รู้จัก เป็นผู้ชายอายุสามสิบกลางๆ ผอมสูง ท่าทางสุภาพเรียบร้อย และน่าจะขี้อายหน่อยๆ เนื่องจากกว่าเขาจะกล้ามองเธอเต็มตา มัทมีนาเห็นเขาหลบตาเธอแล้วอมยิ้มอยู่หลายครั้งด้วยกัน

เจอไม้นี้เข้า มัทมีนาอยากจะหันไปถามโสรยาเหมือนกันว่าไหนละ…เรื่องสวยๆ งามๆ ที่จะปรึกษา นี่มันหลอกให้มาดูตัวชัดๆ แล้วโสรยาก็รู้จุดอ่อนของเธอเสียด้วย ว่าไม่ใช่คนไร้มารยาทขาดการอบรม ถึงขั้นไม่พอใจก็ลุกหนี ตรงกันข้าม แม้จะมั่นใจในตัวเอง แต่เธอรู้กาลเทศะ อดทนเก่ง เวลามีปัญหาก็หาทางแก้ไข ไม่แก้ตัวแม้แต่นิด

นั่นสิ…

ทำงานด้วยกันได้โดยไม่ขัดแย้งกันเลยเป็นปี โสรยาย่อมต้องรู้วิธีจัดการเธออยู่แล้ว

“พี่ไทด์เป็นพี่ชายแท้ๆ ของพี่ค่ะคุณมีน เป็นทั้งศิลปินเป็นทั้งนักธุรกิจ ตอนนี้มีกิจการส่งออกปลาสวยงามไปสิงคโปร์ แล้วก็กำลังจะจัดแสดงผลงานภาพถ่ายที่หอศิลป์ เป็นชุดปลากับดอกไม้ที่กำลังฮือฮากันอยู่ตอนนี้ด้วยค่ะ”

โสรยา ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ พี่ชายแล้วก็หยิบบัตรเชิญเข้าชมงานแสดงภาพถ่ายรอบสื่อมวลชน ยื่นให้เธอ ทีแรกมัทมีนาไม่สน เพราะกำลังหาทางป้องกันตัวจากสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด แต่พอเห็นภาพตัวอย่างบนบัตรเชิญแล้วจำได้ว่าเป็นภาพถ่ายที่เธอกับเพื่อนๆ คุยกันว่าสวยเมื่อวันก่อน มัทมีนาก็ลืมเรื่องการตั้งกำแพงป้องกันตัวเสียสนิท

“เอ๊ะ คุณธนิสร์ที่ว่าเป็นเจ้าของผลงานนี่…”

“ใช่ค่ะ เมื่อวานตอนคุณมีนกับทุกคนรอเข้าประชุมกัน พี่เห็นกำลังรวมกลุ่มชื่นชมภาพถ่ายตัวอย่างจากในข่าว รู้ไหมพี่ดีใจแค่ไหน แทบจะอดปากไม่ได้ อยากตรงเข้าไปบอกเลยว่าศิลปินน่ะพี่ชายของพี่เอง พี่ชายของพี่”

มัทมีนาหันไปมองธนิสร์อีกที ซึ่งชายหนุ่มก็ก้มหน้าหลบนิดหนึ่ง แต่ในที่สุดก็สามารถหันกลับมาสบตาเธอ

“พี่เองครับน้องมีน เห็นโสบอกว่าเพื่อนๆ อยากไป พี่ก็เลยอยากจะฝากบัตรรอบสื่อมวลชนมาให้ ไปหลายๆ คนก็ได้นะครับ”

พอธนิสร์พูดคำว่า ‘ไปหลายๆ คนได้’ ออกมา มัทมีนาค่อยสบายใจขึ้น เพราะถ้าเขาตั้งธงมาว่าจะพิชิตเธออย่างเดียว มัทมีนาคง ‘เผ่น’ เหมือนกัน

การกลับกลายเป็นว่าเมื่อคุยกันเฉพาะเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องศิลปะหรือโลกในมุมที่เธอไม่ค่อยได้เห็น มันก็น่าสนใจดี แล้วตัวธนิสร์เองก็ดูมีความสุขที่ได้คุยเรื่องปลาที่เพาะพันธุ์เอง รวมถึงบรรดาภาพถ่ายที่ได้มาจากทุกมุมโลก อาหารมื้อนั้นจึงไม่เลวร้ายอย่างที่นึกกลัว

โสรยาเองก็หน้าบานเป็นจานเชิงเลยทีเดียวเมื่อกลับเข้าบริษัทไปประชุมบ่ายด้วยกัน

 

“พี่ไม่รู้จะขอบคุณคุณมีนยังไงดีเลยค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่ยอมไปกินข้าวกับพี่ แล้วยังไม่ทิ้งพี่ไปกลางคันด้วย”

โสรยาจับมือเธอแน่นซ้ำยังขอบคุณซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด จนมัทมีนาหายเคืองที่โดนหลอกไปดูตัว

เธอเองก็ไม่ใช่คนชอบโกรธคนอื่น แต่อย่างไรเสียก็ต้อง ‘รู้’ เพราะไม่ชอบเป็นคนโง่

“พี่ไทด์เขาขอให้พี่โสช่วยหรือคะ”

“ตอบตรงๆ นะ ใช่ค่ะ” สาวรุ่นพี่กดเสียงท้ายประโยคอย่างหนักแน่น ก่อนจะต่อบท “พี่น่ะ ไม่ได้อยากทำหรอกนะคะ เราเองก็ต้องทำงานด้วยกัน พี่น่ะกลัวคุณมีนโกรธจะแย่ เขาน่ะไม่ได้อยู่กับเรา เขาไม่รู้หรอกว่าถ้าเรามองหน้ากันไม่ติดจะเป็นยังไง คิดแต่จะเอาให้ได้ พ่อกับแม่ก็ตามใจ แล้วพี่น่ะ…ก็พึ่งพาเขาอยู่ คุณมีนใจดีกับพี่มากเลย พี่น่ะคิดงานไม่ออกเลยตั้งแต่เช้าแล้ว”

“จริงๆ มีนก็ไม่ชอบหรอกนะคะ เวลาเพื่อนนายหรือลูกค้ารายใหญ่อ้างว่าจะเลี้ยงข้าวแล้วคิดว่ามีนจะต้องไปง่ายๆ”

“พี่ทราบค่ะ ขอโทษแล้วก็ขอบคุณจริงๆ พี่เห็นคุณมีนมาเป็นปีๆ รู้ว่าคุณมีนไม่ได้ชอบเรื่องทางนี้ วันๆ เห็นเอาแต่ทำงานตากแดด แต่พี่ชอบนะคะ หน้าไม่ยักดำ”

โสรยาบ่นพลางถอนหายใจพลาง แล้วก็จูงมัทมีนาเข้าไปในแพนทรี่เพื่อชงโอวัลตินเย็นเอาใจสาวรุ่นน้อง

“พี่น่ะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหรอกค่ะ พี่ชายพี่เขาบอกว่าเห็นคุณมีนแล้วชอบ คุณมีนสวยมาก ท่าทางเป็นคนเก่ง เหมือน…เขาเปรียบกับอะไรนะ พวกศิลปินช่างเปรียบเยอะแยะไปหมด บอกว่าเหมือนนกนางนวลตาสวย อะไรของเขาไม่รู้ คงถ่ายรูปขึ้น อันนี้พูดกันตรงๆ นะคะ บางทีพี่ก็คิดว่า…พี่ชายพี่เขาคงอยากถ่ายรูปคุณมีนมากกว่าจะคิดอย่างอื่น”

ฟังมาถึงตรงนี้ นอกจากมัทมีนาจะสบายใจมากกว่าเมื่อครู่ ยังเริ่มรู้สึกเหมือนได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่ม

มันไม่ถึงกับทำให้พุ่งเข้าใส่ แต่ก็…ไม่แย่อย่างที่คิด

ได้บัตรเข้าชมนิทรรศการที่ชอบรอบสื่อมวลชนมาฝากเพื่อนๆ เกือบสิบคน…ใช้หัวคิดคำนวณแบบซนๆ ก็ได้คำตอบอย่างเดียวคือกำไร

“แล้วทำไมพี่ไทด์ไม่บอกเลยล่ะคะ เมื่อกี้”

“แหม ของอย่างนี้ต้องดูท่าทีก่อนไหมคะ หรือถ้าพี่กับพี่ไทด์ขอให้คุณมีนไปเป็นนางแบบถ่ายรูป คุณมีนจะโอเคเลย”

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทุกวันนี้ก็ถ่ายภาพไม่ก็เซลฟี่กับทุกคนจนเหมือนมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแล้ว แต่ถ้าจะให้ไปเป็นนางแบบก็คงต้องถามก่อนว่าแนวไหน อะไร ยังไง เมื่อไหร่ แล้วก็…ตอนที่ถามอยู่ในอารมณ์ไหนด้วย”

“นั่นแหละค่ะสำคัญที่สุด!” โสรยายื่นแก้วโอวัลตินเย็นให้มัทมีนา “มาตอนนี้พี่ก็ได้ข้อมูลเพิ่มละว่าคุณมีนไม่ได้รังเกียจ พี่จะได้ไปบอกให้เขาจัดการต่อเองวันหลัง ไปค่ะ เข้าประชุมบ่ายกัน วันนี้ได้ข่าวว่ามีเรื่องใหญ่”

โสรยาตัดบทอย่างคนที่รู้จักพอในการต่อรอง ก่อนจะพากันเข้าห้องประชุมช่วงบ่าย กว่าจะเสร็จก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว มัทมีนาจึงรีบกลับออฟฟิศ เก็บข้าวของ เก็บไฟล์งาน

โสรยาเห็นความรีบร้อนของหญิงสาวก็อดไม่ได้จะทัก

“คุณมีน ทำไมดูรีบจังคะนั่น”

“หือ ก็ไม่ได้รีบนี่คะ”

“รีบสิคะ ออกจากห้องประชุม ไม่ทันได้เมาธ์เรื่องงานที่บริษัทเพิ่งประมูลได้ก็เผ่นกลับออฟฟิศ พุ่งกลับมาที่โต๊ะแล้วเก็บทุกสิ่ง”

นึกถึงคนที่มีนัดกันเย็นนี้ มัทมีนามีรู้สึกทันทีว่าหัวใจขยับตัวอย่างมีพิรุธ อาจจะไม่ถึงกับขวยเขิน เพราะเธอกับอามันต์เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ตื่นเต้นยินดีที่จะได้เจอ

ตอนเดินด้วยกันที่ไทเป อยู่เคียงข้างเขา สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ทำให้รู้สึกได้ว่าเขามีตัวตนจริงๆ เธอก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้น มันน่าสงสัยและพอลองสำรวจดู หัวใจก็เต้นด้วยจังหวะที่ไม่เคยเกิดกับใครในโลก

ถึงอย่างนั้น…มัทมีนาไม่คิดจะสาธยายความรู้สึกให้ใครรู้

“…ก็แค่วันนี้พ่อกับแม่มีแขกไปเยี่ยมบ้านตอนเย็น มีนเลยต้องรีบกลับน่ะค่ะ”

“แต่เมื่อกลางวัน…คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเราคุยกันเลยว่าจะขับรถไปที่ร้านดีหรือเปล่า แล้วคุณมีนบอกพี่ว่าวันนี้ไม่ได้ขับรถมานะคะ”

มัทมีนาเข้าใจเวลาทศทิศบอกให้เธอไม่ต้องรู้ทันเขามากก็ได้…แล้วละ

“ใช่ค่ะ วันนี้มีนจะกลับกับแขกของพ่อกับแม่ เขาจะแวะมารับหน้าบริษัท”

“เขา?”

“ค่ะ”

“ตายแล้ว…” โสรยาอ้าปากค้าง แตะอกตัวเองเบาๆ “…อย่าบอกนะคะว่าคุณมีนมีแฟนแล้ว โอย…พี่ลมจะใส่”

“ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ๆ” มัทมีนาโบกมือ ขำทั้งโสรยา ขำทั้งตัวเองที่ก็ไม่รู้จะรีบปฏิเสธไปทำไม

คงเพราะ สถานะตอนนี้ ‘ไม่ใช่’ อย่างที่ว่ากระมัง

“คือ…มีนเรียกเขาว่าคุณอาน่ะค่ะ”

“อ้อ” โสรยายังมองอีกฝ่ายค้าง “คุณอา”

“ค่ะ”

“ญาติหรือคะ”

“ก็…ไม่ใช่ค่ะ เป็น…เพื่อนคุณพ่อคุณแม่ รู้จักมีนมาตั้งแต่…มีนสิบขวบได้ ก็เลยเรียกตามศักดิ์ แล้วก็…อายุ”

“อายุ? เท่าไหร่คะ”

“จำไม่ได้”

“โอเค”

มัทมีนาโล่งอก “มีนไปได้แล้วใช่ไหม”

“พี่ไปส่ง”

หญิงสาวยืนอึ้ง แต่โสรยาช่วยกระตุ้นด้วยการจูงมือพาเธอไป แสดงเจตนารมณ์โดยไม่บอกออกมาเป็นคำพูด ว่าอย่างไรก็จะต้องรู้เรื่องนี้ให้ได้

กำลังจะออกจากออฟฟิศอยู่แล้ว โทรศัพท์สำหรับติดต่อภายในริมประตูก็ดังขึ้น โสรยาอยู่ใกล้พอดีจึงรับสายเลย

“ฮัลโหลค่า ดาด้าเหรอ ว่าไง อ๋อ มีคนมารอคุณมีนข้างล่าง” คนรับสายชำเลืองไปทางคนที่ยังจับมือไม่ปล่อย เป็นอันรู้กันว่าหมายถึงอะไร “กำลังจะลงไปเจอเขาอยู่เนี่ยจ้ะ บอกเขารอแป๊บนึงนะ ขอบคุณค่า”

วางสายแล้ว โสรยาโคลงศีรษะเล็กน้อย ก่อนพามัทมีนาเดินออกจากออฟฟิศ

“ไปค่ะ คุณอามาแล้ว”

 

ลงมาจากลิฟต์สู่โถงโล่งกว้างชั้นหนึ่งพร้อมพนักงานคนอื่นๆ มัทมีนาเดินเนิบๆ มาเรื่อยๆ ต่างจากคนอื่นที่เร่งรีบจะกลับ ทำเอาโสรยาชำเลืองสบตาคนตัวสูงข้างๆ

“คนไหนคะคุณมีน” สาวรุ่นพี่ถามพลางกวาดตามองไปยังชุดโซฟารับแขกสุดโถงทั้งสองฝั่ง ซ้ายกับขวา มัทมีนาเหลียวมองตามแล้วหันมา

“ไม่เห็นเลยค่ะ”

“อ้าว”

“สงสัยไปห้องน้ำมั้งคะ”

“แสดงว่าต้องรอก่อนสินะ งั้นก็รอกันค่ะ” โสรยาว่าแล้วหยุดยืนอยู่กลางโถงกว้างของบริษัทเช่นเดียวกับมัทมีนา ครั้นพนักงานระลอกแรกที่ทยอยกันลงมาอย่างรีบเร่ง ซาลง หญิงสาวก็จำต้องยอมรับอย่างปลงๆ ว่าจะไม่มีทางชนะ ‘ลูกตื๊อ’ ของสาวรุ่นพี่แน่ๆ

คิดดังนั้นจึงตัดใจ หยิบสมาร์ตโฟนออกมาจากกระเป๋าถือ

“…มีนขอโทร.หาคุณอานะคะ”

“เชิญค่ะเชิญ พี่ไม่กวนหรอกค่ะ”

หญิงสาวแอบกลอกตาขึ้นข้างบนแวบหนึ่งก่อนกดเปิดแอพพลิเคชั่นสนทนา ตามด้วยยกขึ้นจ่อปาก “คุณอาอยู่ที่ไหนคะ มีนลงมาแล้วค่ะ”

ส่งข้อความเสียงไปแล้ว ยืนรอกันได้อึดใจ ก็มีเสียงสัญญาณบอกว่ามีข้อความส่งเข้าโทรศัพท์

มัทมีนาเปิดฟัง… “อากำลังเดินจากลานจอดรถไปที่อาคารใหญ่ มีนอยู่ตรงไหนบอกตำแหน่งด้วยนะ”

ฟังข้อความจบแล้ว โสรยาถึงกับยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก ทำหน้าประหลาด

“ต๊าย คุณมีน…”

“คะ” มัทมีนาหันมาให้ความสนใจสาวรุ่นพี่ “เป็นอะไรคะพี่โส”

“มีใครเคยบอกไหมว่าเสียงเขาเซ็กซี่มาก”

“หา?”

“คุณอาไงคะคุณอาของคุณมีน” จากท่าทางงุนงง โสรยาคล้ายจะเปลี่ยนเป็นตื่นเต้น “เป็นผู้ชายที่เสียงเพราะจริงๆ ค่ะ ต่ำๆ แต่มัน…วิ้งๆ มันกระจายๆ อยู่รอบๆ อีกนิด เขาเรียกว่าอะไรนะคะ เหมือนฟังจากเครื่องเสียงเลย”

มัทมีนาไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเธอก็ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก รู้หรอกว่าเสียงเขาน่าฟังและติดหู ตอนเจอกันที่ไทเปแล้วเขาตอบประโยคแรก เธอถึงได้แน่ใจว่าใช่…คนในอดีต แต่ก็ไม่คิดถึงขนาดที่โสรยาคิด

“…คงมีมั้งคะ ถึงได้ไม่ค่อยพูด เอาแต่ตะโกนไล่”

“คะ?”

“อ๋อ ไม่มีอะไรค่ะ มีน…เรื่อยเปื่อย”

โสรยาถอนหายใจเฮือก

“ยิ่งอยากเจอหน้าเข้าไปใหญ่ ว่าแต่…ไหนว่ามารอแล้วไง ทำไมพูดเหมือนเพิ่งเดินมาจากลานจอดรถบุคคลภายนอกล่ะคะ”

“มีนก็กำลังงงอยู่เนี่ยค่ะ”

ไม่ทันได้หาคำตอบ ตอนนั้นมีคนเรียกจากข้างหลัง

“มัทมีนา”

“คะ?” เจ้าของชื่อหันไปหา

คนที่ยืนอยู่เป็นหญิงสาวที่น่าจะอายุมากกว่ามัทมีนาสองถึงสามปี สูงราวร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างอวบอิ่มกำลังดี หน้าตาสวย แต่งตัว ‘เป๊ะ’ ตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เรียกดิฉันหรือคะ”

เพิ่งถามจบคำ ฝ่ายตรงข้ามก็เงื้อมือขึ้นแล้วสะบัดหมายฟาดใส่หน้ามัทมีนา โชคดีที่หญิงสาวมีปฏิกิริยาว่องไวจึงชักเท้าถอยไปครึ่งก้าว หลบทัน

ทั้งคนเดินผ่านไปผ่านมาที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์ ทั้งโสรยา…ถึงกับหยุดมอง ปากอ้าตาค้างด้วยความตกใจ

ไม่เพียงคนอื่น มัทมีนาเองยังงง

“คุณเป็นใคร” หญิงสาวถามเสียงเรียบด้วยความเคร่งเครียดที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน

“นังแพศยา…” อีกฝ่ายตอบไม่ตรงคำถาม ทั้งยังเค้นเสียงรอดไรฟัน “ทำอะไรไว้อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้!”

“เดี๋ยวค่ะ” โสรยาซึ่งเริ่มมีสติ ขยับเข้าหาคนแปลกหน้า “มีอะไรค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันก็ได้ ทำไมต้องลงมือลงไม้ นี่มันเรื่องอะไรกันคะ”

มัทมีนาเองก็อยากรู้…การที่เธอไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงอย่างเท่าเทียมกัน ก็เป็นเพียงเพราะเธอไม่คุ้นกับการประสงค์ร้ายต่อร่างกายของคนอื่น แต่ไม่ใช่ไม่โกรธ

“มีนก็อยากรู้เหมือนกันค่ะพี่โส จู่ๆ มาทำแบบนี้ ถ้าไม่มีคำอธิบายดีๆ รับรองเรื่องนี้ถึงตำรวจแน่”

“ก็เอาซี่!” แขกแปลกหน้าเสียงดังขึ้น “ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะอยู่ยังไง ถ้าคนที่นี่เขารู้กันหมดว่าเธอมันนังแพศยา แย่งผัวคนอื่นหน้าด้านๆ!”

Don`t copy text!