MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 9 : เดิมพัน

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 9 : เดิมพัน

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 9 –

 

Budder:  คุณนี่ก็บ้าเหมือนกันนะ 555  กล้าไปรับคำท้าของท็อปเซลล์ตัวแม่อย่างแอร์รี่ด้วย

A:  คุณบัดเดอร์อย่าล้อซี  ก็ตอนนั้นมันคิดอะไรไม่ออกแล้วนี่นา แต่มาถึงขั้นนี้แล้วเอก็ต้องสู้เต็มที่ละค่ะ เพียงแต่ว่า มันไม่มั่นใจเอาเสียเลย

Budder:  แต่ผมเชื่อว่าคุณทำได้นะ

 

หญิงสาวทิ้งตัวลงบนเตียงนอนแล้วแชตไปด้วย ในห้องพักอันเล็กและออกจะดูเก่าแห่งนี้ เมื่อจัดวางข้าวของแต่เฉพาะที่จำเป็นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย  หมั่นทำความสะอาดไม่ให้มีฝุ่นเปรอะเปื้อน ห้องเล็ก ๆ ที่ตี๋ใหญ่ชอบบ่นว่าเหมือนรูหนู ก็น่าอยู่ที่สุดในความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย

 

A:  อย่าล้อกันเล่นเลยค่ะ  อย่างเอน่ะเหรอคะ จะไปชนะแอร์รี่ได้ พนันได้เลยไม่มีทางหรอก

Budder:  เอาสิ งั้นผมขอพนัน

 

เอกอักษรผุดลุกขึ้นนั่ง ไม่นึกฝันมาก่อนว่าเขาจะพูดแบบนี้ แต่เมื่อคิดกลับไปกลับมาอีกทีก็อมยิ้มตอบไปว่า

 

A:  พนันข้างแอร์รี่ใช่ไหมล่ะคะ แหม.. เอไม่หลงพนันให้เสียเงินฟรีหรอก

Budder:  เปล่าครับ พนันข้างคุณนั่นละ

A:  คุณบัดเดอร์! เอว่าเอบ้าแล้วนะ คุณบ้ายิ่งกว่าเออีก

Budder:  5555

 

เอกอักษรหัวเราะออกมาได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกจากห้องประชุมเมื่อบ่าย ตั้งแต่มีไลน์คุณบัดเดอร์ เธอก็คุยเล่นกับเขาอยู่ตลอดจนคุ้นเคยคล้ายกับรู้จักกันมานาน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ตำแหน่งอะไร อยู่แผนกไหน ส่วนลึกในใจของเอกอักษรบอกว่าเธอชักจะอยากเจอตัวจริงของเขาแล้ว

 

Budder:  งั้นเอาเป็นว่า ถ้าคุณชนะ ผมมีรางวัลให้ก็แล้วกัน แบบนี้ดีกว่าไหม

A:  ตกลงค่ะ

 

เอกอักษรยิ้มกว้าง คุณบัดเดอร์นอกจากจะเข้าอกเข้าใจแล้วยังใจดีอีกด้วย

 

Budder:  แล้วคุณอยากได้อะไรล่ะ

A:  เออยากไปดินเนอร์กับคุณบัดเดอร์  จะได้ไหมคะ

 

อีกฝ่ายเงียบไปครู่ใหญ่ คนทางนี้ก็นั่งจ้องหน้าจอรอคำตอบ อดคิดไม่ได้ว่าที่คุณบัดเดอร์ต้องใช้เวลาตัดสินใจนานเพราะเกรงว่าเธอจะชนะแอร์รี่ได้จริง ๆ หรือยังไง

 

Budder:  ตกลงครับ เราจะไปดินเนอร์กัน

 

จากวันนั้น เอกอักษรก็ออกไปทำงานราวกับเป็นคนใหม่  การแต่งหน้า ทาลิปสีสวย ๆ ใส่ชุดทันสมัยดีไซน์เก๋ ๆ สร้างความรู้สึกเหมือนกำลังสวมเกราะยอดมนุษย์ก็ไม่ปาน เพราะทุกวันมีภารกิจยิ่งใหญ่รออยู่ ทั้งงานเอกสารเดิมที่ยังต้องรับผิดชอบ  เริ่มถ่ายโอนงานให้พี่เบียร์รับช่วงต่อ แล้วก็มาเรียนงานขายกับตี๋ใหญ่ผู้เป็นพี่เลี้ยงอย่างจริงจัง หลาย ๆ ครั้งก็ต้องรีบเคลียร์งานเอกสารให้เสร็จโดยด่วนเพราะต้องออกไปพบลูกค้ากับตี๋ใหญ่และพี่เติ้งเพื่อแนะนำตัวเซลล์ใหม่กับลูกค้า

เธอมาทำงานเช้าขึ้น กลับดึก แล้วก็หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ก่อนนอน  คุณบัดเดอร์เคยถามว่าเธอเหนื่อยหรือเปล่า เธอจึงเพิ่งรู้ตัวว่ายุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเหนื่อยเลย  แต่ก็ได้รู้เช่นกันว่าหลังม่านหมอกแห่งความวุ่นวาย ยังมีคุณบัดเดอร์ที่คอยถามไถ่ ส่งข้อความมาชวนคุยให้คลายเครียดลง

บางครั้งเธอยุ่งมากจนปล่อยข้อความของเขาทิ้งไว้นานกว่าครึ่งค่อนวันจึงได้ตอบ แต่เมื่อตอบแล้ว เขาก็ตอบกลับเร็วและคุยโต้ตอบกัน ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงการฝากข้อความไปมา ราวกับรอคอยที่จะได้คุยกับเธอยามที่พอมีเวลาว่าง  เอกอักษรรู้สึกขอบคุณเต็มหัวใจ เธอจะทำให้กำลังใจดี ๆ อย่างเขาต้องผิดหวังไม่ได้เป็นอันขาด

 

ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว เซลล์สาวมือใหม่หาจังหวะเหมาะ ๆ ยกโน้ตบุ๊กเข้าห้องประชุมเล็กซึ่งว่างอยู่ เปิดดูยอดขายจากระบบส่วนกลาง เหตุที่ต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ ก็เพราะเธออาย หากมีใครผ่านไปผ่านมาหันมาเห็นในหน้าจอว่า ยอดขายของเธอช่างกระจุ๋มกระจิ๋ม จิ๊ดริด ห่างจากอนุธิดาขาดลอย แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ  ตัวเลขยอดขายของเธอในวันนี้อย่าว่าแต่เทียบกับซูเปอร์เซลล์อย่างแอร์รี่เลย แค่เทียบกับเป้าขายประจำตัวที่ต้องดูแลก็ยังไม่นับว่าใกล้

หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาวแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน แต่แล้วก็กลับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกโน้ตบุ๊กกลับโต๊ะ ยอดขายยิ่งน้อย เธอก็ยิ่งต้องพยายามมากขึ้น

“เฮ้ย ตี๋…” เอกอักษรเดินไปเกาะพาร์ทิชันโต๊ะเพื่อน เขาเพิ่งวางสายโทรศัพท์  “ฉันนัดลูกค้าใหม่ได้ช่วงบ่ายนี้ แกว่างไปกับฉันไหม”

“ไปสิ นี่ลูกค้าใหม่อีกเจ้าก็เพิ่งคอนเฟิร์มนัดตอนเย็นพอดี ไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน”

ผู้แทนขายสาวพยักหน้าแข็งขัน แล้วรีบกลับมาที่โต๊ะเพื่อจัดการกับกองเอกสารให้เรียบร้อย ด้วยห่วงกังวลว่าเธอไม่อยู่ทั้งบ่าย หากไม่ทำให้เสร็จเสียก่อน เดี๋ยวพวกเซลล์เจ้าของเอกสารต้องใช้งานแล้วจะติดขัด

แต่พอจะเริ่มลงมือทำ พี่เบียร์ผู้นั่งอยู่ข้างกันก็เอ่ยขึ้น

“เอเตรียมตัวไปพบลูกค้าเถอะ เดี๋ยวเอกสารพวกนี้พี่ดูแลให้เอง”

หญิงสาวชะงัก แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“เอ้า… ไปสิ ไปหาลูกค้าใหม่ ก็ต้องเตรียมตัวอย่างสินค้าไปนำเสนอไม่ใช่เหรอ งานเอกสารพวกนี้พี่ทำเองได้”

เซลล์มือใหม่ยิ้มแล้วพยักหน้ารับ กล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ แล้วจึงรีบลงไปที่ห้องเก็บของชั้นสิบสอง ทำเรื่องขออนุมัติเบิกสินค้าตัวอย่างกับพี่เติ้งตามระเบียบ

 

ตี๋ใหญ่และเอกอักษรจบภารกิจออกพบลูกค้าด้วยกันอีกวัน แต่งานยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ต่างคนก็ยังต้องกลับเข้ามาเคลียร์งานต่อในตอนเย็นย่ำที่คนในออฟฟิศคงจะกลับกันเกือบหมดแล้ว ทั้งสองหอบหิ้วกระเป๋าขึ้นอาคารท่าทางเหน็ดเหนื่อย แต่พอมาถึงกลับพบว่า พนักงานยังอยู่กันอย่างหนาตาผิดคาด

แล้วพอตี๋ใหญ่มาถึงโต๊ะของตัวเอง ก็เข้าใจเหตุผลที่ทำไมคนยังไม่กลับบ้าน

“เฮ้ย! อะไรกันวะเนี่ย!”

เอกอักษรตกใจ ตามเข้าไปดูบ้าง เบื้องหน้าบรรดาเซลล์มุง คือโต๊ะทำงานซึ่งมีถุงกล้วยฉาบ เผือกฉาบ มันฉาบ ถุงเล็กถุงใหญ่ วางเรียงรายเต็มโต๊ะ แถมยังทำเป็นขั้นบันไดสองชั้นปูผ้าแดง เหมือนร้านขายของฝากตามข้างถนนหลวงในต่างจังหวัด มิหนำซ้ำยังมี “ไม้เรียกแขก” ที่ปลายเป็นพู่ถุงพลาสติกสีชมพู ปักอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย

ตี๋ใหญ่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่ยืนเท้าสะเอวมองพลางหัวเราะแกน ๆ

“อะไรของบัดเดอร์ฉันวะเนี่ย”

เพื่อนเซลล์มาโอบบ่า “ว่าไงตี๋ ขายถุงเท่าไหร่ว่ามา ลูกค้ารอซื้อเต็มร้านแล้วเห็นไหม ฮ่าๆ”

หนุ่มอีกคนเสริมทัพ “ถุงใหญ่ถุงละห้าสิบ ถุงเล็กสามถุงร้อย เร่เข้ามาจ้า”

เหล่าคนมุงหัวเราะ ตี๋ใหญ่จึงขำออกมาบ้าง “แล้วนี่พวกแกยังไม่กลับบ้านกัน คือรอฉันแจกขนมใช่ไหม”

“เปล่าหรอก” พนักงานสาวคนหนึ่งตอบ “ฉันมารอดูหน้าแกต่างหาก บัดเดอร์แกเจ๋งว่ะ จะแกล้งแต่ละที ลงทุนครีเอตสุด ๆ”

“พูดอย่างงี้ แลกกันเลยไหมล่ะ” ตี๋ใหญ่เหล่ตามอง ถามกลับไป เพื่อน ๆ ก็หัวเราะพลางส่ายหน้า ก็บัดเดอร์ของคนอื่น ๆ มีแต่น่ารัก เทกแคร์ดีกันทั้งนั้น ใครจะยอมแลกให้โง่

เพื่อนร่วมแผนกอีกคนยังปลื้มถุงกล้วยฉาบไม่เลิก “ฉันละอยากจะเห็นหน้าบัดเดอร์แกจริง ๆ ว่ะตี๋”

“ฉันก็อยากเห็น” ตี๋ใหญ่ผ่าขึ้นกลางวง จงใจส่งเสียงดังคงหวังจะให้บัดเดอร์ได้ยินด้วย “อยากรู้จริง ๆ ว่าเล่นบัดดี้หรือบัดด็อกกันแน่ ขยันแกล้งจังนะ วันเฉลยได้เห็นดีกันแน่…นะครับโผม”

กลุ่มเพื่อน ๆ หัวเราะเฮฮา แล้วต่างก็ขยับจะแยกย้ายกลับบ้าน ตี๋ใหญ่ต้องรีบเรียกเพื่อนไว้เพื่อแบ่งขนมกันรับประทาน เอกอักษรได้เผือกแท่งมาถุงหนึ่ง ไม่ลืมที่จะขอกล้วยม้วนมาให้น้องเยลลี่ด้วย วันนี้หนูน้อยมาเที่ยวออฟฟิศของคุณพ่อหลังเลิกเรียน

“นี่ค่ะขนมของอาตี๋ น้องเยลลี่ชอบกินกล้วยไหมคะ”  หญิงสาวก้มลงคุยกับเด็กน้อย

“ชอบค่ะ แต่ว่า เยลลี่ชอบกินคุ้กกี้มากกว่าค่า” เด็กหญิงทำแก้มป่องจนหน้ากลมดิ๊ก ปากน้อย ๆ ยื่นไปทางโต๊ะเธอ

“ไม่เอาน่าเยลลี่” ผู้เป็นพ่อจับแขนหนูน้อย “ไปอยากกินของคนอื่นเขาได้ยังไงคะ เดี๋ยวเอาไว้พ่อซื้อให้ก็แล้วกันนะ”

ดวงหน้ากลม ๆ นั้นกลับแฟบลง “ก็ได้ค่ะ”

จบคำของหนูน้อยนั่นละ เอกอักษรถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะมีคุ้กกี้อยู่กระปุกหนึ่ง พร้อมการ์ดจากคุณบัดเดอร์เช่นเคย

ถึง เอ

เห็นว่าช่วงนี้ต้องอยู่ทำงานดึก ๆ เลยส่งคุ้กกี้ข้าวโอ๊ตกล้วยหอมมาเติมพลังให้

กลับบ้านดี ๆ นะครับ

จาก บัดเดอร์

หญิงสาวอ่านทวนอยู่หลายครั้งด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบกระปุกคุ้กกี้มาเปิดแบ่งให้น้องเยลลี่และพี่เบียร์ แล้วก็หยิบไว้เองชิ้นหนึ่ง

“ให้น้องทานเถอะพี่เบียร์ คุ้กกี้ของคุณบัดเดอร์น่ากินขนาดนี้ เอยังอยากกินเลย”

เด็กหญิงตัวน้อยกัดคุ้กกี้คำเดียวเต็มปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ น่าเอ็นดู ทว่ากลับมีสีหน้าประหลาด

“ไม่อร่อยเหรอคะเยลลี่” เธอคอยสังเกตอยู่

หนูน้อยส่ายหน้าพัลวัน เธอถึงกับหัวเราะออกมา ลองกัดชิมดูบ้างจึงได้รู้ว่าเป็นขนมชนิดแคลอรีต่ำ ใช้กล้วย ข้าวโอ๊ต กับถั่วแดงบดเป็นเนื้อคุ้กกี้แทนแป้ง ยังดีหน่อยที่โรยช็อกโกแลตชิพข้างบนให้ได้หวาน ๆ หอม ๆ บ้าง

“คุ้กกี้อะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นอร่อยเลยค่ะน้าเอ”

“เป็นสูตรดูแลสุขภาพไงคะ หวานน้อยหน่อย แล้วก็ใช้ส่วนผสมที่ไม่ทำให้อ้วนด้วย” เธอแก้ตัวแทนคุณบัดเดอร์ “คุ้กกี้สูตรนี้รสชาติแปลก ๆ ก็จริง  แต่น้าเอว่าอร่อยไปอีกแบบนะ”

เด็กน้อยเริ่มลังเล แทะเล็มอีกครึ่งชิ้นในมือ “ถ้าอย่างนั้น เวลาคุณพ่อต้องทำงานดึก ๆ ถ้าเปลี่ยนจากขนมอื่นมากินคุ้กกี้แบบนี้ ก็ต้องดีกว่าสิคะ”

“ใช่จ้ะ เยลลี่ของน้าเอ เก่งอย่างนี้เลย” เธอชูนิ้วโป้งให้สองข้าง เจตนาของคุณบัดเดอร์ก็คงไม่ผิดจากที่หนูเยลลี่พูดเมื่อครู่ เขาไม่ใช่แค่ให้ขนมเผื่อหิวตอนดึกเท่านั้น แต่ยังใส่ใจเลือกขนมที่ช่วยระวังสุขภาพอีกแรง  อย่างนี้จะไม่ให้บัดดี้อย่างเธอปลื้มใจได้อย่างไร

 

30 พฤศจิกายน

ในที่สุดวันสุดท้ายของเดือนก็มาถึงจนได้ เอกอักษรหอบเอาร่างซูบเซียวกลับเข้าออฟฟิศหลังกลับจากพบลูกค้าในตอนค่ำ พ่วงด้วยดวงตาดำคล้ำจากการนอนดึกเกือบโต้รุ่งมาหลายวัน เพราะโค้งสุดท้ายของการเร่งยอดขายนั้นเข้มข้นเสียจนแทบกระอัก เธอหิ้วโน้ตบุ๊กแอบเข้าห้องประชุมเล็ก เพื่อเช็กยอดขายจากระบบตามเคย

กราฟแท่งอันเป็นยอดขายของเธอมีสีแดงเพราะส่วนยอดยังห่างจากเส้นสีน้ำเงินคาดขวางอันเป็นเป้าขาย ส่วนแท่งของแอร์รี่นั้นคงไม่ต้องพูดถึง มันเขียวสว่างไสวมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว ทั้งยังพุ่งสูงเกินกว่าของใคร ๆ อีกด้วย

หญิงสาวหงายหน้าหลับตานิ่ง ยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่มีข้อโต้เถียง แต่อย่างไรก็ไม่เสียใจเลยนักนิดเพราะได้พยายามจนสุดความสามารถแล้ว ที่ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มไม่มีอะไรที่เธอทำได้แล้วไม่ทำ ไม่มีเวลาไหนที่คิดจะเกียจคร้านย่อหย่อน ผลงานจากการเป็นผู้แทนขายเดือนแรกได้เท่านี้ก็ภูมิใจที่สุดแล้ว

ตอนนี้ก็นึกห่วงอยู่แค่นายพี่เลี้ยง เขาคงจะคอยเช็กยอดขายอยู่เหมือนกันและคงรู้อยู่นานแล้วว่าเกมต้องจบแบบนี้ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ตอนที่ต้องยอมถูกแอร์รี่ประณามหยามเหยียดว่าเป็นเซลล์กระจอก เขาจะต้องเจ็บใจขนาดไหน

1 ธันวาคม

เอกอักษรแทบไม่มีแรงจะยกโน้ตบุ๊กขึ้นมาเพื่อไปที่ห้องประชุมเล็ก  แต่ก็พยายามแข็งใจเพื่อให้ทุกอย่างจบสิ้นลงเสียที เธอเข้าระบบรายงานยอดขายของผู้แทนขาย แล้วสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นก็กลับทำให้หญิงสาวต้องเบิกตาค้าง

กราฟแท่งสีแดงที่เห็นเมื่อวานตอนค่ำ บัดนี้กลายเป็นสีเขียว ข้ามเส้นสีน้ำเงินอันเป็นเป้าขายไปอย่างฉิวเฉียด  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต่ำกว่าแท่งสีเขียวเรืองรองของอนุธิดาอยู่มาก

หญิงสาวขยี้ตามองอีกครั้ง ไม่รู้เพราะคอนแท็กต์เลนส์ที่ใส่มันทำให้เห็นสีเพี้ยนไปหรือเปล่า รู้อย่างนี้ติดแว่นมาด้วยก็ดี  เธอปิดระบบแล้วเข้าใหม่อยู่สองสามครั้ง เผื่อว่าการรายงานผลเกิดความผิดพลาด แต่ไม่ว่าจะเรียกข้อมูลขึ้นมาดูใหม่กี่ครั้ง ก็ยังเห็นภาพเดิม

เอกอักษรทิ้งโน้ตบุ๊กไว้ในห้องประชุมเล็ก แล้วออกไปฉุดแขนตี๋ใหญ่เข้ามา เพื่อนชายก็ซูบเซียวตาโหลไม่ต่างกัน เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็สู้ด้วยกันไม่ถอย ไหนจะต้องสอนงานน้องใหม่อย่างเธอ ไหนจะต้องดูแลยอดขายของตัวเอง แล้วก็ลงพื้นที่พบลูกค้าใหม่ เร่งยอดขายกับเธออีก ภารกิจของเขานับว่าหนักหนาไม่แพ้กันเลย แต่ที่ผ่านมาเพื่อนหนุ่มก็ไม่เคยหลุดปากบ่นว่าอะไรสักคำ  ให้ความร่วมมืออย่างเอาใจใส่เสมอ

“โอ๊ย เบา ๆ เพื่อน จะพาฉันไปไหนวะ”  เขาร้องเมื่อถูกเธอกระชากแขนยิก ๆ

“แกมาช่วยฉันดูหน่อย ฉันว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ”

ตี๋ใหญ่มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อมาเห็นรายงานบนหน้าจอโน้ตบุ๊กเขาก็ทำหน้าเฉย

“ก็ตามนี้แหละ ถูกแล้ว”

“ถูกยังไงวะ ตัวเลขนี้มันมากเกินไป แกก็รู้”

เพื่อนชายอมยิ้มขำ คงตลกหน้าเธอที่ดูตื่นตูมไปหมด  “ไม่ผิดหรอกน่า”

“ผิด!” เสียงกราดเกรี้ยวนี้ไม่ใช่ของเอกอักษร แต่เป็นของหญิงสาวผู้ผลักประตูเข้ามาอย่างแรง “เมื่อวานฉันเห็นกับตาว่ายอดขายของเอมันไม่ได้เยอะขนาดนี้นี่ เธอสองคนเล่นอะไรตุกติก บอกมานะ!”

“จะบ้าหรือไงแอร์รี่” ตี๋ใหญ่ปราดเข้าหา “เธอก็รู้อยู่ว่าข้อมูลอยู่ในระบบ แล้วพวกเราจะตุกติกได้ยังไง พูดบ้า ๆ”

อนุธิดากำหมัดแน่น สายตาที่เปลี่ยนเป้าหมายมาทางเธอเต็มไปด้วยแรงโทสะ “เธอมันขี้โกง เอ เธอมันขี้โกง!”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะแอร์รี่!” ตี๋ใหญ่ประชิดตัว หญิงสาวก็เชิดหน้าสู้ ไม่ถอยแม้ก้าวเดียว “อยากรู้นักใช่ไหมว่าทำไมยอดของเอถึงมากขึ้นกว่าเมื่อวาน จะบอกให้ก็ได้… เมื่อคืนนี้ผมโอนยอดส่วนหนึ่งมาให้เอเองแหละ ทีนี้เข้าใจหรือยังล่ะ”

เอกอักษรอึ้งไปกับคำตอบที่ได้รับ  ยอดขายคือตัวชี้วัดความสามารถและเป็นผลลัพธ์จากการตรากตรำทำงาน ไม่ใช่ของที่จะโอนให้กันได้ง่าย ๆ แต่ตี๋ใหญ่ก็กลับโอนมาให้เธอ ด้านอนุธิดาเองก็นิ่งอั้นไป คงตกใจมากไม่ต่างกัน ดวงตากลมโตคู่นั้นแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้

“ทำไมล่ะ ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย” อนุธิดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ  “ทำไมต้องช่วยเอขนาดนี้ นี่นายถึงขนาดยอมทิ้งผลงานของตัวเองไปเพื่อยัยนี่เลยเหรอ”

“ก็ผมกับเอไปตระเวนเปิดลูกค้าใหม่ด้วยกัน ขายด้วยกัน เอก็ต้องมีสิทธิได้ยอดส่วนนี้อยู่แล้ว”

“แต่พวกลูกค้าเก่าของนายล่ะจะว่ายังไง มันก็ต้องเป็นยอดของนายสิ”

“ลูกค้าเก่าบางเจ้าก็เริ่มโอนให้เอดูแล เอก็มีสิทธิได้ยอดส่วนนี้อยู่ดี”

“ถ้างั้นก็ต้องแบ่งคนละครึ่งสิ จะมาโอนให้เปล่า ๆ อย่างนี้ได้ยังไงล่ะ” ฝ่ายเซลล์สาวยังคงเถียงไม่ลดละ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยกมือขึ้นข้างกาย

“โอเค ๆ ผมยอมรับก็ได้ ว่าตัวเลขของเอไม่ได้เป็นฝีมือเอร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แล้วยังไงล่ะ เอก็แพ้คุณอยู่ดี แล้วจะโวยวายทำไม”

อนุธิดาตอบสวนควัน “ก็ในเมื่อยังไงเอก็แพ้อยู่ดี แล้วนายจะช่วยมันทำไม”

ก่อนที่ตี๋ใหญ่จะเอ่ยคำใด เอกอักษรก็ขัดขึ้นก่อน

“เอาล่ะ ๆ ทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันเลย  เรายอมแพ้แล้วแอร์รี่ เราจะยอมคุกเข่าเป็นเซลล์กระจอกตามที่ตกลงกัน โอเคไหม”

“เราไม่โอเค!” หญิงสาวสะบัดหางเสียง ไม่มองแม้หางตา

“คุณอยากรู้ใช่ไหมแอร์รี่ ว่าทำไมผมถึงช่วยเอ…”  ชายหนุ่มกล่าวเสียงต่ำ “ถ้ารวมยอดขายทั้งทีม ทีมเราขายเกินเป้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เท่ากันกับทีมขายภาคใต้  ในกรณีที่มีสองทีม ขายเกินเป้าได้มากที่สุดเท่า ๆ กันอย่างนี้ การจะตัดสินให้ตำแหน่งท็อปเซลล์แก่ทีมใด อย่างน้อยที่สุดในทีมนั้นต้องไม่มีเซลล์คนไหนตกเป้าขายของตัวเอง”

ตี๋ใหญ่พูดมาถึงตรงนี้ เอกอักษรก็เข้าใจกระจ่าง  เขาโอนยอดให้เธอไม่ตกเป้า ก็เพื่อให้ทีมมีสิทธิ์ได้ตำแหน่งท็อปเซลล์นั่นเอง

“และอีกอย่าง เอเพิ่งมาเป็นเซลล์แค่เดือนแรก ผมไม่อยากให้ประวัติเสีย”

อนุธิดานิ่งไปอีกครั้ง หลบสายตาไปทางอื่นราวกับเก็บกลั้นรอยน้ำตา

“แอร์รี่ คุณเป็นเซลล์ที่เก่งและโดดเด่นมาก ผมยอมรับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มอ่อนลง “คุณทำงานเฉียบขาด ไม่ไว้หน้าใคร งานเล็กงานใหญ่ก็ทำสำเร็จตลอด ไม่เคยพลาด แต่คุณรู้ไหมว่าคนเราประสบความสำเร็จกันได้หลายแบบ เอมันอาจจะไม่เด็ดขาดเหมือนคุณก็จริง แต่ความอ่อนน้อมและน้ำใจที่มันมี จะทำให้มันสร้างทีมได้ และสุดท้ายก็พากันประสบความสำเร็จไปทั้งทีม”

อนุธิดามองสบตาตี๋ใหญ่แล้วเลยมาทางเธอ สายตานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะกลับออกไปเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยคำใดอีกเลย เอกอักษรได้แต่ถอนใจยาว ๆ สุดท้ายแล้วถึงแม้เซลล์สาวมือทองจะเป็นฝ่ายชนะตามความคาดหมาย แต่ก็ดูไม่มีความสุขเลย ไฟโกรธที่เคยมีกลับจะยิ่งโหมกระพือด้วยซ้ำ

 

เอกอักษรกลับมาทำงานต่อ เสียดายไม่น้อยที่อดไปดินเนอร์กับคุณบัดเดอร์ตามที่เคยตกลงกันไว้ จึงเปลี่ยนไปชวนตี๋ใหญ่กินข้าวเย็นด้วยกันแทน เขาทั้งสอนงาน ช่วยบุกเปิดตลาด แล้วยังโอนยอดส่วนหนึ่งมาให้อย่างนี้ จะไม่สมนาคุณไอ้เพื่อนยากดี ๆ สักมื้อได้อย่างไร

“อะไรของแกไอ้เอ  เลี้ยงขอบคุณอะไร ไม่จำเป็นโว้ย” แต่คำตอบก็กลับเป็นอย่างนี้เสียได้

“งั้นไปกินข้าวด้วยกันเฉย ๆ ก็ได้ แต่ตอนกินเสร็จ ฉันเป็นคนจ่ายเงิน โอเคไหม”

ตี๋ใหญ่หลุดขำหึ ๆ เขาตบบ่าเธอเบา ๆ “ขอบใจแกมากเอ แต่เย็นนี้ฉันมีธุระจริง ๆ ว่ะ  แกเองก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ หักโหมมาทั้งเดือนแล้ว เดี๋ยวไม่สบายไปจะแย่”

“ไปไหนวะ ฉันไปด้วยคนสิ”

“ไม่ได้เว้ย กลับไปนอนไป๊ เหมือนผีปอบเข้าไปทุกทีแล้วแกเนี่ย”

“เออ ๆ” หญิงสาวลูบแก้มตอบของตัวเอง “แกก็เหมือนกันนะตี๋ งั้นฉันกลับก่อนนะ”

เขาพยักหน้ารับรู้ เธอก็กลับมาเก็บของที่โต๊ะ วันนี้เป็นวันแรกในรอบหลายเดือนทีเดียวที่เธอจะได้กลับบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน

ทันใดนั้นเอง เสียงเตือนข้อความไลน์ได้ดังขึ้น หญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มาดูด้วยหวังใจว่าจะเป็นคุณบัดเดอร์ที่ไลน์มาหา แล้วก็เป็นตามที่หวังจริง ๆ

 

Budder:  เป็นยังไงบ้างคุณ ได้ข่าวว่าแพ้เหรอ 55

A:  ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก คุณบัดเดอร์นี่ เดี๋ยวตีตายเลย

 

หญิงสาวอมยิ้ม วางทุกอย่างลงแล้วตั้งใจพิมพ์คุยกัน

 

Budder:  แล้วคุณจะกลับหรือยัง เย็นนี้ไปไหนต่อหรือเปล่า

A:  ไม่ได้ไปไหนค่ะ คงกลับไปนอนละมั้ง อดไปดินเนอร์กับคุณแล้วนี่นา

Budder:  ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้อง

 

เอกอักษรหลุดหัวเราะจนพี่เบียร์เหลือบมอง

 

A:  ไม่ร้องหรอกค่ะ แพ้นิดแพ้หน่อยช่างมันเถอะ  แต่เสียดายที่อดกินข้าวฟรีมากกว่า

Budder:  งั้น… ผมเลี้ยงปลอบใจแทนดีไหม

 

หญิงสาวชะงักไปด้วยความประหลาดใจ  แล้วจึงรีบพิมพ์ตอบไปว่า

 

A:  คุณบัดเดอร์อย่าล้อเอเล่นนะ ไม่งั้นเอร้องจริง ๆ ด้วย

Budder:  บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง 55

ผมพูดจริงครับ เย็นนี้เราไปทานข้าวกัน โอเคไหม

 

เอกอักษรยิ้มกว้างออกมาได้ในที่สุด ร่างกายอันอ่อนล้าก็กลับมีเรี่ยวแรงกำลังทันใด รีบผุดลุกขึ้นเก็บข้าวของทันทีหลังจากพิมพ์ตอบโอเคไปสั้น ๆ อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เคยคิด มันกลับกลายเป็นวันที่ดีแสนดีขึ้นมาได้ เพียงแค่เธอจะได้พบกับคุณบัดเดอร์ คนที่เธออยากเจอที่สุดคนนั้น

Don`t copy text!