มนตราราหุล บทที่ 19 : ความครั้งก่อน

มนตราราหุล บทที่ 19 : ความครั้งก่อน

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 19 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

สะบันงาเดินขึ้นเรือนด้วยอารมณ์แช่มชื่น มีนางแววถือตระกร้าใส่ดอกรักและดอกพุดที่เพิ่งเก็บจากสวนเดินตามมาข้างหลัง พอเห็นนายสาว นางกล่ำที่ชะเง้อคอมองอยู่ก็ปรี่เข้าหา

“แม่นายเจ้าขา เกิดเรื่องแล้ว”

สะบันงาหันไปสั่งแววให้นำดอกไม้ไปเก็บ ก่อนหันไปถามบ่าวคนสนิท “มีเรื่องอันใดรึ ทำหน้าเป็นเจ๊กตื่นไฟไปได้”

“ตอนที่แม่นายไปเก็บดอกไม้คุณหลวงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านไม่ขึ้นมาเรือนใหญ่กลับตรงไปหาแม่นายวงตะวันที่เรือนเล็ก หน้างี้บึ้งอย่างกับไปกินรังแตนมาเชียวเจ้าค่ะ”

สะบันงารับฟังอย่างใจเย็น การมีปากเสียงของนาถกับวงตะวันเป็นสิ่งที่หล่อนคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเข้าสักวัน ก็แม่วงตะวันขยันออกจากบ้านบ่อยอย่างนั้น อย่างไรก็ต้องไปทำเรื่องยุ่งเข้าจนได้ ส่วนอารมณ์ขุ่นมัวของสามีก็ยิ่งเป็นเรื่องเล็ก ไม่ว่าจะหงุดหงิดมาจากไหน เพียงสะบันงาปลอบโยนเอาใจไม่กี่คำ โทสะของนาถก็พร้อมจะปลาสนาการไปอย่างง่ายดาย

“กล่ำลงไปบอกแม่ครัวให้เตรียมจัดสำรับให้พร้อม เพิ่มของโปรดของคุณพี่เข้าไปอีกสักสองอย่าง ฉันจะรอรับหน้าคุณพี่บนนี้เอง”

นางกล่ำลงไปทำตามบัญชาแล้ว หญิงสาวก็เดินเข้าห้อง นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบหวีมาสางผมดำมันจนเรียบสลวย ผัดหน้าให้นวลแอร่ม แล้วจึงออกมานั่งสีซอบรรเลงเพลง “ระบำใบไม้” อันเป็นเพลงโปรดของนาถบนพาไลเรือน ท่วงทำนองเสนาะแผ่วพลิ้วครอบคลุมเรือนใหญ่ หวานละมุนและไพเราะจับใจเสียจนผู้ที่เดินบึ้งตึงขึ้นมาต้องหยุดฟัง ความขึ้งเครียดในอารมณ์ค่อยคลายลงโดยไม่รู้ตัว

“คุณพี่” สะบันงาวางซอเมื่อเห็นสามี “ทำงานมาทั้งวันเหนื่อยไหมเจ้าคะ”

หญิงสาวยิ้มสดใสเข้ามาหา ไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เขาแวะไปเรือนเล็กแม้แต่คำเดียว ด้วยไม่อยากกวนอารมณ์ขุ่นมัวของสามีขึ้นมาอีก นาถจูงมือภรรยาให้เดินไปนั่งบนพาไลด้วยกัน ถอนใจยาวเมื่อรู้สึกว่าต้องนำเรื่องไม่สบายใจมาสู่หล่อนอีกแล้ว

“พี่มีเรื่องจะบอกน้อง” เขาเกริ่น “เมื่อคืนนี้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน รีบไปหาบัญชีลับของขุนปริวรรต แต่โชคดีพี่เตรียมการไว้ก่อนจึงให้คนสะกดรอยตามไป ชิงบัญชีเล่มนั้นมาได้สำเร็จ”

สะบันงาสังเกตว่าใบหน้าของสามีเผือดสีกว่าปกติ น้ำเสียงแหบพร่าแสดงถึงความปั่นป่วนในอารมณ์ จึงกระชับมือเขาแน่นขึ้น ตัวหล่อนเองก็ตื่นตกใจไม่น้อย

“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้คุณพี่ก็ได้บัญชีมาครบทั้งสองเล่มแล้ว พร้อมจะกวาดล้างพวกขุนนางทุจริตแล้วสิเจ้าคะ”

“ต้องบอกว่าพี่ได้บัญชีเล่มจริงมาแล้วต่างหาก” นาถบอกเรียบๆ “ที่จริงบัญชีของขุนปริวรรตมีเพียงเล่มเดียวแต่จะซ่อนอยู่ที่ใดนั้น พี่ไม่รู้ พี่จึงวางแผนให้คนทำบัญชีเล่มปลอมขึ้น นำกลับมาเรือนเรา แกล้งบอกว่าเป็นบัญชีเล่มแรก ยังขาดเล่มที่สอง พอสายของฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ในเรือนเราลอบได้ยินเข้า ย่อมต้องไปบอกนายของมัน พวกนั้นถึงร้อนใจรีบตามหาบัญชีเล่มที่สอง พี่ก็ใช้โอกาสนี้ตามไปแย่งเอาบัญชีจริงมาได้”

เหตุที่นาถรู้เรื่องบัญชีลับ เพราะเขาส่งคนปลอมเป็นบ่าวแฝงตัวอยู่ในเรือนออกขุนปริวรรต วันที่ออกขุนผู้นั้นดื่มเหล้าแล้วพูดเรื่องบัญชีให้จมื่นวิเศษศิลป์ฟัง บ่าวผู้นั้นก็รับใช้อยู่ด้วย ต่อมาบ่าวคนนั้นยังแอบได้ยินขุนปริวรรตบอกความจริงกับคนสนิท ว่าบัญชีมีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น หาได้มีสองเล่มไม่

“ที่กูหลอกว่ามีสองเล่ม เพื่อให้พวกคุณพระนายหวาดกลัว จะมาชิงบัญชีเล่มแรกไปก็เกรงกูจะเปิดเผยเล่มที่สอง ชิงเล่มที่สองก็จะเป็นพิรุธให้กูรู้ทัน รีบเปิดเผยบัญชีเล่มแรก เห็นไหมล่ะ พวกมันต้องเป็นลูกไก่ในกำมือกู” ออกขุนหัวเราะก้อง

สะบันงาเข้าใจแผนการของสามีอย่างรวดเร็ว  “หรือจะพูดให้ถูกก็คือคุณพี่หลอกใช้หนอนบ่อนไส้คนนั้น ให้นำข่าวลวงไปบอกเจ้านายของมัน นายของมันจึงได้พาคุณพี่ไปพบบัญชีเล่มจริงที่ขุนปริวรรตซ่อนไว้” เสียงของหญิงสาวสั่นเครือ น้ำตาคลอเจียนจะหยด “คุณพี่สงสัยน้องใช่ไหมเจ้าคะ ถึงได้มาหลอกลวง น้องสาบานว่าน้องไม่ใช่หนอนบ่อนไส้ น้องไม่เคยทรยศคุณพี่เลยจริงๆเจ้าค่ะ”

นาถลูบแก้มเนียนที่ฉาบด้วยอารมณ์รวดร้าวแกมตื่นกลัวอย่างเบามือ “พี่ไม่ได้หมายถึงน้อง แต่หมายถึง…” เขาขบกรามแน่น ความแค้นใจผุดพลุ่งเมื่อจำต้องเอ่ยชื่อนั้น “แม่วงตะวัน”

หัวใจที่เต้นแรงแทบจะโลดออกมานอกอกของผู้ฟังค่อยสงบลง จนพอจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติได้ “คุณพี่แน่ใจหรือคะ วันที่คุณพี่คุยกับน้องมีเราแค่สองคน ไม่มีใครอื่น แม่วงตะวันจะมารู้ได้อย่างไร หากจะระแวงว่ามีคนเป็นสาย คนๆนั้นควรเป็นน้องมากกว่า”

“พี่จะสงสัยน้องได้อย่างไร น้องคือแม่สะบันงา เมียรักของพี่” น้ำเสียงของนาถหนักแน่นเชื่อมั่นเช่นเดียวกับสายตาที่ทอดมองภรรยา “พี่ลอบตามไปเห็นด้วยตาตนเอง ว่าแม่วงตะวันเป็นคนเอาข่าวไปบอกจมื่นวิเศษศิลป์”

ภาพเหตุการณ์ขณะที่วงตะวันไปแจ้งข่าวกับจมื่นวิเศษศิลป์ยังติดตรึงอยู่ในใจของนาถ ก่อให้เกิดความปวดร้าวทุกครั้งที่คิดถึง…

 

 วงตะวันดักรอจมื่นวิเศษศิลป์อยู่ระหว่างเส้นทางที่ชายหนุ่มจะกลับบ้าน ดวงหน้าใต้ผ้าโพกศีรษะค่อนข้างขรึม เมื่อเอ่ยปากขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว จมื่นวิเศษจึงพยักหน้าให้ทนายหน้าหอที่เดินตามหลังมาหลบออกไป เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคนฝ่ายชายก็เอ่ยขึ้นก่อน

“แม่นายวงตะวันให้เกียรติมาพบกระผมเชียวหรือนี่ ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดให้รับใช้”

 สิ่งที่ออกจากปากอิ่มงามทำให้ฝ่ายชายสะดุ้งเฮือก “บัญชีลับของขุนปริวรรตตกอยู่ในมือออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์แล้ว แต่มีแค่เล่มแรก ตอนนี้เขากำลังตามหาบัญชีเล่มที่สองอยู่ ถ้าได้ครบเมื่อไรคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีก็คงต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน”

“แม่นายเป็นเมียหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ กระผมจะเชื่อได้หรือ”

“จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณพระนาย ฉันไม่บังคับ อย่างไรเสียคนที่นอนรอความตายก็ไม่ใช่ฉัน”

วงตะวันเดินระเหิดระหงจากไปไกลแล้ว ทว่าจมื่นวิเศษศิลป์ยังนิ่งอึ้งด้วยความอัศจรรย์ใจ ไม่ได้สังเกตว่าในมุมลับตา ร่างสูงของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ยืนมองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเย็นชาราวกับใส่หน้ากาก!

แม่วงตะวันยอมรับสารภาพเองว่าเป็นคนเอาข่าวไปบอกจมื่นวิเศษ แม่วงตะวันมีเรื่องผูกใจเจ็บพี่อยู่ ถึงได้คิดแก้แค้นหวังทำลายพี่ให้ล่มจม พอรู้ว่าพี่ได้บัญชีเล่มแรกมา ก็รีบไปส่งข่าวบอกฝ่ายตรงข้าม เพื่อขัดขวางพี่” นาถเล่าต่อ

“แม่วงตะวันโกรธคุณพี่เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ”

นาถนิ่งงัน การมีปากเสียงที่เรือนเล็กของวงตะวันทิ้งรอยแผลไว้ในหัวใจชายหนุ่มอย่างยากจะไถ่ถอน เขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าในชีวิตจะได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งมองมาด้วยแววตาเย้ยหยันเช่นนั้น กลีบปากแดงจัดเอ่ยวาจาเชือดเฉือน เมื่อเขากล่าวหาว่าหล่อนเป็นผู้นำความลับไปบอกแก่ฝ่ายตรงข้าม

“ที่ฉันหักหลัง แพร่งพรายความลับเรื่องบัญชี ก็เพราะมีตัวอย่างดีอยู่ใกล้ตัวน่ะสิ” วงตะวันไม่เอ่ยว่านาถเป็นผู้บงการใส่ร้ายหล่อนเรื่องกุดั่น เพราะรู้ว่าอย่างไรชายหนุ่มก็ต้องปฏิเสธ “แต่ฉันยังเก่งกาจได้ไม่ถึงครึ่งของออกขุนจักรเพชร ปู่ของออกหลวงดอก”

“อย่ามาล่วงเกินคุณปู่ของฉัน”

วงตะวันหัวเราะเสียงเย็น ประสานสายตาตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “ปู่ของออกหลวงโหดร้าย ฆ่าปู่ของฉันอย่างเลือดเย็น ถ้าหลานชายจะคิดร้ายกับฉันบ้าง จะเป็นไรไป”

ใบหน้าบึ้งตึงของผู้ฟังเปลี่ยนเป็นงุงงง ทว่าใช้เวลาไตร่ตรองเพียงอึดใจ ดวงหน้าคมสันก็เผือดสี แววตาสับสนคล้ายไม่อาจทำใจเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้

“นี่เจ้าหมายความว่า…”

วงตะวันเค้นเสียงเคียดแค้น ความเจ็บใจที่ถูกทรยศหลอมรวมกับความอาฆาตลึกล้ำที่พยายามกลบฝังไว้ในมุมลึกสุดของหัวใจ กลั่นกรองเป็นถ้อยคำที่เคยคิดว่าจะไม่มีวันพูดออกไป

“ท่านคิดว่าอาจารย์ของออกขุนจักรเพชรมอบคัมภีร์ราหุลเวทย์ให้ปู่ของท่านดูแลหรือ ฉันจะบอกความจริงให้ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคัมภีร์คือออกขุนสุเรนทร์รักษ์ คุณปู่ของฉันต่างหาก แต่ปู่ของท่านฆ่าปู่ของฉันแล้วแย่งคัมภีร์มา ปู่ของฉันเห็นออกขุนจักรเพชรเป็นเสมือนน้องชาย จึงได้วางใจ ไม่คิดเลยว่าจะหลงไว้ใจงูพิษหน้าเนื้อใจเสือ”

นาถหูอื้อ ดวงตาพร่าพราย เสียงหวานใสนั้นไม่ต่างจากตะลุมพุกที่ตีเข้ากลางแสกหน้า ขณะที่วงตะวันกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์พลุ่งพล่านปานน้ำเดือด โทสะครอบคลุมสติสัมปชัญญะจนไม่คิดจะเก็บงำความลับใดอีก

“ปู่ของท่านแทงปู่ของฉันต่อหน้าต่อตาฉันเอง ไม่ได้ละอายสักนิดว่ากำลังอยู่ในวัด แล้วอย่างนี้หรือออกหลวงจะกล่าวหาว่าฉันทรยศหักหลัง ต่อให้ฉันคิดคดเท่าใดก็ไม่ไร้ยางอายเท่าออกขุนจักรเพชรดอก ท่านเองก็เช่นกัน ลูกหลานของคนทรยศก็มีใจคิดไม่ซื่อ ไม่ผิดกับบรรพบุรุษเลย”

นาถไม่ได้โต้ตอบหล่อน เพราะพริบตานั้นเขาคล้ายถอยกลับไปในห้องที่อบอวลด้วยกลิ่นยา คุณปู่ของเขานอนอยู่บนเตียงใหญ่ ถ่ายทอดความในใจเรื่องสุดท้ายให้หลานชายรับรู้

“ปู่เคยฆ่ารุ่นพี่ที่เคารพรักที่สุด แย่งชิงของสำคัญมาเพื่อฟื้นชีวิตพ่อของเจ้า”

ที่แท้รุ่นพี่คนนั้นก็คือออกขุนสุเรนทร์รักษ์นั่นเอง!

นาถออกจากเรือนของภรรยาด้วยความโกรธเกรี้ยว แสบร้อนและอับอายไปทุกรูขุมขน กระนั้นเขาก็ไม่ลืมว่าวงตะวันไม่ได้ปฏิเสธเลยสักคำ ว่าหล่อนไม่ได้เอาความลับไปบอกจมื่นวิเศษศิลป์…

…………………………………………………………………………………………………………………

กว่าที่เรือสำปั้นเก๋งปล่อยม่านหนาหนักอำพรางตัวผู้โดยสารไว้อย่างมิดชิด จะแล่นไปถึงจุดเงียบสงัดกลางแม่น้ำ จมื่นวิเศษศิลป์ที่ทนนั่งเงียบมาตลอดทางก็อยู่ในอาการร้อนรนเจียนอกจะระเบิด เมื่อมั่นใจว่ามาไกลจนปลอดภัยจากหูตารับรู้ของผู้คนแล้ว เขาก็โพล่งธุระออกไปทันที

“เมื่อคืนนี้พวกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ชิงบัญชีลับของขุนปริวรรตไปได้แล้ว”

ชายหนุ่มจึงรีบเล่าเรื่องอย่างรวบรัด ก่อนวิงวอนแกมปรับทุกข์ในที “แม่นายโปรดช่วยกระผมคิดทีเถิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเจ้านายรู้เข้าว่ากระผมทำให้พวกนั้นได้บัญชีไปละก็ กระผมต้องหัวขาดแน่”

“หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะวางแผนการย้อนเกล็ดมาหลอกเอาบัญชีจากเราจนได้ ฉันหลงดีใจนึกว่าได้แม่วงตะวันเป็นสายในเรือนนั้นให้เราแล้วเชียวนะ กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปเสียได้”

หญิงที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามปรารภ คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น แต่เพียงอึดใจเดียวก็คลายออก ดวงหน้าทรงเสน่ห์ปรากฏรอยยิ้มลึกลับน่าหลงใหลที่มัดใจออกญาธรรมาธิบดี สามีของเธอมาตลอด

“ไม่ต้องกังวลไปดอก ที่จริงฉันมีแผนจะเล่นงานหลวงเกรียงไกรฤทธิ์อยู่นานแล้ว แต่ตั้งใจไว้ว่าหากไม่จำเป็นจริงๆก็จะไม่นำมาใช้ ในเมื่อศัตรูรุกฆาตมาแล้ว ฉันก็คงเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมคายหมากตัวสำคัญเสียที” เธอกล่าว

ในเก๋งเรือค่อนข้างสลัวเนื่องจากผ้าม่านหนาหนักสีน้ำเงินเข้ม ช่วยกั้นแสงจากภายนอกไว้มากกว่าครึ่ง ทว่าคุณหญิงน้ำทิพย์ก็ยังเห็นรอยยิ้มและประกายตาชื่นชมส่องสว่างมาจากดวงหน้าจมื่นวิเศษศิลป์ ยามฝ่ายชายรินน้ำชาใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบ ประคองด้วยสองมือให้เธออย่างนอบน้อม พร้อมกับเอ่ยประโยคที่พูดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

“นับเป็นบุญของกระผมจริงๆที่ได้คุณหญิงมาเป็นคู่คิด ปัญญาของคุณหญิงเป็นที่พึ่งให้กระผมได้เสมอ”

…………………………………………………………………………………………………………..

คุณละมุนมองเรือนเดี่ยวหลังนั้นอย่างพึงใจ เมื่อก้าวขึ้นไปชั้นบน เห็นสภาพเรือนที่ยังแข็งแรง เนื้อไม้อยู่ในสภาพดีไม่ผุกร่อน อีกทั้งรอบเรือนยังปลูกไม้หอมไว้หลายหลาก กลิ่นหอมรวยรื่นขจรขจายในสายลม เธอก็ยิ้มละไม

“ไม่เลวเชียวละแม่สะบันงา บ้านช่องน่าสบาย ราคาที่เจ้าของเขาเสนอมาก็ไม่สูงเกินไป ถ้าแม่สะบันงาจะรับซื้อไว้แม่ก็เห็นด้วย”

ด้านหลังของเรือนหลังนี้หันไปทางแม่น้ำ ลมจึงพัดกลิ่นดินริมตลิ่งเข้ามาเต็มที่ สะบันงาสูดความฉ่ำชื่นเข้าปอดอย่างสุขใจพลางตอบแม่สามี “อิฉันก็ชอบเจ้าค่ะ แต่เรือนนี้ใหญ่โตเอาการ อาจจะหาคนมาซื้อต่อยาก อิฉันจึงอยากจะมาปรึกษาคุณแม่ จะได้ไม่ผิดพลาด”

“ซื้อไว้เถิด อย่างไรก็ขายได้กำไร” คุณละมุนช่วยตัดสิน พอใจนักที่ลูกสะใภ้รู้จักถามไถ่ความเห็นของผู้ใหญ่ ไม่มองแม่ผัวอย่างเธอเป็นหัวหลักหัวตอ “แล้วแม่สะบันงารู้จักเจ้าของเรือนนานแล้วรึ”

“เจ้าของเรือนมาติดต่อขายกับแม่วงตะวัน แม่วงตะวันเลยมาบอกลูกอีกทีหนึ่งเจ้าค่ะ” สะบันงาเฉลย

คุณละมุนเหลือบมองสะใภ้อีกคนหนึ่งที่ยืนนิ่งไม่พูดจา ท่าทางเงียบขรึมผิดจากเมื่อก่อน ก็นึกเวทนาขึ้นมาครามครัน ด้วยตัวเธอนั้นเป็นคนธรรมะธรรมโม ยึดหลักอภัยทานเป็นที่ตั้ง จึงไม่อยากตั้งแง่ปั้นปึ่งกับวงตะวันไปจนวันตาย เมื่อพากันเข้าไปสำรวจห้องนอน ขณะที่สะบันงาเดินไปผลักหน้าต่างให้เปิดออก คุณหญิงจึงชวนวงตะวันคุยเรื่องสัพเพเหระเล็กๆน้อยๆ อันเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้กระทำมานานแล้ว

จากห้องนอนคุณละมุนก็สำรวจต่อมาถึงนอกชาน เมื่อมองไปยังฝั่งตรงข้าม เธอก็ขมวดคิ้ว

“น่าเสียดาย ชานเรือนหันไปทางเรือนหลังนั้น แล้วก็ไม่มีต้นหมากรากไม้กำบังเสียด้วย คนในเรือนนั้นจะทำกระไร มองจากตรงนี้เห็นหมด ไม่งามเอาเสียเลย”

จริงดังคุณหญิงละมุนว่า ชานเรือนด้านหน้าของบ้านหลังนี้หันหน้าออกประจัญกับเรือนเล็กของบ้านอีกหลังหนึ่งที่ตั้งห่างไปประมาณสิบวา พื้นที่ที่ไม่ไกลนักทำให้สามารถมองผ่านหน้าต่างเรือนนั้นเข้าไปเห็นสภาพภายในห้องนอนกะทัดรัด จัดวางเตียงไม้ปูฟูกขาวสะอาด ข้างเตียงตั้งโต๊ะเครื่องแป้ง วางคันฉ่องและขวดแก้วใส่น้ำอบน้ำปรุงได้ถนัดตา

สะบันงามองตามสายตาแม่สามีไปยังบ้านฝั่งตรงข้าม “อิฉันก็ติดใจเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เห็นว่าเจ้าของบ้านนี้กับบ้านหลังนั้นเป็นพี่น้องกัน ก่อนพ่อแม่จะตายก็ปลูกเรือนให้คนละหลัง แต่ก็ยังอยู่บนที่ดินผืนเดียวกัน จึงอยู่ใกล้กันมากเจ้าค่ะ”

คุณละมุนไม่เอาใจใส่เรือนเล็กนั้นอีก ท่านเดินชมทิวทัศน์ในมุมอื่นอย่างเพลิดเพลิด เหลือวงตะวันที่ยังยืนอยู่บนชานเรือนเพียงลำพัง สายตาหญิงสาวจับอยู่ที่เรือนเล็กหลังเดิม  ครู่หนึ่งก็อุทานอย่างแปลกใจ “นั่นออกหลวงนี่เจ้าคะ มากับออกญายมราชเสียด้วย”

ชื่อของลูกชายสะกิดความสนใจให้คุณละมุนและสะบันงากลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง เมื่อมองไปในห้องนอนของเรือนที่อยู่ตรงกันข้าม ก็เห็นร่างผึ่งผายที่คุ้นตาก้าวเข้ามาพร้อมกับออกญายมราช สองชายหันหน้าออกไปทางอื่นมิได้มองมายังกลุ่มมารดาของนาถ คุณละมุนเป็นคนรู้การณ์ควรไม่ควรจึงรีบปรามลูกสะใภ้ไว้ก่อน

“ออกญายมราชกับพ่อนาถคงมาด้วยงานราชการ เราก็ยืนดูเงียบๆไม่ต้องไปทัก พี่เขาจะได้ไม่เสียสมาธิ”

ผู้เป็นแม่ยืนมองลูกชายทำงานด้วยความภูมิใจ เธอจึงเห็นชัดเจนเมื่อชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้าย จรดฝีเท้าเงียบกริบย่างสามขุมมาข้างหลังลูกชายของเธอและออกญาผู้เฒ่า อาศัยจังหวะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน เงื้อดาบเปลือยฝักขาววับในมือขึ้นสูง ก่อนจะฟันฉับลงบนแผ่นหลังกว้างของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์!

“พ่อนาถระวัง!” คุณหญิงกรีดร้องสุดเสียง

หัวใจผู้เป็นแม่โลดแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งอก ลมหายใจขัดแทบว่าจะล้มสลบลงไปตรงนั้น คุณละมุนไม่รู้ตัวเลยว่าผลุนผลันลงจากเรือนที่เคยยืนอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ล้มคะมำเสียกลางทาง เธอวิ่งรวดเดียวไปถึงเรือนเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซอยเท้าถี่ๆขึ้นบันไดด้วยความรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อเทียบกับวัยของเธอ

ลูกชายยังคงยืนอยู่ในห้องนอนห้องเดิม หันหน้าไปทางบันไดเหมือนกำลังรอมารดาอยู่แล้ว หากสติแจ่มใสกว่านี้อีกสักนิด คุณหญิงละมุนคงสังเกตว่าสายตาของนาถมีความรวดร้าวระคนผิดหวังแฝงอยู่อย่างประหลาด

“พ่อนาถ ปลอดภัยดีใช่ไหมลูก เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า”

คุณหญิงตรงเข้าลูบหน้าลูบหลังลูกชาย  สะบันงาที่ตามหลังแม่สามีมาติดๆก็ปราดเข้าถามไถ่สามีเช่นเดียวกัน มีเพียงวงตะวันซึ่งขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายที่ชะงักอยู่ที่หัวบันได ประสาทสัมผัสอันฉับไวเตือนหล่อนว่าบรรยากาศอึมครึมที่แผ่กระจายอยู่ในเรือนนี้ดูผิดปกติ ไม่น่าวางใจ

หญิงสาวไล่สายตามองโดยเร็ว นอกจากสีหน้าหม่นหมองของนาถ หล่อนยังเห็นออกญายมราชยืนไพล้หลังด้วยกิริยาเป็นสง่าอยู่ห่างออกไป ดวงหน้าสูงวัยเครียดขรึม ดวงตาฉายแววหนักใจครามครัน

“แม่ละมุนอยู่ที่เรือนโน้น แต่เห็นเหตุการณ์ในเรือนนี้ได้ชัดเจนอย่างนั้นรึ ถึงตะโกนเตือนพ่อนาถได้ทันเวลา” ออกญายมราชถาม

คุณละมุนรู้จักกับออกญายมราชมาตั้งแต่สามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ จึงตอบตามประสาคนคุ้นเคย “ใช่เจ้าคะ อิฉันละใจหายใจคว่ำที่เห็นคนร้ายมันจะเข้ามาแทงพ่อนาถ แล้วนี่ไอ้เจ้าคนร้ายมันไปไหนเสียละเจ้าคะ หรือท่านเจ้าคุณสั่งคนคุมตัวไปแล้ว”

แทนคำตอบ ออกญายมราชเดินนำคนทั้งหมดออกจากห้องนอนมายังนอกชาน เป็นเวลาเดียวกับที่ประตูห้องเล็กอีกห้องหนึ่งเปิดออก ชายร่างใหญ่บุคลิกทรงอำนาจเดินนำขุนนางหนุ่มนายหนึ่ง ชายชาวบ้าน และหญิงอายุราวสี่สิบปีออกมา การแต่งกายด้วยผ้าบัวปอกเนื้อหยาบ และผิวสีน้ำตาลแดงหยาบกร้าน บอกให้รู้ว่าหล่อนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น

หญิงนางนั้นทรุดตัวลงนั่งพับเพียบอย่างรู้ฐานะตน คุณละมุนคงจะไม่เอาใจหล่อนเลยหากไม่เพราะชาวบ้านนางนั้นเงยหน้าถมึงทึงขึ้นจ้องมองเธอเขม็ง สองตาแข็งกร้าวมีแววชิงชังเข้ากระดูกดำจนผู้ถูกมองขนลุกซู่

ออกญายมราชแนะนำง่ายๆ “นี่ออกญาธรรมาธิบดี เจ้ากรมธรรมาธิกรณ์ ท่านมาเป็นคนกลางในการสอบปากคำนี้ เพื่อมิให้เกิดการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด แม่ละมุนรู้จักไว้เสีย”

คุณละมุนไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม ทว่าออกญาธรรมาธิบดีเพียงพยักหน้ารับ ขุนนางหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างท่านคือออกหลวงเสนารักษ์ที่คุณละมุนรู้จักอยู่แล้ว เธอนึกแปลกใจที่ทุกคนดูเคร่งขรึมผิดไปจากยามปกติ แต่ยังไม่ทันเอ่ยถาม ออกญายมราชก็ชี้ไปที่หญิงชาวบ้านนางนั้น

“แม่ละมุนลองมองผู้หญิงคนนี้ให้ดี จำได้ไหมว่าเคยเห็นกันมาก่อนหรือไม่”

ใบหน้าที่ยังคงแหงนมองคุณละมุน เป็นดวงหน้าของชาวบ้านทั่วไปนี่เอง ทว่าเมื่อเพ่งมองอยู่อึดใจ ดวงตาสีน้ำตาลแก่ ตาคมดำ จมูกสั้น และริมฝีปากหนานั้นกลับพาความทรงจำบางอย่างให้ย้อนกลับเข้ามาในห้วงรำลึก หัวใจของคุณละมุนสั่นระริก ร่างสะท้านเฮือก เข่าอ่อนเซถลาเกือบจะล้มลงหากวงตะวันไม่เข้ามาประคองไว้เสียก่อน

“ว่าอย่างไรขอรับ จำได้ไหม” ออกหลวงเสนารักษ์ถามขึ้นบ้าง

“ไม่เจ้าค่ะ อิฉันไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นแม่คนนี้มาก่อนเลย” มารดาของนาถแข็งใจปฏิเสธ

ออกญาธรรมาธิบดีกระตุกมุมปากดั่งจะยิ้มแต่ก็คล้ายจะหยัน ท่านเป็นชายร่างอ้วน ผิวสองสี ใบหน้าเรียบเฉยทำให้ดูเย่อหยิ่งไว้ตัวเป็นนิจ ท่านชำเลืองไปยังออกหลวงเสนารักษ์ เป็นสัญญาณให้เริ่มไต่สวนตามหน้าที่ตุลาการของเขา ขุนนางหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น

“จะรู้จักหรือไม่ก็ช่างเถิด แต่แม่นายละมุนคงต้องเห็นเหตุการณ์ที่เกิดในห้องนอนเรือนนี้ จากเรือนหลังโน้นเป็นแน่ ถึงได้ร้องเตือนหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ และยังวิ่งพรวดพราดมาที่เรือนนี้เมื่อเห็นคุณหลวงถูกทำร้าย ถูกต้องไหมขอรับ”

“ฉัน…ฉัน..” มารดาของนาถอึกอัก ไม่ยอมตอบทั้งๆที่เป็นคำถามสามัญเหลือแสน

วงตะงันนึกฉงนกับสถานการณ์ตรงหน้า ประหลาดแท้ คุณละมุนดูหวาดกลัวหญิงชาวบ้านที่หมอบอยู่คนนั้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเหตุการณ์ที่นาถถูกคนร้ายลอบฟันเมื่อครู่ ก็ดูจะเป็นการจัดฉากเพื่อขุดบ่อล่อเธอให้กระโจนลงมาโดยเฉพาะ

แต่ออกญาธรรมาธิบดีและออกญายมราชจะหลอกลวงคุณละมุนไปเพื่ออะไร…

“นี่มันเรื่องกระไรกันหรือเจ้าคะ ทำไมทุกคนต้องทำท่าทางเหมือนมีลับลมคมนัย หรือว่าคุณแม่ทำสิ่งใดให้ออกญาทั้งสองไม่พอใจ” สะบันงาถาม

ความประหลาดใจของหญิงสาวยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อสามีและออกญายมราชล้วนแต่นิ่งเฉย ผู้รับหน้าที่ตอบคำถามของเธอกลับกลายเป็นออกหลวงเสนารักษ์

“นางคนนี้ชื่อนางอ่อน” เขาชี้ไปที่หญิงบนพื้น “มาร้องทุกข์ว่าเจ้านายของมันถูกเมียหลวงใส่ไคล้ว่าคบชู้สู่ชาย ลอบเอาสมบัติของผัวไปปรนเปรอชู้ ฝ่ายเจ้าผัวก็หูเบาหลงเชื่อ เลยให้คนลงโทษนายของมันกับชู้จนตายทั้งสองคน”

สะบันงายังไม่เข้าใจว่าเรื่องที่ว่าเกี่ยวข้องกับแม่สามีของหล่อนอย่างไร ส่วนคุณละมุนสุดจะทนฟังได้อีกต่อไป เนื่องจากแข้งขาอ่อนแรง หัวใจหวิวคล้ายจะเป็นลมได้ทุกขณะ เธอตัดบทห้วนๆ “เรื่องฆ่าแกงกันพรรค์นี้เอามาเล่าให้อิฉันฟังทำกระไร ใครมีหน้าที่ไต่สวนทวนความก็ทำกันไปเถิด อิฉันใคร่สบาย ขอตัวกลับเรือนก่อน”

เธอคงจะหนีลงบันไดไปดื้อๆเสียแล้ว หากไม่มีเสียงทรงอำนาจของออกญาธรรมาธิบดีขวางไว้ “ประเดี๋ยวก่อนเถิดแม่ละมุน ฉันยังมีเรื่องต้องสอบถามอีกมาก” ท่านหันไปสั่งนางอ่อน “นางอ่อน ไหนเล่ามาซิว่าเรื่องมันเป็นมายังไง พูดชัดๆเหมือนที่เอ็งเล่าให้ข้าฟังนั่นละ”

นางอ่อนเริ่มเล่าเสียงดังฟังชัด ดวงตามาดร้ายจับอยู่ที่มารดาของนาถเขม็ง

“นายของบ่าวชื่อแม่บัว เป็นเมียน้อยเศรษฐีมิ่ง ที่เมืองพิษณุโลกสองแคว แม่นายบัวเป็นคนเรียบร้อยไม่มีปากมีเสียง อยู่กินกับเศรษฐีมั่นได้ปีเดียวเธอก็คลอดลูกชายให้ท่าน แต่นางตลับเมียเอกของเศรษฐีมั่นมันอิจฉา มันใส่ร้ายว่าแม่นายมีชู้ ขโมยเงินทองของเศรษฐีมั่นไปให้ชู้” เสียงคนเล่าเริ่มสั่นพร่า น้ำตาแห่งความเจ็บแค้นร่วงพรูจนต้องยกมือหยาบกร้านขึ้นปาดทิ้ง

“นางตลับมันฉวยโอกาสวันที่คุณแดงอายุครบเดือน แม่นายบัวอุ้มลูกไปร่วมงานบุญที่เรือนใหญ่ ลอบเอาเพลงยาวเข้ามาซ่อนในห้องนอน แล้วไปฟ้องเศรษฐีมั่นว่าแม่นายบัวคบชู้ ทีแรกเศรษฐีมั่นก็ไม่เชื่อแต่พอมาค้นห้องนอน ก็พบเพลงยาวหลายฉบับซุกอยู่ในหีบเก็บผ้า ท่านโกรธมากสั่งให้เฆี่ยนแม่นายของบ่าวอย่างหนัก แม่นายเพิ่งคลอดลูกยังอยู่ไฟไม่ครบดีด้วยซ้ำ ไหนเลยร่างกายจะทนไหว เลยขาดใจตายคาหวายนั่นเอง”

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชู้ของคุณบัวคือนายเขียน เป็นญาติห่างๆที่เธออุปการะไว้ เดิมทีนายเขียนเป็นช่างทำร่มฝีมือดีแห่งเมืองเชียงใหม่ ทว่าโชคร้ายไปมีเรื่องกับนักเลงอันธพาล เมียของนายเขียนเสียชีวิตไปในการวิวาทครั้งนี้ ตัวชายหนุ่มก็ต้องหอบลูกสาวอายุเพียงแปดปีหนีมาพึ่งใบบุญคุณบัว ซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่มีฐานะพอจะเอื้อเฟื้อกันได้ คุณบัวเวทนาญาติผู้พี่จึงขออนุญาตสามีให้นายเขียนและลูกสาวพักอยู่ในเรือนว่างหลังหนึ่งไกลจากเรือนของเธอ

เมื่อเศรษฐีมั่นพบเพลงยาวฝากรักลงท้ายด้วยชื่อนายเขียนในห้องนอนคุณบัว ก็พาลูกน้องบุกไปค้นเรือนของฝ่ายชายทันที นอกจากจะพบเครื่องประดับหลายชิ้นที่ท่านเศรษฐีมอบให้คุณบัวแล้ว ยังพบผ้าสไบที่คุณบัวเคยห่มซ่อนอยู่ในห้องนอนของญาติผู้พี่คนนี้ด้วย จึงเป็นอันแน่ชัดว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ชู้สาวกันจริง

ออกหลวงเสนารักษ์พูดเป็นเชิงชี้แจงให้ทุกคนรู้ “กระผมได้สอบสวนเรื่องนี้แล้ว นางตลับรับสารภาพว่าเป็นคนวางแผนใส่ร้ายนางบัวกับนายเขียนเอง นางตลับฉวยโอกาสวันที่เรือนใหญ่จัดงานทำบุญครบเดือนให้ลูกชายของนางบัว ในเรือนนางบัวไม่มีใครอยู่ จึงลอบเอาเพลงยาวเข้ามาซ่อนในห้องนอน และนำผ้าสไบกับสร้อยแหวนของนางบัวไปซ่อนในเรือนนายเขียน เพื่อใส่ร้ายสองคนนั้น กระผมจึงตัดสินลงโทษนางตลับตามความผิด แต่นางตลับทนความลำบากในเรือนจำได้ไม่กี่วัน อาการฝีในท้องก็กำเริบตายไป ส่วนเศรษฐีมั่นตายไปก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว”

สะบันงาขัดขึ้น “เท่าที่ฟังดูก็นับว่าน่าสงสารแม่บัวนั่น แต่คนผิดก็ตายไปหมดแล้ว ไม่ทราบหลวงเสนารักษ์จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดทำกระไร และอิฉันก็ยังไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับคุณแม่

 

Don`t copy text!