ภาพภพ บทที่ 13 : โครงการประกวดงานศิลปะ

ภาพภพ บทที่ 13 : โครงการประกวดงานศิลปะ

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

“ครับท่าน” บุรฉัตรหันมามอง

“คือ..เอ้อ” อธิการบดีสุรพงษ์อึกอัก “คุณบุรฉัตรเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินผลงานครั้งนี้”

บุรฉัตรพอเดาได้ว่า สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะเอ่ยคืออะไร แต่ก็ยืนฟังด้วยท่าทีเรียบเฉย

“พอดี ผมมีหลานสาว จะไปเรียนต่อทางด้านศิลปะที่ฝรั่งเศส ต้องสอบแข่งขัน”  ชายกลางคนหยุดพูด มองหน้าบุรฉัตรคล้ายจะหยั่งความรู้สึก เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่ง จึงเอ่ยต่อ “ถ้าเขาได้ใบประกาศรางวัลไปแสดงด้วยก็จะช่วยให้มีโอกาสมากขึ้น เขาหวังไว้มากว่าจะต้องเข้าเรียนที่นั่นให้ได้”

ไม่ผิดตามที่คิด บุรฉัตรนิ่งเงียบ ไม่อยากเปิดช่องซึ่งจะทำให้ปฏิเสธได้ยากในภายหลัง รอให้อีกฝ่ายเอ่ยออกมาเอง

“หลานสาวผมส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้ด้วย ผมเลยอยากฝากให้คุณบุรฉัตรช่วยพิจารณาด้วย”

“ยินดีครับ” คำตอบรับของบุรฉัตรทำให้อธิการบดีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันที แต่เพียงครู่เดียวก็กลับเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำพูดต่อมา“ผมจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของการประกวดครับ ถ้าผลงานหลานสาวของท่านเหมาะสม ก็ไม่ต้องห่วงอะไรเลยครับ”

“ผมหมายถึง..เอ้อ.. ผมอยากให้เขาติดหนึ่งในสามน่ะครับ ไม่ต้องรางวัลยอดเยี่ยมก็ได้ ขอแค่รองอันดับหนึ่งหรือสองก็พอ”

“ผมยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาเลยนะครับ ผมยังรับปากไม่ได้” บุรฉัตรปฏิเสธ “อีกอย่าง ผมเชื่อว่าต้องมีคนส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมาก อาจจะมีคนอื่นที่ฝีมือดีกว่าและอาจจะได้รับรางวัลไป”

“ผมขอร้องนะครับ ผมอยากให้เขาได้มีโอกาสสมหวัง ได้เรียนในสถาบันที่เขาอยากไปเรียน ไม่อยากเห็นเขาเสียใจ” อธิการบดีสุรพงษ์อ้อนวอน

“โอกาสเป็นของทุกคนครับ อยู่ที่ว่าใครจะคว้ามันมาได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นตั้งใจของคนคนนั้น”

“แต่ผมสัญญากับเขาไว้แล้วว่าจะช่วยเขาให้ได้”

บุรฉัตรนึกสงสารเด็กสาวซึ่งเกิดมาเป็นหลานของชายคนนี้เหลือเกิน ความรักหลานมีมากจนมองข้ามความถูกต้อง ที่สำคัญ ละเลยการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามให้กับลูกหลาน  “ถ้าผมทำตามที่ท่านขอร้อง เด็กอีกหลายคนจะถูกตัดความฝันอย่างไม่ยุติธรรม ทั้งที่เขาอาจจะพร้อมด้วยฝีมือ ทุ่มเทอย่างเต็มที่ และเขาก็ต้องเสียใจเหมือนกัน”

“ผมยินดีจะตอบแทนคุณบุรฉัตรนะครับ เท่าไหร่ผมก็ยินดีจ่ายให้” บุรฉัตรชะงักนิ่ง ทุกอย่างในชีวิตชายคนนี้ห้อมล้อมด้วยเงินทอง ราวกับว่าความร่ำรวยจะเนรมิตทุกอย่างให้ได้ดังใจ

“ท่านเป็นถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย อุตส่าห์มาขอร้องแล้วนะคุณบรู๊ค” เสียงเอกกมลสอดขึ้น บุรฉัตรเบือนหน้าไปมองด้วยสายตาเรียบเฉย

“ผมไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนจากท่านเลย แต่อยากให้ท่านเข้าใจว่า เด็กอีกหลายคนก็มีความฝันและความหวัง ไม่ต่างจากหลานสาวของท่าน ผมชื่นชมและให้โอกาสเสมอกับคนที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยความมานะพยายามของตัวเองบนวิถีทางที่ถูกต้อง”

“คุณพูดแบบนี้ คุณกำลังว่าท่านอยู่นะคุณบรู๊ค!” เอกกมลเสียงดังขึ้น คำพูดของบุรฉัตรกระแทกความรู้สึกของตนอย่างแรง

“ผมไม่ได้ว่าใครทั้งนั้น ผมเชื่อมั่นในความคิดของผมแบบนี้มานานแล้ว” ชายหนุ่มตอบหนักแน่น

“หรือคุณจะกันท่าไว้ให้เด็กในสังกัดของคุณล่ะ” เอกกมลย้อน ยิ้มยียวน บุรฉัตรฉุนกับคำว่า ‘เด็กในสังกัด’ เขารู้ว่าอีกฝ่ายหมายความอย่างไร

“ผมยินดีสนับสนุนเด็กทุกคน ถ้าเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจจริงและเป็นคนดี คุณเองก็เคยเป็นเด็กในสังกัดผมมาก่อนนี่นาเอก น่าจะรู้จักผมดี ไม่ใช่เหรอ”

เอกกมลสะอึก เริ่มอึดอัดเมื่ออธิการบดีสุรพงษ์หันมามองเขา

“ผมต้องขอโทษอย่างมาก คงทำตามคำขอของท่านไม่ได้” บุรฉัตรเอ่ยต่อ อธิการบดียืนนิ่ง เขาจึงก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยตัดบท “ผมขอตัวก่อน ผมต้องเข้าห้องสอนละครับ”

ร่างสูงเดินจากไป เอกกมลเอ่ยขึ้นด้วยเสียงห้วนกระด้าง

“ท่านเห็นหรือยังครับ ว่ามันหยิ่งยโสขนาดไหน คงนึกว่าดัง ใครๆก็ต้องก้มหัวให้ละสิ”

“แล้วมันดังขนาดไหนล่ะ” ชายกลางคนเปลี่ยนสรรพนามเรียกบุรฉัตร สายตาจับจ้องตามไป

“ก็มากอยู่ครับ” เอกกมลอ้อมแอ้มเสียงแผ่ว เขาไม่อยากเอ่ยถึงความสำเร็จของอีกฝ่ายเลย “ผลงานของมันมีแต่คนอยากได้ อยากเป็นเจ้าของ เศรษฐีฝรั่งหลายคนติดต่อขอซื้อภาพวาดมันมาตั้งหลายครั้ง มันยังไม่ยอมขาย มันกลัวว่า คนซื้อแล้วจะเอาไปปั่นราคาขายต่อ”

“ขนาดนั้นก็แสดงว่า มันต้องเป็นที่รู้จักมาก”

“ครับ ยอมรับว่ามันดังมาก ผมเคยขายงานของมันให้เศรษฐีฝรั่ง ได้ราคราสูงกว่าที่ซื้อมาเกือบสิบเท่า”

“อืม..น่าสนใจ” ชายกลางคนเปรย แววตามองนิ่งไปข้างหน้าอย่างใช้ความคิด

 

บุรฉัตรขับรถพาอเดลลาไปร้านอาหารแถวชานเมือง ร้านอยู่ติดกับคลองสายยาว ร่มรื่นด้วยแมกไม้ เขาเลี่ยงที่จะนั่งในห้องปรับอากาศ จึงเลือกโต๊ะด้านนอกตั้งบนชานไม้ชิดคลอง อากาศยามโพล้เพล้ เย็นสบายด้วยสายลมพัดเอื่อย

“ขอโทษด้วยนะอเดลลา ประชุมค่อนข้างนาน พอเสร็จก็อยู่คุยกับคนรู้จัก” บุรฉัตรยิ้ม

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็ทำงานต่อ จนใกล้เสร็จแล้ว” อเดลลาเรียกตัวเองว่า ‘ฉัน’ แทน ‘ดิฉัน’อย่างเคย ด้วยรู้สึกสนิทสนมกับบุรฉัตรมากขึ้น เธอไม่กล้าสบตาคมคู่นั้น เสมองแก้วน้ำผลไม้ตรงหน้า เอื้อมหยิบมาดื่มแก้เขิน ความรู้สึกแตกต่างจากวันที่นัดกับชายหนุ่มครั้งแรกลิบลับ นี่เธอกำลังชอบเขาแล้วใช่ไหม หัวใจถึงได้สั่นไหวขนาดนี้

“ผมชอบร้านนี้ บรรยากาศดี มาทานบ่อยเพราะใกล้บ้านผม”

“บ้านคุณ” อเดลลาทวนคำด้วยความสงสัย บ้านริมแม่น้ำที่เธอเคยไป อยู่ไกลจากที่นี่ลิบลับ  บุรฉัตรหัวเราะเมื่อมองเห็นแววฉงนบนใบหน้าอีกฝ่าย “ผมมีบ้านอีกหลังครับ ซื้อต่อจากเจ้าของเดิมแถวนครชัยศรีนี่แหละครับ มีรู้ไม่กี่คนว่าผมมีบ้านที่นี่ เอาไว้พักผ่อนเวลาต้องการความสงบจริงๆ บางทีก็มาพัก มาวาดรูปที่นี่ บ้านไม้ทรงไทย อยู่ในสวนผลไม้ มีคลองข้างหน้า สวยมาก วันหลังผมจะพาคุณไปเที่ยว”

อเดลลายิ้มสบตากับเขา หัวใจพองโต อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ เธอสำคัญขนาดเขาจะพาไปบ้านที่มีคนรู้ไม่กี่คน อย่างน้อยเขาก็บอกเธอให้รู้ อยากถามตามใจคิดเหลือเกินว่า ‘ใคร’ที่ชายหนุ่มบอก จะรวมถึงเมลินกับลดานาฏด้วยหรือเปล่า เด็กเสิร์ฟยกอาหารมาวางเรียงรายบนโต๊ะ การสนทนาจึงหยุดลง กลิ่นหอมของเครื่องเทศไทยที่อเดลลาเริ่มคุ้นเคยโชยกรุ่นขึ้นมาแตะจมูก ทำให้เพิ่งรู้สึกถึงความหิว บุรฉัตรตักอาหารใส่จานให้พร้อมกับบอกว่า

“ลองทานยำยอดมะพร้าวอ่อนดูครับ ร้านนี้ทำอร่อยมาก ผมชอบ ไม่เผ็ดแน่นอนครับ ผมบอกไปแล้ว”

“ขอบคุณค่ะ” อเดลลาใช้ช้อนตักชิม รสชาติหวานมันของยอดมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นยาวพอเหมาะ กรุบกรอบเข้ากันได้ดีกับน้ำยำเปรี้ยวหวาน เผ็ดซ่านพอรับได้ เพิ่มสีสันด้วยกุ้งตัวโตเนื้อขาวกับใบสะระแหน่เขียวสดตัดกันงดงามลงตัว

“อร่อยมากค่ะ”

“คุณรู้ไหม ที่คุณกำลังทานอยู่ คือส่วนหนึ่งของลำต้นของต้นมะพร้าวนะครับ แต่เป็นส่วนยอดเนื้ออ่อน”

“อาหารไทยนี่ดีจังนะคะ เอาส่วนของดอกไม้ ผลไม้มาทำอาหารได้มากมายเลย คราวก่อน แกงสายบัว ก็ทำเอาฉันประหลาดใจไปทีหนึ่งแล้ว ยังติดใจรสชาติไม่หายเลยค่ะ”

“วันหลังไปอีกสิครับ ผมจะให้คุณย่าทำให้ทาน” อเดลลาใจหวามกับคำพูดและสายตาคมหวานที่จ้องมา

“คุณย่ากับแม่เจียมเคยมาที่บ้านนี้ไหมคะ” หญิงสาวถาม ใจจริงอยากถามมากกว่านั้น

“ชวนหลายครั้งแล้วครับ แต่ไม่ว่างกันสักที” บุรฉัตรตอบ ยิ้มระบายทั่วหน้า “คุณย่ากับแม่เจียมน่าจะชอบ คงเข้าสวนหาผักผลไม้มาทำอาหารกันสนุกเลยละ”

อเดลลากลั้นใจไม่ถามต่อ เก็บความอยากรู้กลับลงไปในใจ อาจจะดูไม่งามถ้าจะถามต่อว่า ผู้หญิงสองคนนั้นเคยมาด้วยหรือเปล่า แต่บุรฉัตรก็ไขความสงสัยให้ในนาทีต่อมา

“ผมอยากให้บ้านหลังนี้เป็นที่สงบเงียบ ไม่อยากรับแขกมาก ถ้าไม่ใช่คนสนิทจริง ขนาดไอ้ม่อนเป็นเพื่อนผม ยังไม่เคยมาเลย เอ หรือผมไม่เคยชวนมันก็ไม่รู้”

แค่นี้ อเดลลาก็เต็มตื้นในหัวใจจนแทบกลืนอาหารไม่ลง ชายหนุ่มนับเธอเป็นคนสนิทของเขาแล้วอย่างนั้นหรือ แต่อีกเสียงในหัวกลับแย้งขึ้นมาทันควัน

ไม่เอาน่าอเดลลา อย่าอ่อนไหวเกินไปสิ แค่เขาบอกแค่นี้ ก็หลงเชื่อไปเสียแล้ว

“กำลังจะมีการโครงการประกวดงานศิลปะเร็วๆนี้ ผมอยากให้คุณทำงานส่งเข้าร่วมด้วย” ชายหนุ่มเอ่ย “เวลาหนึ่งปี ไม่ใช่เพียงแค่เรียนให้จบ แต่ผมอยากให้คุณได้สิ่งดีๆกลับไปด้วย ผมหวังดีกับคุณนะอเดลลา” เสียงท้ายอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มบาง เพียงแค่นี้ก็ทำให้หัวใจสาวน้อยพลัดบ้านเอิบอิ่ม รับรู้ในหัวใจว่า ‘สิ่งดีๆ’ ที่เธอจะนำกลับไปด้วยนั้นคืออะไร

“ค่ะ” เธอพยักหน้าตอบรับอย่างเต็มใจ นอกจากดาริกา ก็เห็นมีบุรฉัตรนี่แหละที่เป็นอีกหนึ่งกำลังใจในยามอ้างว้างท้อแท้

“คุณต้องลงมือทำด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่คิดconcept ร่างภาพ จนงานเสร็จสมบูรณ์ ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน เพื่อความยุติธรรมกับคนที่เข้าประกวดทั้งหมด ผมจะไม่เข้าไปยุ่งกับงานของคุณเลย คุณคงเข้าใจนะ”

“แน่นอนค่ะ ฉันอยากภูมิใจกับความสำเร็จที่เกิดจากตัวฉันทั้งหมด”

“ดีมากครับ ผมจะคอยชมความสำเร็จของคุณ” บุรฉัตรยิ้มกว้าง การสนทนาหยุดลงชั่วคราว

“ตอนนี้ คุณยังฝันแบบนั้นอยู่อีกไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเมื่อรู้สึกอิ่ม วางส้อมกับช้อนลงข้างจาน

“ตั้งแต่กลับจากบ้านคุณ ก็แทบจะไม่ฝันอีกเลยค่ะ”

“ก่อนหน้านี้ คุณเคยฝันถึงผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนยายทวดผมมาก่อนหรือเปล่า” ชายหนุ่มถาม

“ไม่เลยค่ะ” อเดลลาปฏิเสธ วางช้อนกับส้อม สายตาเหม่อลอยมองไปยังพุ่มไม้ข้างนอก “ที่ฉันฝันบ่อยๆ ก็แค่ฝันถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนที่หน้าตาคล้ายกับคุณมาก”

“คล้ายผมเหรอ” บุรฉัตรถาม ขมวดคิ้วสงสัย ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆภายใน บอกไม่ถูกว่าเป็นเช่นไร ไม่เชิงประหลาดใจ แต่คล้ายกับการค้นหาบางสิ่งซึ่งติดค้างในใจมานาน กำลังจะได้รับคำตอบ

“ค่ะ ฉันเห็นคุณครั้งแรกยังตกใจ ว่าทำไมคุณหน้าคล้ายเขาเหลือเกิน ในฝัน เขาจะยืนอยู่ที่เดิมทุกครั้ง หน้าบ้านไม้ชั้นเดียวสีเขียว มีต้น..เอ้อ” หญิงสาวขมวดคิ้วครุ่นคิด “ต้น Plumeria ค่ะ ออกดอกสีขาวเต็มต้นอยู่รอบบ้าน ฉันไม่ทราบว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร”

“ลั่นทมครับ แต่ชื่อที่ตั้งใหม่คือลีลาวดี” บุรฉัตรเอ่ยเสียงแผ่วเบา ขนลุกซู่เมื่อจินตนาการตามคำพูดของอีกฝ่าย “คุณฝันแบบนี้ประจำเลยเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ฉันเริ่มฝันครั้งแรกตอนสิบสองขวบ เมื่อฉันเห็นรูปวาดของเด็กหนุ่มคนนี้ในห้องของปู่ทวดที่เวนิส เขาหน้าตาคล้ายคุณมากจริงๆ แทบจะเป็นคนเดียวกันก็ว่าได้”

บุรฉัตรทั้งงุนงง ทั้งประหลาดใจ คำถามต่อมาของหญิงสาวยิ่งทำให้เขานิ่งงัน เย็นวาบไปทั่วร่าง

“ฉันอยากถามคุณมานานแล้ว ภาพวาดบ้านไม้สีเขียวของคุณ คุณได้แบบมาจากไหนคะ ทำไม มันถึงได้เหมือนภาพในความฝันของฉันเหลือเกิน”

“อะไรนะครับ” บุรฉัตรถาม เรียงลำดับความคิดในสมองไม่ทัน “คุณฝันเห็นบ้านหลังนั้นหรือครับ”เขาถามซ้ำให้แน่ใจ ภาพบ้านไม้หลังเล็ก รูปทรงคล้ายบ้านขนมปังขิง*ผุดขึ้นมาในความคิด

“ใช่ค่ะ” อเดลลาตอบ “บ้านไม้สีเขียว มีกิ่ง..เอ้อ..ลั่นทมคลุมอยู่ หลังที่เหมือนกับภาพวาดของคุณ”

ทั้งสองสบตากันนิ่งนาน จมดิ่งอยู่ในความประหลาดใจ

“อเดลลา..” บุรฉัตรเปิดปากพูดขึ้นก่อน “ผมเองก็ฝันถึงผู้ชายฝรั่งคนหนึ่งเหมือนกัน  คนที่หน้าตาคล้ายกับคุณมาก ยิ่งวันนี้ได้คุยกับคุณ ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่ไอ้ม่อนเคยเล่าให้ฟัง เรื่องการกลับชาติมาเกิด”

“คุณคิดว่าเรื่องแบบนั้นจะมีจริงเหรอคะ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหลังกรอบแว่นเต็มไปด้วยด้วยคำถาม

“ผมไม่กล้ายืนยัน แต่ผมเริ่มเชื่อแล้วว่า ก่อนที่คุณและผมจะเกิดมามีชีวิตในปัจจุบันนี้ เราคงต่างมีอดีต มีที่มา อาจจะเป็นเวลาที่ย้อนไปยาวนาน นานก่อนที่กับคุณกับผมจะเกิดมาในชาตินี้”

“ชาติที่แล้ว งั้นหรือคะ” อเดลลาถาม อีกฝ่ายพยักหน้า

“ผมอาจจะเคยมีชีวิตเป็นใครคนหนึ่ง คุณก็อาจจะเป็นใครอีกคน เราต้องเคยพบเจอกัน มีเรื่องราวผูกพันกันมาก่อน” อเดลลาสบตาคมเศร้าที่มองมา “คุณลองคิดดูนะอเดลลา เรื่องราวความฝันของคุณกับผม ไหนจะเรื่องที่เราต่างมีหน้าตาคล้ายกับคนในฝันของกันและกัน มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน”

“แล้วผู้หญิงที่อยู่ในความฝันของฉันละคะ คนที่หน้าตาคล้ายย่าทวดของคุณ เขาเป็นใคร จะมาผูกพันกับฉันแบบไหน” อเดลลาจำแววตาดุดันมุ่งร้ายของหญิงลึกลับคนนั้นได้ไม่ลืม เหตุการณ์น่าหวาดหวั่นนั่นอีก คิดขึ้นมาแล้วให้เย็นวาบไปทั่วกาย “แต่ที่ฉันมั่นใจคือ เขาไม่หวังดีกับฉันแน่ๆ”

“แล้วไม่อยากรู้เหรอครับ ว่าเขาเป็นใคร” ชายหนุ่มถาม อเดลลาตรึกตรองครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“ฉันไม่อยากรื้อเรื่องราวอดีตค่ะ ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป”

“ทั้งที่ในฝัน เขาก็ทำเอาคุณเกือบตายหลายครั้งเนี่ยนะ”

“ก็แค่กลัวนิดหน่อยค่ะ อีกไม่นานก็คงชิน ความฝันก็คือความฝัน แค่จิตเราล่องลอยไปในขณะที่เราหลับ ความฝันมันฆ่าคนที่มีชีวิตไม่ได้หรอกค่ะ”

“คุณเกือบจมน้ำตายก็เพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หรืออเดลลา”

“คงไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันคงตกใจกับฝันร้าย แล้วก็เลยละเมอวิ่งออกไปที่ท่าน้ำ ก็คงแค่นั้นละค่ะ” หญิงสาวตอบ ทั้งที่ไม่ตรงกับความคิดนัก ความสงสัยวนเวียนอยู่ไม่เคยหาย “ดูคุณอยากให้ฉันไปลองค้นหาอดีตตัวเองมากเลยนะคะ”

“ผมเป็นห่วงคุณ” น้ำเสียงเจือความห่วงใยทำให้หัวใจอเดลลาสั่นไหว “ผมอยากให้คุณลองย้อนอดีตกลับไปดู ไม่แน่ บางทีคุณอาจจะได้คำตอบเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น”

“ฉันไม่อยากรู้ค่ะ” อเดลลาตอบชัดเจน สบตากับเขา “ธรรมชาติ ลบความทรงจำเก่าๆเพื่อให้มนุษย์ดำเนินชีวิต่อไปได้อย่างสงบสุข ไม่ต้องติดค้างกับเรื่องราวผ่านมา คุณลองนึกดูสิ ถ้าเรารู้ว่าใครคือคนที่เคยทำร้ายหรือคดโกงเราในชาติที่แล้ว หรือแม้แต่ใครเคยฆ่าเรา จะมีสักกี่คนที่มีสติพอจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ไม่คิดเคียดแค้น ถ้าทุกคนล่วงรู้อดีตชาติของตัวเอง โลกจะวุ่นวายสักแค่ไหน”

“แต่ถ้ามองในแง่ดี ก็ทำให้เราเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ เพราะบางสิ่งที่เราเคยทำ มันส่งผลมาถึงปัจจุบันเสมอ”

“แต่ฉันหมายถึง ชาติที่แล้วนะคะ ความรู้สึกทั้งหลาย ความผูกพันกับสถานที่ สิ่งของ ผู้คน ความทรงจำทั้งสุขและทุกข์ ทุกอย่างจบสิ้นไปแล้วเมื่อเราหมดลมหายใจ”

“แล้วคุณจะอธิบายความฝันของเราสองคนยังไงละครับ ความบังเอิญอย่างนั้นหรือ” บุรฉัตรย้อนถาม อเดลลานิ่งเงียบ จนปัญญาจะหาคำตอบได้ ความฝันคล้ายคลึงของทั้งเขาและเธอ ทำให้หาข้อสรุปไม่ได้เลย ชาติภพ การกลับมาเกิดใหม่มีจริงอย่างนั้นหรือ

“มีอีกเรื่องที่ฉันอยากรู้ ขออนุญาตนะคะ ทำไมบางคนเรียกคุณว่า‘บรู๊ค’คะ” อเดลลาเปลี่ยนเรื่อง เลี่ยงเอ่ยชื่อเมลิน ไม่รู้ทำไม แค่รู้สึกในใจว่าผู้หญิงคนนั้น‘ไม่สำคัญ’ “แต่ฉันได้ยินคุณย่ากับแม่เจียมเรียกคุณว่า ‘ฉัตร’”

บุรฉัตรหัวเราะเบาๆก่อนตอบ “เมลิน เรียกผมแบบนั้น เขาว่ามันเท่ จริงแล้ว คุณย่าเรียกผมว่าฉัตรมาตั้งแต่เล็กแล้วครับ”

“ฉันชอบชื่อฉัตรมากกว่าค่ะ ฟังดูเพราะ คนไทยก็น่าจะมีชื่อแบบไทยๆ” เธอตอบตามความรู้สึก ไม่ได้คิดค้านกับความชอบของเมลินแต่อย่างใด

“ผมก็ชอบครับ วันหลังคุณเรียกผมว่าฉัตรก็ได้” ประกายในแววตาของชายหนุ่มดูมีชีวิตชีวา “ผมก็ขออนุญาตเรียกคุณว่าเดลนะครับ”

หัวใจอเดลลาอัดแน่นด้วยลมแห่งความสุขจนพองโต เธอยิ้มตอบเขา เหลือบขึ้นสบตาคมคู่นั้นแทนคำตอบ

หากทั้งคู่สังเกตให้ดี จะเห็นสายตาคู่หนึ่งมองจากอีกฟากของร้านด้วยแววขุ่นเคือง

“ไงล่ะ ไอ้บรู๊คคนดีของคุณ” เอกกมลเหน็บแนม เมลินผุดลุกขึ้น หน้าบูดบึ้งแดงก่ำ แต่ชายหนุ่มร่วมโต๊ะฉุดข้อมือไว้ “จะไปไหนล่ะ”

“ต้องไปคุยให้รู้เรื่อง บรู๊คทำแบบนี้ หยามหน้าเมมาก”

“ใจเย็นก่อน คิดให้ดีสิ ขืนพรวดพราดออกไปด่าหรือทำร้ายเด็กนั่น คุณจะได้แค่ความสะใจ แต่ไอ้บรู๊คมันจะยิ่งไม่ชอบคุณหนักขึ้นไปอีก”

“แล้วจะให้ทำยังไง ต้องนั่งรอให้อีเด็กนั่นมาเหยียบหน้าเมย์ก่อนรึไง” หญิงสาวเสียงดัง เอกกมลลุกขึ้นมาโอบเอวเมลิน กดไหล่เบาๆ “นั่งลงก่อนคนดี อย่าใช้อารมณ์ คนฉลาดต้องใช้สตินะครับ”

หญิงสาวกระแทกตัวลงนั่ง ยกมือกอดอก ค้อนซ้ายขวาไปมา

“ต้องค่อยๆคิด ผมรู้ว่าคุณกำลังโกรธ ถ้าบุ่มบ่ามทำอะไรไปตอนนี้ มีแต่เสียทั้งนั้น ถ้าไอ้บรู๊คมันเบื่อ แล้วไม่เลือกคุณ คุณจะไม่ได้อะไรเลยนะเมย์” เอกกมลเตือนสติ แต่ในส่วนลึก เขากลัวช่องทางผลประโยชน์จะถูกตัดขาดมากกว่า

“อย่างน้อยไอ้บรู๊คมันยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะกับพ่อของคุณและมหาวิทยาลัยอัคราวิทย์ นะเมย์”

—————————

* เรือนขนมปังขิง เป็นชื่อเรียกอาคารประเภทหนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ซึ่งแพร่เข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการประดับตกแต่ลวดลายฉลุที่วิจิตรพิสดาร หรูหรา สวยงามเหมือนขนมปังขิง คำว่า ขนมปังขิง มาจากภาษาอังกฤษว่า “Gingerbread” ซึ่งเป็นขนมปังขิงของชาวยุโรป ซึ่งตกแต่งลวดลายสวยงาม มีลักษณะหงิกงอเป็นแง่งคล้ายขิง จึงใช้เป็นคำเรียกลวดลายทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรียที่ 2 แห่งอังกฤษ : วิกิพีเดีย

 



Don`t copy text!