ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 11 : หวนคืนสังเวียน

ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 11 : หวนคืนสังเวียน

โดย : พรรณสิริ

ตราบหัวใจไม่แพ้ นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย พรรณสิริ แม้สังเวียนแห่งการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่องอาจก็ไม่เคยหวั่น หากเมื่อเป็นสังเวียนหัวใจกลับยิ่งยากกว่า ระหว่าง ‘รุ้ง’ ดอกฟ้าที่ทุกคนหมายปอง กับ ‘หลี’ เด็กสาวธรรมดาที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาไปไหน ใครคือคนที่ใช่…นิยายออนไลน์ที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

วันนี้ภายในเรือนจำคึกคัก ผู้ต้องขังแต่ละแดนต่างตื่นเต้นที่จะได้ชมการชกมวยอุ่นเครื่องระหว่างนักมวยจากสองค่ายมวยดัง ค่าย ส.สรรพสิทธิ์และค่ายเนรมิตรุ่งเรือง

ลานออกกำลังกายถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามมวยกลางแจ้ง ติดตั้งเวทีผ้าใบ เรียงเก้าอี้พลาสติกล้อมรอบทั้งสี่ทิศ บรรยากาศโดยรอบแทบไม่ต่างจากสังเวียนจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการชกมวยอาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ

เนื่องจากเก้าอี้นั่งมีจำนวนจำกัด แต่ละแดนจึงต้องจัดสรรโควตาผู้ต้องขังเข้าชมการชก องอาจซึ่งจับสลากวืด กลับเข้ากองงานล้างรถตามเวรปกติ

“มีใครเห็นไอ้เอ้บ้าง”

เมื่อได้ยินเสียงเทิดศักดิ์ตะโกนเรียก องอาจโผล่หน้ามอมแมมออกมา เขากำลังขะมักเขม้นฉีดน้ำล้างล้อรถของลูกค้าที่เขรอะไปด้วยโคลน

“อ้าว น้าไม่ไปดูมวยหรือไง มาทำอะไรแถวนี้”

“ก็มาตามหาเอ็งนี่แหละ รีบมากับข้าเดี๋ยวนี้เลย”

“ไปไหน งานเลิกบ่ายสามครึ่งโน่น”

“ผู้คุมให้ข้ามาตาม วันนี้มีชกสองคู่ แต่รุ่นพิกัดไม่เกินหกสิบหกกิโล นักมวยท้องเสีย ค่ายหาคนแทนไม่ทัน รุ่นเดียวกันที่มีกำลังเก็บตัวเตรียมขึ้นชกเวทีใหญ่อาทิตย์นี้ เขาไม่อยากให้นักมวยช้ำ ผู้คุมเลยถามข้าว่าพวกที่ซ้อมอยู่พอจะมีใครขึ้นชกแทนได้บ้าง”

“อืม…ปกติตอนอยู่ข้างนอก ฉันก็พิกัดนี้นะ แต่ไม่ได้ชั่งนานแล้ว ไม่แน่ใจ” องอาจเนื้อเต้น คันไม้คันมืออยากลงนวมขึ้นมาตงิดๆ

“ข้าว่าได้ อยู่ในนี้กินข้าวแดงกับต้มจับฉ่ายซี่โครงหมู เอ็งไม่น่าจะหนักกว่าเดิม อาจจะอ่อนซ้อมไปหน่อย ถูไถได้ครบยกก็เก่งแล้ว ลองดูไหม ผอ.เรือนจำมีค่าขนมให้ด้วย”

เทิดศักดิ์ไม่ให้เวลานักมวยหนุ่มได้ใคร่ครวญ ลากเขากลับเข้าแดนคุมขังทั้งๆ หน้าตาเนื้อตัวเปียกปอน

ผู้คุมที่ยืนรออยู่หน้าประตู พาขบวนเคลื่อนสู่เรือนรับของแขกของเรือนจำที่ถูกดัดแปลงเป็นที่เก็บตัวนักมวย

“อ้าว น้าเทิด มาเลย กำลังรออยู่” หัวหน้าแดนซึ่งรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีกวักมือเรียก

เทิดศักดิ์ยอบตัวลงอย่างนอบน้อม “คนนี้แหละครับนาย อยู่ข้างนอกเป็นนักมวยอาชีพ ฉายาดาวฤกษ์น้อย ศิษย์เกียรติประชา ผมดูหน่วยก้านแล้ว พอจะสูสีกับนักมวยอาชีพ คนอื่นขืนขึ้นเวทีไป ยกเดียวก็น่าจะจอดแล้ว”

“หน่วยก้านไม่เลว มาลองชั่งน้ำหนักดู ถ้าได้ก็ส่งขึ้นเลย”

องอาจถูกนำตัวไปยังมุมห้อง เจ้าหน้าที่เรือนจำพร้อมพี่เลี้ยงค่ายมวยยืนรออยู่

“เอ้า ชั่งน้ำหนักก่อน”

เขาถอดเสื้อและกางเกงเปียกน้ำออกอย่างไม่เคอะเขิน เหลือเพียงกางเกงขาสั้นชั้นใน แล้วจึงก้าวขึ้นยืนบนตาชั่ง

“หกสิบห้าจุดสองกิโลกรัม” พี่เลี้ยงตะโกนบอกให้ได้ยินกันทั่ว เรียกเสียงเฮจากทางเจ้าหน้าที่เรือนจำ

“เอ็งแบกน้ำหนักคู่ชก เสียเปรียบหน่อยแต่คิดเสียว่าช่วยเรือนจำสักครั้งนะ” หัวหน้าผู้คุมขอร้องแกมสั่งกลายๆ

วันนี้มีรายการโทรทัศน์เข้ามาถ่ายทำเพื่อประชาสัมพันธ์เรือนจำด้วย แน่นอนว่าผู้บัญชาการเรือนจำอยากให้ภาพข่าวออกมาดูดีที่สุด

องอาจมองหน้านักมวยและทีมงานในสังกัด ส.สรรพสิทธิ์ที่รอลุ้นฟังคำตอบจากเขา “ครับ แต่ผมไม่ได้ฟิตร่างกายมาก่อน พี่ก็เบาหน่อยนะครับ”

“เอาพอให้ผู้ต้องขังได้เชียร์กันสนุกๆ แล้วกันนะ” หัวหน้าผู้คุมสำทับทีมงานอีกรอบ

พี่เลี้ยงนักมวยค่าย ส.สรรพสิทธิ์พยักหน้ารับ “ขึ้นชกเป็นคู่ที่สอง น้องกับพี่เลี้ยงมีเวลาเตรียมตัวสองชั่วโมง ฉุกละหุกไปหน่อย ไหวไหม”

องอาจและเทิดศักดิ์สบตากัน ต่างฝ่ายต่างไม่มั่นใจ แต่ก็พยักหน้าในที่สุด

 

 

การอบอุ่นร่างกายเริ่มต้นขึ้น แต่เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด องอาจจึงทำได้เพียงวิ่งระยะสั้นๆ รอบอาคารรับรอง ชกลมเบาๆ โดยมีเทิดศักดิ์ช่วยล่อเป้าให้ ต่อด้วยการลุกนั่งเสริมความแข็งแรงให้หน้าท้องพักยืดเหยียดเบาๆ ในช่วงเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนขึ้นชก

เสียงเชียร์ดังสนั่นจากเวทีด้านนอก ทำเอาหลงลืมไปว่าอยู่หลังกำแพงสูง องอาจกระปรี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก ตื่นตัวพร้อมจะออกไปประกาศศักดาให้โลกได้รู้

“พร้อมไหม ไม่ต้องเครียดนะ แค่ชกอุ่นเครื่อง ใครๆ เขาก็รู้ทั้งนั้นว่าเอ็งเป็นมวยแทน ไม่ใช่คู่ชกตัวจริง”

“แหม พูดแบบนี้ ฉันน้อยใจนะ ฉันก็นักมวยตัวจริง ถึงจะร้างสังเวียนไปนานก็เถอะ” แม้รู้อยู่แก่ใจว่าการขึ้นชกโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน แทบไม่ต่างจากขึ้นเวทีไปเป็นกระสอบทรายให้คู่ชกถลุงเล่น แต่เจ้าตัวยังคงพูดจาเล่นหัวได้ ไม่เครียด

“เออ ข้ารู้ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เหมือนเป็นตัวตั้งตัวตีเอาเอ็งขึ้นเขียง ถ้าเอ็งเป็นอะไรขึ้นมา เป็นความผิดของข้า”

“น้าอย่าเพิ่งปอดไปล่วงหน้า ถ้าดูทรงแล้วไม่ไหว โยนผ้าขาวได้เลย” องอาจปลอบใจพี่เลี้ยง

“อยากให้พิธีกรประกาศชื่อดาวฤกษ์น้อย ศิษย์เกียรติประชาไหม มีรายการทีวีมาถ่ายด้วย”

องอาจส่ายหัว “ไม่เอาดีกว่า ฉันแทบไม่ได้เตรียมตัว แพ้ขึ้นมา เดี๋ยวค่ายเสียชื่อหมด”

“ตามใจเอ็งก็แล้วกัน”

เมื่อได้เวลา ผู้คุมก็เดินนำนักมวยพร้อมพี่เลี้ยงไปสู่เวทีมวยกลางแจ้ง เทิดศักดิ์รุดไปบอกผู้ต้องขังซึ่งทำหน้าที่พิธีกรให้ประกาศชื่อจริงของนักมวยแทนที่ฉายาในการชก

“สำหรับคู่ที่สองของวันนี้ ฝ่ายแดง นักโทษชายองอาจ แดนสาม นักมวยยอดฝีมือจากเรือนจำของเราเอง ส่วนฝ่ายน้ำเงิน สิงโตเล็ก ส.สรรพสิทธิ์ พบกันในพิกัดน้ำหนักหกสิบหกกิโลกรัม”

องอาจในกางเกงนักมวย ดูแข็งแกร่งและอันตรายผิดจากเวลาอยู่ในชุดผู้ต้องขัง ยกมือไหว้รอบทิศตอบรับเสียงเชียร์จากทั่วสารทิศ ก้าวผ่านเชือกกั้นขึ้นไปบนเวที ทรุดลงนั่งเก้าอี้มุมแดง สังเกตท่าทางของคู่ชกมุมตรงข้าม

“เท่าที่ฟังมา หมัดซ้ายหนักเอาเรื่อง เอ็งได้เปรียบที่ตัวสูงกว่า ตั้งการ์ดดีๆ อย่าเข้าไปแลกเชียว เอ็งไม่ฟิต เดี๋ยวจะจอดเสียตั้งแต่ยกแรก” หลังพันมือและสวมนวมเสร็จ เทิดศักดิ์ก็ช่วยบีบคลึงไหล่ให้เขาเบาๆ

“พวกข้างล่างไม่มีใครแทงแพ้ชนะ แต่เล่นว่าเอ็งจะยืนระยะผ่านสามยกไหม”

“อย่าบอกนะว่าน้าก็ลงเดิมพันกับเขาด้วย น้ากำลังทำให้ฉันเครียด เกิดอยู่ไม่ถึงสามยกขึ้นมา” องอาจส่ายหัว ความกดดันทบทวีขึ้นเมื่อมีเงินเดิมพันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“ไม่ต้องเครียดไป คนเล่นมันก็ต้องรับผิดชอบกันเองสิวะ เอาเป็นว่าแค่ไม่ถูกน็อกเสียก่อน เอ็งกลายเป็นฮีโร่ของเรือนจำแน่”

เสียงปี่เสียงกลองดังขึ้น องอาจตั้งอกตั้งใจไหว้ครูเป็นพิเศษ พาตัวเองดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิ ระลึกถึงเจ้าของค่ายผู้ล่วงลับและขอให้ช่วยปลุกวิญญาณนักสู้ในกายที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

กรรมการส่งสัญญาณเรียกนักมวยทั้งคู่ให้เผชิญหน้ากันกลางเวที

“ชกอุ่นเครื่องพอให้สนุกสนาน อย่าถึงกับต้องเลือดตกยางออก” หลังอธิบายกติกาพอเป็นพิธี กรรมการหันไปกำชับสิงโตเล็ก ส.สรรพสิทธิ์อีกครั้ง

หลังจากยื่นนวมแตะกันพอเป็นพิธี องอาจก้มหัวให้เล็กน้อยเพราะสิงโตเล็กถือเป็นรุ่นพี่หลายปี

เสียงระฆังยกแรกดังขึ้น นักมวยทั้งคู่ขยับเคลื่อนไปมาคุมเชิงกันอยู่กลางเวที สิงโตเล็กแม้เป็นต่ออยู่มาก แต่ก็ไม่ประมาทคู่ชกที่เคยเป็นนักมวยอาชีพมาก่อน

ทั้งคู่ออกอาวุธใส่กันพอเรียกเสียงเฮเป็นพักๆ องอาจสูงเพรียว จึงอาศัยช่วงแขนที่ยาวกว่าแย็บหมัดไวๆ แล้วรีบขยับถอยออกมา ไม่เข้าคลุกวงใน ปกติเขาเป็นมวยบุก แต่ในวันที่ร่างกายห่างไกลจากคำว่าฟิตเต็มร้อย ขืนรีบร้อนเข้าคลุกวงในจะยิ่งเสียเปรียบคู่ต่อสู้

เสียงระฆังดังหมดยก องอาจกลับเข้ามุม นั่งลงบนเก้าอี้และรับน้ำจากเทิดศักดิ์

“ยกแรกโอเคเลย ยกต่อไปประคองแบบนี้ แล้วหาจังหวะดีๆ หวดด้วยแข้ง เอาแบบหวังผลนะ เดี๋ยวแรงจะหมดเสียก่อน” เทิดศักดิ์ช่วยวางแผนการชก ปิดจุดอ่อนให้นักมวยของตน

องอาจพยักหน้า สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จนแผงอกกระเพื่อม การได้ขึ้นชกบนสังเวียนจริงทำให้เขาตระหนักว่าตัวเองไม่ใช่ดาวฤกษ์น้อยคนเดิมอีกต่อไป ร่างกายที่เหินห่างการซ้อม ทำให้เรี่ยวแรงถดถอยลงเร็วเกินคาด

ก่อนขึ้นชกเขาไม่หวังชัยชนะ แค่ตั้งใจยืนระยะให้ครบห้ายก แต่ตอนนี้เจ้าตัวชักเริ่มไม่แน่ใจว่าจะผ่านสามยกไปได้ไหม

ยกสอง สิงโตเล็กเร่งเครื่อง เข้ากอดปล้ำตีเข่าหวังเผด็จศึก องอาจใช้กำปั้นยันออก และเหวี่ยงแข้งออกไปกระทบสีข้างล่ำสัน ทำเอาสิงโตเล็กเซถลา แทนที่จะเดินหน้าซ้ำ องอาจกลับถอยออกมา เป็นที่ขัดอกขัดใจของผู้ชมด้านล่าง

เขาไม่กล้าบุกเพราะกลัวถูกสวนกลับ เป็นครั้งแรกที่องอาจรู้สึกกลัวยามอยู่บนสังเวียน

ยกสองตลอดทั้งยก สิงโตเล็กเดินหน้าราวกับพายุ ส่งทั้งหมัดและศอกและหาทางเข้าคลุกวงใน ในขณะที่องอาจถอยออกแล้วจ้องฟาดแข้งเข้าใส่

เมื่อกลับเข้ามุมอีกครั้ง สีข้างและหน้าอกขององอาจเริ่มเป็นปื้นแดงจากน้ำหนักของหมัดและเข่าที่สิงโตเล็กจัดใส่พานถวายให้

“ไหวไหม”

เทิดศักดิ์สาดน้ำใส่ท่อนบนเปลือยเปล่าเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย ซับเหงื่อพลางสำรวจใบหน้าของนักชก โล่งใจที่ยังไม่มีแผลแตกให้เห็น

เนื้อตัวนักมวยหนุ่มเต้นเร่า กล้ามเนื้อสั่นระริกเพราะถูกอัดกระแทกอย่างต่อเนื่อง องอาจหายใจแรง พ่นน้ำผสมน้ำลายเหนียวลงถังพลาสติก เขาต้องหาวิธีแก้ทางสิงโตเล็กให้ได้ ขืนถูกประเคนด้วยเข่าและหมัดรัวๆ ยกใหญ่ เขาคงยืนระยะได้อีกไม่นาน

ระฆังดังเป็นสัญญาณเริ่มต้นยกสาม องอาจก้าวออกไปยืนกลางเวที สิงโตเล็กปรี่ออกจากมุมอย่างย่ามใจ พร้อมที่จะเผด็จศึกคู่ต่อสู้ให้ได้

องอาจอาศัยจังหวะตอดด้วยหมัดแย็บรัวๆ แล้วหลบฉากออกมา สิงโตเล็กผวาไล่ตาม ถูกสวนกลับด้วยแข้งเข้าก้านคออย่างจัง นักมวยจากค่าย ส.สรรพสิทธิ์ถึงกับผงะหมุนคว้างทรุดลงไป เรียกเสียงเฮดังสนั่นจากคนดู

กรรมการรีบเข้ามานับถึงแปด สิงโตเล็กดีดตัวกลับขึ้นมาได้ เสียงพี่เลี้ยงจากมุมน้ำเงินตะโกนให้บุกต่อ แต่ประชิดตัวไม่ได้ง่ายๆ เพราะองอาจรู้แกวคอยถีบสกัด

ในจังหวะที่องอาจอ่อนแรงลดการ์ดลง สิงโตเล็กได้ทีเข้ากอดรัด ตีเข่าอัดสีข้าง องอาจจุกเสียจนแทบล้มทั้งยืน โชคช่วยเมื่อเสียงระฆังดังหมดยกขึ้นเสียก่อน

นักมวยจากเรือนจำแข้งขาอ่อน เดินลากขากลับเข้ามุม ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดสภาพ

“แข้ง เตะตัดกำลังมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นยกนี้ เอ็งกินเข่าอ่วมแน่” ในฐานะนักมวยเก่า เทิดศักดิ์รู้ว่าองอาจอ่อนเปลี้ยเต็มที

องอาจแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะพูดอีกต่อไป ทำได้แค่เพียงพยักหน้ากับไล่งับลมหายใจของตัวเอง

ยกนี้องอาจเซออกไปสิงโตเล็กไล่ขย้ำ ถูกหมัดเข้าครึ่งปากครึ่งจมูก ถลาเป็นนกปีกหักลงไปจูบพื้นเวที

เทิดศักดิ์รอรับนักมวยที่สะโหลสะเหลกลับเข้ามุมหลังเสียงระฆังดังหมดยก รีบใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบรูจมูกจนแน่ใจว่าเลือดหยุดไหลในที่สุด

“ไหวไหม ให้ข้าโยนผ้าไหม” เขาไม่อยากให้องอาจต้องบอบช้ำไปมากกว่านี้

“ยืนให้เขาชกมาตั้งสี่ยกแล้ว อีกยกเดียวจะเป็นอะไรไป” องอาจยังมีอารมณ์พูดเล่น ผ่านยกที่สามมาได้ ความกดดันลดลงไปมาก อย่างน้อยเทิดศักดิ์ก็ไม่เสียเดิมพันที่ลงเอาไว้ว่าเขาจะยืนระยะอยู่ได้ถึงสามยก

“ตอนนี้ข้างล่างเล่นว่าเอ็งจะรอดไหม ป๋าฝากบอก ถ้าเอ็งอยู่ครบยก รับเงินอัดฉีดไปเลยสามหมื่น” เทิดศักดิ์กระพือผ้าขนหนูพัดวีจนกระทั่งเสียงระฆังยกสุดท้ายดังขึ้น

ยกสุดท้าย ไม่มีคำว่าเสมอในหัวใจของนักสู้ คนใดคนหนึ่งบนสังเวียนต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

สิงโตเล็กปล่อยหมัด เท้า เข่าใส่เขาอีกชุดใหญ่เล่นเอาจุก องอาจดีดแข้งสกัด ก่อนกรากเข้าไปซ้ำด้วยเข่าเมื่อสบช่อง งัดเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเสยมัดใส่คู่ต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต

เขาจะกัดฟันยืนหยัดจนกว่าจะได้ยินเสียงระฆังหมดยก ไม่ใช่เพราะเงินอัดฉีด แต่เพื่อเรียกแสงสว่างในตัวเองให้กลับคืนมา จะไม่ยอมให้กำแพงสูงกลืนกินศักยภาพของเขา

นาทีสุดท้ายก่อนระฆังดังหมดยก องอาจเหวี่ยงแข้งนาบลงตรงกระดูกต้นคอจั๋งหนับ ส่งสิงโตลำพองล้มตึงลงไปกับผืนผ้าใบ เสียงโห่ร้องดังขึ้นรอบทิศ

สิงโตเล็กตะเกียกตะกาย โงนเงนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ไม่ทันเสียแล้ว กรรมการนับหนึ่งถึงสิบก่อนที่จะชูมือให้องอาจเป็นฝ่ายชนะ

เสียงเชียร์ “ดาวฤกษ์น้อยๆๆๆ” ดังกระหึ่ม

เทิดศักดิ์กระโจนขึ้นบนเวที เข้าไปสวมกอดนักมวยรุ่นลูก ตื่นเต้นดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ “เอ้ เอ็งทำได้แล้วโว้ย! เอ็งชนะน็อก”

องอาจไม่เหลือแม้เรี่ยวแรงที่จะยกแขนตัวเองขึ้นชู ปล่อยให้เทิดศักดิ์อุ้มแห่แหนไปรอบเวที เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า น้ำตาคลอเบ้าเมื่อย้อนนึกถึงคำพูดของจ่าประชาในวันแรกที่พาเขาเดินสายชกมวย

‘ข้าตั้งชื่อนี้ เพราะอยากให้เอ็งเป็นเหมือนดาวฤกษ์ซึ่งมีแสงสว่างในตัว ฟ้ายิ่งมืด ดาวฤกษ์ก็ยิ่งเปล่งประกายมากเท่านั้น เอ็งจำเอาไว้’

เขาคือดาวฤกษ์น้อย ศิษย์เกียรติประชา

 



Don`t copy text!