แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ บทที่ 23 : ลาก่อนไฉฟู่ (จบบริบูรณ์)

แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ บทที่ 23 : ลาก่อนไฉฟู่ (จบบริบูรณ์)

โดย : ณรัญชน์

Loading

แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก ณรัญชน์ ที่อ่านเอาคัดสรรมานำเสนอ กับเรื่องราวของกระจกโบราณที่สามารถทำนายอนาคตมนุษย์ทุกคนได้อย่างแม่นยำ ‘วิศรุต’ จึงใช้มันมาลิขิตชะตาชีวิตตัวเอง แม้นั่นจะหมายถึงการทำลายล้างคนรอบข้างอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงที่เขารัก นวนิยายออนไลน์จาก www.anowl.co

พิธีหมั้นของนารากำลังจะมีขึ้นกลางเดือนหน้า หลังจากนั้นนาราขอให้ธิปกรอไปอีกหนึ่งปีก่อนจะจัดพิธีมงคลสมรส เนื่องจากยังไม่อยากรีบไปเป็นแม่บ้านเร็วนัก

นายปกรณ์ตื่นเต้นกับงานหมั้นไม่แพ้ธิปกเลยทีเดียว เขายิ้มชอบใจเมื่อนารากรีดนิ้วที่สวมแหวนทองของธิปกให้ดู

“ดีแล้ว แหวนของพ่อแม่สวมไว้จะได้เป็นสิริมงคล” ชายชราบอกสั้นๆ แต่พอกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น เขาก็หมุนโทรศัพท์ไปถึงร้านขายเครื่องเพชรร้านหนึ่งบนถนนบ้านหม้อ สั่งทำเครื่องเพชรชุดใหญ่ชุดหนึ่ง

“ผมจะเอาไว้รับขวัญลูกสะใภ้” เขาหัวเราะร่วน “ปีหน้าโน่นละกว่าจะมีงานแต่ง ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆทำไป เอาให้สุดฝีมือเลยนะคุณถนอม”

“อิจฉาลูกสะใภ้คุณปกรณ์จริงๆ ค่ะ โชคดีเหลือเกินที่ได้พ่อสามีใจดีอย่างนี้” คนทางปลายสายกระเซ้า พอจะรู้อยู่บ้างว่าแม้นายปกรณ์จะไม่มีลูกแต่ก็ปฏิบัติกับธิปกไม่ต่างจากลูกชายแท้ๆ

“ลูกสะใภ้คนนี้ผมรักมาก เหมือนลูกสาวของผมเอง นี่ถ้านาราไม่มาแต่งงานกับธิปก ผมยังตั้งใจอยู่ว่าจะไปคุยกับพ่อเขาขอนารามาเป็นบุตรบุญธรรมเสียเลย” เขาตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

พอนารากับธิปกไปกราบเรียนสุพจน์ว่าจะหมั้นกัน คุณพ่อก็ยิ้มกว้าง เขาดีใจที่นาราจะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับนักธุรกิจอนาคตไกล และยิ่งยินดีขึ้นไปอีกที่รู้ว่านายปกรณ์เป็นคนออกปากด้วยตัวเองให้ไปจัดงานหมั้นที่บ้านหลังใหญ่บนถนนสาทรของเขา เพื่อไม่ให้ขวางหูขวางตาวรรณาและรพีพรรณที่เก็บตัวอยู่ในบ้านของสุพจน์

นานมาแล้วขณะที่นารายังเยาว์วัยสุพจน์เคยวาดวิมานไว้อย่างสวยหรูว่าจะได้เกี่ยวดองเป็นญาติกับเศรษฐีใหญ่อย่างนายมงคล ผ่านทางการแต่งงานของลูกสาวคนนี้ แต่สุดท้ายก็ฝันสลาย นึกไม่ถึงเลยว่าโอกาสนั้นจะเป็นจริงได้อีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนตัวเศรษฐีจากนายมงคลเป็นนายปกรณ์เท่านั้นเอง

ไม่มีการเอ่ยถึงรพีพรรณหรือวรรณา แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าสองแม่ลูก รวมถึงกมลเนตรย่อมจะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีในงานหมั้นของนาราอย่างแน่นอน

ตั้งแต่ถูกเปิดโปงในเรื่องร้ายแรงถึงสองเรื่อง ทั้งสวมรอยเป็นผู้บริจาคเลือดให้หม่อมภรณี และวางเพลิงบ้านนารา รพีพรรณก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง หรือบางครั้งก็ไปนั่งทอดอารมณ์ในสวนเงียบๆ ไม่ยอมย่างกรายออกไปนอกบ้านอีกเลย เพราะไม่อยากพบหน้าเพื่อนฝูงที่อาจจะกระแซะเข้ามาถามว่าเหตุใดเธอถึงถอยห่างออกมา ไม่ไปรับใช้หม่อมภรณีที่บ้านเหมือนแต่ก่อน

ลับหลังเธอ คนพวกนั้นก็มีแต่จะเย้ยหยันความตกต่ำของรพีพรรณ ทำไมหญิงสาวจะไม่รู้

กมลเนตรเคยแนะนำให้หญิงสาวไปอ้อนวอนขอความเมตตาจากหม่อมภรณีอีกสักครั้ง แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับจากรพีพรรณเป็นเพียงอาการนิ่งอั้น หน้าขาวเผือด เม้มริมฝีปากแน่นขณะทอดสายตามองกมลเนตรเหมือนมองคนโง่สักคนที่มาเพ้อเจ้ออยู่ตรงหน้า

ทำไมรพีพรรณจะไม่อยากไปวิงวอนหม่อมภรณี แต่เธอรู้จากกิริยาปั้นปึ่งที่หม่อมแสดงออกมา ขณะเดินผ่านตัวเธอที่ฟุบสะอึกสะอื้นอยู่บนพื้นโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง ว่าหม่อมภรณีไม่เหลือเยื่อใยกับรพีพรรณอีกแล้ว ป่วยการจะไปกราบกรานงอนง้อให้เสียศักดิ์ศรี ถึงไปก็มีแต่จะถูกทั้งหม่อมและจงกลนีถากถางกลับมาให้ช้ำเจ็บเท่านั้น

แม้แต่คุณชายอิทธิพันธ์ที่ผูกสมัครรักใคร่กันอยู่ ก็หายเข้ากลีบเมฆไปไม่ยอมติดต่อมาอีกเลย รพีพรรณเดาว่าคุณชายคงเห็นเธอเป็นผู้หญิงใจคอโหดเหี้ยม ไม่มีค่าพอจะพาไปร่วมสกุลให้สายเลือดราชนิกุลที่เขาภูมิใจนักหนาต้องแปดเปื้อนกระมัง

เดิมทีรพีพรรณเคยตั้งใจว่าจะแต่งงานกับคุณชายอิทธิพันธ์ มีลูกไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่สักสองสามคน ทีนี้ต่อให้วันหนึ่งเกิดโชคร้าย ความลับเรื่องบริจาคเลือดถูกเปิดเผยขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยเธอก็ยังมีสามีเป็นหลักให้ยึดเหนี่ยว ไม่นึกว่าความฝันจะสลายไปตั้งแต่เพิ่งเริ่มเดินก้าวแรกเท่านั้น

กมลเนตรพยายามเซ้าซี้เพื่อนอีกหลายครั้ง แต่เมื่อรพีพรรณไม่ยอมไปพบหม่อมภรณีจริงๆ หญิงสาวก็สะบัดหน้า เก็บข้าวของออกจากบ้านของรพีพรรณไปในวันหนึ่ง ต่อมาแม่องุ่นที่รู้มาจากแม่ครัวอีกทีเล่าว่ากมลเนตรย้ายไปอยู่กับหนุ่มใหญ่รายหนึ่งแล้ว สามีหาบ้านเล็กๆ แถวเจริญกรุงให้อยู่ แต่ไม่ได้ตบแต่งด้วยเป็นเรื่องเป็นราว

“ก็ไปเป็นเมียน้อยเขานั่นละค่ะถ้าจะพูดกันตรงๆ” พี่เลี้ยงของนาราบอก “ผู้ชายมาหาได้อาทิตย์ละสองวัน ไม่รู้คุณกมลเนตรคิดยังไง หรืออาจจะเอือมระอาที่ถูกคนนินทา เลยหาคนมาเลี้ยงดูจะได้สุขสบายเสียทีกระมัง”

หลังออกจากบ้านของสุพจน์ นาราก็ไปเยี่ยมนพมาศที่กองบรรณาธิการนิตยสารลัดดาวัลย์ พบจงกลนีอยู่ที่นั่นพอดี เลยได้รู้ว่าจงกลนีตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนที่ปีนัง เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวที่พระนครอย่างถาวรแล้ว หลังจากที่เธอเคยลาป่วยไม่ยอมกลับไปสอนเสียหนึ่งเทอมเต็มๆ เพราะอยากคอยจับตาดูรพีพรรณที่มารับใช้หม่อมภรณีอยู่ในเวลานั้น

และเพราะไม่ได้กลับไปปีนังนี่เอง จงกลนีถึงได้รู้ข่าวไพศาลเพื่อนรักของเธอในที่สุด คนที่นำข่าวมาบอกก็คือสรวง หรือเด็กชายวิศรุตตัวจริง ลูกศิษย์ของไพศาล

หลังจากพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลจนหายเป็นปกติ สรวงก็กลับไปอยู่ที่บ้านของนายแสวง เขายังไม่สามารถรื้อฟื้นความทรงจำในอดีต แต่ก็เริ่มเห็นภาพเหตุการณ์ในช่วงหนึ่งขณะที่ตนเองหนีออกมาจากบ้านที่ถูกไฟไหม้เมื่อสิบสี่ปีก่อน แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็ทำให้เขารู้ถึงสาเหตุที่ตนเองรอดชีวิตจากเปลวเพลิงมาได้

ขณะที่เขาถูกตู้ล้มทับอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน ครูไพศาลซึ่งผ่านมาเห็นไฟไหม้บ้านของลูกศิษย์พอดี ได้เข้ามาช่วยดึงตัวสรวงออกมา จากนั้นก็ดันตัวเขาให้ปีนหนีออกไปทางหน้าต่างห้องครัวด้านหลังของบ้าน แต่ขณะที่ครูไพศาลกำลังจะปีนตามสรวงไป เสาติดไฟต้นหนึ่งก็โค่นลงมาทับร่างของเขาพอดี ทำให้ครูไพศาลคอหักสิ้นใจอยู่ในกองเพลิง

ร่างไหม้เป็นตอตะโกที่ถูกพบอยู่ในบ้านจนอรสาเข้าใจผิดว่าเป็นร่างของวิศรุต แท้ที่จริงก็คือร่างครูไพศาลนั่นเอง

พอจดจำเหตุการณ์ตรงนี้ได้ สรวงก็ถือเป็นกิจวัตรที่จะต้องตักบาตรทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ครูไพศาลทุกเช้า เขาได้ยินชื่อของจงกลนีจากนารา รู้ว่าเธอเป็นเพื่อนรักที่ยังรอข่าวคราวของไพศาลอยู่ จึงมาพบเธอและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

จงกลนีซับน้ำตาหลังจากฟังจบ ‘นี่ละไพศาล เขามีน้ำใจงามกับคนอื่นเสมอ’ เธอทอดสายตามองสรวงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ยิ้มชื่นแม้ดวงตาจะฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา

‘ฉันดีใจที่คุณกตัญญูรู้คุณ ไม่ลืมความดีของไพศาล ต่อไปฉันเองก็จะทำบุญไปให้เขาบ่อยๆ ไม่ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ที่ไหนฉันเชื่อว่าคนดีอย่างไพศาลจะต้องมีชีวิตที่ดีแน่ๆ’

 

 นายปกรณ์กางหนังสือพิมพ์อ่านพลางสูบไปป์ไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ นั่งเพลินอยู่ครู่หนึ่งธิปกกับนาราก็เดินมาหา ในมือชายหนุ่มถือถุงผ้าขนาดย่อม เขาวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้านายปกรณ์ ยิ้มพลางบอกว่า

“ผมกับนาราตัดสินใจได้แล้วครับว่าจะทำอย่างไรกับคันฉ่องไขฟู่”

นายปกรณ์ปิดหนังสือพิมพ์ เหลือบมองถุงผ้าป่านบนโต๊ะด้วยสายตาครุ่นคิด เนื้อผ้าที่แนบบุ๋มลงไปทำให้เห็นรูปทรงโค้งมนของสิ่งที่อยู่ภายในได้อย่างเลือนราง แม้จะมีถุงผ้ากั้นอยู่แต่ชายชราก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลี้ลับและพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากวัตถุชิ้นนี้

หลังจากได้คันฉ่องอาถรรพ์มาจากอรสา ธิปกไม่ได้เก็บไขฟู่ไว้กับตัว เพราะในบ้านของนายปกรณ์มีคนอยู่หลายคน โดยเฉพาะนางเยาวเรศและกุลธิดาซึ่งออกจะจุ้นจ้านไว้ใจไม่ได้อยู่สักหน่อย นาราจึงนำไขฟู่ไปเก็บไว้ที่บ้านเช่าของเธอ

นาราก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงหยิบคันฉ่องออกมาพิศดูในคืนเดือนมืดคืนหนึ่ง แต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนทั้งห้องโคลงเคลง มีเสียงลมหวีดหวิวอื้ออึงอยู่ในหู หญิงสาวทรงตัวไม่อยู่ล้มลงหน้าผากกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะ เลือดหยดลงบนผิวทองเหลืองที่ยังกำแน่นอยู่ในมือโดยไม่รู้ตัว

ฉับพลัน แสงพร่างพราวสีเงินยวงก็แผ่ออกมาจากไขฟู่พุ่งเข้าสู่ดวงตาที่เบิกกว้างของนารา เผยภาพนิมิตที่ทำให้กันต์หลงงมงายมาแล้วให้หญิงสาวได้รู้

นาราเห็นกมลเนตรกับรพีพรรณคบคิดกันจุดไฟเผาบ้านของเธอ…

และก็เห็นด้วยว่าคืนวันนั้นเธอกับแม่องุ่นสามารถหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย เพราะนาราไม่ได้ดื่มน้ำผสมยานอนหลับของกมลเนตร ระหว่างที่อีกฝ่ายยกแก้วน้ำไปให้แม่องุ่น นาราก็แอบเทน้ำในแก้วของตนเองทิ้งไป

จะให้เธอไว้ใจกมลเนตรเพียงเพราะแผลฟกช้ำไม่กี่รอยเท่านี้น่ะหรือ…นาราไม่ได้เชื่อคนง่ายขนาดนั้น!

หญิงสาวยังเห็นอนาคตในวันหน้าต่อไปอีกช่วงหนึ่ง แต่ก่อนที่ความลับของชีวิตจะถูกเปิดเผยจนหมดเปลือก นาราก็ได้สติ เธอสะบัดหน้าหนีเพื่อปฏิเสธที่จะรับรู้ ฉับพลันแสงมลังเมลืองทั้งหมดก็ดับวูบลง

พอนาราเล่าภาพนิมิตที่เห็นจากไขฟู่ให้นายปกรณ์และธิปกฟัง นายปกรณ์ก็ขมวดคิ้ว เสียงของเขาเข้มจัดเลยทีเดียว

‘พี่สาวเธอจะทำกันเกินไปแล้ว ลงว่ามีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง คนอย่างรพีพรรณไม่มีทางหยุดจนกว่าเธอกับเขาจะตายกันไปข้างหนึ่ง’ นายปกรณ์บอก นาราไม่เคยเห็นชายชราโกรธเท่านี้มาก่อน

‘อีกอย่างหนึ่งรุ่งรัตน์กับนายจำนงก็ตายเพราะฝีมือรพีพรรณไปแล้ว ตราบใดที่เขายังต้องปกปิดความลับ ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเป็นเหยื่ออีกบ้าง เธอจะปล่อยไว้อย่างนี้น่ะหรือ’

นารายอมรับว่าเธอเองก็คิดเช่นเดียวกับนายปกรณ์ ถ้าไม่หยุดรพีพรรณเสียตั้งแต่วันนี้ พี่ของเธอจะต้องทำร้ายคนต่อไปไม่รู้จักจบจักสิ้น หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน หญิงสาวก็ตัดสินใจไปขอร้องให้จงกลนีมาแอบดูพฤติกรรมของรพีพรรณ และเปิดโปงพี่สาวในที่สุด

เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องจัดการกับคันฉ่องอาถรรพ์เสียที

“เราจะเอาไขฟู่ไปโยนลงทะเลค่ะ” นาราบอกนายปกรณ์

ชายชรานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามย้ำด้วยท่าทางลังเล “แน่ใจนะว่าจะไม่เสียดาย”

นาราพยักหน้า “ฉันไม่อยากรู้อนาคตหรอกค่ะ ถ้ารู้แล้วก็คงอดเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะตากรรมไม่ได้ แล้วก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาเหมือนอย่างที่นายกันต์เคยทำมาก่อน ฉันอยากให้ชีวิตดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น แค่ฉันไม่ประมาท ดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ที่เหลือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็จะยอมรับ”

นายปกรณ์เหลียวไปมองธิปก ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับนารา

“แต่เราเก็บไขฟู่ไว้ในที่มิดชิดก็ได้ไม่ใช่หรือ ถ้าวันใดวันหนึ่งพวกเธอเกิดลำบากขึ้นมา คันฉ่องนี่จะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยนะ” นายปกรณ์ติงอย่างรอบคอบ

ธิปกยิ้ม “ถ้าเก็บไว้ใกล้ตัวคงยากมากนะครับที่เราจะห้ามใจไม่ใช้มัน แม้แต่เอาไปฝังวันหนึ่งเราก็อาจทนไม่ไหวต้องไปขุดมันขึ้นมาอีก แต่ถ้าจะทำลายทิ้งไปเลย ผมก็ไม่รู้ว่าเรามีสิทธิ์ทำลายของที่ฟ้าดินสร้างขึ้นมาหรือเปล่า เอาไปโยนลงทะเลให้หาไม่พบนี่ละน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”

นายปกรณ์มองหนุ่มสาวทั้งสอง เห็นความเปิดเผยตรงไปตรงมาระบายอยู่บนใบหน้าอ่อนเยาว์ สายตาบริสุทธิ์แต่เด็ดเดี่ยวสองคู่ที่ทอดมองมาที่เขาเต็มไปด้วยความวางใจและปรารถนาดี

นายปกรณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนคลี่ยิ้ม เขารู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะตัดใจจากสิ่งที่จะนำผลประโยชน์มหาศาลมาให้ ตัวเขาเองขนาดว่าผ่านร้อนผ่านหนาว เห็นความยอกย้อนของชีวิตมานับไม่ถ้วน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะนึกหวงแหนอำนาจนี้ขึ้นมาวูบหนึ่ง

โชคดีที่ความเย้ายวนนี้ล่อลวงธิปกกับนาราไม่ได้

“เอาเถอะ เมื่อพวกเธอตัดสินใจแล้วฉันก็จะไม่ค้าน แต่ขอชมว่าพวกเธอมีกำลังใจเข้มแข็งกันมาก อาจจะมากกว่าคนแก่อย่างฉันเสียอีก”

 

นารายืนอยู่ที่กราบเรือ มองออกไปในห้วงน้ำเขียวมรกตอมฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา ผิวน้ำวันนี้เรียบสนิทราวกับแผ่นกระจก ธิปกกุมมือเธอไว้ข้างหนึ่ง สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างชื่นใจ

ที่พื้นเรือข้างตัวชายหนุ่มมีกล่องไม้ขนาดย่อมที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา ข้างในนอกจากไขฟู่แล้วยังใส่ก้อนหินถ่วงน้ำหนักไว้จนเต็ม นาราหันไปสบตากับธิปกก่อนจะช่วยกันยกกล่องหนักอึ้งใบนั้นขึ้นมา แล้วเหวี่ยงออกไปให้ไกลที่สุด

มีเสียงดังตูมเมื่อกล่องไม้กระทบกับผิวน้ำก่อนจะจมดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายลมที่โชยพัดจนเส้นผมของหญิงสาวปลิวไสว นารารู้สึกคล้ายได้ยินเสียงกรีดร้องแผ่วๆ แว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่พอเงี่ยหูฟังเสียงนั้นก็เลือนหายไป

คนขับเรือติดเครื่องยนต์ พาเรือลำใหญ่แล่นกลับเข้าฝั่งตามคำสั่งของผู้โดยสาร นารามองไปยังผิวน้ำบริเวณที่เธอโยนกล่องลงไปอีกครั้ง

ผิวน้ำสีเขียวเข้มอมฟ้าเพียงแต่กระเพื่อมน้อยๆ ประกายน้ำกระทบเงาแดดเป็นเงาระยับดูกลมกลืนเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ทั่วมหาสมุทร

 

– จบบริบูรณ์ –

 



Don`t copy text!