เร้นในรอยจำ บทที่ 15 : หมอลำก็ลำไป คนก็บอกรักกันไป

เร้นในรอยจำ บทที่ 15 : หมอลำก็ลำไป คนก็บอกรักกันไป

โดย : นาคเหรา

เร้นในรอยจำ โดย นาคเหรา เรื่องราวความรักของคนสองคนและหนึ่งดวงวิญญาณ กับความผูกพันเมื่อครั้งยังเยาว์ก่อเกิดเป็นความรัก เขาตั้งใจจะบอกรักเธอ แต่ทว่าความตายก็มาพรากเวลาทั้งหมดไป ณ วันนี้เขากลับมา เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

– 15 –

ณ โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์

จ้อนนั่งหน้าบูดเมื่อเห็นว่าท้องนี้เป็นลูกชายอีกแล้ว เสื้อผ้าเขาก็อุตส่าห์ไปซื้อมาเป็นสีชมพูทั้งหมด เพื่อหวังจะให้ลูกสาวตัวน้อยได้ใส่ ไม่รวมกับห้องที่อุตส่าห์ทำใหม่แถมสั่งให้ช่างปูวอลเปเปอร์เป็นสีชมพูลายคิตตี้ทั้งหมด กำนันหนุ่มได้พูดอย่างงงๆ และไม่อยากเชื่อแม้หมอทำคลอดจะเป็นผู้มาบอกเองว่าได้ลูกชาย

“ยามซาวนด์เบิ่งคือบอกว่าเป็นผู้หญิงว่ะ เบิ่งดู๊นะซื้อกระโปรงน้อยมาสิให้ไผใส่ ห้องนอนใหม่ของลูกก็ลายคิตตี้ ฮู้จังซี้แต่งเป็นลายอเวนเจอร์แบบโหดๆ ร็อกๆ แมนๆ เสียก็ดี โอ๊ย…เสียหัวแฮง”

จ้อนพูดหลังจากออกมาจากห้องเพราะกลัวภรรยาจะเสียใจ เขาตั้งความหวังจะได้ลูกสาวในท้องนี้เพราะเขาไปขอคำปรึกษาหมอหลายครั้ง ไม่รวมการบนขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หนองส่องแมวอีก เขาหวังและเชื่อเต็มที่ว่าน่าจะได้ลูกสาวแต่ปรากฏว่าท้องนี้ยังเป็นลูกชายเหมือนเดิม

“ต้องเกิดการผิดพลาดทางเทคนิคแท้ ผิดท่า…เอ้ย ผิดพลาดหม่องใดวะ” กำนันหนุ่มพูดเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ ดวงตาก็จ้องมองไปที่ลูกชายตัวน้อยที่เพิ่งเกิดมา ในตอนนั้นพยาบาลห้องคลอดจะอุ้มเด็กชายไปหาแม่เพื่อให้นม แต่จ้อนเรียกเอาไว้ก่อน เพราะวงศ์โมกข์อยากเห็นหน้าหลาน

“บ่เอากะเอามาพี้ สิเลี้ยงให้ บ่คิดค่านมอีกต่างหาก”

วงศ์โมกข์พลางอุ้มหลานน้อยมาดูชัดๆ เด็กคนนี้มีคิ้วและตาเหมือนพ่อ ถ้าโตขึ้นจะขี้โกงเหมือนพ่อไหมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จันทร์เจ้ายื่นเสื้อเด็กอ่อนให้จ้อนบอกว่าใช้ของที่เธอซื้อมาก็ได้ เด็กผู้ชายใส่สีเหลืองก็ดูน่ารักดี อันนี้ของหวานละไมกับนที เธอยื่นกล่องเครื่องปั๊มนมให้เขาแทนหวานละไมที่แวะมาดูหน้าหลานแวบเดียว ก่อนจะขอตัวไปงานแต่งน้องสาวเพื่อนที่อำเภอภูเขียว

จ้อนเอ่ยขอบใจก่อนที่จะเดินอุ้มลูกเขาไปหาวาริสาที่กำลังพักอยู่ในห้องพักผู้ป่วยที่อยู่ชั้นบนสุดของตึก หญิงสาวมีหน้าซูบซีดแต่ก็มีแววอิ่มเอมเมื่อเห็นลูกอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ หญิงสาวถามถึงวาริชกับภิชพงษ์ลูกชายฝาแฝดที่ฝากผู้เป็นยายเลี้ยง จ้อนบอกว่าไม่ต้องห่วงลูกแฝดเลยเพราะมีพี่เลี้ยงอย่างตุ้มและบุญทายมาช่วยเลี้ยง แถมพ่อของเขาก็มาช่วยเลี้ยงอีก

“แล้วพี่ตั้งชื่อให้ลูกรึยัง จ้อน” วาริสาถามสามีที่กำลังหน้าบูดเป็นตูดหมาอยู่ จ้อนส่ายหน้าไปมา

“บ่ฮูว่าสิชื่อว่าหยังดี เพราะอ้ายตั้งชื่อว่าภัทรธิดาไว้ บ่คิดว่าสิได้ลูกชายอีก เลยบ่ได้คิดเผื่อ เครื่องอัลตราซาวนด์โรงบาลใกล้พังแล้ว ติคือผิดพลาดคักแท้”

“เฮาสิไปคาดหวังกับผลอัลตราซาวนด์หลายบ่ได้ดอก เพราะบางเทื่อเด็กน้อยอาจสิหนีบขาไว้ เฮ็ดให้คาดเดาได้ว่าเป็นผู้หญิง บักหล่านี่น่าจะเล่นกลเก่งเพราะตั๋วพ่อได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง”

วงศ์โมกข์พูดพยายามให้จ้อนขำ แต่ว่ากำนันหนุ่มกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาเครียดมาก จึงได้แต่หันไปมองภรรยาที่มีท่าทางอ่อนเพลียอยู่ จ้อนเองเห็นหน้าลูกที่หลับอยู่ในอ้อมกอดของวงศ์โมกข์ก็ได้แต่ถอนใจ อย่างไรก็ตามไม่ว่าชายหรือหญิงเด็กคนนี้ก็เป็นลูก อาจจะผิดหวังบ้างแต่ก็ดีใจมากที่ลูกออกมาแข็งแรงและปลอดภัย

“ชื่อพงศ์สมานก็แล้วกัน จอม เจต ซื่อเล่นเอิ้นว่าโจมกะได้ เบิ่งทรงสิได้มีลูกอีกแท้ๆ” จังหวะนี้กำนันพ่อลูกดกแอบเสี่ยงตาน้อยดูภรรยา วาริสาส่ายหน้าไปมาเพราะแค่มองตาเธอก็รู้ว่าจ้อนคิดอะไรอยู่ นี่ขนาดพูดออกมาให้คนอื่นรู้ด้วยจ้อนคงจะทำจริงแน่ วาริสาฉีกยิ้มเย็นเยียบพลางพูดเบรกสามีออกไปก่อน

“เสียใจนะจ้อน พี่ลืมไปแล้วเหรอว่า ริสาบอกหมอว่าให้ทำหมันเลย ไม่เป็นไรหรอก ได้ผู้ชายก็ดี” เธอพูดพลางเอารับเอาร่างน้อยๆ มาไว้ในอ้อมกอดอย่างแสนรัก เด็กชายโจมเมื่อได้มาอยู่ในอ้อมกอดแม่ก็ร้องเพราะหิวนม จ้อนยิ้มให้กับภรรยาเศร้าๆ เขาก็แค่ไปคาดหวังกับผลอัลตราซาวนด์มากเกินไป บางทีได้ผู้ชายก็ดี เพราะจะได้ไม่เปลืองเสื้อผ้า ของฝาแฝดก็เอามาใส่ได้ เขาหันมาทางวงศ์โมกข์ที่อยู่ไม่ไกลนัก

“คุณก็เหมือนกัน ฟ้าวๆ แต่งงานถ้าได้ลูกสาว เฮาจองเด้อ เลือกเอาสิเป็นสะใภ้ลำดับใด ฮ่าๆ ตกลงบ่จ่อย”

“อ้ายจ้อน”

จันทร์เจ้ากัดฟันพูดยิ้มๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นโรงพยาบาลและเด็กชายโจมจะตกใจ เธออยากจะตะโกนด่าให้ขี้หูจ้อนหลุดสักกิโล ฝ่ายวงศ์โมกข์ก็ได้แต่ยิ้มๆ เขาจับมือจันทร์เจ้าไว้ไม่ให้เดินหนีไปได้

“อีกบ่โดนดอก ขึ้นอยู่กับผู้นี่”

หญิงสาวหันมาทำตาเขียวใส่เขาเพราะเขินที่วงศ์โมกข์พูดไปแบบนั้น แถมจ้อนยังส่งสายตาล้อเลียนมา วาริสาหัวเราะเบาๆ ในแววโกรธนั้นมีความเขินอายซ่อนอยู่ จันทร์เจ้าอาจจะไม่ใช่คนอ่อนหวาน แต่เธอก็เป็นคนน่ารักและดูจริงใจคนหนึ่ง แม้บางครั้งสามีจะพูดความเก่าเล่าความหลังก็เป็นเพียงความหมั่นไส้เล็กๆ ที่ไม่ได้กินเงินเดิมพันก็เท่านั้นเอง เมื่อคุยกันสักครู่ วงศ์โมกข์พาเธอออกจากโรงพยาบาลไปเกือบสามทุ่ม เขากะว่าจะคุยกับพ่อเรื่องหมั้นจันทร์เจ้าไว้ก่อน ทีแรกก็คิดจะไม่เร่งแต่มาเห็นลูกของจ้อนก็เกิดอิจฉาเล็กๆ จนเขาต้องบอกพ่อจองไว้ก่อน ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่จะได้แจกการ์ดเสียที เพราะถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานมาก บางทีอาจจะมีลูกไม่ทันใช้ และเสี่ยงมากที่จ้อนจะล้อเขาเรื่องนี้ จันทร์เจ้าไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะเธอรู้สึกอายที่จะพูดด้วย

“ปิดเทอมแล้ว อ้ายว่าสิไปหาป้าของจันทร์ อย่างน้อยก็อยากเฮ็ดหยังให้ถูกต้องตามประเพณี” วงศ์โมกข์พูดเกริ่นเรื่องแต่งงาน จันทร์เจ้าถอนหายใจออกมา คิดในใจว่าป้าของเธอจะยินดีด้วยจริงๆ ไหมเรื่องที่เธอจะแต่งงาน วันๆ ป้าห่วงแต่จะหาเงิน คิดแต่เรื่องดอกเบี้ยเงินกู้หรือไม่ก็หาทางซื้อที่เอาไว้เก็งกำไร เธอจะมีชีวิตอย่างไรป้าอรไม่ค่อยจะสน

“ที่จริงบ่ต้องก็ได้ ป้าบ่ค่อยสนใจจันทร์อยู่แล้ว” หญิงสาวบอกอย่างขมขื่น เธอไม่อยากพูดมากกว่า ตั้งแต่พ่อตายเธอก็กลายเป็นภาระของครอบครัวป้าโดยสมบูรณ์แบบ ยังดีที่ย่ากับปู่ยังให้ความเมตตา แม้ป้าจะเอาเงินประกันของพ่อที่เธอควรได้ไปใช้ แต่ปู่และย่าก็ไม่เคยทอดทิ้งเธอ เสียดายที่ท่านทั้งสองไม่อยู่แล้วในวันนี้ วงศ์โมกข์ส่ายหน้าไปมา เขาจับมือเธอไว้พลางเอ่ย

“จังใด๋ก็ต้องบอกไว้ ต่อไปป้าสิบ่ดีกับจันทร์อ้ายก็บ่สนใจดอก เพราะอย่างน้อยจันทร์ก็มีอ้ายอยู่ เอาละ…เฮาอย่าเว้าเรื่องบ่สบายใจเลยนะ ต่อไปอ้ายสิเฮ็ดให้จันทร์มีความสุขจนคนในหนองส่องแมวอิจฉาเลยละ”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหญิงสาวก็ยิ้มน้อยๆ เธอคิดว่าถ้าชีวิตต้องเดินไปตามที่วงศ์โมกข์พูดจริงเธอก็ต้องปล่อยวางเรื่องราวในอดีตบ้าง เพราะที่ผ่านมา ความเจ็บปวดจากรอยแผลที่ความทรงจำได้สร้างมานั้น ทำให้ชีวิตเธอมีความสุขน้อยมาก

เมื่อวงศ์โมกข์ได้มาอยู่ข้างๆ ในเวลานี้ เข้ามาแทนที่ช่องว่างที่เธอมี ทำให้เธอมีความสุข ยิ้มได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าความทรงจำในอดีตที่แอบซ่อนจะทำให้เธอเจ็บปวดและมีรอยแผลในหัวใจก็ตาม ได้แต่หวังว่าเวลาต่อไปจากนี้และความรักที่เขาได้ให้เธอ จะทำให้บาดแผลที่มีหายไปโดยเร็ว

ชายหนุ่มขับรถมาเรื่อยๆ ระหว่างทางมีหมอลำคณะเล็กๆ มาจัดแสดงที่ทางเข้าบ้านพรม เขาชวนเธอไปดูหมอลำด้วยกันเพราะเห็นว่ายังไม่ค่ำนัก ตลอดหลายวันจันทร์เจ้าคร่ำเคร่งแต่กับคะแนนของเด็ก การเขียนใบรายงานความประพฤติเด็ก ถ้าคะแนนเสร็จเธอก็ต้องเขียนแผนการสอนอีก เมื่อได้ออกมาข้างนอกบ้างเขาก็เห็นว่านี่เป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง

“มื้อนั้นยังบ่ได้เบิ่งหมอลำ จันทร์ก็มาเจ็บก่อน มื้อนี่แวะเบิ่งจักคราวก่อนเนาะ อ้ายอยากเบิ่ง” หญิงสาวหันมาพยักหน้าตอบเป็นเชิงตกลง เขาพูดพลางจูงมือเธอลงจากรถ เสียงแคนกับกลองขับกล่อมผู้คนในบริเวณนั้น ถ้าเทียบกันแล้วคนอาจจะไม่เยอะเท่างานฉลองพระธาตุกุ้มข้าวที่วัดหนองส่องแมวบ้านเขา แต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของกินเล่นที่เป็นของพื้นถิ่น ซึ่งคนที่มาดูหมอลำก็ต่างพากันมาเป็นครอบครัวเป็นภาพที่ดูแล้วก็อบอุ่นหัวใจนัก

งานรื่นเริงสมัยนี้หาดูได้ยากเต็มทีเพราะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เดี๋ยวนี้อยากดูหมอลำคณะอะไร อยากดูหนังเรื่องอะไรเข้ายูทูปเปิดดูได้แม้แต่ในโทรศัพท์มือถือ นั่นทำให้บริษัทหนังและหมอลำหลายคณะต่างพากันแยกย้ายไปทำอาชีพอื่น หมอลำนี้เป็นหมอลำคณะเล็กและเป็นหมอลำในครอบครัวที่ถูกว่าจ้างด้วยราคาไม่แพงนัก อีกทั้งหมดหน้าเกี่ยวข้าวแล้วคนมักไปรับจ้างในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ คนหนุ่มสาวเหลือน้อยเพราะไปทำงานถิ่นอื่น ที่เหลืออยู่บ้านมีแต่คนแก่กับเด็กรุ่นๆ ที่เข้าเรียนชั้นมัธยม

เด็กนักเรียนที่มาดูหลายคนยกมือไหว้จันทร์ ก่อนจะหนีไปนั่งที่เสื่อที่จับจองไว้ หญิงสาวคิดในใจว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้บางสิ่งบางอย่างหายไปอย่างน่าเสียดาย วงศ์โมกข์จูงคนตัวเล็กมานั่งกับยายเฒ่าคนหนึ่งที่ใจดีให้นั่งบนเสื่อกับแก

“คนหลายเนาะ ใกล้สิฮอดสงกรานต์แล้ว เฮายังต้องเมื่อยอีก ช่วงปิดเทอมใหญ่โรงเรียนสิรื้ออาคารเก่าละอ้ายโมกข์ มีผ้าป่ามานำมื้อนั้น”

จันทร์เจ้าเอ่ยถึงเรื่องการสร้างอาคารเรียนใหม่ ที่จริงเธอรู้สึกใจหายนัก เพราะอาคารหลังนั้นก็อยู่คู่โรงเรียนมาสามสิบปี เธอได้เรียนที่นั่นบ่อยกว่าที่อื่น พอจะทุบทิ้งแม้จะจะสร้างใหม่แต่เธอก็รู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน วงศ์โมกข์พยักหน้ารับรู้แล้วจึงเอ่ย

“ทุบมื้อเดี๋ยวกับแข่งตะกร้อบ่ อ้ายกะยากแท้ๆ ช่วงสงกรานต์ คือสิได้อยู่แต่โรงบาลละ หมอผู้อื่นก็กลับบ้านหมด แต่บ่เป็นหยังดอก ช่วงสงกรานต์วันที่ 13 จันทร์พาพวกบักโหนดไปแข่งตะกร้อ อ้ายสิพาจันทร์เที่ยวงานสงกรานต์บ้านยาง เบิ่งสาวบ้านแต้ขี่จักรยาน”

“ฮื้อ จันทร์กะอยากเบิ่งพอดี สิพาเด็กน้อยไปประกวดนำ อ้ายจ้อนให้จันทร์กับพี่ไมเบิ่งเด็กน้อย อ้ายจ้อนว่าซังกำนันตำบลหนองโพนงามเว้าใส่ ปีนี้เลยว่าผู้สาวหนองส่องแมวมีแต่พวกขาดสารอาหารผอมคือกะปอมตากแห้ง อ้ายจ้อนขอให้ป้ามณีออกแบบชุดให้ ได้ยินเว้าว่าต้องได้รางวัลใดรางวัลหนึ่งให้ได้” จันทร์พูดตามที่จ้อนได้บอกมา

“มันกะย้านคนได้หลืน (1) ละบักจ้อน นิสัยเก่า หึๆ”

วงศ์โมกข์หัวเราะดวงตาพราวระยับ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่กลับมาของเธอ เสียงหมอลำฝ่ายหญิงร้องเพลงลำเก่าๆพวกคนแก่และผู้บ่าวไทบ้านก็ลุกขึ้นมาเต้นฟ้อนรำอย่างสนุกสนาน ที่จริงงานวันนี้ดูสงบเรียบร้อยกว่าวันงานฉลองพระธาตุกุ้มข้าวเสียอีก วงศ์โมกข์รู้สึกชอบวันนี้มากกว่า ราวกับภาพงานรื่นเริงเมื่อสิบกว่าปีได้เข้ามาในความทรงจำของเขาอีกครั้ง เสียงนักร้องร้องเพลงเก่าๆ

             สายลมละก็โชยพัดต้อง

            สาวหงษ์ทองออกมาร้องลำเพลิน

            โยกย้ายไปเสริญเสริญ อะละว้าโยกย้ายไปเสริญเสริญ

            ร้องลำเพลินนั้นเคลียเสียงซอ ร้องเพลงคลอแคนแล่นซึง…(2) 

วงศ์โมกข์มองคนที่อยู่ข้างๆ   นิ่งและเนิ่นนาน เธอยิ้มตอบพร้อมกับวางมือของเธอไว้ที่มือของเขา ราวกับว่าในตอนนั้นเธอได้วางหัวใจไว้ที่อุ้งมือของเขาแล้ว หากแต่เธอไม่เอ่ยปากบอกเขาสักทีว่ารักหรือไม่ แต่ในตอนนั้นเขาก็เชื่อเหลือเกินว่าในสักวันเขาจะได้ยินคำนั้น

สายลมฤดูร้อนวูบหนึ่งพาให้เขาหันไปมองที่อีกด้านของถนน เป็นร่างของวายุเด็กชายตัวเล็กแคระแกร็น แต่เมื่อมองอีกทีจากเด็กชายตัวเล็กร่างที่เขาเห็นกลับเป็นเด่นเหนือหล้ามองมาทางเขาอย่างโกรธแค้น วงศ์โมกข์เผลอจับมือจันทร์เจ้าอย่างหวงแหน เขาจำเด็กคนนั้นได้แต่สายตาที่ทอดมาเป็นดวงตาของเด่นเหนือหล้า

อ้ายโมกข์ มีหยัง…”

เธอหันไปมองตามชายหนุ่มแต่กลับไม่เห็นอะไรผิดปกติ เสียงกลอนลำยังขับกล่อมหัวใจของจันทร์เจ้าให้หายทุกข์ไปชั่วขณะ แต่วงศ์โมกข์กลับรู้สึกกังวลอย่างประหลาด เขาไม่ได้กลัวแต่ห่วงจันทร์เจ้า แต่อย่างน้อยพระว่านก็อยู่กับจันทร์เจ้า เธอจะไม่มีวันเป็นอะไรตราบเท่าที่สวมพระไว้ที่คอ เสียงประหลาดวูบหนึ่งดังอยู่ใกล้หู

“กูสิเอาจันทร์ไปอยู่นำให้ได้!” 

ร่างนั้นหายไปกับสายลมพัดผ่าน หรือสิ่งที่เขากลัวที่สุดกำลังจะเกิดขึ้น

 

เชิงอรรถ : 

(1) ได้หลืน หมายถึงเกินหน้า

(2) เนื้อเพลงหงษ์ทองคะนองลำ ของหงษ์ทอง ดาวอุดร

Don`t copy text!