สลักบุหลัน บทที่ 17 : วิกลจริต

สลักบุหลัน บทที่ 17 : วิกลจริต

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  17 –

เธอต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ หรือไม่ก็เกิดหูเฝื่อนกะทันหัน ถึงได้ยินอะไรแปลกประหลาดอันน่าตกใจ ชนิดไม่คาดคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นได้

ในเวลานี้ภายในหัวสมองของหญิงสาวปั่นป่วนไปหมด คล้ายข้อมูลความจริง ความเชื่อ และความเป็นไปได้ ทั้งหมดนี้ตีกันวุ่นวาย ราวกับไม่ต้องการรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินหมาดๆ

ชายตรงหน้าเพิ่งบอกเธอว่า…เขาเป็นคนวางแผนมอบกล่องบุหลันให้อยู่ในครอบครองของเธอ

ประการแรก กิตติรู้จักกล่องนั่น

ประการสอง ไม่เพียงรู้ หากเขายังต้องการให้แน่ใจว่ากล่องใบนั้นมาอยู่ในมือของกุลกัลยาอีกด้วย

ทำไม เพราะอะไร คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัว และคงสื่อออกมาทางสีหน้างงงัน กว่าจะตั้งตัวได้อีกทีก็เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะ

ใครเป็นคนหัวเราะอย่างผิดกาลเทศะ ในแวบแรกยังคิดเช่นนั้น ก่อนตระหนักในวินาทีต่อมาว่าเจ้าของเสียงคือกิตติ ชายชราที่เคารพนับถือนั่นเอง เขาหัวเราะด้วยเสียงบาดหู ด้วยท่าทางคล้ายสาแก่ใจอย่างน่าประหลาด เธอไม่เคยเห็นเขาเป็นอย่างนี้มาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์ผู้น่าเกรงขามจะแสดงท่าเช่นนี้ได้ พลันเกิดรู้สึกชอบกล อึดอัดจนต้องเบือนหน้าหนี แล้วก็พลันนึกได้ว่าท่าทีของกิตติชวนให้นึกถึงสิ่งใด

เหมือนคนวิกลจริต…นั่นคือสิ่งที่ปรากฏในความคิดของกุลกัลยา

“อาจารย์คะ…” เธอเอ่ยเสียงแหบแห้ง

“ไม่ต้องมาเรียกฉันอย่างนั้น เธอมันน่ารังเกียจเกินกว่าจะนับฉันเป็นอาจารย์” อีกฝ่ายตะคอกใส่ด้วยดวงตาวาวโรจน์ “ที่ผ่านมาฉันยอมข่มใจไว้มาตลอด ทั้งที่เวลามองเธอ สิ่งเดียวที่เห็นคือผู้หญิงชั่วช้าเลือดเย็น!”

หญิงสาวสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกอีกต่อไปแล้ว ราวกับกำลังอยู่ในโลกกลับหัวอย่างนั้นละ กล่องบุหลันเริ่มทำงานโดยไม่ทันรู้ตัวหรืออย่างไร เธอถูกดึงเข้ามาในโลกวิปริต และกิตติตรงหน้าคือร่างปลอมแปลงมาบดขยี้ให้ทุกข์ทรมาน

น่าเสียดายเหลือเกินที่มันไม่เป็นเช่นนั้น…ตรงหน้าคือความจริง บุคคลจริงที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

หรือแท้จริงเธอไม่เคยรู้จักตัวตนของเขากันแน่

เหตุใดกิตติถึงประณามเธอด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคาย ข้อนี้กุลกัลยาเองก็ไม่เข้าใจเลย เธอไปทำอะไรให้กัน

“อาจารย์คะ กัลทำอะไรผิด อาจารย์ถึงได้ลงโทษกัลแบบนี้”

“แกล้งทำไขสือเหรอ จะบอกให้นะ ต่อให้ตีหน้าซื่อแค่ไหน ฉันก็ไม่มีวันยกโทษให้ เลิกเล่นละครเสียที”

“กัลไม่ได้เสแสร้งอะไรเลยสักอย่าง” เธอโต้ “อาจารย์ต่างหากที่ทำลงไปอย่างไม่มีเหตุผล ทำไมคะ ทั้งที่รู้อยู่แล้วแท้ๆ ว่าถ้าหากชนาสินได้ครองบริษัท เขาจะทำให้ทุกอย่างพัง ถึงอย่างนั้นอาจารย์กลับไปร่วมมือด้วย”

“คิดว่าฉันสนใจหรือไงไอ้บริษัทของเธอน่ะ ชีวิตฉันพังไปหมดแล้ว แค่คนแก่ใกล้ตาย ลูกสืบสกุลยังไม่มีเลย” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ดูคลับคล้ายจะอ่อนแอลง หมดแรงเมื่อพูดถึงบุตรชายคนเดียวที่จากไป

“ถ้าอาจารย์คิดถึงพี่ก้อง…”

“เธอไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนม!” อีกฝ่ายตะคอก “อยากรู้นักใช่ไหมว่าฉันทำทุกอย่างไปทำไม ได้ ฉันจะเล่าให้ฟัง เผื่อคนหน้าหนาอย่างเธอจะระลึกถึงความผิดตัวเองได้บ้าง”

และนั่นคือตอนที่ความจริงเปิดเผย เบื้องหลังทั้งหมดเป็นมาอย่างไรถึงนำพาฝันร้ายที่เป็นจริงให้บังเกิดกับชีวิตของกุลกัลยา

ทุกอย่างเริ่มต้นจากก้องฟ้า…ความตายของเขาเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

 

นับจากการเสียชีวิตของก้องฟ้า ชายหนุ่มอนาคตไกล บุตรชายเพียงคนเดียวของอาจารย์มหาวิทยาลัยวัยเกษียณผู้ได้รับการยอมรับนับถือ ไม่เพียงสร้างความตกใจและเสียใจแก่ผู้คนในแวดวงเดียวกัน หากยังก่อเกิดผลกระทบหนักหน่วงกับผู้ใกล้ชิดที่สุด…บุพการีที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขา

ทุกอย่างคลุมเครือ เนื่องจากกิตติไม่สนิทสนมกับก้องฟ้า ความสัมพันธ์พ่อลูกค่อนไปตามรูปแบบทางการตามประสาชายไทยสมัยก่อน ไม่ถนัดการแสดงความรักนัก สองฝ่ายจึงมีช่องว่างตรงกลางอยู่พอสมควร

ชายชราคาดหวังกับผู้สืบสกุลคนนี้มาก เพราะก้องฟ้าเป็นลูกคนเดียว ทั้งยังฉลาดและกำลังดำเนินตามรอยเส้นทางอาชีพที่ตนได้แผ้วถางเอาไว้ได้ไม่ยาก และน่าจะเจริญรุ่งเรืองกว่าบิดาด้วยซ้ำ

ทุกอย่างพังทลายลงจนหมด เพราะความตายของเขา!

“ฉันคาดหวังเอาไว้ อยากให้ลูกเติบโตก้าวหน้า มีคู่ชีวิตที่ดีถึงได้ยอมให้หมั้นกับเธอ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าตัวหายนะของชีวิตเจ้าก้องก็คือผู้หญิงอย่างเธอ” กิตติประณาม

กุลกัลยาเบิกตา นึกฉุนหน่อยๆ ว่าไม่จริงสักหน่อย เหตุใดชายสูงวัยถึงโทษเธอเพียงฝ่ายเดียว

“พี่ก้องเป็นคนทรยศกัล เขามีคนใหม่ ทำไมอาจารย์ถึงได้โทษว่ากัลผิดล่ะคะ”

“เพราะเธอไม่สามารถผูกใจเขาไว้ได้” อีกฝ่ายว่า “แล้วยังเรื่องมาก ทำให้เจ้าก้องต้องคิดมากกับไอ้เรื่องถอนหมั้นนั่นอีก”

“แล้วอาจารย์จะให้กัลทนได้ยังไงกันคะ ในเมื่อพี่ก้องทำเด็กนั่นท้อง!” เธอพูดทั้งน้ำตา

ย้อนกลับไปตอนนั้น ไม่เพียงรับรู้ว่าอดีตคู่หมั้นนอกใจ หากเขายังทำให้นักศึกษาคนนั้นตั้งครรภ์อีกด้วย เท่ากับว่าชายหนุ่มมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอีกฝ่าย สำหรับกุลกัลยาแล้ว มันคือการทำร้ายจิตใจกันชนิดให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด

เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไร

กุลกัลยาไม่เคยคาดคิดว่าคนรักที่เคยเชื่อใจ คิดว่าเขาคงไม่ทำร้าย ไม่ทรยศกัน แต่กลับตลบหลังอย่างเจ็บแสบ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังขอร้องให้เธออภัย และขอให้เห็นใจโศภิตา

เธอยอมเลิกรา แต่หัวใจไม่เคยยกโทษให้เขา ในเมื่อเธอเจ็บ…เขาจะต้องเจ็บด้วย!

บางทีโศกนาฏกรรมทั้งหมด อาจเป็นเพราะเธอไม่ยอมปล่อยวาง ยังคงสุมเพลิงแค้นให้คุกรุ่นก็เป็นไปได้ กระทั่งหลังจากก้องฟ้าเสียชีวิตไปแล้ว นานทีเดียวกว่าจะอโหสิกรรมให้อดีตคนรักได้

เธอเป็นคนถูกกระทำแท้ๆ เหตุใดกิตติจึงมาตราหน้าว่าเป็นคนผิด

“ฉันอยากให้เธอเจอกับก้องฟ้าอีกครั้ง ถึงได้วางแผนทุกอย่าง” กิตติว่า “บ้านหลังนั้นฉันซื้อเอาไว้ตั้งใจเป็นของขวัญแต่งงานเจ้าก้อง มันควรเป็นของขวัญที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้ฉันมองมันเหมือนของไร้ค่าไร้ราคา แสลงใจทุกครั้งที่เห็น…

พอดีฉันได้รู้เรื่องกล่องบุหลันเข้า ถึงได้คิดออก มันช่างพอเหมาะพอเจาะ ในเมื่อกล่องนี่ทำให้ได้เจอกับคนที่จากไป ฉันก็จะทำให้เธอได้เจอกับเจ้าก้อง ให้เขาเป็นคนย้ำเตือนกับเธอเองว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องสูญสิ้นชีวิตไปก่อนเวลาอันควร”

“แต่…” กุลกัลยาตั้งท่าจะแย้ง แต่ถูกขัดจังหวะ

“เธอต้องรับรู้ความผิดตัวเอง ทรมานจากการเสียคนที่รักเพียงคนเดียวไปอย่างฉัน ในเมื่อเธอเป็นสาเหตุให้เจ้าก้องต้องฆ่าตัวตาย ก็ต้องรับผิดชอบ”

ใช่แล้ว ก้องฟ้าจากโลกนี้ไป…เพราะฆ่าตัวตาย

เขากระโดดตึกในคืนเดียวกับที่โศภิตาสิ้นชีพ…ด้วยการผูกคอตาย

มันคือโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และเธอมีส่วนทำให้มันเกิดขึ้น…ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ไม่ใช่ทั้งหมดแน่!

เรื่องทั้งหมดในคืนวิปโยคนั้นแสนคลุมเครือ กุลกัลยาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าลำดับการเกิดเหตุเรื่องร้ายคืออย่างไร มารู้ภายหลังว่าอดีตคู่หมั้นเสียชีวิตอย่างสะเทือนขวัญ ทั้งยังจำได้ว่าบอกกิตติไปอย่างนั้น ไม่นึกเลยว่าอาจารย์จะไม่เคยเชื่อ กลับปักใจว่าเธอเป็นคนทำให้ลูกชายคนเดียวตาย

เธอน่ะหรือเป็นสาเหตุ อะไรทำให้คิดอย่างนั้นกันเล่า ในเมื่อชายหนุ่มเลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น อดีตอย่างเธอมีอิทธิพลอะไรกับจิตใจเขา

ตอนนั้นกุลกัลยานึกสงสัย สันนิษฐานไปเองต่างๆ นานาว่าเพราะเหตุใดหนุ่มอนาคตไกลอย่างก้องฟ้าถึงตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง มันเกี่ยวข้องกับการตายของโศภิตาหรือไม่ ทั้งสองเผชิญเหตุการณ์อะไรถึงได้ฆ่าตัวตายในวันเดียวกัน ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก

หรือบางที…เธออาจไม่อยากรู้คำตอบที่แท้จริงก็ได้

เขาจากไปแล้ว ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป มันจบแค่นั้น ความสัมพันธ์อันยาวนานที่ลงเอยด้วยการหักหลังได้จบลงแล้ว

กิตติรื้อฟื้นมันขึ้นมา ซ้ำยังกล่าวหาว่าเธอต้องรับผิดชอบการตายของฝ่ายนั้นอีก มันเกินไปหน่อยกระมัง

เพราะความคิดฝังหัววิกลจริตนั่น ทำให้กุลกัลยาต้องเผชิญกับโลกประหลาดน่าหวาดหวั่น ทุกครั้งไม่แน่ใจว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ คอยคิดมาตลอดว่าเพราะอะไรถึงทำให้ต้องเจออะไรแบบนี้ สุดท้ายแล้วเป็นเพราะความแค้นอย่างไม่มีสาเหตุของชายตรงหน้าอย่างนั้นหรือ

เธอมองกิตติเหมือนเขาเป็นคนเสียสติ ทั้งยังเกิดโกรธเคืองขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับไว้ได้

“ถึงจะได้กล่องบุหลันมา แต่กัลไม่เคยเจอกับพี่ก้องเลยสักครั้งเดียว”

“ว่าไงนะ” ชายชราเบิกตาอย่างไม่เชื่อ “เธอพูดว่าอะไร ทำไมถึงไม่เจอเจ้าก้อง”

“พี่ก้องไม่เคยโผล่มา ไม่มีสักครั้งที่กัลจะเห็นเขา”

“เธอโกหก!”

“เชื่อตามแต่ใจอาจารย์เลยค่ะ แต่กัลไม่ได้โกหกแน่” เธอว่า หมดสิ้นความนับถือในตัวอีกฝ่าย ที่ยังเรียกอาจารย์เพราะติดปากเสียมากกว่า “กัลขอตัวก่อนนะคะ เราคงไม่จำเป็นต้องพูดกันอีกแล้ว นับจากนี้ไปเราอย่าเจอกันอีกเลย”

ขณะเดินออกจากห้องทำงานของอีกฝ่าย กิตติก็ตะโกนร้องดังลั่น ทว่าน้ำเสียงเจือความสิ้นหวัง

“เธอไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดหรือไงกัน”

“ไม่ค่ะ” หญิงสาวหันไปตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “เพราะกัลรู้ว่าไม่ได้ทำให้พี่ก้องตาย เขาฆ่าตัวตายเอง เพราะอะไรกัลยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ พี่ก้องเป็นฝ่ายนอกใจกัล เขากำลังจะมีครอบครัวสมบูรณ์พร้อมกับเด็กโศภิตานั่น ชีวิตในตอนนั้นของพี่ก้องดีกว่ากัลหลายเท่า กัลเจ็บ…แต่เขาไม่ แล้วทำไมกัลต้องรู้สึกผิดที่เขาตายด้วย”

พูดจบกุลกัลยาก็เดินออกมาทันที ไม่อยากรับฟังอะไรอีกแล้ว เธอทิ้งกล่องบุหลันเอาไว้กับกิตติเพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องเห็นมันอีกแล้ว คิรินทร์พูดถูก ในเมื่อไม่มีทางทำลายมันลงได้ แล้วจะเก็บมันไว้กับตัวทำไม

กล่องเป็นของกิตติ เขาก็ควรเก็บไว้ การแก้แค้นอย่างไร้เหตุผลของเขาสำเร็จแล้วนี่ เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็แล้วกัน

คิรินทร์ได้รับแจ้งจากพนักงานด้านล่างคอนโดมิเนียมหรูว่ามีผู้หญิงมาหา พร้อมกับเสริมความด้วยว่า…ท่าทางหล่อนดูไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างไรชอบกล ทว่าขอให้ส่งรูปมาแล้ว ชายหนุ่มก็ต้องวิตก รีบบอกให้ปล่อยหญิงสาวขึ้นมาทันที

เขายืนรออยู่หน้าลิฟต์ พอประตูเปิดออก ร่างเพรียวบางก็แทบร่วงหล่นมาอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“คุณกัล…”

เธอปล่อยโฮ กอดชายหนุ่มไว้แน่นราวกับหาที่พึ่ง ทำให้เขาไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากกอดตอบเอาไว้เป็นการปลอบโยน ใช้เวลาเนิ่นนานทีเดียวกว่าจะตั้งสติได้ และเดินกลับไปยังห้องรับแขก

ระหว่างที่เขาชงชาร้อนมาให้ กุลกัลยานั่งเงียบงัน สายตาเหม่อลอยไปเบื้องหน้าราวกับตกอยู่ในภวังค์ ทำให้ยิ่งชวนกังวลเข้าไปใหญ่

เท่าที่เขาเคยสัมผัส หญิงสาวมักเข้มแข็ง แม้ในยามเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติหาคำอธิบายไม่ได้ โลกกลับหัวจะน่ากลัวชวนสั่นประสาทแค่ไหน เธอก็ยังฟันฝ่าเอาตัวรอดมาได้ ทำให้นึกทึ่งในหลายครั้งหลายหน

ทว่าครั้งนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ คนตรงหน้าถึงได้ร้องห่มร้องไห้ บอบบางราวกับแก้วร้าวใกล้แตกถึงเพียงนี้

มือเรียวบางรับแก้วชาไปถือไว้ แต่ไม่ได้ยกขึ้นจิบ เพียงถือไว้อย่างนั้น คิรินทร์เห็นท่าไม่ดีเลยรีบดึงแก้วออกไปวางไว้ให้แทน สัมผัสมือนุ่มที่บัดนี้แดงก่ำเพราะความร้อนอย่างนึกห่วง

“ถ้าคุณยังไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะ แต่ขอให้รู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ คอยรับฟังเสมอ” เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน

ความใจดีของชายหนุ่มทำให้กุลกัลยาน้ำตารื้นขึ้นมาอีก ราวกับเขื่อนใหญ่ที่สร้างไว้เพื่อสกัดกั้นความรู้สึกทั้งมวลของตัวเองในช่วงที่ผ่านมาถูกทำลายจนหมดสิ้น เธอเหนื่อยเหลือเกิน ทุกปัญหาช่างรุมเร้าเข้ามา ความสูญเสีย…ถูกเข้าใจผิด…แล้วยังหน้าที่การงานตกอยู่ในภาวะเสี่ยง แล้วไหนจะถูกทรยศหักหลังจากคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งหมดทำให้หมดกำลังใจ ที่ผ่านมาพยายามเข้มแข็ง หลอกตัวเองว่าทุกปัญหามีไว้แก้ไข แต่สุดท้ายแล้วเธอยังเป็นมนุษย์ มีด้านอ่อนไหว และยังมีจุดถึงขีดสุด

“ขอบคุณมากนะคะ คิรินทร์” เธอเอ่ยเสียงสะอึกสะอื้น “ตอนนี้คุณเป็นคนเดียวที่ฉันสามารถพูดคุยด้วยได้”

“เกี่ยวกับเรื่องหุ้นบริษัทใช่ไหม”

หญิงสาวพยักหน้า ก่อนเล่าเรื่องกิตติที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่หมาดให้ฟัง ตบท้ายว่า

“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าอาจารย์จะทำอย่างนั้นได้ ตลอดเวลาฉันนับถือเขาเหมือนพ่อ…เหมือนญาติผู้ใหญ่ แต่สุดท้ายเขาไม่เคยเอ็นดูฉันอย่างนั้นเลย ขนาดการหมั้นของฉันกับก้องฟ้า เขายังเห็นชอบเพียงเพราะธุรกิจ”

“ผมเชื่อว่าต้องเคยมีช่วงเวลาที่เขามองคุณเป็นญาติบ้างละ กัล” ชายหนุ่มปลอบ “แต่เพราะเสียลูกชาย เขาถึงได้ผิดเพี้ยนไป”

“และตอนนี้อาจารย์กำลังจะขายหุ้นให้ใครก็ไม่รู้ นอกจากจะหมดเยื่อใยแล้ว เขายังต้องการทำให้ฉันเจ็บมากที่สุด ตอบแทนที่ฉันไม่ยอมจำนน”

“คุณเล่าว่า…เขาเป็นคนมอบกล่องบุหลันให้คุณเหรอ” ชายหนุ่มถาม สีหน้าแปร่งๆ

“ค่ะ” เธอว่า “จริงสิ ฉันเจออาถรรพณ์เพราะอาจารย์กิตติ แล้วคุณล่ะ”

กุลกัลยาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในเมื่อคิรินทร์ติดเข้าไปในโลกนั้นได้ ย่อมหมายความว่าครั้งหนึ่งเขาเคยครอบครองกล่องบุหลันเช่นกัน

“ความผิดของผมเอง” ใบหน้าของเขาหม่นลง แล้วก็เงียบไป

หญิงสาวไม่อยากคาดคั้น ความจริงมันก็ไม่สำคัญสักเท่าไร สุดท้ายทั้งคู่ต่างตกเป็นเหยื่อ ไม่แน่อาจเป็นเหยื่อของคนเดียวกันด้วยซ้ำ

“คิรินทร์ คุณรู้จักอาจารย์เหมือนกันใช่ไหมคะ” เธอถาม ในเมื่อความเป็นจริงเปิดเผยมาขนาดนี้แล้ว เธอก็พอจะเชื่อมโยงความเป็นไปได้ไม่ยาก

เขาพยักหน้า ทำท่าเหมือนจะเล่าอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ นิ่งเงียบไปอีกครั้ง

“ฉันคิดว่าอาจารย์กลายเป็นคนวิกลจริตไปแล้ว เขาพูดและทำอะไรไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้เลย เขาได้กล่องนั่นมาจากไหนกัน แล้วคิดจะใช้มันแก้แค้นทุกคนที่เขาไม่ชอบหน้าเลยหรือไง คุณบอกว่าทำงานสายการเงินมาก่อน เคยกระทบกระทั่งกับอาจารย์หรือเปล่าคะ เขาถึงทำร้ายคุณอย่างนี้”

“ผมกับเขาเคย…มีปัญหากันจริงๆ” ชายหนุ่มยอมรับ “แต่มันผ่านไปแล้ว เราอย่าพูดถึงอีกเลย ตอนนี้หันมาหาทางแก้ปัญหาเรื่องบริษัทคุณกันดีกว่า”

“ฉันไม่รู้จะทำยังไง อาจารย์ไม่ยอมบอกว่าขายหุ้นให้ใคร”

“เขาอาจไม่รู้ก็ได้”

“ก็อาจใช่ อาจารย์บอกว่าเป็นพวกนอมินี นี่แหละค่ะฉันถึงยิ่งกลุ้มใจ ถ้าหากเป็นชนาสินได้หุ้นไป เขาก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด และมีกำลังภายในพอจะกล่อมกรรมการคนอื่นๆ ได้ง่ายกว่าเดิม”

“ถ้าผู้ถือหุ้นบริษัทคุณคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง พวกเขาก็ไม่ควรเลือกคนทำงานไม่เป็นมาบริหาร”

“ฉันเชื่อนะคะว่าเป็นสถานการณ์ปกติ ชนาสินไม่มีทางได้สมความตั้งใจแน่ แต่เพราะฉันมีชนักปักหลังเรื่องดล ก็เลย…” ดวงหน้าหวานหม่นแสง ทั้งเหนื่อยล้าและหดหู่ “ถ้าหาคนร้ายฆ่าดลเจอก็คงดี มันเป็นทางเดียวที่จะรอดพ้นวิกฤติครั้งนี้”

“ผมว่าคุณควรลองติดต่อจอมดูอีกที” คิรินทร์ออกความเห็น “คราวนี้ผมจะไปกับคุณด้วย เผื่อเจอตำรวจจะได้ช่วยกัน เขาคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามต่อหน้าคนนอก”

“ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยอย่างซึ้งใจ “ตอนนี้ยังไม่ค่ำเท่าไร ฉันติดต่อเขาเลยดีกว่า”

หญิงสาวโทร.กลับไปหาจอมตามเบอร์ที่คราวก่อนเขาโทร.มา ใช้เวลากว่าครู่จนเผลอถอดใจว่าอีกฝ่ายอาจเปลี่ยนใจไม่ยอมคุยด้วยแล้ว เขาก็รับสาย

“สวัสดีครับ”

“คุณจอมคะ กัลเองค่ะ”

“คราวนี้คุยกันยาวๆ ได้เลยใช่ไหมครับ”

“ก่อนหน้าต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีมีตำรวจมา ฉันเลยต้องรีบตัดสายก่อน”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจดี ผมเองก็ไม่อยากให้ตำรวจเข้ามายุ่งเรื่องนี้เหมือนกัน”

“คุณจอมทราบใช่ไหมคะว่าเรื่องราวเป็นยังไง”

“ครับ”

“ฉันอยากขอร้องให้คุณช่วย ถ้าคุณพอรู้ว่าใครเป็นคนร้าย ได้โปรดช่วยฉันด้วยเถอะค่ะ”

“ผมทำได้มากกว่านั้นอีกครับ” จอมว่า “ผมมีหลักฐานว่าใครเป็นคนฆ่าดล”

ถ้อยคำหนักแน่นของอีกฝ่าย สร้างความหวังให้ก่อเกิดในใจกุลกัลยาขึ้นมาอีกครั้ง

Don`t copy text!