สาป บทที่ 15 : รอยถลอกที่ข้อเท้า

สาป บทที่ 15 : รอยถลอกที่ข้อเท้า

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 15 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หญิงสาวดำดิ่งจากผิวน้ำลงสู่พิ้นผิวอันเต็มไปด้วยโคลนตมอย่างรวดเร็วเพราะแรงถ่วงจากหินก้อนใหญ่ที่ถูกผูกไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง หล่อนดิ้นรนด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด แม้กระแสน้ำในแม่น้ำจะไม่ไหลเชี่ยวนักหากความหนาวเย็นของอากาศในฤดูหนาวทำให้ร่างทั้งร่างเหมือนจะกลายเป็นน้ำแข็งในทันที ไอลดาพยายามตั้งสติเหลียวมองไปรอบๆ ตัว ทั้งๆ ที่รู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ

ทางเดียวที่จะเอาชีวิตรอดได้คือต้องแกะเชือกที่ถ่วงก้อนหินนั้นออกจากข้อเท้าให้เร็วที่สุด หญิงสาวงอตัวลงจนร่างกายสัมผัสก้นบึ้งของผิวน้ำแล้วแกะเชือกอย่างเร็วที่สุดแม้มือสองข้างจะชาเพราะความหนาวเหน็บ รู้สึกเหมือนทรวงอกอัดแน่นจนแทบจะระเบิดในขณะที่หล่อนคลายปมสุดท้ายที่ขาอีกข้างได้

หล่อนเตะขาแล้วรีบตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็วพลางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าสู่ปอด หญิงสาวมองหาฝั่งแล้วรวบรวมพลังที่ยังเหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีว่ายตรงไปอย่างไม่รอช้า

ผู้คนที่ยืนมองอยู่ไม่มีใครเข้ามาช่วยหล่อนแม้แต่คนเดียว หล่อนตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนจนได้ในที่สุด ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัวเพราะความหนาวเย็นของอากาศที่ใกล้เคียงกับจุดเยือกแข็ง ทันใดนั้นไอลดาก็เหลือบมองไปเห็นชายผู้หนึ่งที่ยืนเด่นอยู่กลางสะพาน

บนศีรษะของเขามีหมวกทรงสูงสีน้ำเงินเข้มคาดด้วยแถบผ้าสีดำ ผมหยักศกสีน้ำตาลไหม้ประบ่าปลิวน้อยๆ ตามสายลมของฤดูหนาว มือข้างหนึ่งถือไม้ยาวลักษณะคล้ายไม้กระบองหากแต่ยาวกว่ามากจนเกือบสูงเท่าตัวของเขา ชายผู้นี้สวมเสื้อโค้ตตัวยาวกึ่งผ้าคลุมไหล่คล้ายเสื้อแจ็กเก็ตที่ใส่สำหรับขี่ม้า ทั้งสองข้างของผ้าคลุมนั้นติดกระดุมทองเหลืองวาววับเม็ดใหญ่เรียงกันลงมาเป็นแถวยาว

ดวงตาคู่นั้นจ้องมองหล่อนอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่เป็นครู่ เขายกมือขึ้นลูบหนวดเรียวบางที่จัดแต่งอย่างเป็นระเบียบเหนือริมฝีปากบางอย่างใช้ความคิด ก่อนจะหันไปสบตากับชายอีกผู้หนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือน ‘มือขวา’ หรือผู้ช่วยที่รีบตรงเข้ามารับคำสั่งอย่างทันใจ

ไอลดารู้สึกเหมือนเลือดในกายจะกลายเป็นน้ำแข็งเมื่อระลึกได้ว่า ผู้ชายคนที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสะพานนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แมทธิว ฮอปกินส์ ผู้แต่งตั้งตัวเองเป็น จอมพลนักล่าแม่มด และชายผู้ช่วยก็น่าจะคือ นายจอห์น สตีม ในหนังสือเก่ามีรูปวาดลายเส้นโบราณของคนทั้งคู่ แม้ภาพลายเส้นจะไม่ละเอียดลออเหมือนกับภาพเหมือนลงสี แต่หญิงสาวก็มั่นใจว่าต้องเป็นเขาแน่ ทั้งสองคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดี ผิดกับฝูงชนด้านหลังที่มุงดูอยู่บนสะพานห่างไปทางด้านหลัง คนเหล่านั้นแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไปที่หล่อนเคยเห็นมาแล้วในความฝันหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา

ผู้ช่วยของเขา กระแอมกระไอเสียงดำ ทำให้เสียงจ้อกแจ้กจอแจของชาวบ้านสงบลงในทันที จอห์น สตีม ประกาศก้องว่า จากการไต่สวนด้วยการจับถ่วงน้ำ หญิงสาวสามารถรอดชีวิตและว่ายน้ำปีนขึ้นตลิ่งมาได้ อันแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นเพราะมนตร์ดำอันชั่วร้ายของแม่มด ซึ่งถ้าเป็นคนปกติแล้ว การโดนถ่วงน้ำด้วยหินก้อนใหญ่ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างก็คงทำให้เสียชีวิตอยู่ใต้ผืนน้ำ ดังนั้นโทษที่แม่มดอย่างหล่อนจะได้รับขั้นตอนต่อไปคือการประหารชีวิตเพื่อไม่ให้หล่อนใช้มนตร์ดำไปทำร้ายใครได้อีก

เสียงชาวบ้านโห่ร้องสาปแช่งอย่างบ้าคลั่งในขณะที่ริมฝีปากบางเฉียบของ ‘จอมพลนักล่าแม่มด’ ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ งานของเขากับจอห์น สตีม สิ้นสุดลงแล้ว ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านถัดไปเพื่อตามล่าหาแม่มด ยิ่งล่าได้มากเท่าไร…ค่าตอบแทนก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ชายชาวบ้านสองคนตรงเข้ามารวบตัวหล่อนแล้วใช้เชือกผูกรัดข้อมือทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะกระชากลากตัวไอลดาไปยังเกวียนเทียมม้าคันใหญ่ที่จอดรถอยู่

หญิงสาวถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในกรงไม้ใหญ่บนเกวียนนั้น ชายทั้งคู่ทำการล็อกประตูกรงด้วยกุญแจเหล็กดอกใหญ่และล่ามโซ่อย่างแน่นหนาอีกชั้นท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างพึงพอใจที่ดังขึ้นอีกครั้งจากฝูงชาวบ้าน

หล่อนซุกตัวลงนั่งตรงมุมในสุดของกรงอย่างสิ้นหวัง น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบสองแก้ม ร่างผอมบางนั้นสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็น เสื้อผ้าบางๆ แถมยังเปียกปอนจากแม่น้ำที่แนบติดตัวยิ่งทำให้รู้สึกหนาวเหน็บเหมือนร่างทั้งร่างได้กลายเป็นแท่งน้ำแข็ง

อลิซ…อลิซ…ไอลดาคิดถึงอลิซขึ้นมาอย่างจับใจ ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ…ทำอย่างไรหล่อนถึงจะมีโอกาสได้เจออลิซอีกสักครั้งก่อนที่จะต้องจากกันตลอดไป

หล่อนสะอื้นไห้ในขณะที่เกวียนเทียมม้ามุ่งหน้าเข้าไปสู่เรือนจำพิเศษของเมืองเชล์มสฟอร์ด สถานที่ที่หล่อนจะต้องถูกจำขังไปจนกว่าจะถึงวันที่ถูกประหารชีวิต!

เสียงกริ่งประตูบ้านที่ดังอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงทำให้หญิงสาวสะดุ้งตื่นในทันที หล่อนละล้าละลัง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะรับโทรศัพท์ก่อนหรือจะไปเปิดประตูบ้านก่อนดี ในที่สุดก็ตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมมาใส่แล้วรีบวิ่งไปยังประตูหน้าอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองนายยืนอยู่เบื้องหลังทริสตัน ผู้ซึ่งมีท่าทีกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่หล่อนเปิดประตูกว้าง เขาก็ตรงเข้ามาสวมกอดหล่อนพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ไอลดาขืนตัวออกโดยอัตโนมัติก่อนจะหันไปมองเจ้าหน้าที่อย่างงงงัน

หลังจากกล่าวคำทักทายแล้ว ตำรวจทั้งสองก็ขออนุญาตเข้ามาในบ้าน พร้อมๆ กับทริสตันที่ถือวิสาสะทำตัวเป็นเจ้าของบ้าน เขาเชื้อเชิญให้ทั้งคู่นั่งลงบนโซฟาหนังสีดำ ในขณะที่ไอลดาขอตัวไปแต่งตัวให้เรียบร้อย

“ขอโทษนะคะที่ต้องให้รอ”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้นานอะไร เราสองคนก็ดื่มกาแฟรอคุณไปเรื่อยๆ” ตำรวจนายหนึ่งมองสบตาทริสตัน ก่อนจะพูดต่อไป “ทางเราจะมาแจ้งเรื่องผลของกล้องวงจรปิด”

“ซึ่งทางผมได้ส่งไปให้ทางตำรวจทันทีที่ได้รับการร้องขอมา”

ทริสตันเสริมเสียงแผ่ว แล้วก็หยุดให้ทางเจ้าหน้าที่พูดต่อไป

“ผมเลยอยากจะมาแจ้งคุณด้วยตัวเองว่า เทปบันทึกในช่วงวันที่เกิดเหตุมีเหตุขัดข้อง ไม่มีการบันทึกอะไรมาก่อนหน้านั้นสามวันและสองวันหลังจากวันเกิดเหตุ ทางคุณทริสตันก็ให้เจ้าหน้าที่ทำการเช็กเมต้าเดต้า หรือข้อมูลทั้งหมดที่เหมือนกับข้อมูลแบ็กอัปแต่ก็ไม่พบข้อมูลใดๆ ในวันนั้นทั้งสิ้น…จึงน่าจะเป็นการขัดข้องทางเทคนิค…”

“แปลกนะคะ ทำไมถึงเกิดขึ้นในวันนั้นพอดี”

“ไม่ได้แค่วันนั้นหรอกคุณ ก่อนหน้าสามวัน หลังจากวันเกิดเหตุสองวัน คือคงจะเกิดข้อขัดข้องแต่ไม่มีใครไปสนใจเช็กดู”

“อันนี้ผมต้องขอยอมรับในข้อผิดพลาดด้วยครับ” ทริสตันก้มศีรษะลงอย่างรับผิด “จะอ้างว่าเรามีอาคาร สำนักงาน และบ้านให้เช่ามากมาย เจ้าหน้าที่มีไม่พอที่จะดูแลเรื่องนี้ก็คงจะไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินและสถานที่ก็ถือเป็นหน้าที่ของผู้เช่าอยู่แล้ว ผมมีระบุในสัญญาเช่า ที่เราติดกล้องที่เมโดว์บรุคนี่ก็เพราะก่อนหน้าที่คุณแดฟนีกับคุณไอลดาเช่าอยู่ บ้านหลังนี้ไม่มีผู้อยู่อาศัยมานานเป็นร้อยๆ ปี ทางเราก็เลยต้องติดกล้องวงจรปิดไว้เผื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาอาศัยอยู่น่ะครับ”

“เรื่องนี้ผมเข้าใจ” ตำรวจอีกนายหนึ่งวางถ้วยกาแฟลงก่อนตอบ “ทางเราก็คงต้องสอบสวนต่อไป แม้จะไม่มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด แต่ที่เรามาที่นี่…นอกจากจะมาแจ้งข่าวนี้ให้คุณทราบแล้ว ก็อยากจะมาแนะนำว่าหากเป็นไปได้ ให้คุณย้ายไปอยู่ที่อื่นสักพักเพื่อความปลอดภัยของคุณเอง จนกว่าเราจะหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุครั้งนี้ได้”

โดยไม่รอให้หญิงสาวได้โต้ตอบอะไร เมื่อหมดธุระที่ตั้งใจมาแจ้ง ทั้งคู่ก็ขอตัวลากลับ ปล่อยให้ไอลดาอยู่กับชายหนุ่มตามลำพัง

หญิงสาวลุกขึ้นยืนเหมือนส่งสัญญาณให้ทราบว่า เขาเองก็ควรจะลากลับไปเช่นกัน หากทริสตันยังคงนั่งนิ่ง คิ้วขมวดเหมือนใช้ความคิดอย่างหนัก

“คุณย้ายไปอยู่ที่บ้านเช่าหลังอื่นของผมไหม ผมคิดว่าน่าจะมีบางที่ว่างอยู่…”

“ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อ แต่คุณจะให้ฉันย้ายไปเพื่ออะไรคะ”

“เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองไง” เขาผุดลุกขึ้น ยื่นมือมาจับต้นแขนของหล่อนแน่น “คุณย้ายออกก่อนเถอะนะ เดี๋ยวผมจะจัดการให้…ผมไม่อยากให้คุณอยู่คนเดียวที่นี่ มันไม่ปลอดภัย…”

“จะอยู่ที่ไหนก็คงเหมือนกันกระมังคะ” ไอลดายิ้มขื่นๆ “ลองถ้ามีคนลักลอบมาตัดสายเบรกรถของฉันถึงในบ้าน แถมรถคันนี้ฉันก็เพิ่งซื้อได้ไม่นานเพราะเกรงใจที่ต้องใช้รถของแดฟนีตลอดจนเธอต้องไปใช้รถของที่บ้านไปไหนต่อไป มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบเรื่องรถ อย่างนี้แล้วคุณจะให้ฉันคิดบวกคงไม่ไหวค่ะ เอาเป็นอันว่า…ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเป็นฝีมือใคร เขาต้องการอะไร ถ้าเขาฆ่าฉันได้เรื่องวุ่นๆ ทุกอย่างจะได้จบลงเสียที…ดีไหมคะ”

“ไม่ได้เด็ดขาด ผมยอมไม่ได้”

“แล้วคุณจะทำอะไรได้ล่ะคะ ขนาดกล้องวงจรปิดที่บริษัทคุณยังไม่ทำงานเลย นี่ฉันก็รู้ตัวดีนะคะว่าไม่ได้เผชิญหน้ากับคนคิดร้ายอย่างเดียว…ฉันก็ต้องเจอปัญหากับผีที่สิงบ้านคุณนี่ด้วย”

ไอลดากล่าวอย่างสุดกลั้น รู้สึกเหมือนทุกอย่างประดังประเดเข้ามาจนหมดอาลัยตายอยาก

ชายหนุ่มได้แต่จ้องมองวงหน้าสวยงามนั้น เขาเองก็รู้สึกเห็นใจหล่อนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียเพื่อนรักของหล่อนไปอย่างกะทันหัน มิหนำซ้ำ…อุบัติเหตุนั้นกลับกลายเป็นเรื่องฆาตกรรมไปเสียอีก

แต่เรื่องผีสิงบ้านนั้น…เขายังรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทริสตันซึ่งปฏิเสธเรื่องลึกลับเหล่านี้มาตลอด ได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองก็ต่อเมื่อเขาได้เห็นเหตุการณ์เหนือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เข้ากับตนเองอย่างจัง แม้เขาจะยังหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่เขาก็ไม่อยากที่จะปลงใจเชื่อว่าเขาโดนผีหลอกในบ้านหลังนี้โดยเด็ดขาด!

“ฉันไม่ย้ายออกค่ะ แดฟนีจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าให้คุณไปแล้วปีหนึ่ง แล้วเราก็ไม่ได้ผิดสัญญาเช่าข้อใดทั้งสิ้น ฉันจะอยู่ที่นี่จนกว่า…จนกว่า…” หล่อนหยุดนิ่งไปสักครู่ “จนกว่าจะรู้ว่าใครเป็นคนคิดร้ายต่อเพื่อนฉัน”

“เรื่องนั้นคุณปล่อยให้ตำรวจเขาจัดการดีกว่า ผมรู้ว่าคุณเรียนมาทางด้านนี้ แต่คุณไม่ได้มีหน้าที่สืบสวนหรือตามหาคนร้าย คุณจะเสี่ยงอันตรายไปเพื่ออะไรกัน อีกอย่าง…ผมไม่รู้ว่าทางเลดี้ไวโอเล็ตบอกคุณหรือเปล่า ทางเราคืนเงินค่าเช่าทั้งปีพร้อมกับเงินมัดจำกับค่าขนย้ายให้ท่านไปหมดแล้วตั้งแต่เพิ่งเกิดเรื่องใหม่ๆ คุณก็คงเห็นว่าท่านส่งแม่บ้านกับบัทเลอร์มาจัดการกับข้าวของส่วนตัวของแดฟนีหมดแล้ว เหลือแต่เฟอร์นิเจอร์ซึ่งท่านไม่ต้องการ ผมก็เลยเรียนท่านไปว่าเราจะเป็นคนจัดการเอง ตัวท่านเองไม่ยอมมาบ้านนี้เลย…ท่านคงไม่อยากเห็น…”

“ฉันไม่รู้เรื่องนี้เลย เลดี้ไวโอเล็ตไม่ยอมพูดกับฉันตั้งแต่เกิดเรื่อง…”

“เอาละ ก็ถือว่าคุณรู้จากผมก็แล้วกัน” ทริสตันสรุป “อย่าเข้าใจผมผิดว่าผมต้องการไล่คุณออกจากบ้านนี้ คุณจะอยู่ไปจนครบปีหรือนานกว่านี้ผมก็ไม่มีปัญหาหรอก ตอนนี้สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือ คุณจะโดนทำร้ายเพราะไม่มีเพื่อนบ้านแถวๆ เมโดว์บรุคเลยนอกจากฟาร์มกับสวน โดยเฉพาะตอนกลางคืน…หากเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยได้ทัน”

“ขอเวลาฉันสักพักได้ไหมคะ” ไอลดาตอบเสียงแผ่ว “ฉันยังย้ายออกจากบ้านนี้ไม่ได้จริงๆ”

“ทำไมคุณถึงดื้ออย่างนี้” เขาส่ายศีรษะอย่างระอา “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วคุณจะพยายามยื้อเพื่ออะไร ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าอะไรแปลกๆ ที่บ้านนี้มันคือผี หรือพลังงานอะไร แล้วที่คุณบอกผมว่ามันเกิดขึ้นกับคุณหลายต่อหลายครั้งน่ะ ผมกลัวคุณจะเป็นโรคประสาทไปเสียก่อนน่ะสิ คุณรู้ไหม…ก่อนที่ผมกับตำรวจจะมาหาคุณน่ะ ผมโทรศัพท์หาคุณเป็นสิบๆ ครั้งแต่คุณก็ไม่รับสาย โทรศัพท์บ้านคุณก็ไม่รับ ผมก็เลยให้คนโทรไปเช็กกับแฟนคุณ…ลุคน่ะ พอดีพนักงานผมคนหนึ่งรู้จักเขา เขาก็บอกไม่ได้เจอคุณหลายวันแล้ว…ดูเหมือนว่าคุณจะยุ่งอยู่กับงานวิจัยหรืออะไรทำนองนี้แหละ แต่นอกจากจะไม่มีคนเห็นคุณหลายวันแล้ว คุณก็ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์…แล้วคุณจะให้ผมคิดว่ายังไง”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ ฉันก็ยุ่งจริงๆ อย่างที่บอกลุค”

“แล้วทำไมคุณไม่รับโทรศัพท์เลย”

“ฉันไมได้ยินจริงๆ นะคะ” ไอลดายืนยัน “ฉันหลับไป…เพิ่งมาตื่นก็ตอนที่ได้ยินเสียงกริ่งประตูหน้าบ้าน เสียงคุณทุบประตูโครมๆ แล้วก็เสียงโทรศัพท์มือถือพร้อมๆ กันนั่นแหละค่ะ”

“อย่าล้อผมเล่น คุณจะบอกว่าคุณหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือ”

“นานขนาดไหนคะ”

“ไอลดา” ชายหนุ่มลงเสียงหนัก “ผมติดต่อคุณไม่ได้มาสามวันเต็มๆ แล้วนะ คุณจะบอกผมว่าคุณนอนหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือ สามสี่วันนี่นะ…”

หญิงสาวรู้สึกหมดเรี่ยวแรง หล่อนทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอย่างใจลอย สามสี่วัน…นี่หล่อนหลับไปเป็นเวลานานขนาดนั้นเลยหรือ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หลังจากกลับจากงานศพแดฟนี หล่อนก็ไปมหาวิทยาลัยเพื่อพบกับโปรเฟสเซอร์ดันแคนเพื่อทำการตรวจเนื้อหางานวิจัย จากนั้นหล่อนก็ทำงานช่วยสอนและก็กลับบ้าน ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนวันปกติยกเว้นหล่อนไม่มีเพื่อนสาวในชีวิตอยู่ร่วมบ้านด้วยอีกต่อไปเท่านั้น

“ลุคเขาบอกผมด้วยว่า เขาพยายามติดต่อคุณเหมือนกันแต่คุณไม่ได้โทรกลับ เขาก็เลยคิดว่าคุณยังรู้สึกไม่สบายใจเรื่องของแดฟนีก็เลยไม่อยากรบกวน”

“นี่ฉันหายไปถึงสามสี่วันเต็มๆ เลยหรือคะ”

“ก็งั้นซิคุณ” ดวงตาสีฟ้าจัดมองหล่อนอย่างห่วงใย “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า มีอะไรจะบอกผมไหม”

ไอลดาชั่งใจอยู่เป็นครู่ หล่อนเหลือบมองดวงตาสีฟ้าเข้มจัดจ้าที่จ้องมองหล่อนอยู่ไม่วางตา แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะเก็บความฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ไว้ก่อน หล่อนยังไม่อยากให้ทริสตันคิดว่าหล่อนเสียสติหรือวิปลาส ใครจะเชื่อว่าหล่อนฝันเห็น  แมทธิว ฮอปกินส์ กับการไต่สวนแม่มดในศตวรรษที่สิบเจ็ดกันเล่า แถมในฝันหล่อนก็ยังเป็นแม่มดอีกต่างหาก…

“คุณไม่ไว้ใจผมหรือ”

“ไม่เชิงค่ะ” หญิงสาวอึกอัก “ฉันยังไม่พร้อมที่จะเล่าให้คุณฟังมากกว่า เรื่องมันเหลือเชื่อ”

“ผมมีเวลาทั้งวัน” ชายหนุ่มตอบ ยกขาพาดโต๊ะกาแฟพลางมองหน้าหล่อนยิ้มๆ “คุณเล่ามาได้เลย ผมค่อยไปเคลียร์งานเอกสารตอนเย็นๆ ก็ได้”

“ทริสตันคะ” หล่อนร้องอย่างอ่อนใจ “คุณจะอยากรู้ไปทำไมคะ เรื่องที่คุณต้องจัดการก็จบลงแล้ว ฉันรู้แล้วว่าต้องย้ายออกจากบ้าน เพียงแต่ฉันขอเวลาอีกนิดเท่านั้น…มันเป็นเหตุผลส่วนตัวน่ะค่ะ สัญญาว่าไม่นาน พอได้เรื่องได้ราวกว่านี้ฉันจะย้ายออกแน่ๆ”

“ผมถึงบอกให้คุณย้ายไปบ้านเช่าผมไง ผมเช็กดูให้ได้ว่าหลังไหนว่าง ผมจะได้รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นผมจะได้มาหาคุณได้ทัน”

“ถ้าฉันย้ายก็คงหาบ้านที่ใกล้ลอนดอนกว่านี้แหละค่ะ ฉันถึงไม่อยากย้ายไปแล้วก็ย้ายอีกครั้ง ตกลงไหมคะ”

“ถ้าคุณไม่ย้ายออกจริงๆ ผมจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่นะ”

“อะไรนะคะ”

“ใช่…คุณฟังไม่ผิดหรอก ผมจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน” ทริสตันยิ้มกว้าง “เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ในห้องแดฟนียังอยู่ ผมยังไม่ได้ให้คนมาขนย้าย ผมอยู่ห้องนั้นได้ ส่วนคุณก็อยู่ห้องคุณไปตามเดิม พร้อมจะย้ายออกวันไหนผมก็จะกลับไปอยู่บ้านผม โอเคไหม”

“ไม่โอเคค่ะ” ไอลดาลงเสียง “คุณจะหาเรื่องย้ายเข้ามาอยู่บ้านเดียวกันกับฉันง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้นะคะ”

“ก็คุณไม่ยอมย้ายออก แล้วผมก็ห่วงคุณ แล้วทางตำรวจก็ยังจับไม่ได้ว่าใครเป็นคนตัดสายเบรก เท่านี้ก็มีเหตุผลเพียงพอแล้ว…”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงสาวยังคงยืนกราน “ถ้าคุณลุงคุณทราบว่าคุณย้ายมาอยู่เมโดว์บรุคกับฉัน ท่านจะว่าอย่างไร”

“ท่านจะไปว่าอย่างไรได้ ผมไม่ได้เป็นเด็กๆ อายุสิบห้า สิบหกปีนะ ผมเป็นผู้ใหญ่แล้ว….จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ท่านไม่ได้เป็นผู้ปกครองผมสักหน่อย”

“อย่าพูดเล่นซิคะ คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก…มัน…เอ้อ…ไม่เหมาะสม”

“หรือคุณกลัวว่าแฟนคุณจะเข้าใจผิด” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง “หรือคุณคิดจะชวนเขาเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนคุณที่นี่”

“โอ๊ย” หญิงสาวร้องเบาๆ อย่างขัดใจ “คุณนี่เหมือนเด็กจริงๆ ทำไมถึงพาลไปถึงเรื่องลุคล่ะคะ ฉันไม่ได้คิดจะชวนใครมาอยู่ที่นี่สักหน่อย แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นแฟนฉันด้วย เอาเป็นว่า…คุณย้ายเข้ามาไม่ได้นะคะ ทั้งคุณลุงของคุณและเลดี้ไวโอเล็ตคิดว่าฉันกับคุณแอบคบกันลับหลังแดฟนี แล้วพอคุณลุงคุณจับได้ คุณก็ขอเลิกกับแดฟนีเลยทำให้เธอเสียใจมาก แล้วก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละค่ะ คุณลุงของคุณคิดว่าฉันเป็นคนฆ่าแดฟนี ท่านเจอฉันในงานศพแล้วท่านก็พูดทำนองนี้…เข้าใจหรือยังคะว่าทำไมคุณถึงไม่ควรอยู่กับฉันด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะย้ายเข้ามาที่เมโดว์บรุค หรือคบกับฉันในฐานะใดก็ตาม ในฐานะเพื่อนก็ไม่ได้ค่ะ จนกว่าเราจะรู้ว่าใครที่เป็นคนตัดสายเบรกจนทำให้แดฟนีเสียชีวิต…”

“คุณลุงเป็นคนบอกเลดี้ไวโอเล็ตเองหรือนี่” ทริสตันพึมพำกับตัวเอง “มิน่าเล่า…”

“ท่านคงเกลียดฉันมากเลยค่ะ ฉันยังเกลียดตัวเองเลยที่เป็นสาเหตุให้แดฟนีต้องตาย” ท้ายประโยคนั้นเจือสะอื้น “ฉันไม่คิดเลยว่าการไปหาคุณวันนั้นมันจะทำให้เรื่องทุกอย่างกลับแย่ลง ฉันผิดเอง…”

วงแขนแข็งแรงของชายหนุ่มโอบหล่อนไว้หลวมๆ เขาเชยคางมนขึ้นพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลรินอย่างเบามือ ไอลดามองสบตาสีฟ้าจัดอย่างเผลอไผล และก่อนที่หล่อนจะได้ทันขัดขืน ริมฝีปากคู่นั้นก็แนบชิดลงมาที่ริมฝีปากเต็มอิ่มของหล่อนอย่างเนิ่นนาน

หญิงสาวรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ หล่อนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง แข้งขาเหมือนจะหมดแรงไปเสียดื้อๆ ความรู้สึกทั้งสองอย่างต่อสู้กันในจิตใจ หล่อนอยากจะแข็งขืน อยากจะผลักเขาออกห่าง แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะซุกตัวในอ้อมอกอันแข็งแรงนั้นแล้วปลดปล่อยความเศร้า ความเสียใจ ความทุกข์ใจไปเสียให้หมดสิ้น

ทริสตันฝืนใจปล่อยหญิงสาวให้เป็นอิสระจากอ้อมแขนของเขา ไอลดาทำท่างงๆ จนเขาต้องจูงหล่อนมานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน เขาจับมือหล่อนไว้แน่น ทั้งคู่นั่งเงียบกันอยู่เช่นนั้นเป็นครู่โดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดออกมา

เขาเหลือบมองใบหน้ารูปไข่ที่ล้อมกรอบด้วยผมสีดำสนิทซึ่งบัดนี้ดูยุ่งเหยิง ดวงตาดำขลับดุจนิลเจียระไนน้ำงามแวววับที่หลอกหลอนเขาในความคำนึงตั้งแต่วันแรกที่ได้พบเธอมีประกายหม่นเศร้า

“ผมจะไม่ปล่อยให้คุณไปไหนนะ อย่าดื้อ…ถ้าคุณไม่ย้ายออก ผมจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เอง อย่างน้อยช่วงตอนกลางคืนคุณจะได้มีคนอยู่ด้วย”

ไอลดาหมดปัญญาที่จะคัดค้าน ยิ่งอยู่ใกล้ชายหนุ่ม…ใจของหล่อนก็ยิ่งหวั่นไหวมากขึ้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ นี่หล่อนจะต้องมีชีวิตอยู่กับความรู้สึกที่ว่า…หล่อนเป็นสาเหตุให้แดฟนีต้องมามีอันเป็นไปเพราะแย่งผู้ชายของเพื่อนรักมาหรือ

“คุณคิดดีแล้วหรือคะ”

“ผมไม่ได้คิดอะไรเลย” เขาตอบง่ายๆ “ทั้งหมดทำไปตามสัญชาตญาณ…คุณไม่ย้ายออก ผมเป็นห่วงคุณ ผมก็เลยย้ายเข้ามา จบเท่านี้”

“มันไม่ใช่แค่นั้นสิคะ” หล่อนอดเถียงไม่ได้ “คนเขาไม่ได้มองว่าอย่างนั้นแน่ คุณย้ายเข้ามาอยู่กับฉันแบบนี้ เขาก็จะพากันคิดว่าเรา…เอ้อ…เรา ย้ายมาอยู่ด้วยกันแบบนั้น”

“ดีซิ” คราวนี้ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “ยิ่งเข้าใจอย่างนั้นได้ยิ่งดี ลุคจะได้เลิกมาตามจีบคุณเสียที ใครๆ ก็จะได้คิดว่าผมมีแฟนแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงอีก”

ไอลดาถอนใจ คร้านที่จะโต้เถียงอีก เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็ดูไม่เลิกล้มความคิดที่จะย้ายมาอยู่เมโดว์บรุคให้ได้

“ผมไม่ได้ถือโอกาสนะ..อันนี้พูดจริงๆ จุดประสงค์หลักคือ ผมเป็นห่วงคุณมาก…ส่วนจุดประสงค์รอง อันนี้มันพ่วงเข้ามาเองแต่ก็ดี เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อตัวผม เรื่องนี้จบแล้ว…คงไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไป แต่ผมอยากรู้เรื่องตัวคุณ…ทำไมถึงกินยานอนหลับมากไปขนาดนั้น คุณไม่รู้หรือไงว่ามันอาจจะทำให้คุณหลับไปเลยก็ได้แล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกน่ะ ผมเป็นห่วง…อยากให้คุณนัดพบกับหมอ เขาจะแนะนำจิตแพทย์ให้ คุณจะได้มีที่ระบายความเศร้า เสียใจบ้าง ดีกว่ากินยานอนหลับไปมันเลิกคิดถึงเรื่องเศร้าๆ นะ”

“ฉันไม่ได้กินยานอนหลับค่ะ ไม่ได้กินยาอะไรเลย นอกจากยาแก้ปวดหัวเป็นบางครั้ง ฉันแค่หลับนานไปหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นยิ่งต้องไปหาหมอ”

“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ” หล่อนยิ้มให้เขา “แต่ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

“เดี๋ยวก่อน” ชายหนุ่มเพ่งสายตามองที่ข้อเท้าของหล่อน หลังจากที่ไอลดาหันตัวทำท่าจะเดินกลับไปยังห้องนอน “ข้อเท้าคุณเป็นอะไร ผมเพิ่งสังเกตเห็น”

หญิงสาวก้มลงมองข้อเท้าตัวเอง รู้สึกตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อเห็นรอยถลอกเหมือนเป็นแผลครูดของเชือกชัดเจน ข้อเท้าข้างขวามีเลือดไหลซีม หล่อนยกข้อมือสองข้างขึ้น ก็พบรอยแดงที่ผิวหนัง เหมือนกับถูกมัดหรือรัดด้วยเชือกเช่นกัน ไอลดาใจหายวาบ ใบหน้าถอดสี

“คุณไปโดนอะไรมา นี่มันเหมือนรอยถูกมัดเลยนี่…ทั้งแขน ทั้งขา”

ดวงตาสีนิลนั้นแห้งผาก ริมฝีปากเต็มอิ่มสั่นระริก สุดปัญญาที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้

ในขณะที่ทริสตันวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อหาชุดปฐมพยาบาลเพื่อมาทำแผลให้หล่อนด้วยความห่วงใยนั้น หญิงสาวได้แต่จ้องมองรอยแผลที่ข้อเท้า รอยเลือดที่ไหลซึมอยู่บนแผล และรอยเชือกบนข้อมืออย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

 

Don`t copy text!