สาป บทที่ 7 : คำสาปแห่งเมโดว์บรุค

สาป บทที่ 7 : คำสาปแห่งเมโดว์บรุค

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 7 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ไอลดาถอนใจยาว หล่อนไขกุญแจบ้านอย่างเนือยๆ นึกดีใจที่แดฟนียังไม่กลับมา หญิงสาวยังไม่สามารถรวบรวมสติและความรู้สึกอันจับต้นชนปลายไม่ถูกจากการพบทริสตันเมื่อบ่ายนี้ได้  นับประสาอะไรจะบอกเพื่อนรักว่าอะไรเกิดขึ้นในห้องทำงานของทริสตัน!

หางตาเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ตกอยู่บนพื้นพรมใกล้ๆ ประตู หญิงสาวหยิบขึ้นมาดู

 

ผมเองนะ…ลุค ปู่หายดีแล้ว ผมบอกว่าคุณมาดักรอพบ แกก็เลยให้ผมมาบอกคุณว่าค่ำๆ นี้ให้ไปที่ผับ แกออกมาดื่มได้แล้ว และสุดท้าย…ต้องขอโทษที่บุกมาบ้านแล้วก็หย่อนกระดาษแผ่นนี้ผ่านประตู ก็คุณไม่ให้เบอร์โทรศัพท์ผม แล้วเจอกันนะ

 

หล่อนอดยิ้มไม่ได้เมื่ออ่านจบ ทั้งๆ ที่เหนื่อยทั้งกายและใจ แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เพราะมีเรื่องมากมายที่อยากรู้เกี่ยวกับบ้านหลังนี้ และอีกอย่าง ลุคเป็นคนร่าเริง อัธยาศัยดี การได้ออกจากบ้านไปพบปะกับคนอื่นๆ บ้าง น่าจะดีกว่าการอยู่คนเดียวแล้วเฝ้าแต่คิดถึงดวงตาสีฟ้าจัดกับอ้อมกอดอันแข็งแรงของทริสตัน!

ไอลดาใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัว หล่อนตัดสินใจจะไม่ขับรถไปที่ผับด้วยตั้งใจว่า คืนนี้หล่อนจะดื่มและยิ่งหากว่าเมาได้ก็จะยิ่งดีมาก หล่อนไม่ต้องการคิดถึงชายหนุ่มคนนั้น…อย่างน้อยก็ในคืนนี้

ลุคยิ้มกว้างเมื่อเห็นหญิงสาวผลักประตูเข้ามาพลางกวาดตามองหาปู่ของเขา ไอลดาส่งยิ้มให้เขาเช่นกัน ก่อนจะเดินตรงไปที่บาร์เพื่อรอคิวสั่งเครื่องดื่ม สายตาทุกคู่จ้องมองหล่อนเป็นตาเดียวกัน

“คุณจะดื่มอะไร…ให้ผมทาย ชา น้ำผลไม้…”

“ขอสก็อตช์วิสกี้แล้วกันค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆ “คุณเดาผิด”

“ผมไม่ยักรู้ว่าคุณดื่มด้วย” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะจัดการผสมเหล้าส่งให้หล่อนอย่างรวดเร็ว “ผมเลี้ยงเอง…คุณอุตส่าห์มาตามนัดนี่นะ”

“ขอบคุณค่ะ ไหนคุณปู่ของคุณคะ”

“โน่นไง นั่งอยู่กับเพื่อนๆ ตรงมุมโน้นนั่น เดี๋ยวผมจะเดินไปบอกแกว่าคุณมาแล้ว จะได้ไปหาที่นั่งคุยกัน ผมบอกคร่าวๆ แล้วแหละว่าคุณอยากรู้เรื่องอะไร คุณมาตอนนี้กำลังดีเลย แกเพิ่งดื่มไปได้สองสามแก้ว กำลังอารมณ์ดีได้ที่…”

ไอลดาอดหัวเราะไม่ได้

“ขอโทษนะคะที่มารบกวนคุณ”

“ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ผมหยุดก็เลยนัดคุณมา แต่ก็นั่นแหละ…พอเห็นลูกน้องยุ่งๆ กันที่บาร์ ผมก็อดกระโดดเข้าไปช่วยไม่ได้”

เขาถือวิสาสะ จับมือหล่อนหลวมๆ เดินพาหลบหลีกผู้คนไปยังโต๊ะมุมสุดอีกด้านของผับ แล้วก็ยกมือเป็นสัญญาณให้ปู่ของเขาเดินมาหา

มาร์คยื่นมือออกมาให้หญิงสาวจับก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อย เขาทรุดตัวนั่งตรงข้ามกับหล่อน ในมือมีแก้วเบียร์ทรงสูงซึ่งเพิ่งจะดื่มไปได้ไม่มากนัก

“ลุคบอกผมว่าคุณอยากพบผม”

“ค่ะ” ไอลดาพยักหน้า “บ๊อบเป็นคนแนะนำมาค่ะ ฉันเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้ไม่นานนัก เผอิญไปซื้อของที่ร้านบ๊อบก็เลยรู้จักกัน”

“คุณอยากรู้อะไรล่ะ ถามมา…ถ้าผมตอบได้ก็จะตอบ”

“ไอลดาเขาเจอเด็กน่ะปู่” ลุคเกริ่นนำให้ ในขณะที่หญิงสาวก็จ้องหน้าชายชราอย่างใจจดใจจ่อ “เขาเจอตั้งแต่วันแรกที่ไปบ้านหลังนั้นเลย แต่ก็คิดว่าตาฝาดไป…”

“เมโดว์บรุคน่ะเหรอ ใครๆ เขาก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าบ้านนั้นน่ะมีผี”

“อะไรนะปู่” ลุคหัวเราะก๊าก “เอาอย่างนั้นเลยเหรอ”

“อ้าว” ผู้เป็นปู่หัวเราะบ้าง “ฉันก็พูดตรงๆ ไง ก็แกบอกว่าไอลดาเขาเจอเด็กผู้หญิงคนนั้น ฉันก็ว่าบ้านนั้นมีผีสิง มันผิดตรงไหน”

“มันไม่ผิดหรอกปู่ แต่มันตรงเกินไป”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้ “ฉันไม่ได้ตกใจหรอก จริงๆ ก็พอจะเดาได้อยู่ว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ”

“คุณจะเล่าให้ผมฟังได้ไหมว่าคุณเจออะไรบ้าง” มาร์คถามก่อนจะจิบเบียร์ “ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าหลังจากที่บ้านนั้นปิดตายไปเป็นร้อยปี แล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้างคุณถึงได้มาตามหาผมเป็นจ้าละหวั่นขนาดนี้”

“ทีแรกฉันก็คิดว่าคงตาฝาดไปเองตอนที่เห็นเด็กคนนั้นครั้งแรกน่ะค่ะ ทีแรกก็คิดว่า อาจจะมีเด็กขึ้นไปเล่นซนที่ห้องใต้หลังคา แต่ตอนที่…เอ่อ…ทริสตัน…มิสเตอร์เรย์ลีย์น่ะค่ะ พาฉันเดินชมบ้าน ก็ปรากฏว่าห้องใต้หลังคานั่นปิดตายแถมมีโซ่กับกุญแจเหล็กโบราณล่ามไว้แน่นหนาเลย เด็กที่ไหนจะขึ้นไปเล่นบนนั้นได้”

“แล้วคุณเห็นคนเดียวหรือว่าทริสตัน เรย์ลีย์เขาเห็นด้วย”

“ฉันว่าเขาไม่เห็นนะคะ” ไอลดาตอยอย่างมั่นใจ “ไม่เห็นเขามีปฏิกิริยาอะไรเลย คือ ฉันก็บอกไม่ถูกน่ะค่ะ คือพอเห็นแล้วฉันก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ เพราะฉันมองขึ้นไปจากลานจอดรถ อย่างอื่นก็ดูจะเบลอๆ หมด มองเห็นเพียงว่าเป็นเด็กผู้หญิง แต่ที่แปลกมากๆ คือ ฉันมองเห็นหน้าเธอไม่ชัด แต่เห็นน้ำตาเธอชัดเจนมากน่ะค่ะ…คือถ้าปกตินี่ ถ้าเรามองผ่านกระจกที่มัวๆ มันก็ควรจะมัวๆ เบลอๆ ทุกอย่างใช่ไหมคะ แต่นี่ทำไมทุกอย่างมัวแต่เห็นน้ำตาชัดเจนล่ะคะ”

“มีคนเห็นเด็กคนนี้อยู่หลายคนนะ ล่าสุดก็พวกคนงานที่มาปรับปรุงบ้านนั่นแหละ” มาร์คยิ้มน้อยๆ “ไม่มีใครอยากเชื่อหรอกว่าตัวเองเจอผี แต่บ่อยเข้าหลายๆ ครั้งก็คงอดกลัวไม่ได้ แถมยังมีเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างเช่น เครื่องมือในการทำงานหายไป อยู่ๆ ก็ไปเจอที่โน่นที่นี่ เหมือนกับใครเอาไปซ่อนแล้วก็เอากลับมาคืนอย่างนั้นแหละ”

“ฉันก็เจอค่ะ” หญิงสาวถอนใจ “ทีแรกก็คิดว่าตัวเองจำผิด วางไว้ผิดที่แล้วหาไม่เจอ แต่มาครั้งล่าสุดนี่…ฉันก็คิดว่ามันแปลกเกินจะหาเหตุผลมาอธิบายได้ เพราะชุดน้ำชากระเบื้องที่ตกทอดมาจากแม่ฉันน่ะค่ะ หายไปทั้งชุด…ทั้งๆ ที่ฉันก็ล็อกไว้อย่างดีในกระเป๋าเดินทางอีกใบหนึ่งเพราะมันบอบบางมาก ปรากฏว่าหายไปทั้งชุด แล้วจู่ๆ ก็เจอวางเรียงอยู่นอกกระเป๋า เหมือนกับใครเอามาเล่นอย่างไรอย่างนั้นเลยค่ะ”

“เฮ้อ” ลุคถอนใจบ้าง “ผมก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องแบบนี้เหมือนกันนะ แต่ถ้าคุณเจอจริงๆ หลายครั้ง แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอธิบายได้ มันก็คงพูดลำบากแหละว่า เรื่องลี้ลับเหล่านี้มันไม่มีจริง”

“ฉันก็ไม่ใช่ว่าอยากจะเชื่อหรอกค่ะ แต่พอเจอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ เข้าเรื่องข้าวของหาย แล้วอยู่ๆ ก็กลับมาเจอผิดที่ผิดทาง มันก็ไม่ธรรมดาแล้ว ครั้งล่าสุดนี่เหมือนกับจะเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงวิ่งอยู่ไวๆ ในบ้าน แต่พอฉันมองก็หายไป…จะว่าตาฝาดก็คงไม่ใช่ ฉันอธิบายไม่ได้จริงๆ ค่ะ แต่ความรู้สึกมันบอกว่าน่าจะเป็นเด็กคนเดียวกันกับที่ฉันเคยเห็นเมื่อตอนมาบ้านนี้ครั้งแรก”

“ผมไม่เคยเห็นเด็กคนนี้นะ แต่อย่างที่รู้ๆ กันแหละ เรื่องเมียของลอร์ดเรย์ลีย์กับลูกสาวน่ะ ที่เขาว่ากันว่าตายเพราะอุบัติเหตุอะไรนั่น มันเป็นไปได้ไหมว่าทั้งคู่เสียชีวิตที่บ้านหลังนี้น่ะ”

“ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับลุง” ลุคค้าน “ก็บ้านหลังนั้นน่ะถูกปิดตายเป็นร้อยปี แล้วเมียท่านลอร์ดกับลูกสาวจะเข้าไปในบ้านนั้นได้ยังไง”

“เขาลือกันว่าเมียแกเป็นโรคจิต…แกฆ่าตัวตายพร้อมลูก” มาร์คเอ่ยช้าๆ อย่างใช้ความคิด “อีกอย่าง…สามีเขาเป็นเจ้าของบ้าน เขาจะเอากุญแจไขเข้าไปในบ้านนั้นก็ย่อมได้”

“คนก็ลือกันไปน่ะปู่…รู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นโรคจิต”

“ทำยังกับแกไม่รู้ว่าคนในหมู่บ้านเราเป็นยังไง” ปู่ของเขาหัวเราะน้อยๆ “มีอะไรที่เป็นความลับบ้าง ปากมีหู ประตูมีช่อง…ก็พวกคนรับใช้นั่นแหละที่เอามาเที่ยวพูด”

“เอ้า…หยุดก่อนปู่” ลุคยกมือห้าม ท่าทีขึงขัง “นี่ปู่ว่าบรรพบุรุษของปู่เลยนะเนี่ย”

“แล้วมันบรรพบุรุษแกด้วยหรือเปล่า แกจะเดือดร้อนทำไม…มันบรรพบุรุษของฉัน” มาร์คหัวเราะเสียงดัง “ขว้างงูไม่พ้นคอนะแก ทำยังกับแกไม่ได้เป็นอะไรกับฉันงั้นแหละ”

“บรรพบุรุษผมเองแหละครับไอลดา” ชายหนุ่มหันมายิ้มยิงฟันขาวให้หล่อน “ที่เป็นคนรับใช้ครอบครัวนี้มานาน แล้วก็เอาเรื่องของพวกเรย์ลีย์มาเมาท์ต่อ ตามประสาคนรับใช้ที่ดีในอุดมคติไง”

“ครอบครัวเรารับใช้เรย์ลีย์มาหลายชั่วคน…มาหยุดเอาก็สมัยพ่อผมแหละ สมัยปู่หนุ่มๆ ยังทำงานให้เขาเลย”

“ช่วงที่พ่อของผมไปรับช่วงจากปู่…เราไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวแล้ว เพราะปู่ของผมมาทำงานทางด้านดูแลเรื่องฟาร์มของลอร์ดคนก่อนแถวๆ เมโดว์บรุคแหละ กิจการของตระกูลนี้มีตั้งแต่ฟาร์มโคนม ปลูกข้าวโพด ปลูกเรพสีด ปลูกผลไม้ต่างๆ…ไปจนถึงมีที่ดินให้เช่าทำการเกษตร บ้านหลายขนาดให้คนเช่า ปัจจุบันนี้เขาไม่ได้ทำฟาร์มอีกต่อไปแล้ว ให้คนเช่าอย่างเดียว แต่หันมาทำทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ผมก็เลยตกงาน…”

“ปู่ก็เลยมีเวลากินเหล้ามากขึ้น”

“เฮ่อะ” ชายชราหันไปดุลุค “ไม่ได้กินเยอะเลยนะช่วงนี้ หมอห้ามก็ต้องเชื่อหน่อย….ฉันยังอยากอยู่ไปอีกสักพัก รอไปงานแต่งงานแกไง”

“อย่ามาสนใจเรื่องของผมเลยปู่…กลับมาเรื่องบ้านนั้นดีกว่า แล้วปู่คิดว่าเด็กคนนั้นคือลูกของลอร์ดเรย์มอนด์เหรอ”

“ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง…ก็น่าจะเป็นเด็กคนนี้กระมัง ว่าแต่คุณไม่เห็นหน้าตาเด็กคนนี้ชัดๆ เลยหรือครับ”

“แปลกนะคะ ฉันเห็นเด็กคนนี้ แต่ไม่เคยเห็นหน้าเธอชัดๆ เลยค่ะ ทุกอย่างมันดูเบลอๆ รางๆ ไปหมด เหมือนมีเธอมีหมอกมาปกคลุมตัว…ประมาณนั้นน่ะค่ะ”

“ผมสงสัยนะ” มาร์คทำท่าครุ่นคิด “คุณบอกว่าห้องใต้หลังคานั่นปิดตาย ตอนนี้ยังปิดตายอยู่ไหม”

“ค่ะ…มีโซ่เส้นใหญ่ล่ามเลยแหละ ฉันถามทริสตันตอนที่ไปดูบ้านครั้งแรก เขาก็ว่ามันผุพังมาก ต้องซ่อมกันเป็นการใหญ่และใช้เวลานาน เขาก็เลยซ่อมคร่าวๆ ไปก่อน กันไม่ให้พื้นมันพังลงมาอีกชั้น แต่เขาก็ไม่ได้เปิดห้องใต้หลังคาไปซ่อมนะคะ ใข้วิธีซ่อมเพดานจากห้องชั้นล่างของห้องใต้หลังคาแทน”

“กุญแจกับโซ่นั่นเป็นของใหม่หรือของเก่า”

“สนิมขึ้นเลยค่ะ ดูท่าเหมือนจะปิดตายมานานแล้ว เผลอๆ เป็นร้อยปีก็ไม่รู้”

“ถ้าไม่ใช่ลูกของลอร์ดเรย์มอนด์แล้วจะเป็นใคร”

“มันไม่ใช่แค่เห็นเด็กคนนี้เท่านั้นนะคะ” ไอลดาเสริมต่อ “ฉันยังฝันแปลกๆ อยู่หลายครั้งเลยค่ะ…บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันต้องมีอะไรที่เกี่ยวโยงกับบ้านหลังนี้ เพราะฉันไม่เคยฝันอะไรแบบนี้เลยมาก่อนในชีวิต มันแปลกแบบน่ากลัวน่ะค่ะ แล้วก็ฝันซ้ำๆ ซากๆ…เห็นผู้หญิงคนหนึ่งน่ะค่ะ เธอเดินวนเวียนอยู่สุดปลายสวนที่ต่อกับฟาร์มน่ะค่ะ แล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่อย่างนั้น บางทีก็รู้สึกเหมือนฉันเป็นผู้หญิงคนนั้นเลย ตื่นขึ้นมายังมีความรู้สึกเศร้า ปานจะขาดใจ อะไรประมาณนั้นเลยค่ะ”

คราวนี้ลุคกับปู่ของเขาหันมาสบตากัน ลุคนิ่งไปชั่วครู่ในขณะที่มาร์คยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม มือของชายชราสั่นน้อยๆ

“ผู้หญิงร้องไห้…”

“ค่ะ” หล่อนพยักหน้า “หน้าตาเธอเศร้ามาก ฉันเห็นเธอในฝัน บางทีเธอก็ร้องไห้คร่ำครวญแบบเสียใจมากๆ บางทีก็ร้องไห้อย่างเจ็บแค้นอะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ เหมือนฉันจะเข้าถึงอารมณ์ของเธอได้ บางทีตื่นขึ้นมานี่ ฉันยังมีรอยน้ำตาไหลเป็นทางเลย เหมือนกับมันเกิดขึ้นกับฉันเองเลย”

“แล้วในฝันนี่คุณเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นชัดเจนไหม หรือว่าเบลอๆ รางเลือนเหมือนกับที่คุณเห็นเด็กคนนั้น”

“ชัดเจนค่ะ” หญิงสาวยืนยัน “เรียกว่า ถ้าเกิดเธอมีตัวตนจริงๆ ถ้าฉันเจอเธอเวลาเดินในหมู่บ้านนี่ ฉันชี้ตัวได้เลยค่ะ”

“จะเป็นภรรยาของลอร์ดเรย์มอนด์หรือเปล่า” ลุคตั้งข้อสงสัย “ถ้าคิดว่าเธอฆ่าตัวตายที่บ้านนั้นน่ะ”

“น่าจะไม่ใช่นะคะ” ไอลดาครุ่นคิด “ฉันว่าหน้าตาท่าทางเธอดูไม่ใช่คนสมัยใหม่น่ะค่ะ”

“ภรรยาของท่านลอร์ดน่ะ ผมสีทองประบ่า ลูกสาวด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่แน่ค่ะ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ผมสีทองแน่ ฉันไม่ได้สังเกตนะคะ…ก็มันเป็นความฝัน แต่ไม่คิดว่าเธอมีผมสีทองหรอกค่ะ บนศีรษะเธอเหมือนจะมีผ้าผูกผมหรือไงฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ที่รู้ๆ เธอหน้าตาสวยมาก”

มาร์คนิ่งไปสักครู่ ก่อนจะถอนใจยาว

“หรือเรื่องที่เขาเล่าๆ กันมามันจะเป็นจริง”

“ที่ว่ามีคำสาปน่ะหรือคะ ใครสาปเมโดว์บรุคเหรอคะ”

“ผมก็ไม่รู้เรื่องละเอียดหรอกนะ จะว่าเป็นตำนานก็ไม่เชิง ก็เล่าๆ ต่อกันมาในหมู่บ้านเรานี่แหละ ย้อนไปถึงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 โน่นแน่ะ”

“โอ๊ย…ขนาดนั้นเลยหรือปู่” ลุคอดหัวเราะไม่ได้ “ผีลูกเมียท่านลอร์ดนี่ก็แย่พอแล้ว ยังจะย้อนยุคไปถึงสมัยนู้นอีก ขืนปู่เท้าความไปขนาดนั้น เกิดไอลดาเขากลัวขึ้นมาแล้วต้องย้ายออกจากบ้านไปคืนนี้ ผมจะไม่ยกโทษให้ปู่เลยนะ”

“อ้าว…ฉันก็พยายามช่วยอยู่นี่” ชายชราตอบยิ้มๆ “ถ้าไม่ใช่วิญญาณแม่ลูกคู่นั้น ก็มีอยู่เรื่องเดียวแหละที่เป็นเรื่องเล่าต่อๆ มาของบ้านนั้น จะจริงหรือไม่ก็ไม่มีใครยืนยันหรอก แต่มันก็เป็นเรื่องน่าคิดว่า ทำไมพวกเรย์ลีย์ถึงปิดตายบ้านนั้นเป็นเวลาหลายร้อยปี แล้วก็ไปสร้างบ้านใหม่ที่เปเปอร์มิลล์ล็อคโน่น…”

“คนที่รู้ดีที่สุดน่าจะเป็นพวกเรย์ลีย์นะคะ”

“ใช่ แล้วก็พวกคนรับใช้ที่บ้านนั้นด้วย”

“แต่ถ้าเรื่องมันเกิดขึ้นนานเป็นหลายร้อยปี ย้อนไปถึงสมัยศตวรรษที่สิบห้าโน่น ฉันก็คงจนปัญญาแหละค่ะ” หญิงสาวถอนใจยาวอีก “สัญญาบ้านนี้ทำเอาไว้ปีนึงเต็มๆ ถ้าจะย้ายออกไปก่อนนอกจากเขาจะริบเงินมัดจำแล้ว เรายังจะต้องจ่ายที่เหลือให้ครบปีด้วย”

“คุณมาอยู่ได้นานเท่าไรแล้ว” ลุคถาม “ถ้าทนไม่ไหวก็ย้ายออกไปเถอะ…ผมช่วยหาบ้านเช่าในหมู่บ้านให้ รับรองว่าถูกกว่าที่นั่นเยอะ คุณอยู่กับเพื่อนสองคนไม่ต้องอยู่บ้านใหญ่อย่างกับคฤหาสถ์ขนาดนั้นก็ได้”

“เรื่องมันยาวค่ะ…ตอนที่เช่าบ้าน เพื่อนฉันเขาไม่ได้สนใจอะไรเลย นอกจากอยากมาอยู่บ้านนั้นเพราะจะได้อยู่ใกล้ชิดกับ…เอ้อ…มิสเตอร์เรย์ลีย์”

“ผมไม่ประหลาดใจหรอก” คนฟังมองหน้าหล่อนนิ่งๆ เหมือนจะหยั่งใจ “สาวๆ คลั่งไคล้เขากันทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะหน้าตาอย่างเดียว เงินด้วย”

หล่อนหน้าร้อนผ่าวเมื่อเห็นสายตาของลุค

“ไม่ใช่ฉันแน่ค่ะ”

“งั้นผมก็โล่งใจ”

มาร์คขัดขึ้นเมื่อได้ยินบทสนทนาของคนทั้งคู่ทำท่าจะเปลี่ยนไปจากเรื่องลึกลับ

“ปู่ไปดื่มกับเพื่อนต่อนะ”

“ครับ…ปู่ไปเถอะ”

ชายหนุ่มเดินไปพร้อมกับปู่ของเขา ก่อนจะขอโทษขอโพยเพื่อนวัยชราที่เขาต้องขอตัวมาร์คมาร่วมกลุ่ม ไอลดายกแก้ววิสกี้ที่เหลือแล้วดื่มจนหมด ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ใบหน้าหล่อนร้อนผ่าว ใจนึกอยากจะให้มาร์คอยู่ต่อ หล่อนอยากจะให้เขาเล่าเรื่อง ‘ตำนาน’ ของบ้านหลังนั้นใจจะขาด แต่ดูเหมือนทั้งชายชราและลุคดูจะหมดความสนใจเกี่ยวกับเมโดว์บรุคแค่นั้น

หรือทั้งคู่ไม่เชื่อเรื่องตำนานนั่น…

แล้วถ้า ‘ผู้หญิง’ คนที่หล่อนเห็น…ไม่ใช่ภรรยา และ ‘เด็กผู้หญิง’ คนนั้น ไม่ใช่ลูกสาวของลอร์ดเรย์มอนด์ เรย์ลีย์ ที่เสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร ถ้าเช่นนั้น…ไอลดาเห็นใคร?

มีคนเคยกล่าวว่า แทบทุกตารางนิ้วของประเทศอังกฤษนั้นเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ขุดไปตรงไหนก็ต้องเจออะไรเข้าสักอย่าง ถ้าคำกล่าวนี้เป็นความจริง…ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่สถานที่บางแห่งจะมีเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ยังคงสิงสถิตอยู่ หล่อนไม่แปลกใจในข้อนั้น

หญิงสาวมีความรู้สึกว่า มาร์คอาจจะรู้อะไรๆ เกี่ยวกับบ้านหลังนั้นมากกว่าที่เขาบอกหล่อน บางช่วงในระหว่างการสนทนา มือของชายชราสั่นจนเห็นได้ชัดเมื่อหล่อนเน้นย้ำว่า ผู้หญิงคนที่หล่อนฝันเห็นบ่อยๆ นั้น ไม่ได้มีผมสีทองแน่และการแต่งตัวก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คนสมัยใหม่…

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไอลดามีความรู้สึกว่า มาร์ครู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น หากแต่เขาเลือกที่จะไม่บอกหล่อน

ลุควางเครื่องดื่มอีกแก้วตรงหน้า

“ผมขอตัวไปด้านหลังก่อนนะไอลดา เชฟให้เด็กออกมาบอกว่าเตาอบมีปัญหานิดหน่อย อาหารออกไม่ทัน…เดี๋ยวผมมา คุณดื่มรอผมไปก่อนนะ…แป๊บเดียว”

หญิงสาวไม่มีโอกาสได้ทันโต้ตอบอะไร ชายหนุ่มก็เดินผละไปอย่างรวดเร็วเสียแล้ว

ไอลดารออยู่เป็นครู่ใหญ่ แต่ลุคก็ไม่ออกมาจากด้านหลังเสียที ยิ่งดึกคนก็ยิ่งเยอะอันเป็นเรื่องธรรมดาของคืนวันศุกร์และเสาร์ของผับทั่วๆ ไป ชายหนุ่มคงจะยุ่งวุ่นวาย แก้ปัญหากับทีมงานของเขาอยู่ในครัว

หล่อนค่อยๆ หลบออกมาทางประตูด้านข้าง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เพิ่งดื่มไปหมดส่งให้ใบหน้าร้อนผ่าว แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศช่วงนี้ก็ยังคงแปรปรวนไม่คงที่ สายหมอกจางๆ ค่อยๆ เรี่ยตัวลงปกคลุมพื้นหญ้าและเริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางที่ไอลดาเดินสู่ถนนเล็กๆ ที่ตรงไปยังเมโดว์บรุค

หญิงสาวห่อไหล่ รู้สึกหนาวเยือกอย่างประหลาด หล่อนรีบเปิดไฟฉายในมือถือเพื่อส่องนำทางที่มืดมิดปราศแสงไฟจากบ้านของผู้คนอย่างหวาดๆ นึกโกรธตัวเองที่อยากดื่มจนไม่ได้ขับรถมาจนต้องมาเดินกลับบ้านคนเดียวแบบนี้

แสงนวลของจันทร์เต็มดวงหม่นลงเมื่อกลุ่มเมฆใหญ่เคลื่อนมาบดบัง บรรยากาศเช่นนี้อดทำให้หล่อนคิดถึงเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวหล่อนตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างช่วยไม่ได้ ไอลดาไม่ใช่คนเชื่อหรืองมงายในเรื่องเหล่านี้ แม้จะได้รับฟังเรื่องประหลาดลี้ลับของอาคารหอพักมหาวิทยาลัยที่หล่อนอยู่กับแดฟนี หรือเรื่องวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในอาคารมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่งของลอนดอนที่หล่อนเรียนต่อปริญญาโทและเอกในขณะนี้ ก็มักจะเป็นเรื่องที่ ‘เขาเล่าว่า’ หรือไม่ก็ ‘ได้ยินมาว่า’ แต่หล่อนหรือเพื่อนๆ ร่วมชั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นหรือมีประสบการณ์ประหลาดๆ แต่อย่างใด

ไอลดาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ในความมืดนั้น ดูเหมือนหล่อนจะเป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวบนถนนเล็กๆ สายนี้ แม้จะมีไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือช่วยนำทาง หากไอหมอกที่ลอยเรี่ยพื้นกลับปกคลุมหนาขึ้นเรื่อยๆ จนมองแทบไม่เห็นทางข้างหน้า

ในความเงียบสงัดยามดึกที่ปราศจากแม้แต่เสียงของนกที่ออกหากินในยามราตรี หรือเสียงร้องแหลมของสุนัขจิ้งจอก หญิงสาวได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังอยู่ไม่ไกลนัก

ไอลดารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวเมื่อได้ยินเสียงนั้น หล่อนหันหลังกลับแล้วออกวิ่งไปทางถนนใหญ่ด้วยสัญชาตญาณ เสียงนั้นช่างเป็นเสียงที่หล่อนคุ้นเคยเสียเหลือเกิน…

เสียงของหญิงสาวลึกลับในฝันที่มาปรากฏตัวในความฝันของหล่อน…ไม่ผิดแน่

ไม่ว่าเธอผู้นี้จะเป็นใคร แต่ตอนนี้ เธอไม่ได้อยู่เพียงแค่ในความฝันอีกต่อไปแล้ว

เสียงสะอื้นไห้ เปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนเจ็บปวดที่กรีดก้องเข้ามาในโสตประสาทจนไอลดาต้องยกมือขึ้นปิดหู หญิงสาววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต โทรศัพท์มือถือในมือหล่นกระเด็นไปในพุ่มไม้ด้านข้างเหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็นมาจับกระชากออกไปจากอุ้งมือชื้นเหงื่อของหล่อน

กลุ่มหมอกเบื้องหน้าดูจะหนาขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกลุ่มควันไฟสีเทาเข้ม จู่ๆ เสียงกรีดร้องนั้นก็หายไป…

หล่อนรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น เมื่อประสาทตารับรู้ถึงภาพเบื้องหน้า

ในกลุ่มควันหนานั้น ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนสงบนิ่ง ใบหน้างามเผือดซีด ดวงตาสีเขียวดุจมรกตจ้องมองตรงมาที่หล่อน ริมฝีปากซีดแตกระแหงสั่นระริกเหมือนพยายามจะสื่อสาร…หากไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา

ไอลดาตัวแข็งทื่อ รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ไหลหลั่งเข้าสู่หัวใจ ฉับพลันนั้น…ความสิ้นหวัง ท้อแท้ ความเจ็บปวด…และความเคียดแค้นชิงชังพรูพรั่งกันเข้ามา…

พวกมันจะต้องได้รับผลจากการกระทำที่พวกมันทำกับหล่อน…พวกมันทั้งหมดต้องตายตกไปตามกัน…

ก่อนที่จะหมดสติไป หญิงสาวรู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็มีใครมาลากหล่อนขึ้นไปยังบนแท่นสูง หล่อนพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตแต่ก็ไม่สามารถต้านแรงของผู้ที่จะประทุษร้ายได้

ความเจ็บปวดเริ่มขึ้นตรงลำคอ จากนั้นก็ค่อยลามมาเรื่อยๆ จนถึงหลังและทั้งสองข้าง ความมืดสนิทค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมจนหล่อนมองไม่เห็นอะไรแม้แต่กลุ่มหมอกและผู้หญิงคนนั้น

ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งวิ่งเข้ามาจับหัวใจอีกครั้ง ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายจนมาแทนที่ความเจ็บปวดที่ค่อยๆ หายไป จนในที่สุดหล่อนก็ไม่รับรู้ถึงความรู้สึกใดๆ อีกเลย

Don`t copy text!