สายลมตะวันออก บทที่ 13 : ฝันร้าย…ฝันไร้สาระ

สายลมตะวันออก บทที่ 13 : ฝันร้าย…ฝันไร้สาระ

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ผมยังบันทึกความฝันในช่วงเช้า หลังจากนั้นมักเดินลงไปซื้อหนังสือพิมพ์พร้อมของกินเล็กๆ น้อยๆ ติดมือขึ้นมา ต้มกาแฟ แล้วออกไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกระเบียง เปิดหนังสือพิมพ์ กวาดตาอ่านคราวๆ ข่าวการเมือง ข่าวฆาตกรรมถูกแบ่งสรรพื้นที่หน้ากระดาษ พอๆ กับข่าวดาราชายอักษรย่อ ต ย่องขึ้นคอนโดฯ นางแบบคนดังที่กำลังมีข่าวลือว่าท้อง ผมไม่ใส่ใจอ่านรายละเอียดนัก เปิดดูหน้าในๆ พบกรอบเล็กๆ ข่าวเกี่ยวกับภาพถ่ายหลุมดำจากกาแล็กซีเอ็มเจ็ดสิบแปด ภาพในหน้ากระดาษเป็นภาพก้อนกลมสีดำๆ ขอบทางซ้ายมีรัศมีแสง

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหลุมดำมากนัก แต่ก็นึกชื่นชมบรรดานักดาราศาสตร์ หลุมดำอยู่ห่างไกลโลกเรามากนัก หากคนเหล่านั้นอยู่เฉยๆ นอนตื่นสาย ทำงานอะไรสักอย่างเพื่อรับสตางค์ ใช้ชีวิตไปกับความบันเทิง ตอบสนองความต้องการของตน คงไม่มีใครว่ากล่าวได้ แต่พวกเขายังเลือกทำสิ่งที่อีกหลายล้านคนบนโลกไม่รู้ว่าจะได้รับประโยชน์โพดผลใดๆ อย่างน้อยก็โดยตรง พวกนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์เหมือนผู้บุกเบิก เชื่อว่าหากแม้มีเครื่องมือเดินทางไป พวกนั้นคงแย่งกันเดินทางไปเพื่อเห็นหลุมดำด้วยตาตัวเองโดยไม่เกรงกลัวอันตราย

หลุมดำคือดาวที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล แม้แต่แสงก็ไม่สามารถลอดออกมาได้ จึงมีข้อสันนิษฐานว่า เราอาจใช้หลุมดำเป็นรูหนอนเพื่อนำพาไปอีกมิติเวลา อีกโลกหนึ่ง ดวงดาวซึ่งไม่เคยรู้จัก หรือไม่ก็เป็นโลกอดีตของเราเอง หรือไม่ก็โลกอนาคตในระนาบเวลาที่ยังไม่เกิดขึ้น

แต่ทั้งหมดล้วนเป็นข้อสันนิษฐาน

ถ้าเป็นไปได้จริงคงดี หากเราสามารถย้อนอดีต คงได้รู้เรื่องที่ปัจจุบันพยายามค้นหาคำตอบ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายคงถูกเฉลย เราจะได้รู้ว่าใครฆ่าเคเนดี้ และอีกหลายๆ ปริศนา กระนั้นอาจมีคนตกงานมากขึ้น อย่างน้อยก็นักประวัติศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยค้นหาหลักฐาน ปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตอีก แต่หากปรับตัวได้ นักประวัติศาสตร์อาจเปลี่ยนตัวเองเป็นนักท่องอดีต เพื่อตามคลายปริศนา ค้นหาสมบัติที่ยังถูกซุกซ่อน สร้อยคอพาเทียลาที่สาบสูญ  เรือยามาโนะบรรทุกทองคำของญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก เรื่องสมบัติจอมสลัดในน่านน้ำตะวันออก หรือกระทั่งเรื่องวาระสุดท้ายของยามาดะ นากามาสะ

ผมน่าจะเตรียมตัวนะ หากสักวันมีบริษัทเปิดรับสมัครพนักงานตำแหน่งนักท่องอดีตจริง เห็นทีผมต้องรีบเตรียมเรซูเม่ และพอร์ตโฟลิโอนำเสนอผลงาน เพื่อโน้มน้าวบริษัทให้รับผมเข้าทำงาน

ปัญหาคือ เวลานี้ยังไม่มีบริษัทใดเปิดตำแหน่งงานที่ว่า

เช่นนั้นผมสมควรหยุดความคิดเพ้อเจ้อนี้สินะ

ก่อนจินตนาการล่องลอยไปไกลกว่านี้ เสียงเคาะประตูห้องของผมในโลกใบนี้ดังขึ้น

ไม่บ่อยที่จะมีผู้มาเยี่ยมเยียน แต่ผมไม่มีเจ้าหนี้มาตามทวง จึงไม่กลัวที่จะต้องลุกไปเปิด

เป็นหนูยู

“ซื้อขนมมาฝาก” เธอยกถุงในมือ

“ขอบคุณ” ผมเปิดทางให้เธอเข้ามาพร้อมความแปลกใจ สาวน้อยอารมณ์ดีมาจากไหนกันนะ ไมตรีจากมื้ออาหารฝีมือผมเมื่อวันก่อนน่ะหรือ

หรือแท้แล้วผมกำลังอยู่ในอีกมิติเวลา ในโลกที่สาวน้อยข้างห้องไม่ใช่ผู้เงียบเฉยโดดเดี่ยว ไม่ปรารถนาสมาคมกับคนอื่น

คงไม่หรอก

“มีร้านเปิดใหม่อยู่ปากซอย เลยลองซื้อมา” เธอบอกหลังวางถุงขนมบนโต๊ะ จ่อมตัวลงบนโซฟา หยิบโทรศัพท์มากด ยัดหูฟังเข้าหู นั่นทำให้ผมมั่นใจว่ายังอยู่ในมิติเวลาเดิม กับหนูยูคนเดิม

“อะไรบ้างหรือ เยอะเชียว” ผมลองแง้มถุงดู

“ลองเปิดดูสิ” เธอตอบ ไม่เงยหน้าจากโทรศัพท์

ขนมส่วนใหญ่บรรจุในกล่องกระดาษลายสวยงาม ดูมีราคา ทั้งรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมยาว ผมเลือกว่าอะไรควรเอาไปใส่จานมากินด้วยกัน เท่าที่เห็น เป็นขนมแบบตะวันตก เค้กส้ม มาการอง ส่วนอีกอย่างที่เป็นรูปเต๋า คลุกแป้ง ผมไม่รู้จัก

“น่ากินนะ นี่อะไร”

“เตอกีส ดีไลน์ไง ไม่รู้จักหรือ”

“ไม่”

ผมเข้าไปหยิบจานเล็กพร้อมกระป๋องน้ำอัดลมมาให้เธอ เอาขนมสองสามอย่างใส่จาน และเก็บที่เหลือเอาไว้ในตู้เย็น

หนูยูพาตัวขึ้นจากพนักโซฟา ดึงหูฟังออก เปิดกระป๋องน้ำอัดลมดื่ม ผมหยิบมาการองมากัดชิ้นหนึ่ง หวานทีเดียว สำหรับคนไม่นิยมความหวานอย่างผม ส่วนสาวน้อยยังไม่ได้กิน เพียงดื่มน้ำอัดลม จากนั้นลุกเดิน สำรวจห้องผมราวกับครั้งก่อนยังสำรวจไม่เสร็จสิ้น หยุดตรงโต๊ะทำงาน ผมจำได้ว่าบนโต๊ะมีทั้งสมุดโน้ต หนังสือที่อ่านค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

“เขียนหนังสืออยู่?”

“อื่อ”

“แล้วนี่อะไร” เธอสนใจอุปกรณ์ทำมาหากินของผม

“บันทึกน่ะ”

“บันทึกส่วนตัวหรือ”

“เปล่า บันทึกความฝัน”

เธอทำท่างงงวย “บันทึกทำไม”

“ผมร่วมในโครงการวิจัยความฝัน เลยถูกสั่งให้บันทึก”

“วิจัยเพื่อ?”

“ผมไม่รู้อะไรมาก รายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ยากจนขี้เกียจจำ แค่รู้ว่าเงินดี ก็ยินดีเป็นหนูทดลอง”

“แปลก ไม่เคยได้ยิน”

“เหมือนกัน”

เธอหยิบบันทึกมาเปิดดูอย่างลวกๆ ไม่ได้สนใจอ่านหน้าไหนเป็นพิเศษ

“เพื่อนหนูเคยบอกว่าฝันเห็นอนาคต บางคนก็ฝันร้ายบ่อยๆ ตื่นมาน้ำตาไหลตลอด ไม่รู้ว่าทำไม”

ผมยกกระป๋องน้ำอัดลมดื่ม “เกิดได้กับทุกคน คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ผมคงให้หนูไม่ได้ แต่คำอธิบายทางศาสนา มีบอกไว้ถึงเรื่องความฝัน”

“บอกว่า?”

“บอกว่าความฝันมี 4 แบบ”

“อะไรบ้าง”

ผมเห็นสายตาสงสัยใคร่รู้จริงจัง ไม่คิดว่าเธอจะสนใจเรื่องนี้ แต่ผมก็ยินดีอธิบาย ลุกไปหยิบหนังสือจากชั้นข้างโต๊ะทำงานออกมาเล่มหนึ่ง เปิดหน้าที่เคยอ่าน ที่จริงพอจำรายละเอียดได้ แต่เพื่อความแน่ใจ

“อย่างแรก จิตนิวรณ์ สอง เทพสังหรณ์ สาม บุพนิมิต และสุดท้าย ธาตุพิการ”

“ขอรายละเอียด”

“ศาสนาพุทธบอกว่า จิตนิวรณ์ คือ ความฝันที่เกิดจากเรื่องราวที่เราคิดหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นมากๆ อาจเกิดได้ทั้งฝันดี และร้าย”

“แล้วอะไรอีก”

ผมเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ยังมีท่าทีสนใจ จึงอธิบายต่อ

“เทพสังหรณ์ ก็ประมาณเป็นความฝันที่มาจากเทวดาดลใจ อะไรทำนองนั้น”

“น่าจะเป็นเรื่องดี”

“คงงั้น”

“ไงอีก” สาวน้อยยังไม่หันเหความสนใจ

“บุพนิมิตคือ ความฝันที่มักเกิดกับผู้มีบุญ เป็นความฝันที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต”

“เหมือนบางครั้งจะเคย แต่ไม่แน่ใจ อาจบังเอิญ หรือคิดไปเอง”

“มีหลายคนรู้สึกเหมือนหนู”

เธอยักไหล่

“สุดท้ายก็ธาตุพิการคือ ฝันที่เกิดจากสภาวะร่างกายไม่ปกติ” ผมปิดหนังสือวางคืนบนชั้น

“หนูฝันแต่เรื่องไร้สาระ” เธอกลับไปทิ้งตัวนอนเหยียดยาวบนโซฟา “หนูเคยฝันว่าในบ้านมีน้ำตก มีต้นไม้ เหมือนป่า หนูอยู่คนเดียว เงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีด เสียงน้ำก็ไม่มีทั้งๆ ที่เห็นน้ำตก แล้วก็เห็นศพ ไม่รู้สิอาจยังไม่ตายก็ได้ มีงูตัวใหญ่อยู่ข้างๆ”

“ฝันร้ายใช่ว่าไร้สาระ”

เธอทำหน้าตึง “ใครว่าฝันร้าย หนูฝันไร้สาระต่างหาก”

ผมยักไหล่บ้าง เดินมานั่งโซฟาอีกตัว “ทุกคนก็มีความฝันไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าสนใจอะไรจริงจังสักเรื่อง ก็อาจไม่เพ้อเจ้อ อย่างผม ก่อนนี้ก็เหมือนกัน แต่หลังๆ ฝันเรื่องเดิมบ่อยๆ”

“เรื่องไร เรื่องที่เขียนอยู่หรือ”

“คล้ายอย่างนั้น”

“หนูก็เคยนะ ฝันเป็นเรื่องเป็นราว”

“ฝันเรื่องไร”

“จำไม่ได้” เธอตอบอ้อมแอ้ม

ผมมั่นใจว่าเธอพูดไม่จริง “เอาที่จำได้”

“ก็บอกว่าจำไม่ได้ไง” เธอเสียงแข็งขึ้น หน้ามุ่ย

“งั้นจำได้ไงว่าฝันเป็นเรื่องเป็นราว”

เธออึ้งไปเล็กน้อย “ก็จำได้ว่าฝันเฉยๆ”

“ก็น่าจะจำไรได้บ้างนะ” ผมพูดลอยๆ รู้สึกว่าใต้อาการปกปิด ในเสี้ยวหัวใจ สาวน้อยอยากบอกเล่า

หนูยูยกนิ้วกัดเล็บ ไม่พูดอะไรสักครู่แล้ว จึงเอ่ยออกมา

“ก็…เรื่องแม่ เรื่องยาย” เธอบอกแค่นั้น

“คิดถึงสินะ”

“ช่างเหอะ”

เธอตัดบทถลันตัวลุกขึ้น เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าเธอไม่ประสงค์สนทนาเรื่องนี้ต่อไป เดินไปหยุดตรงโต๊ะทำงานอีกรอบ เหมือนมองหาอะไรที่น่าสนใจเพียงพอให้เบี่ยงเบนการสนทนาเป็นเรื่องอื่น ผมยินดี อย่างน้อยเธอก็ไม่เอาแต่ใส่หูฟัง อยู่กับตัวเองและมือถือ

“ยามาดะ นากามาสะ…คือใคร” เธอถาม คงเห็นปกหนังสือของโบเลนกีบนโต๊ะ

“คนญี่ปุ่นสมัยอโยธยา”

“มาอยู่อยุธยาได้ไง”

“นั่งเรือมา”

เธอมองค้อน ไม่ขำด้วย ผมตอบใหม่

“สมัยก่อน คนต่างชาติทำงานให้ราชสำนักเยอะ จะมีญี่ปุ่นสักคนก็ไม่แปลก”

“แล้วตานี่มีอะไรพิเศษ ทำไมต้องเอามาเขียน”

“เขามีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์หลายอย่าง”

“อะไรบ้าง” เธอถามสวนรวดเร็ว ดูเหมือนเธอสนใจเรื่องที่ผมไม่คาดคิดเสมอ

“การเป็นคนญี่ปุ่นที่ได้ตำแหน่งยศศักดิ์สูงสุดเท่าที่เคยมี เป็นเหตุผลสำคัญที่คนสนใจ แต่ช่วงหลังๆ นักประวัติศาสตร์บางคนเริ่มสนใจเรื่องที่เล่ากันว่า ยามาดะอาจเกี่ยวข้องหรือกระทั่งเคยครอบครองสมบัติจอมสลัดในน่านน้ำตะวันออก ที่ถูกซุกซ่อนไว้”

เธอแบะปาก ไม่พูดอะไรต่อ แสดงว่าไม่มีเศษเสี้ยวความสนใจเรื่องสมบัติจอมสลัดสักนิด ทั้งๆ ที่ผมเชื่อว่าเธอน่าจะสน เริ่มกังวลขึ้นมานิดๆ ว่า แนวคิดเปิดบทความด้วยการล่าสมบัติ จะกลายเป็นความน่าเบื่อสำหรับผู้อ่านเหมือนเธอไหม

“แต่ที่จริงผมไม่ค่อยสนเรื่องสมบัติสลัดอะไรหรอก สนเรื่องอื่นมากกว่า”

“อะไร”

“หลายเรื่องยังติดใจ แต่ที่สนใจที่สุด คือเรื่องการตายของเขา”

“การตาย?” เธอหันมาจ้องผม เหมือนความสนใจกลับมาอีกครั้ง ช่างเอาใจยากเสียจริง

“ใช่”

“ทำไม เขาตายยังไง”

“มีหลายกระแส บ้างว่าบาดเจ็บหนักจากสงคราม แต่หลักฐานของต่างชาติ บอกว่าถูกวางยาพิษ”

“วางยา? ใครทำ?” สีหน้าเธอดูสนใจมากกว่าขุมทรัพย์โจรสลัดเสียอีก

“บันทึกเขียนว่ามาจากราชสำนักอโยธยา สั่งการผ่านขุนนางท้องถิ่น แต่คนลงมือ ผมว่าน่าจะต้องเป็นคนใกล้ชิด หรือรู้จักกับยามาดะ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสทำได้”

“ใคร”

“ก็อาจเป็นคนรู้จักมาตั้งแต่ที่อยุธยา บ้างว่าเป็นหญิงคนรัก”

“ผู้ชายมักตายเพราะผู้หญิง”

“ก็จริงนะ มีให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ”

สาวน้อยเดินกลับมาวางตัวเองลงบนโซฟา พูดเตือนว่า  “คุณก็ระวังตายเพราะผู้หญิงนะ”

ผมยิ้ม “ขอบใจ จะระวังตัวครับ” ลองคิดว่าจะมีโอกาสใดไหมที่สตรีจะสังหารผม คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ผมห่างจากการใกล้ชิดสตรีมานาน หากจะมีใกล้ชิดสนิทที่สุด ก็เห็นจะเป็นเธอคนนี้ละ

เสียงโทรศัพท์มือถือของสาวน้อยดังขึ้น

เธอก้มมองหน้าจอ “แม่โทรมา”

หนูยูหายไปนอกระเบียง ผมใช้เวลาระหว่างนั้นเดินเข้าครัว เปิดตู้เย็น ดื่มน้ำเสาวรสกระป๋อง รสชาติเปรี้ยวกำลังดี จากนั้นหยิบไส้กรอก เอาใส่เตาไมโครเวฟ รอคอยไม่นาน กลิ่นหอมแตะจมูกชวนหิวโดยแท้ ถือออกไป ตั้งใจให้สาวน้อย

เธอคุยโทรศัพท์เสร็จก็กลับเข้ามาจ่อมตัวนั่ง หน้าบอกบุญไม่รับ

“มีอะไรหรือเปล่า”

“หึ…แม่โทรมา บอกให้พรุ่งนี้ไปทำบุญวันเกิด”

“วันเกิดหรือ สุขสันวันเกิดนะ”

เธอไม่ได้ใส่ใจคำอวยพรผม

“แม่จะมารับไปหรือ”

“เปล่า แม่ไม่ว่าง ติดประชุม เลยโทรมาสั่งให้ไปเอง”

“แม่คงไม่ว่างจริงๆ ไม่งั้นคงมาพาไป”

“ก็เป็นงี้ทุกปีละ แต่หนูไม่เคยไปหรอก”

“ทำไมล่ะ”

“ก็ไม่รู้ต้องทำไง”

“ก็ทำบุญ ตักบาตร หรือถวายสังฆทาน”

“ก็นั่นละ ไม่รู้ว่าต้องไปวัดไหน ทำไงบ้าง”

“ให้ไปด้วยไหมล่ะ”

เธอมองผม เหมือนว่าเธอรอคำนี้อยู่

“ได้หรือ”

“ได้สิ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”

“ก็ได้”

เสียงตอบรับอ้อมแอ้ม ก่อนเอนทอดตัวลงบนโซฟา กดโทรศัพท์ต่อไป จบเรื่องการนัดหมายไว้แค่นั้น ผมรอว่าเธอจะสอบถามอะไรอีกไหม ไม่มี จึงยกกระป๋องน้ำเสาวรสดื่มเงียบๆ สาวน้อยกดโทรศัพท์อยู่อีกครู่ก็วางลงบนอก ปิดเปลือกตา นิ่งไป ไม่แน่ใจว่าหลับหรือเปล่า ผมปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น

อากาศในห้องแอร์เย็นกำลังดี ความเงียบอวลอยู่ภายใน ท่ามกลางแสงจากหลอดสีเหลืองนวลบนเพดาน และที่ผ่านประตูกระจกมาจากภายนอก

ผมอดมองรูปร่างเธอไม่ได้ ร่างบางไร้ขอบเว้าราวเด็กมัธยมต้นมากกว่าสาวมหาวิทยาลัย เสื้อยืดแทบราบเรียบไปบนอก ไร้รอยเนิ่นนูน ใบหน้าเธออ่อนเยาว์น่าเอ็นดู แก้มสวย ริมฝีปากบางๆ สีชมพู ช่างดึงดูดให้ก้มลงจุมพิต คงละมุนอุ่นไอไปถึงกลางทรวง ร่างนอนนิ่งดูเชื้อเชิญ หากแม้ปลดเปลื้องอาภรณ์ เธอจะว่าอะไรไหมนะ ดิ้นรน แจ้งความ หรือฟ้องปะป๊าให้เอาคนมากระทืบผมก็ได้ หรือบางทีเธออาจยินยอม พร้อมสานสัมพันธ์สุขสมต่อไปด้วยความเต็มใจ ผมไม่ใช่สุภาพบุรุษ เมื่อมีสตรีน่ารักในเสื้อผ้าบางเบามาอยู่ตรงหน้า จะไม่ให้คิดก็ยากอยู่ แต่บางที ผมรู้สึกว่าความงามไม่ได้อยู่ยามปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์หมดสิ้น ผมพบความงามและปรารถนามองร่างเธออันประดับด้วยเสื้อยืดขาวบางๆ กางเกงขาสั้นเช่นนี้ มองตาเธอหลับพริ้ม ประหนึ่งเด็กน้อยที่ผมต้องคอยดูแลให้สุขทั้งกายใจ

เนิ่นนานเพียงไรผมก็หลงลืมนับเวลาในการนั่งมองเธอเพียงเงียบๆ แต่คิดว่านานทีเดียว กระทั่งร่างเธอเริ่มขยับ ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ผมสั้นที่เคยเรียบเงากลายเป็นกระเซิง ยกมือขยี้ตา ใบหน้างัวเงีย

“จะนอนต่อก็ได้ หรือไปบนเตียงก็ได้ เรียบร้อยสะอาด ไม่ต้องห่วง”

“ไม่ดีกว่า นอนห้องตัวเองสบายกว่า”

ผมไม่ขัด

เธอโซเซไปจนเกือบถึงประตู จึงหันกลับมาถาม

“พรุ่งนี้ต้องไปตอนไหน”

“เช้าสิ”

“หนูอาจไม่ตื่น”

“งั้นก็สายหน่อย สักเก้าโมง เพราะต้องไปให้ถึงก่อนสิบเอ็ดโมง”

“ก็ยังเช้าอยู่ ไม่รู้ตื่นทันไหม”

“ก็หัดตื่นให้เช้าขึ้นสิ” ผมเสียงแข็งเกือบเป็นดุ

ผมคิดว่าเธอจะตีหน้ายักษ์ ต่อว่ากลับ แล้วสะบัดจากไป แต่ผิดคาด

“ก็ได้”

เธอเปิดประตูออกไป ปราศจากคำกล่าวลา



Don`t copy text!