สายลมตะวันออก บทที่ 7 : คุณค่าของเรื่องราว

สายลมตะวันออก บทที่ 7 : คุณค่าของเรื่องราว

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ผมกลับออกจากเดอะคิวบ์เมื่อเวลาสาย หยุดซื้อขนมโตเกียวจากร้านรถเข็นข้างถนน พ่อค้าวัยกลางคน ผิวกร้านคล้ำ ดูไม่ละม้ายคล้ายคนชนชาติที่มีโตเกียวเป็นเมืองหลวง แต่ท่วงท่า การเทแป้งสีไข่ไก่ ละเลงเป็นวงกลมดูชำนิชำนาญ

ขนมโตเกียวไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเมืองหลวงของญี่ปุ่น ขนมนามเมือง แต่หาไม่ได้ในกรุงแห่งนามนั้น น่าแปลกใจอยู่ เหตุที่มาของชื่อเป็นอย่างไรเล่า เคยอ่านจากนิตยสารซึ่งผมจำชื่อเพื่ออ้างอิงไม่ได้ เป็นไปได้ว่าอาจมีอิทธิพลมาจากขนมโดรายากิของญี่ปุ่น โดยคนทำขนมที่พัฒนาจากโดรายากิ นำมาขายครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง จึงตั้งชื่อเรียกขานขนมชนิดนั้นให้มีความใกล้ชิดกับสัญชาติของสถานที่ แต่บ้างก็คัดค้านว่า ขนมลักษณะแบบนี้มีมาก่อน จึงไม่น่ามีที่มาดังกล่าว ทั้งนี้ บางทีขนมที่พัฒนามาจากโดรายากิ อาจถูกทำขึ้นมาก่อน โดยไม่มีชื่อกำกับชัดเจน กระทั่งเมื่อนำมาขาย ชื่อโตเกียวจึงถูกนำมาใช้ และติดหูมายังปัจจุบัน

แต่ทั้งนี้ทุกประการที่เล่า ยังเป็นข้อสันนิษฐาน ไม่อาจระบุให้แน่ชัด ยังเป็นความคลุมเครือมากกว่าอาหารและขนมนามต่างประเทศอื่นๆ อย่างลอดช่องสิงคโปร์ และขนมจีน ซึ่งทั้งสองมีความชัดเจนถึงที่มาแห่งนาม กล่าวคือ ลอดช่องสิงคโปร์คือสูตรลอดช่องใหม่ที่ร้านขายเจ้าแรกตั้งอยู่หน้าโรงภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษชื่อสิงคโปร์ ส่วนขนมจีนก็เป็นคำแผลงมาจากภาษามอญ ขนอมจิน

หรือบางที เหตุแห่งนามขนมโตเกียว อาจมีความลับที่ถูกกลุ่มสมาคมโบราณซุกซ่อนไว้ตลอดเกือบพันปีที่ผ่านมา เพราะหากถูกเปิดเผย จะสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่ฐานอำนาจขององค์กรสำคัญบนโลก

ไม่หรอก ขนมชิ้นหนึ่งไม่ได้สำคัญเพียงนั้น

ไม่มีสมาคมลับโบราณใด สละชีวิตปกป้องที่มาแห่งนามขนมหวานแน่ ผมเชื่ออย่างนั้น

บางทีผมน่าจะทำวิจัยค้นคว้า หาแหล่งที่มาแห่งนามของหวานชิ้นนี้ เหตุใดนามเมืองในดินแดนอาทิตย์อุทัย จึงปรากฏเป็นของหวานอยู่ที่เมืองอันห่างไกลหลายพันกิโล ผมน่าจะลองเขียนโครงการส่งไปขอทุนจากรัฐบาล หรือไม่ก็มหาวิทยาลัยไหนสักแห่ง จากนั้นก็เดินทางตามหา ลิ้มลองร้านขนมโตเกียวทุกร้าน ไถ่ถามที่มาที่ไปจากผู้ค้า อาจได้พบร้านโตเกียวที่อร่อยที่สุดในโลก หรือพบผู้เฒ่าผู้จะเฉลยข้อสงสัยของผม

หากได้อย่างนั้นย่อมเหมาะควรที่จะถ่ายทอดเป็นบทความสารคดี ส่งให้กองบรรณาธิการ อาจเป็นที่ถูกใจ ยกย่องให้เป็นยอดบทความแห่งทศวรรษ เพิ่มค่าตอบแทนอีกสักเท่าตัว จากยอดขายถล่มทลายเมื่อผู้อ่านอยากรู้เรื่องราวของขนมเมืองสยามนามญี่ปุ่น

หรือไม่ ก็ถูกโยนทิ้งลงถังขยะ ก่อนโทรศัพท์มาต่อว่า และยุติการให้พื้นที่บทความในนิตยสาร

อาจเป็นอย่างหลัง

ใช่ มีความเป็นไปได้มากกว่าประการแรก

ดังนั้นผมควรหยุด ละเลิกคิดถึงที่มาของชื่อขนม

พ่อค้าร้านรถเข็นเป็นผู้ช่วยให้ผมทำได้ง่ายขึ้นเมื่อแกยื่นถุงกระดาษใส่ขนมที่สั่งซื้อ ผมทิ้งความใส่ใจประวัติศาสตร์แห่งนาม หันมาให้ความสำคัญกับรสชาติ หยิบมาลิ้มลองชิ้นหนึ่งระหว่างเดิน แป้งบาง กรอบด้านนอก ขณะที่ด้านในยังฉาบความนุ่ม ลิ้นสัมผัสรสหวานมันของไส้ครีม กลิ่นหอมใช้ได้ ไม่ถึงกับเลิศรส แต่ก็น่าพอใจ

เมื่อกลับถึงห้องพัก ผมทิ้งตัวลงบนโซฟา พักร่างกายอยู่ครู่ใหญ่ จึงลุกไปล้างหน้าล้างตา มุ่งเข้าครัว ตอนนั้นเองจึงสังเกตตัวเองว่าไม่รู้สึกหิวเท่าไรนัก คงเพราะโตเกียวรองท้องไปแล้วหลายชิ้น แต่อย่างไรก็ตามหลักทางโภชนาการ สมควรหาอาหารครบหมู่เติมให้ร่างกาย

ผมเปิดตู้เย็น สำรวจดูว่ายังมีวัตถุดิบอะไรเหลืออยู่บ้าง โชคดียังมีหลงเหลือติดอยู่ เพียงพอสำหรับอาหารง่ายๆ สักมื้อ ผมหยิบเห็ดหอม มันฝรั่ง หัวหอม กะทิ น้ำซุปไก่ เนยสด และเครื่องปรุงรสทั่วไป คิดว่าซุปเห็ดคงจะเหมาะกับพื้นที่ท้องเวลานี้ ไม่ยุ่งยากเกินไปนัก แต่กินได้อร่อยปาก อย่างน้อยก็สำหรับผม

ผมเริ่มหั่นมันฝรั่ง เห็ดหอม เป็นชิ้นเล็ก ตั้งกระทะ ใส่เนย และน้ำมันมะกอก ใส่มันและเห็ดลงไปผัด เติมน้ำเป็นระยะไม่ให้กระทะแห้ง เมื่อเห็ดเริ่มนิ่ม ตักเอามาใส่เครื่องปั่น เสร็จแล้วเทกลับลงกระทะ เติมกะทิลงไป ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย จากนั้นใส่เห็ดหอมอีกส่วนที่ฝานรอไว้

ผมปิดเตา ไปอาบน้ำ แล้วจึงกลับมาตักซุปใส่ถ้วย แต่งหน้าด้วยกะทิและพาสลีย์ หยิบขนมปังปิ้งจากเครื่อง ออกมากินพร้อมกัน เปิดดูโทรทัศน์ พลางลงมือสวาปามซุปเห็ด กดรีโมตคอนโทรลไปเรื่อยๆ ไร้สถานีใดดึงดูดใจให้หยุดชม แต่ละช่องมีละคร ไม่ก็เกมโชว์ รายการร้องเพลง และข่าวบันเทิง ผมปิดโทรทัศน์ ลุกไปหยิบคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปมาเปิดใช้งาน ตรวจดูบทความที่เขียนแล้วเสร็จ เรื่องของพระยาชลยุทธโยธิน โดยรวมสามตอน ส่งไปแล้วสอง เหลืออีกตอนหนึ่ง ซึ่งเขียนไว้เกือบเสร็จแล้ว กวาดตาอ่านโดยรวมอีกครั้ง แก้ไขคำผิดที่หลงเหลือ มั่นใจว่าครบถ้วน ทั้งเนื้อหาสาระและสุนทรียะ หลายครั้งเคยอ่านบทความตามนิตยสารอื่นๆ เจอทั้งงานแบบลวกๆ โปรยชื่อหัวข้อสุดหรู แต่เนื้อหาอ่อนยวบ เรื่องราวประวัติศาสตร์บางเรื่องบอกเล่าเนื้อหาที่หาอ่านได้จากหนังสือเรียนเด็กประถม

กลับกัน บางบทความให้รายละเอียดประวัติศาสตร์หนาแน่น แต่ตีขลุมหลักฐานเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตัวเอง ทำให้คุณค่าของเรื่องราวถูกทำลายลง

ส่วนงานของผม แม้ไม่ถึงกับเป็นที่นิยมชมชอบเหมือนนักเขียนชื่อดังทั้งหลาย แต่ผมทำงานประณีต สำรวจตรวจดูข้อมูลหลักฐาน ตีความเท่าที่จะไม่เกินเลย ใส่ความเห็นไปในส่วนเฉพาะ ไม่ปะปนจนคนอ่านหลงเชื่อไปว่าเป็นเรื่องจากอดีตจริงๆ อีกทั้งหากมีข้อมูลใหม่ (ซึ่งไม่ได้มีมากนักในบทความของผม) หรือตีความใหม่จากเดิม ก็แบ่งแยกไว้ชัดเจน บอกกล่าวเป็นธรรม ผู้อ่านเป็นคนตัดสิน

เมื่อผลงานเรียบร้อยก่อนเวลาเส้นตาย ไม่มีอะไรต้องเร่งรีบ ที่เหลือก็เพียงตระเตรียมบทความชิ้นใหม่ เรื่องอะไรดีนะ หลังจากกัปตันริชชิล จะมีเรื่องใดน่าสนใจ เรื่องประวัติศาสตร์ขนมโตเกียวดีไหม นายทหารเรือชาวเดนมาร์ก ผู้บัญชาการป้อมพระจุลจอมเกล้า ทำการเหนื่อยยากในราชการสยาม เมื่อเสร็จสิ้น ย่อมไม่แปลกหากจะกลับบ้านไปเพื่อรับประทานขนมหวานปกติสามัญสักอย่างจากแม่ครัวชาวไทย ขนมโตเกียวเหมาะเหม็งลงตัว เต็มพลังงานเข้าร่างกายจากแป้งและน้ำตาล

แต่เอาเข้าจริง แกคงไม่เคยกิน ไม่รู้จัก ขนมโตเกียวยังไม่น่าเกิดขึ้นสมัยนั้น

ผมควรละเลิกความคิดเรื่องขนมโตเกียวและบทความเกี่ยวกับขนมที่ว่าสักที จินตนาการถึงเสียงก่นด่าอันไม่น่าอภิรมย์ของบรรณาธิการผ่านโทรศัพท์ พอช่วยให้ผมตั้งใจหาเรื่องใหม่ที่น่าสนใจกว่า

ลุกขึ้นไปชั้นหนังสือ กวาดตามอง พบเล่มหนึ่ง หนังสือที่เคยใช้ศึกษาอ้างอิงมาแต่ครั้งเป็นนิสิตเมื่อหลายปีก่อน

หยิบหนังสือเล่มที่ว่าออกมาจากชั้น ‘Samurai of Ayutthaya : Yamada Nagamasa, Japanese Warrior and Merchant’

หนังสือผลงานของ เซซาเร โบเลนกี เล่มนี้เป็นเล่มแรกๆ เมื่อคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับยามาดะ นากามาสะ แน่นอนว่า ไม่ใช่จุดเริ่มการรู้จักซามูไรญี่ปุ่นบนแผ่นดินอโยธยารายนี้ ผมเคยได้ยินมาบ้างจากทั้งสารคดี นิยาย แต่ไม่ได้ปลุกความสนใจของผมให้อยากศึกษาได้มากเท่ากับการไปพบตัวตนของยามาดะต่อหน้า

จำได้ว่าเป็นช่วงมัธยม ครั้งไปทัศนศึกษาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนนั้นมีโอกาสยืนอยู่หน้าชายผู้นี้

เขาอยู่ในชุดหมวกขุนนางมีแฉก วัยสักสี่ถึงห้าสิบ ร่างเล็กกว่าคนทั่วไปสักครึ่งเท่า ทั่วร่างสีทองแดงเข้ม ผิวโลหะแข็ง ยืนอยู่บนแท่นตั้งสูง มือซ้ายถือถ้วย มือขวากุมดาบญี่ปุ่นข้างลำตัว ตรงหน้ามีพานเครื่องบูชา

อาจารย์สาวใหญ่ร่างท้วม สอบถามกับกลุ่มนักเรียนที่เธอพามาทัศนศึกษา

‘มีใครรู้บ้างว่านี่คือใคร’

กลุ่มนักเรียนชายหญิงก้มอ่านตัวหนังสือที่สลักอยู่ตรงฐานรูปปั้น ตอบพร้อมกันเสียงยืดยาน

‘ออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ นากามาสะ’

‘ใช่ค่ะ นี่คือออกญาเสนาภิมุข ซามูไรชาวญี่ปุ่น แต่จากปัญหาภายในประเทศ ทำให้ต้องเดินทางมาเมืองไทยสมัยอยุธยา ท่านใช้ความสามารถทั้งการรบและการค้าจนได้เป็นขุนนางใหญ่ ยศสูงสุดเป็นถึงออกญา เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และเสียชีวิตลงที่นั่น’

‘ทำไมในอยุธยา คนต่างชาติถึงเป็นขุนนาง เป็นเจ้าเมืองได้ด้วยล่ะครับ’ นักเรียนชายคนหนึ่ง มีไฝตรงมุมปาก ถามขึ้นมา หมอนี่เป็นเพื่อนร่วมห้องของผม ไม่ใช่พวกหัวดี แต่ก็ไม่ได้เรียนแย่ ชื่อเสียงออกไปทางเรื่องสัปดน ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ทำให้เพื่อนๆ ขำได้ การถามคำถามเป็นสาระอย่างนี้ ทำให้เพื่อนแอบแปลกใจอยู่บ้าง

อาจารย์ร่างเจ้าเนื้อให้คำตอบว่า ‘ตอนนั้นอยุธยามีคนต่างชาติเข้ามาอาศัยมาก หลายคนมีความสามารถด้านต่างๆ กษัตริย์อยุธยาจึงให้มาช่วยงาน คนต่างชาติหลายๆ คนเข้ามารับราชการ ทั้งเป็นทหารรับจ้าง อย่างพวกโปรตุเกส หรือญี่ปุ่น งานการค้า การติดต่อกับต่างประเทศ ก็มีหลายเชื้อชาติมาช่วยอย่างพวกชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย หลายคนแต่งงานสร้างครอบครัว มีลูกหลานสืบต่อมาจนปัจจุบัน’

เจ้าหนุ่มไฝสงสัยต่อ ‘คนต่างชาติเข้ามาเยอะอย่างนี้แย่งสาวๆ จากผู้ชายไทยไปหมด เสียสมดุลประชากร ทำให้ชายไทยขาดคู่แน่ๆ’

มันเริ่มความคิดแปลกๆ แต่ก็ทำให้เพื่อนๆ หัวเราะ เพื่อนร่วมชั้นอีกคนแทรกขึ้นมา

‘จำนวนผู้หญิงตอนนั้นอาจมีมากกว่าก็ได้ ดูจากขุนนางไทยก็มีเมียหลายคน’

‘แสดงว่าถ้ามีเมียหลายคน มีส่วนสร้างสมดุลประชากรระหว่างชายหญิงได้ เป็นภูมิปัญญาโบราณ’

ทุกคนหัวเราะร่า ไม่เว้นแม้แต่ครู แต่ก็ปล่อยให้เด็กว่ากันไป

‘ตอนนี้ประชากรผู้หญิงก็มีมากกว่านะ ดังนั้นถ้าให้เกิดสมดุล ก็ต้องเอาอย่างโบราณ ให้ผู้ชายมีเมียได้มากกว่าหนึ่ง’ เจ้าหนุ่มไฝเริ่มเข้าประเด็น

บรรดานักเรียนชายหัวเราะ ส่วนนักเรียนหญิงร้องฮือ ส่ายหน้าแบบขำๆ

‘แต่ไม่มีผู้หญิงที่ไหนเอาแกหรอก’ นักเรียนหญิงคนหนึ่งตอบโต้ พาให้คนอื่นหัวเราะไปตามกัน

อาจารย์ร่างอวบบอกให้ยุติการโต้เถียงแม้ปากยังยิ้มไม่หุบ กำลังจะเดินนำไปชมส่วนอื่นๆ ต่อ ตอนนั้นเองที่ผมเอ่ยขึ้นมา

‘แล้วยามาดะตายเพราะอะไรหรือครับจารย์’

ผมรู้สึกว่าทุกสายตาหันมาจ้อง ราวกับผมเป็นตัวประหลาดที่จู่ๆ โผล่ขึ้นมาจากผิวดิน ยังดีที่สายตาแบบนี้ไม่ได้มาจากคนเป็นอาจารย์ ท่านให้คำตอบว่า

‘มีบอกไว้หลายสาเหตุ บ้างก็ถูกอาวุธจากทหารเมืองปัตตานี บ้างก็ว่าพระมะริด รับคำสั่งจากอยุธยามาเป็นผู้ลงมือสังหารด้วยยาพิษ เพราะยามาดะมีอำนาจอิทธิพลทางทหารมาก อยุธยาจึงต้องสังหารเพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ทุกเรื่องยังไม่ชัดเจนนัก’

ในเวลานั้นเด็กหนุ่มอย่างผมเพียงแต่ยืนฟังเงียบๆ ตาจ้องมองรูปหล่อสีทองแดงตรงหน้า ไร้ชีวิต ปราศจากแววตา แต่เหมือนว่ารูปหล่อมีแรงดึงดูดให้ผมสนใจ ผมอยากรู้เรื่องของหมอนี่ โดยเฉพาะวาระสุดท้าย ไม่มีสาเหตุอธิบายให้ชัด ไม่มีจุดหมายว่าจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์โพดผลใดๆ เป็นแค่ความรู้สึกว่ามีเรื่องตะขิดตะขวงใจ ราวกับเวลาสวมรองเท้าผ้าใบ แล้วมีก้อนกรวดหลงอยู่

ประวัติศาสตร์เรื่องราวชีวิตชาวญี่ปุ่นในประวัติศาสตร์สยาม มีแรงดึงดูดให้สนใจใคร่รู้ยาวนานกว่าที่คิด ไม่ถึงกับพิเศษมากมายนัก แต่ก็ดำรงอยู่ ไม่สลายไป ไม่โผล่เยี่ยมหน้าออกมากระตุ้นให้ค้นคว้าตอบข้อสงสัย แต่ก็ยังคงซุกซ่อนในเสี้ยวสมองตลอดมา กระทั่งสมัยมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ธาม อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ผู้คลั่งไคล้เรื่องราวของยามาดะ นากามาสะ ช่วยสะกิดความสนใจผมให้เผยตัวจากที่หลบเร้นยาวนาน

ชื่อศาสตราจารย์ธามไม่ใช่นักวิชาการไก่กา แต่เป็นที่รู้จักกันวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดี เคยอยู่ในทีมค้นพบ กรุโบราณวัดราชบูรณะ การสำรวจครั้งนั้นพบโบราณวัตถุหลายชิ้น ทั้งดาบโบราณ โต๊ะ เหรียญทอง เครื่องราชูปโภคทอง เงิน สัมฤทธิ์ พระพุทธรูปทองคำ ทั้งหลายล้วนสูงทั้งมูลค่าและคุณค่า แต่น่าเสียดาย หลังจากนั้นก็มีข่าวว่า ศิลปวัตถุหลายชิ้นสูญหาย คงตกไปในตลาดมืด อยู่ในการครอบครองของพวกนายทุน

‘ยินดีที่คุณชอบ สมัยนี้วิชาประวัติศาสตร์ไม่มีใครสน หาเงินไม่ได้  ถ้าไม่ใช่เอาไปเขียนนิยายให้ขายดี ก็ยากจะมีใครสน’ แกเคยพูดกับผมสมัยเรียน

‘เห็นด้วยครับ’

‘แล้วทำไมถึงสนใจล่ะ’ แกถาม

‘ไม่รู้สิครับ บอกไม่ถูก’

‘น่าจะมีต้นตอ ผมหมายถึงความสนใจเรื่องยามาดะน่ะ’

ผมใช้เวลาคิด แต่ก็ไม่พบอะไรนอกเหนือไปจากที่จำได้ ‘ผมรู้จักเขาครั้งแรกตอนไปที่หมู่บ้านญี่ปุ่น’

แกพยักหน้าหงึกๆ ขยับตัวให้ทะมัดทะแมง พูดต่อว่า

‘เรื่องของยามาดะ นากามาสะมีหลากหลายมุมมอง หลากหลายจุดประสงค์ บ้างค้นคว้าเพื่อประวัติศาสตร์แท้ แต่จำนวนไม่น้อยก็ตีความเรื่องยามาดะ ว่าเกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์ปัจจุบันในช่วงที่ญี่ปุ่นต้องการจะลงทุนในเมืองไทย จึงต้องสร้างสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อเป็นใบเบิกทาง’

ผมตั้งใจฟัง

‘แต่ก็อย่างเรื่องราวประวัติศาสตร์อีกมาก ที่มักถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ สร้างแนวคิดชาตินิยม ลัทธินิยม บางเรื่องนำไปสู่การตีความเข้าข้างตัวเอง บิดเบือน ใส่ความฝ่ายตรงข้าม เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน’

ผมฟังเงียบๆ ไม่รู้จะพูดอะไร

‘ก่อนนี้เลยมีคนเคยเสนอแนวคิดว่า ที่จริงยามาดะ นากามาสะ ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ’

‘แต่หลักฐานหลายอย่างบอกไว้ว่ามีตัวตนนี่ครับ’ ผมแย้ง

‘การมีอยู่ อาจหมายความว่า มีตัวบุคคลชื่อนี้หรือคล้ายชื่อนี้ แต่ไม่ใช่คนในเรื่องราวแบบที่เราเคยได้ยิน’

‘อย่างนั้นควรจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะครับ’

แกทำท่าคิด ขยับตัวลูบคางตัวเอง ‘จะว่ายังไงดี ในฐานะนักวิชาการ ต้องย้อนเริ่มต้นพูดกันตั้งแต่ในเชิงโปรเสส ตามแนวคิดของนักวิชาการหลายสำนัก เริ่มต้นตั้งแต่คำถามที่ว่า ประวัติศาสตร์คืออะไร  ประวัติศาสตร์มีอยู่จริงไหม’

ผมเริ่มมึนงง ผมกำลังคุยกับศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่ใช่รึ ถ้าประวัติศาสตร์ไม่มีจริง แล้วผมนั่งคุยกับกูรูด้านไหนอยู่กัน

‘ผมไม่เข้าใจ’

แกทำท่านึกอยู่หลายอึดใจ ‘บางคนว่าความรู้ทางประวัติศาสตร์ คือการบอกกล่าวเรื่องราวผ่านปากนักประวัติศาสตร์ โดยนักประวัติศาสตร์เป็นผู้ค้นพบ ช่วยเหลือให้เกิดการบอกกล่าวออกมาผ่านการศึกษาหลักฐาน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เหตุการณ์ในอดีต’

ผมพยายามทำความเข้าใจ ตามแกให้ทัน

‘แต่บางกลุ่มไม่เชื่ออย่างนั้น ไม่เชื่อว่ามีความรู้ทางประวัติศาสตร์ แต่เชื่อว่าประวัติศาสตร์เข้าถึงได้โดยใช้ทฤษฎีการสร้างอดีตขึ้นใหม่ ผ่านปัจจุบัน ผ่านความสนใจของผู้ศึกษา’

‘ถ้าอย่างนั้น แม้ศึกษาเหตุการณ์เดียวกัน ก็อาจถูกให้ความสำคัญแตกต่างกันไป?’

‘ถูก’ สีหน้าแกเบิกบานเหมือนยินดีที่ผมเริ่มเข้าใจภาษาของแก ‘เพราะนักประวัติศาสตร์ใช้การตีความ เรื่องที่ศึกษาจึงไม่ใช่ข้อสรุป หลายคนใช้วิธีศึกษาตีความความรู้สึกนึกคิดของคนในอดีต เป็นจินตนาการทางประวัติศาสตร์ บนพื้นฐานข้อมูลหลักฐาน แต่ก็นั่นแหละ บอกไม่ได้ว่าเป็นความจริง’

‘ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายของผู้ศึกษาดูเหมือนไม่จำกัด หลากหลาย ไม่มีที่สิ้นสุด’

‘ก็ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุด ไม่อย่างนั้นก็หมดสนุกซี’

‘ดังนั้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ จึงถูกสร้างมาโดยความต้องการของนักประวัติศาสตร์ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม’ ผมลองอธิบายตามความเข้าใจ

‘ใช่’

พูดมาถึงตอนนี้ ผมเริ่มสงสัยต่อไป ‘แล้วคุณค่าของเรื่องราวจะอยู่ตรงไหน’

‘ระหว่างทางไงล่ะ’

ผมคิดนิดหนึ่ง ตอบว่า ‘การค้นหา น่าตื่นเต้นกว่าค้นพบ’

‘เอ็กแซ๊กลี นั่นละ’

ผมใจชื้น เมื่อคิดว่าเริ่มตามแกทันแล้ว แต่ศาสตราจารย์ยังไม่หยุด

‘แต่แน่นอน บางคนบางกลุ่มก็ต้องการค้นพบ เพราะสามารถสร้างได้ทั้งในแง่คุณค่าวิชาการ และในแง่มูลค่า’

‘มูลค่า? หมายความว่ายังไงครับ’ ผมไม่คิดว่าหมายถึงการตีพิมพ์เรื่องการค้นพบใหม่ และหวังยอดขายถล่มทลาย

‘มีหลายเรื่องที่การค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้ค้นพบสิ่งที่มีมูลค่า’

ผมลองพยายามคิดตาม ‘ประมาณว่า คนบางกลุ่มพยายามค้นหาสร้อยพาเทียลา เรื่องสมบัตินครไพติติ หรือเรื่องขุมทรัพย์จอมสลัดน่านน้ำทะเลตะวันออก’

‘นั่นแหละ แต่อย่างว่า มีทั้งเรื่องเข้าท่า และไร้สาระ สมบัติอัศวินเทมพล่า หรือเรื่องสมบัตินครไพติตินั่น ผมว่าออกจะไร้สาระ แต่อย่างเรื่องนี้สิ’ อาจารย์มหาวิทยาลัยหยิบสมุดบันทึกมาวางตรงหน้า เปิดออกยังหน้าที่ต้องการ หน้านั้นเป็นภาพเก่าราวเมื่อสักห้าถึงหกสิบปีเห็นจะได้ รูปกลุ่มชายหนุ่มใหญ่สี่คน น่าจะเป็นชาวตะวันตก ยืนถ่ายรูปร่วมกัน อีกภาพเป็นบันทึกโบราณอะไรสักอย่าง เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

ศาสตราจารย์อธิบายว่า ‘เมื่อคริสต์ศักราช 1949 สามปีหลังจากที่นายพลดักกลาส แมกอาร์เธอเข้าบัญชาการในญี่ปุ่น มีกลุ่มนักประวัติศาสตร์ค้นพบหลักฐานว่า เรือพิฆาตยามาโนะเคยบรรทุกทองกว่าสี่ร้อยตัน ตั้งใจมุ่งหน้าท่าเรือเมืองฮัมบูร์ก เพื่อประสานกลับกองทัพเยอรมัน ไม่มีบันทึกว่าไปถึง แต่มีบางคนอ้างว่าเคยเห็นบันทึกจากเรือยูเอสเอส ฮอเนตของสหรัฐ บอกว่าเคยเผชิญหน้ากับเรือยามาโนะ แถบแอตแลนติก ได้ต่อสู้กัน เป็นไปได้ว่ายามาโนะถูกยิงจมลง แต่ไม่มีหลักฐานชัดๆ ไม่มีใครพบซากยามาโนะ และก็ไม่มีใครพบบันทึกจากฮอร์เนตอีกหลังจากนั้น หลักฐานสำคัญจมไปพร้อมฮอร์เนตหลังจากเหตุการณ์กับยามาโนะสองปี นับแต่นั้นเสียงจากภาครัฐ และวิชาการบางส่วน ประสานเสียงกันว่าเรื่องทองเป็นเรื่องเท็จ’

ผมรอฟัง

‘แต่ว่ากันว่าปีถัดจากที่มีการค้นพบหลักฐานเรื่องทองคำบนยามาโนะ มีคนเคยเห็นเรือจากกองทัพสหรัฐประจำภาคพื้นแอตแลนติก วนเวียนในจุดที่คาดว่าเรือจม แต่ไม่มีใครยืนยัน รัฐบาลแถลงว่าเป็นการลาดตระเวนเส้นทางเรือปกติ แน่นอนยกภัยจากเรือรัสเซียและจีนขึ้นมาเป็นเหตุผลบังหน้า’

‘การลงทุนสูงแน่หากพยายามค้นหา’

‘ก็จริง แต่ไม่ว่าจะยังไง มันแสดงว่าเรื่องนี้มีมูล ไม่มีทางที่เรือบรรทุกทองคำจะหายไปหน้าตาเฉย’

‘ก็น่าสนใจดีครับ อย่างน้อยงานอย่างนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์มีภาพลักษณ์ดูเหมือนนักล่าสมบัติ อินเดียน่า โจนส์’

อาจารย์ธามหัวเราะ พิงหลังกับเก้าอี้ ‘มีสง่ามากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภาพพวกตาแก่ สวมแว่นหนาเตอะ เดินโขยกเขยกสอนพวกนิสิต ที่สมองกลวงเกินกว่าจะเรียนรายวิชาอื่น’

ผมเห็นด้วย พูดยิ้มๆ ต่อมา ‘บางที สักวันผมอาจค้นพบขุมสมบัติอะไรสักอย่าง ของล้ำค่าที่ยามาดะซุกซ่อนไว้สมัยเป็นสลัดก็ได้’ ผมว่าแล้วก็หัวเราะ

แต่ดูเหมือนศาสตราจารย์ไม่ตลกด้วย หรี่ตาถามมาจริงจัง

‘ทำไมถึงคิดว่ายามาดะมีสมบัติเก็บซ่อนไว้’

ผมสำรวจตัวเอง ไม่มีคำตอบ ไม่ทันคิดว่าทำไมจึงบอกไปอย่างนั้น เหมือนฉุกคิดขึ้นมาโดยฉับพลัน จะแปลกแค่ไหนกันเชียว

‘ก็แค่คิดว่ายามาดะเคยเป็นสลัดอยู่ช่วงหนึ่ง พวกสลัดในหนังฮอลลีวูดมักเก็บซ่อนสมบัติ บางทียามาดะอาจมีเก็บไว้บ้าง แต่ก็แค่คิดเล่นๆ เท่านั้นครับ’

‘นึกว่าไปเจอข้อมูลใดมา’

‘ผมไม่มีปัญญาไปพบข้อมูลหลักฐานใหม่ได้หรอกครับ’ ผมคิด ไม่ได้พูดออกไป ตอบแค่ ‘ไม่ครับ’ แล้วยิ้มเจื่อนๆ นึกสงสัยว่าพวกศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ จริงจังไปเสียทุกเรื่องเลยหรือ

แต่การสนทนาครั้งนั้น ช่วยให้ในเวลาต่อมา ผมรู้ว่ายังมีอีกหลากหลายแง่มุมในเรื่องราวชีวิตของยามาดะ หลายเรื่องไม่ชัดเจน ทั้งเรื่องที่เล่าขานกันว่า ครายามาดะรั้งอยู่เมืองนคร สร้างความไม่ชอบใจแก่ชาวเมือง ด้วยเหตุใดกัน เพราะยามาดะมุ่งหวังประโยชน์โพดผลจากการมีตำแหน่งสูงอย่างนั้นหรือ

ทั้งยังประเด็นของกษัตริย์อยุธยาคิดหาทางกำจัดยามาดะ เพราะอะไร เพื่อขจัดอุปสรรคทางการเมืองเท่านั้น? หรือมีเหตุผลอื่น ในเมื่อส่งไปเมืองนครแล้ว ทำไมต้องหาทางสังหารอีก

โดยเฉพาะในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ลมหายใจสุดท้ายของเขา ถูกพรากไปด้วยสาเหตุใดกันแน่ ฝีมือของใคร ขุนนางท้องถิ่นเป็นผู้ลงมือ หรือใครอื่น หรือตายไปด้วยอาการบาดเจ็บจากสงคราม

บางทีคงถึงเวลาของผมแล้ว ที่จะเริ่มเรียงร้อยเรื่องราวของอดีตสลัดเมืองญี่ปุ่นรายนี้ ลงบนหน้ากระดาษ



Don`t copy text!