สื่อสังหรณ์ บทที่ 9

สื่อสังหรณ์ บทที่ 9

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 9-

วันอาทิตย์…ห้องประชุมใหญ่ศูนย์วิจัย

ทีมวิจัยประจำศูนย์ ทีมที่ปรึกษา นักวิจัยเฉพาะทางต่างเข้าร่วมประชุมครั้งนี้พร้อมหน้าแม้จะเป็นวันหยุด

ศาสตราจารย์คมกฤษณ์ หัวหน้าทีมวิจัยกำลังเสนอหัวข้อโครงการวิจัยตัวใหม่ ซึ่งแสดงภาพบนจอเป็นรูปแคปซูลกระจกใส มีร่างคนป่วยนอนอยู่ภายใน ต่อเชื่อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือแปลกตากว่าปัจจุบัน

คำอธิบายชัดเจน กังวานทั่วห้อง

“งานนี้เป็นโครงการส่วนตัวที่ผมอยากทำมานาน ทางบริษัทสนับสนุนแค่เครื่องมือ สถานที่ ชื่อโครงการคือ ‘ดับเบิ้ลเอช (HH)’ หรือ ‘Heal Human’ เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจและรักษาโรคต่าง ๆ จบภายในขั้นตอนเดียว”

“เครื่องมือนี้ใช้ง่าย ๆ แค่นำคนป่วยเข้าไปในแคปซูล แล้วมันจะสามารถวินิจฉัยโรคออกมาว่าคุณป่วยด้วยโรคอะไร จะรักษาแบบไหน ด้วยการให้ยา ผ่าตัด ฉายรังสี ฯ จากนั้นมันจะจัดการเลือกวิธีรักษาบำบัดแบบที่เหมาะสมให้”

หากคนภายนอกร่วมฟังด้วยคงคิดว่าศาสตราจารย์ หัวหน้าทีมคนนี้คงเพี้ยน ไม่ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง เสนอโครงการวิจัยสร้างเครื่องมือรักษาคนป่วยเหมือนในภาพยนตร์ไซไฟ

ทว่าผู้ร่วมประชุมต่างไม่มีสีหน้าดูแคลนไม่เชื่อถือ ทราบว่าเทคโนโลยีปัจจุบันมีโอกาสสร้างเครื่องมือชิ้นนี้ได้ เพียงแต่ต้องระดมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ ศัลยแพทย์ด้านต่าง ๆ รวมถึงนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ระดับหัวกะทิมาร่วมมือกัน

ผลงานอาจไม่เป็นตามความคาดหมายทั้งหมด และอาจไม่สำเร็จสมบูรณ์พร้อมสรรพในคนรุ่นนี้ บริษัทเจ้าของศูนย์วิจัยจึงไม่กล้าลงทุนเต็มที่ ช่วยเหลือแค่สถานที่ อุปกรณ์ แต่มันจะเป็นรากฐานการวิจัยเทคโนโลยีการแพทย์อันแข็งแรง ส่งให้นักวิจัยอนาคตใช้ต่อยอดได้

นักวิจัย ทีมที่ปรึกษาต่างตั้งคำถามกับหัวหน้าทีมถึงหลักการทำงานของมัน ภาพรวมโครงสร้าง ทรัพยากรที่ต้องใช้ รวมถึงมูลค่าของเครื่องมือ ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วอาจมีไม่กี่คนสามารถจ่ายค่าบริการได้

ศาสตราจารย์คมกฤษณ์ตอบทุกคำถามอย่างกระจ่างชัดเจน รวมถึงปัญหาเรื่องทุนการวิจัย และมูลค่าเครื่องมือชิ้นนี้ในอนาคต

“ผมใช้เงินส่วนตัวเป็นทุนประเดิมการวิจัย ซึ่งน่าจะใช้ได้ประมาณห้าปี เชื่อว่าตอนนั้นผลงานของเราอาจทำให้บริษัทมองเห็นประโยชน์ และช่วยสนับสนุนเงินทุนจริงจัง ทำให้เมื่อมีการผลิตจริงมูลค่าจะถูกลงในอนาคต ผมเชื่อว่าหากเครื่องมือชิ้นนี้สำเร็จตามเป้าหมาย มันจะปฏิวัติวงการแพทย์ขนานใหญ่ คนทั่วไปจะได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายถูกลง และยังกระจายไปยังท้องที่ห่างไกลซึ่งไม่มีแพทย์ประจำได้”

ถึงตอนนี้นักวิจัยทีมที่ปรึกษายกมือขึ้นขออนุญาตแสดงความเห็น

“เชิญ…ณคราม” ศาสตราจารย์อนุญาตอดีตลูกศิษย์ตน

“สมมุตินะครับว่าตอนนี้ เราสามารถวิจัยจนใช้น้ำแทนน้ำมัน โดยแยกไฮโดรเจนออกมาเป็นเชื้อเพลิง แล้วปล่อยออกซิเจนออกสู่บรรยากาศแทนคาร์บอนไดออกไซด์สำเร็จ รถยนต์ทุกคันสามารถใช้น้ำแค่หนึ่งลิตรแยกก๊าซไฮโดรเจนแล้ววิ่งได้ถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตร…อาจารย์คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มประเทศผลิตน้ำมันครับ”

ความเห็นฟังดูเป็นคนละเรื่องกับที่บรรยาย

ผู้เป็นศาสตราจารย์ไม่ใช่คนใจแคบ เปิดกว้างต่อทุกความเห็น ฟังความคิดอดีตศิษย์ตนด้วยรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า

“งั้นผมยกตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นปัจจุบันให้ฟังแล้วกัน…เมื่อกล้องดิจิตอลเกิดขึ้นบนโลก ความต้องการใช้ฟิล์มและกระดาษอัดรูปลดน้อยลง สิ่งที่เกิดกับบริษัทฟิล์มและกระดาษยักษ์ใหญ่อย่างโกดักคือเจ๊ง…ล้มละลาย แต่บริษัทผลิตฟิล์มและกระดาษที่ใหญ่ไม่แพ้กันอย่างฟูจิ กลับปรับตัวผลิตกล้องดิจิตอลออกมาขายจนกลายเป็นบริษัทผลิตกล้องดิจิตอลเบอร์ใหญ่ยี่ห้อหนึ่งในปัจจุบัน”

“จากข้อสมมุติของคุณ…ผมคิดว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันต้องปรับตัวขนานใหญ่ ทรัพย์สินที่ได้มหาศาลจากการขายน้ำมันจำเป็นต้องนำไปลงทุนด้านอื่นเพื่อทดแทนรายได้หลักที่จะหายไปในอนาคต”

ณครามยิ้มรับคำอธิบาย แต่ยังเสนอมุมมองตนเองต่อไปอีก

“แล้วอาจารย์คิดว่า กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันเหล่านั้น จะยอมให้มีการวิจัยแยกไฮโดรเจนจากน้ำมาเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันง่าย ๆ หรือครับ”

จบวาจานี้ห้องประชุมนิ่งอั้น ผู้เสนอหัวข้อโครงการวิจัยนิ่งคิดอึดใจหนึ่งค่อยเข้าใจเจตนาชายหนุ่ม

“คุณคงต้องการบอกผมว่า ถ้าโครงการดับเบิ้ลเอชประสบผลสำเร็จจริง โรงพยาบาล แพทย์ บริษัทยาจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะถ้าแคปซูลตู้เดียวสามารถรักษาได้ทุกโรคจริงแบบไม่เกิดผลข้างเคียงทางลบใด ๆ โรงพยาบาลและหมอก็ไม่ใช่ของจำเป็นอีกต่อไป”

คำพูดเหมือนเรื่องเพ้อฝัน ทว่ามุมมองนักวิจัยหัวกะทิเหล่านี้มองเห็นมันมีโอกาสเป็นไปได้จริง

“แล้วที่คุณอยากจะบอกกับผมต่อจากนั้นคือ…องค์กรเหล่านั้นคงไม่ยอมให้พวกเราทำวิจัยเรื่องนี้ และอาจไม่ยอมให้ผลงานที่จะเปลี่ยนโลกทางการแพทย์ออกสู่สาธารณชนใช่มั้ย”

ณครามยิ้มรับ

“ผมแค่เสนอความคิดตัวเอง และคาดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ”

หัวหน้าทีมพยักหน้ารับฟังความเห็นโดยไม่ขัดแย้ง

—————————       ——————-      ————————-

หลังเลิกประชุม ณครามหาโอกาสคุยตามลำพังกับศาสตราจารย์คมกฤษณ์

“ผมไม่คิดว่าอาจารย์จะเสนอหัวข้อวิจัยเร็วขนาดนี้”

“คุณรู้มั้ยผมอายุเท่าไหร่แล้ว ถ้ายังใจเย็นรีรออยู่อาจไม่ได้ทำสิ่งดี ๆ ที่อยากทิ้งไว้ให้โลกอีกหลายอย่าง”

ชายหนุ่มลอบถอนใจ มองศาสตราจารย์สูงวัยผู้มีแววตาเจิดจ้าอย่างชื่นชม

“อาจารย์ได้ความคิดโครงการนี้มาจากไหนครับ”

“มาจากบทความของดอกเตอร์สตีฟ…อาจารย์ผมที่อเมริกาเมื่อสามสิบ-สี่สิบปีก่อนโน้น ตอนนั้นผมคิดว่าแกฝันเฟื่อง ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ จนตอนหลังเห็นนวัตกรรมการแพทย์ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซีทีสแกน เครื่องเอ็มอาร์ไอ เทคนิคการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ แสงเลเซอร์ เลยกลับมาค้นคว้าบทความ วิทยานิพนธ์เก่า ๆ ของแกที่พอหาได้จนร่างเป็นหัวข้อโครงการอย่างที่คุณเห็นนี่แหละ”

พอได้ยินเช่นนั้นณครามชะงัก ดวงตาทอประกายแปลก เอ่ยถามแบบหยั่งเชิง

“ดอกเตอร์สตีฟยังอยู่มั้ยครับ”

“ผมไม่รู้เหมือนกัน แกหายตัวไปนานน่าจะสามสิบปีได้แล้วมั้ง ก่อนหายตัวได้ยินว่าได้ทุนก้อนใหญ่มาทำวิจัยอะไรสักอย่าง แล้วพยายามรวบรวมพวกหัวกะทิหลายด้านมาซุ่มทำงานที่ไหนไม่รู้ จากนั้นก็เงียบหายไม่มีใครได้ข่าวอีกเลย”

ดวงตาชายหนุ่มฉายรอยเศร้า รู้สึกผิดจาง ๆ ก่อนสลายลงในชั่ววูบ

“อาจารย์เอาเงินส่วนตัวมาเป็นทุนวิจัยอย่างนี้ไม่เสียดายหรือครับ”

“ผมอายุมากแล้ว จะอยู่ได้นานอีกแค่ไหน เงินทองที่มีถ้าได้ใช้สร้างประโยชน์ใหญ่กับคนรุ่นหลัง มันก็คุ้มค่าแล้วล่ะ”

ณครามพยักหน้ารับ หมดคำพูดทักท้วงคัดค้านไม่ให้เดินหน้าโครงการวิจัย

—————————-          ———————-         —————————

สิ่งที่ดุจดาวยื่นให้ลูกชายเป็นเสื้อกาวน์สีขาวซักสะอาดมีคราบเหลืองจากกาลเวลา กับรูปถ่ายสีซีดเป็นภาพชายหนุ่มหน้าตาดี หญิงสาวสวยผิวพรรณสะอาดสะอ้าน กับเด็กชายแรกเกิดดูน่ารัก รอยปากกาด้านหลังเขียนข้อความ…

วันแรกของณคราม…ด้ายแดงเส้นน้อยที่ผูกใจพ่อแม่

ลิ่วลมอ่านข้อความแล้วสัมผัสถึงความรักเปี่ยมล้นที่สองสามีภรรยามีให้ทารกตัวน้อย เงยหน้ามองแทนนทีเห็นดวงหน้าเขายิ้มน้อย ๆ ดวงตาทอประกายอบอุ่นคล้ายเจ้าตัวปลื้มใจแทนพ่อหนูในรูป

“แม่ได้ของชิ้นนี้มายังไงครับ” แทนนทีถาม

“มันก็อย่างที่แม่บอกดิวเขานั่นแหละ” ดุจดาวเหลือบมองลูกชายคนเล็กที่นั่งข้างอย่างลำบากใจ “ผู้ชายคนนี้ทำมันตกไว้ตอนถูกจับตัวไป”

“ตอนนั้นแม่ไม่ได้แจ้งตำรวจหรือบอกใครเลยหรือครับ”

“แม่เองก็ยังเอาตัวไม่รอด เลยไม่กล้าคิดไปยุ่งเรื่องคนอื่น” ตอบตรงไปตรงมาด้วยความรู้สึกผิด มีแววขลาดกลัวในดวงตา

“แม่เจอเขาที่ไหน ยังไงครับ”

ดุจดาวฟังแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ มองหน้าลูกชายทั้งสองและหญิงสาวที่ตามรอยเธอจนเจออย่างอับจนปัญญา

ถึงเวลานี้จะไม่เล่าเรื่องอดีตคงเป็นไปไม่ได้

“คืนนั้นแม่หนีออกจากโรงพยาบาล ไปรอขึ้นรถเที่ยวดึกที่ท่ารถ ไม่นานได้ยินเสียงหวอรถดับเพลิงดังลั่นเมือง เลยรู้ว่าเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่…”

ดุจดาวเริ่มต้นอย่างลำบาก พอวาจาหลุดจากปากค่อยไหลลื่นเหมือนพร้อมระบายออกมา

เมื่อทราบว่าโรงพยาบาลเกิดเพลิงไหม้ อดไม่ได้ต้องกลับไปดูด้วยความรู้สึกหวั่นใจ พบสภาพความวุ่นวาย ผู้คนโกลาหล ทั้งที่มาช่วยและเหล่าไทยมุงอยากรู้อยากเห็น

ระหว่างนั้นเธอพยายามสอบถามว่ามีใครรอดออกมาบ้าง ซึ่งไม่มีใครให้คำตอบได้เลย

ทีมดับเพลิงควบคุมไฟสำเร็จตอนรุ่งสาง ตึกโรงพยาบาลบางส่วนพังทลายไหม้ดำ ควันไฟลอยกรุ่น บริเวณโดยรอบถูกล้อมเชือก

คณะกู้ภัยเข้าไปทำงานค้นหาผู้รอดชีวิต ผู้คนที่มีญาติพี่น้องอยู่ในตึกต่างยืนเกาะเชือกร่ำเรียกหาคนข้างใน หวังให้เกิดปาฏิหาริย์รอดชีวิตออกมา

ดุจดาวอ่อนล้าทั้งกายและใจ นั่งพับเพียบกับพื้น ไม่มีน้ำตาจะไหล ในใจสับสนอธิบายไม่ถูก ใจหนึ่งแอบรู้สึก…มันอาจเป็นเรื่องดีที่ลูกชายไม่ต้องมาเผชิญความลำบากบนโลกอันโหดร้าย เป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่ เติบโตด้วยความอ้างว้างว้าเหว่…ทว่าอีกใจกลับบังเกิดความเสียใจรุนแรง เศร้าโศกจนทำอะไรไม่ถูก…เพิ่งรู้สึกว่ารักทารกน้อยเลือดในอกมากมายขนาดนี้…รักจนรังเกียจตนเองรุนแรงที่มีความคิดเลวร้ายต่อผู้บริสุทธิ์เช่นนั้น

ครู่หนึ่งค่อยได้ยินเสียงพูดจาพึมพำว่ามีผู้รอดชีวิต เป็นเด็กทารกที่พยาบาลพาออกมาก่อนเพลิงไหม้รุนแรง

ดุจดาวรีบไปดูห่าง ๆ พบทารกเพศชายสามคนเพิ่งออกจากเต้นท์พยาบาลกำลังขึ้นรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

เธอจำได้…หนึ่งในสามคือแทนนที

ช่วงเวลานั้นไม่รู้ควรแสดงตัว ติดตามลูกไปกับรถพยาบาล หรือยืนนิ่งปล่อยให้กลายเป็นเด็กกำพร้า ทันใดนั้นสายตาเหลือบเห็นผู้ชายหน้าตาดี สภาพมอมแมมกำลังยืนจ้องทารกห่าง ๆ ด้วยแววตาเจ็บปวดเหมือนกัน

จำได้ว่าเขาเป็นบิดาทารกอีกคนที่คลอดวันเดียวกับลูกเธอ

สองสายตาหันมาสบกัน ฉายแววจดจำระลึกได้จึงเกิดแรงดึงดูดให้เดินเข้าหาโดยไม่รู้ตัว

ดุจดาวสงสัยเหตุใดเขาไม่เข้าไปแสดงตัว หรือมีเหตุผลลำบากใจเช่นกัน นั่นทำให้กล้าซักถามด้วยคิดว่าคงพบคนประเภทเดียวกัน

“ผมไม่มีหน้าไปพบลูกหรอก” เขาบอกเช่นนั้น

“คะ…” ฟังแล้วคล้ายผู้พูดรู้สึกผิดมหันต์จนเธอไม่เข้าใจ

“เมื่อคืน…น้องไม่ได้อยู่โรงพยาบาลเหรอ” เขาถามเมื่อเห็นเธอไม่มีร่องรอยของคนฝ่าเปลวเพลิงเลย

“เอ่อ…” ดุจดาวไม่รู้ควรอธิบายอย่างไร

ชายหนุ่มสังเกตเด็กสาวละเอียดด้วยการกวาดตารอบเดียว เห็นกระเป๋าเสื้อผ้า แต่งกายไม่ใช่ชุดโรงพยาบาล และใบหน้าใสอ่อนวัย ไม่เกินสิบหก-สิบเจ็ดปี

ระลึกถึงตอนเจอในโรงพยาบาล จำได้ว่าไม่พบสามีเธอวันคลอด ทั้งยังไม่มาดูลูกในอีกวันต่อมา พวกพยาบาลยังบอกว่าเธอมาคลอดลูกคนเดียว

พอเข้าใจเช่นนั้นจึงไม่ซักถามอะไรอีก

“ไฟไหม้โรงพยาบาลได้ยังไงคะ” เด็กสาวถาม

“อาจจะไฟฟ้าลัดวงจร…” เขาตอบพอให้พ้นตัว

“ไม่น่าใช่นะคะ” ดุจดาวพึมพำ ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้น

“น้องคิดว่าไม่ใช่เหรอ” สายตาเขาแปลกจากเดิม

“ค่ะ” เด็กสาวหยุดคิดชั่วขณะ “มันอาจเป็นการวางเพลิง”

ดวงตาชายหนุ่มทอประกายกร้าวขึ้น

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”

ดุจดาวกำลังเค้นความทรงจำก่อนออกจากโรงพยาบาล จึงไม่ทันสังเกตสีหน้าแววตาเขา

“ก่อนออกจากโรงพยาบาล หนูเห็นคนกลุ่มหนึ่งหิ้วถังแกลลอนลงไปทางชั้นใต้ดินโรงพยาบาล…”

“แล้วเห็นอะไรอีก!” ชายหนุ่มหลุดเสียงแข็งอย่างไม่ทันระวัง

ดุจดาวชะงัก เพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ

“เอ่อ…เห็นแค่นั้นเองค่ะ…ไม่มีเวลาสนใจนาน…เพราะ…เอ่อ…หนูกำลังจะหนีออกจากโรงพยาบาล”

แววตาคนฟังผ่อนคลายลง ไม่รู้สึกประหลาดใจกับคำสารภาพสุดท้าย

“นี่เป็นเหตุผลที่น้องต้องมาแอบดูลูกห่าง ๆ แบบนี้ใช่มั้ย”

“ค่ะ” เด็กสาวลอบถอนใจ ดวงตาฉายแววขลาดกลัวชายหนุ่มตรงหน้า

สีหน้าท่าทางชายหนุ่มคล้ายตั้งสติได้ คำพูดจึงผ่านการไตร่ตรองรอบคอบ

“แล้วน้องจะตามไปรับลูกที่โรงพยาบาลมั้ย”

“เอ่อ…หนูไม่กล้า…ถ้าไปรับลูกตอนนี้คงโดนถ่ายรูปเป็นข่าว…แล้ว…ที่บ้านต้องรู้แน่ ๆ”

ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงอ่อนโยนลง

“เรื่องลูก…ผมว่าน้องรอให้ข่าวซา คนหมดความสนใจก่อนค่อยไปรับแกก็ได้ ถ้าไปแสดงตัวตอนนี้ นอกจากทางบ้านจะรู้แล้ว ต้องโดนซักถามแน่ ๆ ว่ารอดมาจากโรงพยาบาลได้ยังไง…พอคนรู้ว่าน้องกำลังทิ้งลูก คงออกไปสู้หน้าใครไม่ได้ นอกจากนี้ ทางตำรวจอาจซักถามว่าเห็นสิ่งผิดปกติก่อนออกจากโรงพยาบาลหรือเปล่า…ถ้าน้องบอกว่าเห็น…มันอาจเป็นอันตรายกับตัวเอง พวกที่หิ้วถังแกลลอนนั่นคงไม่ปล่อยน้องไว้แน่…”

“แต่…เอ่อ…หนูไม่เห็นอะไรมากกว่านั้นเลยนะคะ” ดุจดาวพยายามยืนยันแววตาหวั่นเกรงลึก

“นั่นแหละ เพื่อความปลอดภัย น้องควรอยู่นิ่ง ๆ ไปก่อน ไม่งั้นนอกจากจะเป็นข่าวใหญ่แล้ว อาจชักนำอันตรายมาถึงตัวด้วย”

ดุจดาวพยักหน้า ในใจมีความหวาดกลัวมากมายประเดประดัง

แยกกับชายหนุ่มคนนั้นไม่นาน ก็พบเขากำลังวิ่งหนีทีมชายชุดดำซึ่งกำลังตามไล่ล่าอยู่ในซอยแคบไม่มีผู้คน เธอรีบซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวไม่กล้าขยับไปไหนจนเห็นเขาถูกจับขึ้นรถตู้ไปครู่ใหญ่

ออกจากที่ซ่อนค่อยพบถุงบรรจุของส่วนตัวเขาตกอยู่ไม่ไกลนัก

ตอนแรกที่เผลอเก็บมาก็อยากเผาทิ้งวันหลายครั้ง ในใจเกิดความลังเลจึงเก็บมันไว้จนลืมเลือน เพิ่งนึกได้ตอนลิ่วลมมาสอบถามเรื่องในอดีตนั่นเอง

เรื่องราวถูกเล่าถึงตรงนี้ ดุจดาวก็นิ่งไปนานจนอาจคิดว่าจบลงแล้ว ถ้าหาก ‘ดิว’ ลูกชายคนรองไม่เอ่ยขึ้นมา

“คราวก่อนแม่เล่าถึงตรงนี้แล้วไม่ยอมเล่าต่อ ตอนนี้พี่แทนมาฟังด้วย ผมว่าไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรแล้วนะครับ”

แทนนทีส่งยิ้มให้น้องชายแล้วพูดกับมารดาอย่างอ่อนโยน

“แสดงว่าสิ่งที่แม่เห็นก่อนออกจากโรงพยาบาล มันมากกว่าคนหิ้วถังแกลลอนลงไปทางชั้นใต้ดินใช่มั้ยครับ”

ดุจดาวถอนใจพยักหน้าอย่างจำยอม

“ใช่…ตอนที่ผู้ชายคนนั้นขึ้นเสียงว่า…แล้วน้องเห็นอะไรอีก…แม่ก็นึกถึงอีกเรื่องได้เลยไม่กล้าพูดต่อ ไม่กล้าเล่าอะไร…ยิ่งเห็นเขาถูกจับไปแบบนั้นก็ยิ่งกลัว คิดว่าลืม ๆ มันไปเสียดีกว่า”

“ตอนนี้แม่เล่าให้ผมฟังเถอะครับ”

น้ำเสียงและแววตาแทนนทีช่วยให้จิตใจมารดาเข้มแข็งขึ้น คล้ายลูกชายคนนี้สามารถแบ่งเบาภาระ ความทุกข์ในใจออกไปได้

ในที่สุดเธอก็เล่าสิ่งที่เห็นก่อนออกจากโรงพยาบาลอย่างละเอียด

—————————————-      ———————        ————————-

ตรงหน้าธนบดีเป็นรูปพนักงานในตึกสามชนะที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัย โดยแยกกองแต่ละบริษัทไว้ชัดเจน

ประตูห้องถูกเคาะเป็นเชิงขออนุญาตก่อนเปิดเข้ามาโดยเจ้าของห้องไม่ต้องเอ่ยปากบอก

‘ธาวิน’ เจ้าของบริษัทธาวิน บุตรชายคนโตของธนบดีเดินเข้ามาในห้องด้วยกิริยาสุภาพ ถ่อมตัวผิดกับธนะวัฒน์น้องชาย

“พ่อเรียกผมมามีธุระอะไรครับ” ถามหลังจากนั่งเก้าอี้เรียบร้อย

“รู้ใช่มั้ยว่าวันก่อนมีคนลอบเข้ามาในตึกเรา”

“ทราบครับ เห็นว่ากล้องวงจรปิดจับไม่ได้ พวกมันเจอพ่อกับลูกน้องพอดีเลยแจ้งยามให้ไล่จับแต่ไม่ทัน สุดท้ายหนีรอดไปหมด”

ธาวินสรุปเรื่องที่ได้ยินมาอย่างกระชับ

“พ่อไม่รู้พวกมันมีเจตนาอะไร แต่คิดว่าอาจเป็นพวกที่ทำงานในตึกเรา”

“พวกนั้นมากันกี่คน ลักษณะท่าทางยังไงครับ”

“สองคน…คนแรกสูงหนาใส่หมวกแก๊ปไม่เห็นหน้า ฝีมือสู้แบบมวยวัด แต่หมัดหนัก อีกคนสูงโปร่งสวมฮู้ดใส่แมสก์ยิ่งมองไม่เห็นหน้า แต่ฝีมือคล่องแคล่ว ประเปรียวเหมือนพวกนักกีฬา พวกมันวางแผนหนีมาดีเหมือนมีคนนอกคอยช่วยบอกทางด้วย”

“พวกเขาเอาอะไรไปได้มั้ยครับ”

“ไม่รู้…นี่แหละปัญหาใหญ่จนต้องควานหากันแบบนี้”

“แล้ว…พวกฝ่ายบุคคลที่พ่อเรียกมาพบให้ข้อมูลว่ายังไงบ้าง” ธาวินถาม

“ก็นี่ไง ได้ผู้เข้าข่ายต้องสงสัยกองเต็มโต๊ะแบบนี้”

ธาวินมองดูรูปภาพที่วางเรียงเป็นกองอย่างพิจารณาก่อนเอ่ยขึ้น

“มีคนบริษัทผมด้วยหรือครับ”

“ใช่ ดูจากรูปร่าง ช่วงอายุ พนักงานบริษัทแกก็เข้าข่ายสามสี่คน”

เจ้าของบริษัทธาวินเลื่อนรูปภาพพนักงานของตนมาไว้ตรงหน้า ก่อนบอกรายละเอียดแต่ละคนกับบิดา

“สองคนนี้ไม่เข้าข่าย เพราะผมให้ไปคุมงานต่างจังหวัด คืนเกิดเหตุยังถ่ายรูปลงเฟซอยู่ที่นั่นเลย…ส่วนอีกสองคนที่เหลือ…”

ธาวินขมวดคิ้วนึกถึงเจ้าของภาพอีกสองคน

“เฮียบวร พาลูกค้าที่เพิ่งเซ็นสัญญากับเราไปเอนเตอร์เทน ส่วนอีกคน…ดิน…ภูดลคุมงานที่ไซด์ก่อสร้าง แต่ก็เข้าบริษัทตอนเย็นแล้วกลับพร้อมพวกทำโอที”

“สรุปว่าบริษัทแกเหลือเข้าข่ายน่าสงสัยคนเดียวคือเจ้าภูดล…” ธนบดีแยกรูปผู้เข้าข่ายสงสัยออกมาโดด ๆ

“ดินไม่น่าทำเรื่องอะไรพวกนี้ เพราะทำงานกันมาหลายปีไม่ใช่พนักงานใหม่ที่เข้ามามีจุดประสงค์แอบแฝง”

“แกรู้อะไรเกี่ยวกับพนักงานคนนี้บ้าง”

ที่จริงธนบดีทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เข้าข่ายต้องสงสัยทั้งหมดแล้ว ที่เรียกลูกชายมาก็อยากฟังมุมมองอีกด้านจากคนที่ไม่ใช่พนักงานฝ่ายบุคคล

“เท่าที่รู้จักกัน ดินเป็นคนขยัน มุ่งมั่น มีวินัยตั้งใจทำงานแบบไม่ยอมให้ผิดพลาด”

“ครอบครัวล่ะ”

“เขาเป็นโสด ไม่มีครอบครัว พ่อแม่ตายหมด โตที่บ้านเด็กกำพร้าแสงเทียน”

“หือ…” คนเป็นพ่อชะงักเมื่อได้ยินคำท้าย

“เด็กกำพร้า…บ้านแสงเทียนหรือ?”

“ใช่ครับ เขาไม่ปิดบังเรื่องพวกนี้พนักงานคนอื่นก็รู้”

ธนบดีหยิบข้อมูลประวัติภูดลขึ้นมาอ่านละเอียด สะดุดตาตรงอายุ วันเดือนปีเกิด

“…อายุสามสิบปี…”

“น่าจะยังไม่สามสิบปีเต็ม เหลืออีกไม่กี่เดือน” ธาวินเสริม “ดินเคยเล่าว่า…เขาเป็นพวกเด็กเดนตาย รอดชีวิตจากตึกโรงพยาบาลถล่ม เลยจำวันเดือนปีเกิดแม่น เพราะโรงพยาบาลนั้นถล่มหลังจากพวกเขาเกิดแค่สองวัน!”

ดวงตาธนบดีแวววาวเจิดจ้าคล้ายเสือร้ายถูกกระตุกหางให้เกิดโทสะ ความสงสัยผุดขึ้นในใจ พยายามทาบเงาใบหน้าร่างสูงหนาเข้ากับรูปวิศวกรหนุ่มตรงหน้า

…อยากคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกินว่า…มีส่วนคล้ายคลึงไม่น้อยจริง ๆ…

——————————      ——————-         ————————-

บ้านหลังเดิมถูกรีโนเวท ปรับปรุงตกแต่งใหม่จนทันสมัย สวยสะดุดตาทั้งภายนอกภายใน

เจ้าของบ้านตรวจตราความเรียบร้อยโดยมีผู้ควบคุมงาน และเจ้าของบริษัทเดินตามรับฟังความเห็นลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำชื่นชม

หลังดูผลงานรอบบ้าน ไม่มีสิ่งใดต้องแก้ไข เจ้าของบริษัทยิ้มอย่างโล่งอก หันไปหลิ่วตาเป็นเชิงขอบคุณวิศวกรผู้ควบคุมงาน

 

ภูดลนั่งรถรุ่นพี่เจ้าของบริษัทกลับจากบ้านลูกค้าด้วยความสบายใจ เวลานี้หมด ‘งานนอก’ ค้างคา สะดวกในการจัดสรรเวลาส่วนตัว

“เยี่ยมเลยว่ะไอ้ดิน…ลูกค้ารายนี้ขึ้นชื่อช่างติสุด ๆ ยังพอใจไม่มีอะไรให้แก้…ฝีมืออย่างนี้ไม่น่าเบรกรับงานนอกเลย…หรือว่าทางบริษัทเขาไม่พอใจที่เอ็งมารับงานนอกแบบนี้”

“ไม่หรอกพี่…อย่างที่ผมบอกในเมลนั่นแหละ ช่วงนี้มีงานส่วนตัวต้องสะสาง กลัวไม่มีเวลาดูแลงานเต็มที่ เดี๋ยวพี่จะเสียชื่อเปล่า ๆ”

คำพูดบอกถึงนิสัยเจ้าตัวชัดเจน หากรับปากทำงานให้ใครต้องเต็มที่สุดความสามารถ ถ้าไม่พร้อมก็จะปฏิเสธไม่อยากให้ผลงานถูกตำหนิ

“เออ ไม่เป็นไร พร้อมรับงานเมื่อไหร่บอกมาแล้วกัน พี่รอเอ็งเสมอ…พวกเด็กใหม่ที่รับมาไม่มีใครทำงานเนี๊ยบละเอียดเท่านี้อีกแล้ว”

“ครับพี่…อ้อ…เดี๋ยวส่งผมแถวนี้ก็ได้ พอดีมีธุระต้องไปทำต่อ”

“วันหยุดอย่างนี้นัดแฟนไว้ล่ะสิ” ถามหยอกล้อ

“ผมยังโสดพี่ก็รู้” ตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก “แต่มีธุระต้องไปทำจริง ๆ”

“โอเค แล้วเจอกัน”

ภูดลลงรถตรงหน้าตึกศูนย์วิจัยของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เงยหน้ามองตึกนั้นแล้วกวาดตาไปยังบริเวณไม่ไกลกันนัก

ที่นั่นเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม ผู้คนต่างมาพักผ่อน ทำกิจกรรมวันหยุดกันอย่างสนุกสนาน

—————————-        ———————————       ——————————

กลางสวนสาธารณะใกล้หอนาฬิกา ภูดลยืนนิ่งรับแสงตะวัน ร่างสูงหนาดูคล้ายรูปปั้นทรงพลัง แสดงความมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อแดดลมพายุใด

วิศวกรหนุ่มกวาดตามองรอบตัว พยายามกระตุ้นสัมผัสพิเศษหวังให้เกิด ‘ภาพสังหรณ์’ ต่อเติมรายละเอียดให้มากกว่าคราวก่อน

ทว่า…เงียบงัน…มีเพียงภาพจากนิมิตที่เห็นร่วมกับแทนนทีปรากฏในความทรงจำเท่านั้น

ฝนตกหนัก ณครามเปียกปอนนอนจมกองเลือดตรงจุดนี้…เวลา ๒๑:๔๙

จากภาพนิมิต ณครามยังไม่ตายแค่ร่อแร่ลมหายใจใกล้ขาดห้วง ภูดลจึงไม่กล้าปริปากแย้มพรายให้อีกฝ่ายรู้ กลัวสถานการณ์จะเปลี่ยนเป็นเลวร้ายกว่าเดิม โดยตนเองและแทนนทีไม่อาจสำเหนียก ยื่นมือช่วยเหลือ

นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่เล่าเรื่องการพบปะกับ ‘ลิ่วลม’ ให้อาจารย์หนุ่มฟัง

ภูดลบอกแค่ได้รับอีเมลเกี่ยวกับรายละเอียดอัฒจันทร์ถล่มจากลิ่วลม และวิญญาณเฮียตงขอความช่วยเหลือ จึงยอมเสี่ยงบุกตึกสามชนะ

เขาไม่บอกเรื่องแทนนทีพบมารดาแท้จริง เพราะคนฉลาดอย่างณครามย่อมมีวิธี ‘ซักฟอก’ อย่างฉลาดจนอาจหลุดปากพูดเรื่องสังหรณ์โดยไม่รู้ตัว

วิศวกรหนุ่มคิดว่ารอให้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าสามคน ค่อยให้แทนนทีบอกข่าวดีของตนเอง…หากจะมีการซักถามรายละเอียดอื่นใด ยังสามารถเตือนกันและกันไม่ให้หลุดปากเรื่องภาพสังหรณ์ได้ทัน

วันนี้มีโอกาสมาทำงานพิเศษใกล้ศูนย์วิจัย จึงถือโอกาสสำรวจพื้นที่ ‘อาจจะ’ เกิดเหตุร้ายล่วงหน้า ดูทางหนีทีไล่ พร้อมลองตั้งสมมุติฐาน…ณครามน่าจะโดนทำร้ายจากจุดใด ถึงมาล้มหมดแรงกลางสนามหญ้าแห่งนี้

เมื่อลองกำหนดสถานการณ์จำลองออกมาได้ ค่อยวางแผนหาวิธีช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ภูดลมัวห่วงเพื่อน กังวลความปลอดภัยณคราม โดยไม่อาจเฉลียวใจสักนิดว่าตนเองกำลังอยู่ในจุดอันตราย เงาทะมึนลางร้ายบางอย่างใกล้ครอบคลุมเข้ามาเช่นกัน

———————————-          ————————–          ———————–

ร้านกาแฟตกแต่งย้อนยุค เปิดเพลงสากลยุค ๘๐ คลอเบา ๆ กลิ่นกาแฟโชยชายแทรกซึมทั่วบรรยากาศ ช่วยให้เกิดความอบอุ่นพิเศษเฉพาะตัว

สตรีกลางคนผอมบางนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ ด้วยท่าทางน่ามองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใบหน้า กิริยา การแต่งตัวดูกลมกลืนกับเสียงเพลง มุมโต๊ะที่นั่ง สีหน้าแววตาเรียบเนือยคล้ายศิลปินผู้โลดแล่นในแวดวงศิลปะมานาน จนถึงจุดที่อิ่มตัว ยอมพักผ่อนมีความสุขกับตัวเอง

เธอคือ…เมทินี

ประตูร้านกาแฟเปิดออก ที่เข้ามาเป็นชายกลางคนร่างสันทัด เดินห่อไหล่ดูตัวเล็กกว่าปกติ ลักษณะไม่สะดุดตาคล้ายคนเดินถนนทั่วไป ต่อให้สวนกันวันละห้าครั้งก็จดจำไม่ได้

ทว่าเมื่อยืนเต็มร่างเกิดลักษณะความมั่นใจมีพลังในตัว แววตาเจิดจ้ากว่าปกติ หันมาสบกับสตรีกลางคนที่นั่งรออยู่ก่อน

“เมทินี” เขาทักเสียงเรียบ

“วทัศ…ดีใจที่ยอมมาเจอ”

มารดาบุญธรรมณครามมองหน้า ‘เพื่อนเก่า’ ด้วยแววตายากอ่านความรู้สึก ขณะที่อีกฝ่ายยังระวังตัวเก็บซ่อนกิริยา คล้ายคนปกปิดตัวตนมานานจนกลายเป็นบุคลิกเฉพาะตัวไปแล้ว

เพื่อนเก่าทั้งสองจิบกาแฟเงียบ ๆ ปล่อยให้เวลาเลื่อนผ่านโดยไม่เร่งร้อน เสียงเพลงบรรเลงราวกับกระตุ้นให้ย้อนทวนสู่วันวาน กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นชวนให้จิตใจได้พักผ่อน

คนที่เอ่ยปากก่อนคือฝ่ายชาย

“เธอรู้เบื้องหลังตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรถล่ม ในเรื่องที่ฉันไม่รู้อย่างนั้นหรือ”

“ใช่”

“มั่นใจยังไงว่าส่วนที่เธอรู้…ฉันไม่รู้”

เมทินีขยับมุมปากยิ้มนิด ๆ ดวงตาแวววาวไม่ต่างจากเหยี่ยวข่าวมือฉมังในอดีต

“วทัศ…ถ้าเธอรู้เบื้องหลังเรื่องนี้จริง จะไม่มุ่งเป้าโจมตีสามชนะตรง ๆ ไม่คิดใช้ให้เด็กสามคนนั่นออกหน้า แต่เธอต้องหาแนวร่วม เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารทั้งหมดมาใช้เป็น ‘อาวุธ’ ร้ายแรง”

“อาวุธข้อมูลงั้นหรือ” วทัศเอ่ยน้ำเสียงแปลก

“จำได้มั้ย สมัยหนึ่งเคยมีคนบอกว่า ‘ปากกา’ มีอานุภาพร้ายแรงกว่า ‘กระบอกปืน’”

คนฟังหัวเราะหึหึอย่างขบขันแกมเสียดเย้ย คนเอ่ยวาจาไม่สนใจ พูดต่อด้วยประโยคสำคัญ

“ปัจจุบัน คนที่มีขุมทรัพย์ข้อมูล และควบคุมสื่อได้ นั่นแหละจึงมี ‘อำนาจ’ แท้จริง”

วทัศหรี่ตาอย่างสนใจ

“ที่พูดนี่แสดงว่าเธอมีขุมทรัพย์ข้อมูลแล้ว”

เมทินียิ้ม จิบกาแฟจนหมดถ้วยก่อนพูด

“ตอนนี้…เริ่มอยากฟังข้อมูลที่ฉันรู้…เธอไม่รู้แล้วหรือยัง”

—————————–        ————————       ————————

เย็นย่ำ อีกไม่ไกลจะเข้าเขตชานเมืองกรุงเทพ

ตั้งแต่ได้ฟังเรื่องราวที่เหลือจากมารดา แทนนทีพูดจาน้อยคำ จมอยู่ในความคิดจนดูเผลอขาดสติ แต่พยายามไม่แสดงอาการผิดปกติให้เป็นห่วง

ขับรถกลับกรุงเทพ ลิ่วลมสังเกตเห็นแววตาชายหนุ่มสับสน ครุ่นคิดอย่างตัดสินใจไม่ถูก หล่อนหันไปมอง ‘ของ’ ที่อยู่เบาะหลังรถอย่างเข้าใจ แต่ไม่รู้ควรช่วยอย่างไร

สุดท้ายจึงเอ่ยปากเริ่มบทสนทนาทำลายความเงียบ

“พวกพี่แทนแยกกันตั้งแต่สิบขวบ ทำไมถึงยังติดต่อ ผูกพัน สนิทสนมมาได้จนถึงวันนี้คะ”

ลิ่วลมสนิทใจพอจะเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่’ ได้แล้ว

ครั้งแรกแทนนทีเหมือนไม่ได้ยิน หญิงสาวต้องทวนประโยคเดิมอีกครั้งเขาค่อยตอบ

“ถ้าพูดให้ฟังดูดีหน่อย…คงเพราะพวกเราแยกกันแค่ตัวแต่หัวใจผูกกันอยู่มั้ง”

ตอบอย่างพยายามให้เห็นขันก่อนอธิบาย

“ครอบครัวที่ไอ้ครามไปอยู่ด้วยมันก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แค่กรุงเทพเท่านั้นเอง พวกเราเลยเขียนจดหมายคุยกันได้…”

“จดหมาย!” ลิ่วลมทวนวาจาด้วยเห็นเป็นของแปลก

แทนนทีหัวเราะอย่างเข้าใจ

“อย่าลืมนะว่านั่นมันเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว พวกพี่แค่เด็กสิบขวบ ลุงดิบไม่ยอมให้ใช้โทรศัพท์พร่ำเพรื่อหรอก”

“ค่ะ” หญิงสาวนึกภาพเด็กผู้ชายชั้นประถมเขียนจดหมายถึงกัน มันดูน่ารักอย่างคิดไม่ถึง

“พอพี่เข้าโรงเรียนกีฬา พวกเราเขียนจดหมายคุยกันไม่บ่อยแต่ไม่เคยขาด…นานครั้งจะแอบโทรศัพท์คุยกันบ้าง เล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวให้กันฟัง บอกข่าวคราวของกันและกัน…วันที่พี่แข่งฟุตบอลออกทีวีครั้งแรก พวกมันยอมทิ้งงาน ทิ้งการเรียนมาเฝ้าหน้าจอ…และคืนนั้นก็แอบคุยโทรศัพท์กันอย่างมีความสุข”

ลิ่วลมนึกภาพตามแล้วรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

“หลังจากนั้น ไม่ว่าพี่จะแข่งแมตซ์ไหน สนามอะไร ถ้ามาดูได้พวกมันจะมาดู…ถ้ามาไม่ได้ก็จะเฝ้าจอทีวีคอยให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ ทำให้พี่รู้สึกว่า…ต่อให้ลงสนามไหนในโลก ก็จะมีสายตาพวกมันคอยเชียร์ให้กำลังใจเสมอ”

“มิน่า…พวกพี่ถึงรักและผูกพันกันขนาดนี้”

“อีกอย่าง…พวกเรามีสื่อที่คล้ายเป็นเครื่องรางผูกโยงจิตใจกัน”

“อะไรคะ”

แทนนทีหยิบกระเป๋าเงินส่งให้หญิงสาวเปิดเอง

เพียงแค่เปิดออกดู ลิ่วลมก็ทราบทันทีว่าของสิ่งนั้นคืออะไร

ล็อคเก็ตรูปพยาบาลปรานีถูกเก็บไว้ในกระเป๋า

มันมีขนาดเล็กเหมือนทำไว้ให้เด็กใส่คล้องคอ พอเติบโตขึ้นมาพวกเขาจึงเก็บไว้ในกระเป๋าติดตัวเสมือนเครื่องรางสำคัญชิ้นหนึ่ง

“รู้มั้ยว่าหลิวหน้าตาคล้ายรูปในล็อคเก็ต”

แทนนทีหันมาบอกด้วยแววตามีรอยยิ้ม

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับ “แม่เคยบอกนานแล้วว่าหลิวหน้าตาคล้ายป้าปรานี…มันทำให้ทุกครั้งที่แม่เห็นหลิว จะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาทุกที”

“เพราะอะไร” แทนนทีไม่เข้าใจ

“เพราะแม่ผิดสัญญากับป้าว่าจะตั้งใจเรียน จะประสบความสำเร็จในชีวิตให้ได้”

ชายหนุ่มถอนใจเบา ๆ

“พี่เข้าใจแม่หลิวนะ…การจะประสบความสำเร็จมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…มันมีอุปสรรค เครื่องวัดใจตลอดเวลา ถ้าเราพลาด…จะย้อนกลับไปแก้ไขใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

“พี่แทนผ่านอุปสรรค เครื่องวัดใจมาได้ยังไงคะ”

คนได้รับคำถามนิ่งไปนาน ราวกับทบทวนความทรงจำ เรียบเรียงวาจามาบอก

“ตอนพวกพี่ต้องแยกจากกัน ลุงดิบทำล็อคเก็ตนี้มาให้ บอกว่าถึงพวกเราจะต่างพ่อแม่กัน แต่ก็มีแม่ที่ปกป้องชีวิตคนเดียวกัน…แม่ปรานี…ทุกครั้งที่พี่เหนื่อยท้อ หรือเผลออยากหลงระเริงกับแสงสี ความสนุกสนานชีวิตวัยหนุ่ม พี่จะมองรูปในล็อคเก็ตนี้ แล้วบอกกับตัวเองว่า…แม่ปรานีไม่ได้สละชีวิตเพื่อให้เรามาอ่อนแอ ท้อแท้ หรือหลงใหลแสงสีบ้าบอแบบคนหนุ่มทั่วไปนะ…ทั้งไอ้ดิน ไอ้ครามก็มีวันแย่ ๆ ไม่น้อยกว่ากัน…แต่พวกเราผ่านมันมาได้ด้วยความรู้สึกว่า…ไม่อยากให้แม่ปรานีต้องสละชีวิตโดยเปล่าประโยชน์”

หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตาหญิงสาว ก่อนเจ้าตัวจะสะกดกลั้นมันไว้ไม่ยอมให้ไหลออกมา

นึกเปรียบเทียบกับมารดาตน ผู้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ได้รับความรัก การอบรมสั่งสอนจากพี่สาวแสนดี กระทั่งพี่สาวคนนั้นเสียชีวิต ก็ยังได้รับเงินบริจาคมากมายทดแทน แต่กลับพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวน หลงใหลในโลก

 

“เพราะพวกพี่รักผูกพันกันขนาดนี้ ตอนนี้ถึงลำบากใจมาก”

หญิงสาวเปรยอย่างตั้งใจเปลี่ยนเรื่อง ก่อนเอื้อมมือหันไปดึงรูปภาพจากเสื้อกาวน์ที่วางอยู่เบาะหลังรถออกมาดู

“แล้ว…พี่แทน…จะพูดเรื่องที่ได้ยินวันนี้…ให้…เอ่อ…คุณครามฟังมั้ยคะ”

แทนนทีถอนใจเฮือกใหญ่ เหลือบตาดูรูปณครามในวัยทารกกับบิดามารดาอย่างไม่รู้ควรพูดอย่างไร

“พี่ไม่รู้”

คำตอบแฝงความอึดอัด พูดไม่ออกบอกไม่ถูก กลัวแทนเพื่อนไปหมด

“พี่ไม่รู้ว่า…ถ้าไอ้ครามรู้เรื่องนี้แล้ว…มันจะเป็นยังไง”

ความรู้สึกของณครามหลังจากได้ยินความลับสำคัญ…เป็นสิ่งน่าเป็นห่วงที่สุด

“พี่คิดว่ายังไงคงต้องไปคุยปรึกษากับไอ้ดินมันก่อน”

ภูดลเป็นเหมือนพี่ใหญ่ คอยตัดสินใจเรื่องยาก ๆ มาตลอด

“ก็ดีค่ะ” หญิงสาวแอบถอนใจเบา ๆ ตอบไม่ถูกถ้าเป็นตนเองจะพูดอย่างไร

ความลับที่ดุจดาวปิดบังมานานปี…บางทีสมควรเป็นความลับตลอดไป

ถ้าเธอไม่เจ็บป่วย ได้เห็นลูกชายทั้งสองปรองดองเข้าใจ ก็คงไม่ยอมเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ออกมา

 

แทนนทีคิดถึงภูดล อยากทราบเช่นกัน ถ้าเพื่อนได้ฟังความลับนี้แล้วจะมีความเห็นและตัดสินใจอย่างไร

ขณะจิตใจเกาะเกี่ยวคิดถึงเพื่อน ก็คล้ายมองเห็นภาพเจ้าตัวปรากฏต่อหน้าขึ้นเป็นแวบ ๆ ลักษณะคล้ายนิมิตสังหรณ์ร้าย

ทว่า…ยังไม่ทันที่ภาพสังหรณ์จะแสดงออกมาชัดเจน รถยนต์ก็สั่นเยือกเกิดอาการผิดปกติขึ้นมาทันที

 

Don`t copy text!