ธำมรงค์เลือด บทที่ 16 : มวยถูกคู่

ธำมรงค์เลือด บทที่ 16 : มวยถูกคู่

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

ตลอดเช้าวันนั้น ปะวะหล่ำใช้เวลาหมดไปกับการเตรียมตัวทำงาน เมื่อไรที่ทีมงานของปีธวัชเจาะลงไปถึงกรุชั้นล่าง นั่นหมายความว่ามีสิ่งที่ปะวะหล่ำต้องทำอีกหลายอย่าง ตั้งแต่การสำรวจภาพเขียนบนผนัง ไปจนถึงการคัดลอกลวดลาย เมื่อถึงตอนนั้นเธออาจจำเป็นจะต้องมีลูกมือช่วย 

ปีธวัชเตรียมเต็นท์ส่วนตัวให้ปะวะหล่ำหนึ่งหลัง สำหรับเธอจะทำงานได้อย่างมีสมาธิ ไม่มีคนรบกวน ทีมของพจีก็เช่นกัน ปีธวัชจัดให้มีเต็นท์แยกอีกหนึ่งหลังสำหรับทีมศึกษาจารึกและอักษรโบราณ ทั้งสองทีมต่างคนต่างทำงานไม่ต้องยุ่งกัน เพราะชายหนุ่มรู้ดีว่าหญิงสาวทั้งสองเหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่มีทางจะรวมกันได้ ไม่มีทางทำงานด้วยกันได้ ถ้าเขาไม่อยากให้เกิดความปั่นป่วนละก็ ควรแยกพจีและปะวะหล่ำให้อยู่ห่างกันให้มากที่สุด

ขณะที่ปะวะหล่ำกำลังเตรียมงานของเธอ ชายหนุ่มรุ่นพี่ก็กำลังประชุมกับคนงานทั้งหมดอยู่ที่เต็นท์กลาง หลังจากเกิดเหตุร้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา ปีธวัชตัดสินใจว่าจะต้องเพิ่มระดับมาตรการความปลอดภัย การขุดค้นพระปรางค์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เสียแล้ว ใครบางคนหรือหลายคน…คงอยากได้สมบัติที่ฝังอยู่ในกรุ จนถึงกับจ้างให้คนมาลักลอบขโมยถึงสองครั้งสองหน และแน่นอน…ตราบใดที่มันยังไม่ได้ของที่ต้องการ ปีธวัชออกจะแน่ใจว่าจะต้องมีครั้งที่สามและครั้งต่อๆ ไป

ยังไม่ถึงเวลาจะต้องแจ้งตำรวจให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้ ของในกรุก็ยังไม่หายไปไหน ปีธวัชคิดว่าสามารถเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อน หากมีอะไรรุนแรงกว่านี้ค่อยไปแจ้งความ ชายหนุ่มเรียกประชุมพร้อมกับกำชับให้เข้มงวดกวดขันเรื่องคนเข้าออกในไซต์งานให้มากขึ้น หากพบมีใครที่ไม่ได้ติดบัตรอนุญาต ให้เชิญออกจากพื้นที่ทันที

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นและปะวะหล่ำเพิ่งนึกได้ว่าลืมโทร.บอกคุณไลยว่ามาถึงอยุธยาเรียบร้อยแล้ว

“คุณยาย” ปะวะหล่ำเสียงอ่อนด้วยรู้สึกผิด “ขอโทษนะคะ หนูมาถึงแล้วมัวแต่ทำโน่นทำนี่ ลืมโทรหายายไปเลย”

“ไม่เป็นไร” คุณไลยพูดอย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันแรกในรอบหลายปีที่เธอตัดสินใจปิดร้านเพื่อพักผ่อน  “ยายแค่เป็นห่วง ได้ยินว่าหนูถึงเรียบร้อยก็สบายใจแล้ว”

“คุณยายเป็นอย่างไรบ้างคะ” อดถามไม่ได้ “วันนี้ยังเวียนหัวอยู่หรือเปล่า”

“สบายขึ้นมาก” คุณไลยหัวเราะเบาๆ “ไม่เป็นอะไรเลย รู้สึกสดชื่นมากกว่าทุกวันด้วยซ้ำ แหม…ดูสิ วันทำงานเกิดจะเวียนหัวบ้านหมุน พอวันนี้หยุดงานกลับสบาย โล่ง ปลอดโปร่ง รู้อย่างนี้ยายหยุดร้านเสียนานแล้ว”

“ก็คุณยายทำงานหนักมานานนะคะ ลูกค้าแต่ละรายไม่ใช่ธรรมดา” ปะวะหล่ำว่า “ถึงเวลาหยุดพักเสียที…เปิดร้านเฉพาะลูกค้านัดหมายแบบนี้ ดีแล้วละค่ะ”

“ที่พักเป็นอย่างไร ดีไหม ปลอดภัยไหม อยู่ไกลหรือเปล่า” ผู้อาวุโสถามด้วยความเป็นห่วง ต่อให้โตแค่ไหน ปะวะหล่ำก็ยังเป็นเด็กในสายตาของคุณไลยเสมอ

“ยังไม่ได้แวะเข้าที่พักเลยค่ะ มาถึงหนูก็ตรงมาที่วัดก่อน” ปะวะหล่ำเล่า “แต่ไม่มีอะไรน่าห่วงนะคะ เป็นรีสอร์ตเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากวัดราชธิดานัก ทุกคนในทีมก็พักอยู่ที่นั่นเหมือนกันหมด”

เจ้าหน้าที่และทีมงานทุกคนพักอยู่ที่เดียวกัน ปีธวัชเช่าเหมารีสอร์ตเล็กๆ แห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากวัดราชธิดานัก เป็นคนละแห่งกับที่ปะวะหล่ำมาพักเมื่อครั้งที่แล้ว

“ดีจ้ะ แล้วอย่าลืมโทรหายายทุกวันนะลูก” คุณไลยย้ำก่อนจะกดวางสายไปในท้ายที่สุด

“พี่พยงค์”

ปะวะหล่ำเห็นหัวหน้าคนงานยืนรีๆ รอๆ อยู่ที่หน้าเต็นท์ ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ นายพยงค์ก็เดินมาหาพร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า

“มีคนมาขอพบคุณปะวะหล่ำครับ”

“ขอพบฉัน” ปะวะหล่ำเงยหน้าขึ้นจากถาดสีฝุ่นตรงหน้า “ใครคะ”

“ฉันเอง” เสียงของเพลงภัทรดังขึ้น ท่ามกลางความประหลาดใจของปะวะหล่ำ

“เพลง” ปะวะหล่ำกะพริบตาถี่ๆ จ้องมองหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่เดินตามหลังนายพยงค์เข้ามาในเต็นท์ แน่นอน ธามนิธิก็มาด้วย “มาได้ยังไง”

“ขับรถมา” เพลงภัทรตอบด้วยท่าทางกวนๆ เธอเดินตรงมายังโต๊ะทำงานที่มีอุปกรณ์มากมายวางระเกะระกะ ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างเหมือนเด็กเห็นของเล่น “อู้หู…ทั้งหมดนี่คืออุปกรณ์ทำงานของแป้มหรือ”

“ใช่” ปะวะหล่ำพยักหน้า ยังไม่หายสงสัย “เธอมาที่นี่ถูกได้ยังไง”

“แหม ไม่เห็นยาก” เพลงภัทรยักไหล่ เธอหยิบหลอดแก้วบรรจุสีฝุ่นขึ้นมาส่องกับแสง จ้องมองด้วยสายตาสนใจ “ฉันก็ถามยายของเธอไงล่ะ”

“อ้อ” ปะวะหล่ำถอนใจ คุยกันเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ไม่เห็นยายเล่าว่าเพลงภัทรถามถึงเธอ แต่จะแปลกอะไร เพื่อนของหล่อนคนนี้ทำได้ทุกอย่างที่อยากจะทำ แม้แต่การแวะมาหาเธอโดยไม่บอกล่วงหน้า “เพลงมีธุระอะไรกับแป้มหรือจ๊ะ ที่จริงไม่เห็นต้องแวะมาเองเลย โทรมาก็ได้”

“เพลงก็จะมาขอฝึกงานด้วยยังไงล่ะ” เพลงภัทรพูดเหมือนกับทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายๆ “เคยบอกไว้แล้ว แป้มจำไม่ได้หรือจ๊ะ เพลงตั้งใจว่าจะสมัครเข้าเรียนโบราณคดี เลยอยากให้แน่ใจว่าตัวเองชอบสาขานี้จริงๆ จะได้ไม่เสียเวลาเปลี่ยนคณะอีก”

ปะวะหล่ำเหลือบสายตาไปมองธามนิธิ ขณะที่ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ เป็นทำนองว่า…ผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนะ…

“ไม่ได้หรอก” ปะวะหล่ำรีบปฏิเสธ “เรากำลังขุดค้นโบราณสถานที่มีความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยจึงต้องจำกัดคนเข้าคนออก ไม่ใช่ว่าเพลงนึกอยากจะมาก็มาได้ง่ายๆ ที่สำคัญ…เราไม่ได้รับเด็กฝึกงาน”

“เธอเป็นหัวหน้าหรือไง” เพลงภัทรย้อนถามเสียงแหลม ท่าทางเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ

“เปล่า” ปะวะหล่ำยังตามความคิดของอีกฝ่ายไม่ทัน

“งั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์มาบอกว่ารับหรือไม่รับ” เพลงภัทรถลึงตามองเพื่อน “หัวหน้าของเธออยู่ที่ไหน ฉันจะไปหาเขา ถ้าเขาจะไม่รับฝึกงาน…ให้เขาบอกกับฉันเอง”

“ผมอยู่นี่ ใครอยากเจอผมหรือครับ”

เสียงของปีธวัชทำให้เพลงภัทรและปะวะหล่ำหันไปพร้อมกัน เบื้องหลังร่างสูงใหญ่ นอกจากเก้ง วาที และสุขุมที่เป็นลูกน้องคนสนิทของชายหนุ่มแล้ว ยังมีพยงค์กับพจีตามมาด้วย หัวหน้าคนงานคงไปแจ้งให้ปีธวัชทราบว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาในไซต์งาน ชายหนุ่มจึงเดินตามมาดูว่าเป็นใคร

“อุ๊ย” เพลงภัทรหันมาเห็นปีธวัชเข้าก็ถึงกับชะงักไป ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้าง ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มรอยยิ้ม “คุณเป็นหัวหน้าของแป้มหรือคะ”

“ผมเป็นหัวหน้าทีมขุดสำรวจวัดราชธิดาครับ” เขาตอบเสียงราบเรียบ รู้สึกประหลาดใจกับท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียว แตกต่างจากปะวะหล่ำราวฟ้ากับเหว “คุณมีธุระอะไรกับผมหรือครับ ได้ยินว่าอยากพบหัวหน้า”

“เพลงอยากเรียนโบราณคดีค่ะ” เพลงภัทรทำเสียงอ่อนหวาน ปะวะหล่ำเห็นดวงตาของพจีลุกวาวด้วยความไม่ชอบใจ “ถามแป้มว่าเรียนเป็นยังไง แป้มก็อธิบายไม่ชัดเจน เพลงเลยคิดว่าถ้ามีโอกาสได้ลองมาฝึกงานดูสักหน่อย ก็คงจะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น”

“เราไม่ได้รับคนมาฝึกงาน” เขาตอบชัดเจน

“งั้นขอเพลงมาสังเกตการณ์ดูได้ไหมคะ” เพลงภัทรต่อรอง ดวงตาของหล่อนจ้องมองดวงหน้าคร้ามคมสันแน่วนิ่ง “แค่ดู…ไม่ยุ่งวุ่นวาย สัญญาว่าจะไม่เกะกะกวนใจเลยค่ะ แค่อยากมาดูว่าคนเรียนโบราณคดีเขาทำงานกันอย่างไร”

เพลงภัทรพึมพำ ไม่อาจละสายตาไปจากปีธวัชได้

หล่อนชอบผู้ชายแบบนี้…บึกบึน ล่ำสัน มาดแมน

ยังจะไรหนวดเขียวอ่อนจางเหนือริมฝีปากและสองข้างแก้มนั่นอีก ปีธวัชทำให้หนุ่มหน้าตาคมสัน ขาวสะอาดอย่างธามนิธิดูจืดไปเลย

“นี่…เธอ” พจีอดรนทนไม่ไหว “ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง ปีบอกชัดเจนแล้วว่าเราไม่ได้รับเด็กฝึกงาน”

“ใครอะ” เพลงภัทรหันไปทางพจี กวาดสายตามองตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า “เป็นหัวหน้าเหรอ”

“เป็นหัวหน้าหรือไม่เป็นแล้วยังไง” พจีจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่ลดละ “ที่นี่คือที่ทำงานของพวกฉัน และเราไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า”

“เพลงจะฟังคำตอบจากคุณเท่านั้น” เพลงภัทรละสายตาจากพจี หันไปจ้องมองปีธวัช “ถ้าคุณยืนยันว่าไม่รับเพลงมาฝึกงานที่นี่ เพลงก็จะไปทันที”

“นี่หล่อน…” พจีกำลังจะแผดเสียง หากปีธวัชยกมือขึ้นห้ามเอาไว้

“คุณอยากเรียนโบราณคดีจริงๆ หรือ” เขาหันไปถามเพลงภัทรด้วยท่าทางจริงจัง

“ค่ะ” เพลงภัทรพยักหน้า “เพลงเป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกับแป้ม ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี เพราะเรียนมาหลายคณะแล้ว ยังไม่เคยเจอสิ่งที่ตัวเองชอบเลย…ล่าสุดแม่อยากให้เพลงเรียนพยาบาล แต่เพลงไม่ยอมตามใจ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เพลงชอบ แม่บอกว่าถ้าไม่เรียนพยาบาลก็จะไม่ส่งเสียให้เรียนแล้ว ต่อจากนี้ไปเพลงต้องหาเงินเรียนเอง”

เล่ายืดยาว หากนั่นเป็นความจริงทั้งหมด คุณเกษเกล้าอยากให้ลูกสาวเรียนพยาบาล หากเพลงภัทรไม่ยอมทำตาม เธอจะตัดความช่วยเหลือ

“อะไรที่ทำให้คุณอยากมาเรียนโบราณคดี” ปีธวัชเริ่มรู้สึกสนใจอีกฝ่าย ด้วยเพลงภัทรมีแง่มุมบางอย่างในชีวิตคล้ายกับตัวเอง

ทั้งเขาและเธอต่างถูกบังคับให้เรียนตามใจพ่อและแม่เหมือนๆ กัน ครั้นพอไม่ยอมทำตาม พ่อและแม่ก็ไม่ยอมส่งเสีย ต้องหาค่าเล่าเรียนด้วยตัวเองเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้สายตาที่ชายหนุ่มมองเพลงภัทรจึงเปลี่ยนไป…

“เพลงชอบเรื่องเล่าค่ะ” เพลงภัทรเอ่ยหลังจากนิ่งคิดไปพักหนึ่ง “โบราณคดีมีเรื่องเล่า ที่สามารถบอกถึงอดีต และเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน และมีผลสืบเนื่องถึงอนาคต”

ปะวะหล่ำฟังแล้วเกือบไม่เชื่อหูว่าเพื่อนของเธอจะสามารถตอบอะไรที่เป็นจริงเป็นจังได้ถึงขนาดนี้…หรือว่าเพลงภัทรจะชอบโบราณคดีจริงๆ

…หรือว่าเธอจะมองเพื่อนผิดไป…

“เรื่องเล่าทั้งหลาย เล่าผ่านตำนาน พงศาวดาร เล่าผ่านวัตถุ เช่นเครื่องทอง จิตรกรรม ผ้า สถาปัตยกรรม เราต้องหาหลักฐาน หาเหตุผลมาประกอบ…จะว่าไปเพลงคิดว่าโบราณคดีนี่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากๆ เลยนะคะ นักโบราณคดีก็เหมือนนักสืบ”

“เก่งมาก” พจีตบมือให้เพลงภัทร หากไม่ใช่การตบมือด้วยความชื่นชม “ค้นมาจากกูเกิลหรือจ๊ะ ถึงตอบได้น่าฟังมาก”

“ฉันไม่ได้พูดกับคุณ” เพลงภัทรหันไปทางพจีอย่างไม่ยอมลดราวาศอกให้ “อีกอย่าง…เป็นอะไรมากไหม ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็จะมาหาเรื่องกันเสียแล้ว”

“ไม่ชอบ” พจีเองก็ไม่ยั้ง “ไม่ถูกชะตา เจอกันครั้งแรกหรือครั้งไหนๆ ฉันก็ดูออกว่าหล่อนมาที่นี่ทำไม”

“มาทำไม…เอ…นั่นสิ มาทำไมกันนะ” เพลงภัทรแกล้งยั่วด้วยการหันไปทิ้งสายตาให้กับปีธวัช คนมีประสบการณ์เจนโลกอย่างเพลงภัทร มีหรือจะดูไม่ออกว่าพจีออกอาการไม่พอใจเพราะผู้ชายคนนี้

“เพลง…พอได้แล้ว…ไปกันเถอะ แป้มจะไปส่งที่รถ” ปะวะหล่ำเห็นเรื่องเริ่มจะบานปลาย เลยรีบดึงเพื่อนเอาไว้

“ไม่…ปล่อยเพลงนะแป้ม” เพลงภัทรพยายามสะบัด

“ไม่ปล่อย” ปะวะหล่ำเซไปเซมา ไม่รู้ว่าคนตัวบางอย่างเพลงภัทรเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน “กลับได้แล้ว…คุณธาม ช่วยแป้มหน่อย”

“นั่นสิเพลง…ผมว่าไปกันเถอะ ในเมื่อที่นี่ไม่ต้อนรับ คุณจะอยู่ทำไม” ธามนิธิเองก็เริ่มอึดอัด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ของเพลงภัทร “อยากฝึกงาน ไปฝึกที่อื่นก็ได้”

“ไม่ต้องไปไหนแล้ว” ปีธวัชเอ่ยขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคนในที่นั้น

“ปี” พจีร้องเสียงแหลม จ้องมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่อย่างไม่เชื่อสายตา “เป็นบ้าไปแล้วหรือ”

“ฝึกอยู่ที่นี่ละครับ” ปีธวัชไม่สนใจท่าทางของพจี ดวงตาของเขาจ้องมองเพลงภัทรแน่วนิ่ง “ไม่ต้องไปหาที่อื่นแล้ว ถ้าน้องเพลงอยากรู้ว่านักโบราณคดีทำงานกันอย่างไร ก็อยู่ฝึกงานที่นี่ละครับ พี่คิดว่าที่นี่เหมาะที่สุด เพราะมีทุกอย่างให้ดูครบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขุดค้นโบราณสถาน เรื่องการอนุรักษ์จิตรกรรม เรื่องการถอดความจารึกโบราณ สงสัยอะไรก็ถามพี่ๆ ได้ทุกคน”

“แต่ว่าปี…” พจียังพยายามจะแย้ง

“ผมตัดสินใจแล้วจี” เขาหันมากล่าวกับเพื่อนร่วมรุ่นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “และที่นี่ผมคือหัวหน้า มีอะไรเกิดขึ้น ผมเป็นคนรับผิดชอบเอง…เข้าใจนะ”

 



Don`t copy text!