ธำมรงค์เลือด บทที่ 9 : คู่ปรับเก่า

ธำมรงค์เลือด บทที่ 9 : คู่ปรับเก่า

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น…หล่อนในวัยเด็ก…จับไข้อยู่นานนับสัปดาห์ คุณไลยพาไปหาหมอ ทั้งเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะและเอกซเรย์ แต่ก็หาสาเหตุของอาการป่วยไม่ได้

คุณไลยรักปะวะหล่ำราวกับเป็นหลานแท้ๆ ของตน เด็กหญิงเป็นคนฉลาดเฉลียว ช่างพูดช่างคุย เมื่อโรงเรียนหยุด คุณรื่นผู้เป็นยายแท้ๆ มักจะพาเด็กหญิงมาค้างกับคุณไลยเสมอ ทำให้คุณไลยและปะวะหล่ำสนิทกันมาก

เส้นผมของเด็กหญิงเริ่มร่วงเป็นหย่อมๆ ปะวะหล่ำเลยรู้ว่าที่เคยได้ยินคนพูดกันว่า ‘จับไข้จนหัวโกร๋น’ ที่จริงมันเป็นอย่างนี้น่ะเอง

ทั้งหวาดกลัวทั้งเป็นไข้ นอนหลับไม่สนิทด้วยภาพความสยดสยองตามหลอกหลอนทุกครั้งที่หลับตา ปะวะหล่ำตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็นยายฟัง คุณไลยได้ฟังก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจัดแจงพาหลานสาวไปหาหลวงลุงประสิทธิ์ที่วัดใกล้บ้าน หลังจากหลวงลุงรดน้ำมนต์ให้ ปะวะหล่ำก็หายไข้เป็นปลิดทิ้ง

‘ขวัญเอ๋ยขวัญมา…ไม่มีอะไรแล้วนะ เจ้าแป้มเอ๊ย…หมดเคราะห์หมดโศกเสียที’ หลวงลุงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเมตตา ดวงตาที่ลึกล้ำเหลือบมองคุณไลยพร้อมกับอาการถอนใจ

ยายของเด็กหญิงคือโยมอุปัฏฐาก ที่ช่วยดูแลและจัดการให้หลวงลุงได้บวชในร่มเงาพระพุทธศาสนา จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้ว

‘ทีหน้าทีหลังเจอเปรต เจ้าจงตั้งสติให้ดี เขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก’ หลวงลุงว่า

‘เปรต’ ปะวะหล่ำรู้จักแต่ผีตาโบ๋ ผีกระสือ ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ‘คืออะไรเจ้าคะหลวงลุง’

‘สัมภเวสีน่ะลูก’ หลวงลุงประสิทธิ์พยายามอธิบายให้เด็กหญิงฟังด้วยถ้อยคำง่ายๆ ‘เปรตเป็นผีประเภทหนึ่ง สมัยที่เป็นคนเคยทำบาปทำกรรมไว้มาก เป็นต้นว่า ด่าพ่อด่าแม่ ด่าพระ ขโมยของพระ ทำร้ายผู้มีพระคุณ รังแกคนที่อ่อนแอกว่า…พอตายไปก็เลยกลายเป็นเปรต’

‘เปรตตัวซู้งสูงนะเจ้าคะหลวงลุง’ ปะวะหล่ำจำได้ว่าพูดไปแบบนั้น ‘ตอนแรกหนูนึกว่าเป็นต้นตาลเสียอีก’

‘เปรตมีหลายจำพวก’ หลวงลุงอธิบายต่อ ‘ที่เจ้าเห็นเป็นเปรตชนิดหนึ่ง ยังมีเปรตอีกหลายแบบเลยละ  เปรตบางตนรูปร่างหน้าตางามราวกับเทวดา แต่ปากเน่าปากหนอน เพราะชอบยุแยงให้พระสงฆ์ทะเลาะกัน เปรตบางตนมีบ้านเรือนสวยงาม ร่ำรวยมีแก้วแหวนเงินทอง แต่ลำบากเพราะไม่มีอาหารกิน ต้องเอาเล็บขูดเนื้อหนังตัวเองมากิน เปรตบางพวกดื่มน้ำไม่ได้ เพราะเวลาดื่มน้ำเข้าไป…น้ำจะกลายเป็นไฟเผาคอ เผาตับไตไส้พุง ให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน เหตุก็เพราะว่าเปรตพวกนี้ตอนมีชีวิตอยู่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า เบียดบังเอาของคนอื่นมาเป็นของตน…นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้นนะ ที่จริงยังมีเปรตอีกหลายพวก เอาไว้วันหลังหลวงลุงจะเล่าให้หนูฟังอีก’

‘แล้วเปรตมาทำไมจ๊ะ’ เธอถามด้วยความอยากรู้

‘ยายว่าพวกเขาคงจะมาขอส่วนบุญน่ะ’ คุณไลยช่วยหลวงลุงตอบ ‘คราวหน้าคราวหลังถ้าแป้มเจออะไรแบบนี้ ก็สวดมนต์แผ่เมตตาให้เขาไปนะลูกนะ…’

แล้วหลวงตาก็สอนปะวะหล่ำให้สวดมนต์บทแผ่เมตตา เด็กหญิงท่องตามเสียงเจื้อยแจ้ว

‘จะใช่พวกบ้านนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะท่าน’ คุณไลยลดเสียงลงพอได้ยินเพียงสองคน

‘บ้านกำนันแจ้งหรือ…’ คำถามของหลวงลุงบ่งบอกว่าท่านรู้ว่าคุณไลยหมายถึงใคร

‘เจ้าค่ะ’ คุณไลยพยักหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยร่องรอยรำลึก

หลายปีก่อนแถวบ้านเก่าของเธอที่อยุธยาเกิดเรื่องเกิดราวใหญ่โต เมื่อกำนันแจ้งมีกรณีพิพาทกับวัดประจำตำบล สาเหตุมาจากเรื่องของที่ดินซึ่งนายคงผู้เป็นบิดาของกำนันแจ้งถวายให้กับวัด แต่กำนันผู้เป็นลูกชายเกิดไม่ยินยอมให้วัดใช้ประโยชน์ และพยายามหาทางขับไล่ให้ทางวัดรื้อถอนกุฏิออกไปจากที่ดิน เหตุเพราะถนนตัดใหม่ผ่านหน้าที่ดินผืนนั้นพอดี มีคนมาขอซื้อในราคาสูง อีกทั้งทางวัดก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าบิดาของเขามอบที่ดินผืนนี้ให้

หลวงปู่ผู้ชราภาพที่เป็นเจ้าอาวาสพยายามขอร้อง เพราะทางวัดได้เข้าไปพัฒนาที่ดินผืนนั้น มีการสร้างกุฏิและโรงเรียนให้กับเด็กๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงในตัวเมือง หากกำนันแจ้งไม่ยินยอม

นายคงยกที่ดินให้วัดแบบยกด้วยปากเปล่า ยังไม่ทันจะไปโอนกันให้ถูกต้องก็มาเสียชีวิตไปก่อน แม้จะมีพยานบุคคลหลายคนช่วยยืนยัน แต่ทางวัดก็ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรมาแสดง

ตอนแรกหลวงปู่ใช้วิธีดื้อแพ่ง ไม่ย้ายออก นางเปียเมียของกำนันคงกับส้มแป้นผู้เป็นลูกสาวเลยช่วยกันกดดันหลวงปู่ ด้วยการตามด่าหลวงปู่ไปทุกที่ หาว่าเป็นพระแต่ยังมีกิเลส โลภมากอยากได้ที่ดินของฆราวาส ชาวบ้านเริ่มแตกกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนวัด อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนกำนัน เกิดเป็นสงครามย่อยๆ หมู่บ้านที่เคยสงบสุขกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล

สุดท้าย หลวงปู่คิดว่าขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ทุกคนในหมู่บ้านคงไม่มีความสุข ท่านจึงตัดสินใจให้ชาวบ้านช่วยกันรื้อถอนกุฏิ รื้ออาคารโรงเรียนออกไปจากที่ดินของนายคง และกำนันแจ้งก็ขายที่ดินผืนนั้นไปในราคาหลายล้านบาทในเวลาต่อมา

ขายที่ดินได้ไม่นาน กำนันแจ้งก็ซื้อรถยนต์ราคาแพง และในวันหนึ่งก็ขับรถป้ายแดงไปชนประสานงากับรถสิบล้อบนถนนตัดใหม่แถวหน้าที่ดินของตัวเองที่ขายไปนั่นเอง อุบัติเหตุครั้งนั้นรุนแรงทำให้กำนันแจ้งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้งครอบครัว สภาพรถพังยับเยินเป็นเศษเหล็ก สภาพศพดูสยดสยองน่าหวาดกลัว

หลังจากเสร็จงานศพได้ไม่นาน ชาวบ้านก็เริ่มได้ยินเสียงร้องแหลมเล็ก โหยหวนด้วยความทุกข์ทรมาน พร้อมๆ กับการปรากฏกายของเปรตสามตนในยามค่ำคืน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเปรตของกำนันแจ้ง นางเปีย และส้มแป้น สามพ่อแม่ลูกที่เบียดบังเอาที่ของวัดไปเป็นของตัวเอง และยังทำบาปทำกรรมกับหลวงพ่อเจ้าอาวาสอย่างสาหัส

ลักษณะของอสุรกายทั้งสามที่ปรากฏให้ปะวะหล่ำเห็นในคืนวันนั้น…ทำให้คุณไลยอดคิดไปถึงเรื่องของกำนันแจ้งมิได้

‘จะใช่หรือไม่…นั่นจะสำคัญอะไรเล่า รู้ไปก็เท่านั้น เราทำทุกๆ วันของเราให้ดี ไม่เบียดเบียนใครให้เกิดเป็นบาปเป็นกรรมจะดีกว่า’ แม้หลวงลุงไม่ตอบออกมาตรงๆ หากประโยคของท่าน ช่วยยืนยันข้อสงสัยของคุณไลยว่าคงจะเป็นเช่นที่เธอและชาวบ้านคิดเอาไว้

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เสียงกรีดร้องที่แว่วมากับสายลมก็ยังไม่หายไป ปะวะหล่ำตั้งสติ ยกมือขึ้นพนม ตั้งใจสวดแผ่เมตตาให้กับเจ้าของ ‘เสียง’ กรีดร้องแหลมเล็กนั้นด้วยใจสงบ

สายลมเยือกเย็นยังแผ่วผ่านมารวยริน…

พร้อมๆ กับเสียงร้องด้วยความทรมานค่อยๆ เงียบลง

 

 

เจอเรื่องน่าหวาดหวั่น ให้กลับไปนอนก็นอนไม่หลับเสียแล้ว ประกอบกับแสงอาทิตย์แรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ

ปะวะหล่ำจึงตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำและเตรียมแต่งตัว

เสียงกรีดร้องนั้นแผ่วหายไปแล้ว หญิงสาวค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง อากาศเริ่มเย็นลงกว่าเมื่อวาน อาจเพราะวันเวลากำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาว และปีธวัชก็มาพบหล่อนที่ล็อบบี…ตรงเวลาที่นัดหมายเอาไว้

“พี่ปี…สวัสดีค่ะ”

ปะวะหล่ำส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม…ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้…

วันที่เธอยิ้มให้เขาได้โดยไม่รู้สึกเคืองขุ่นใจเหมือนหลายปีก่อน

ครั้นเมื่อมองเลยไปเห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่เดินตามมาด้วย รอยยิ้มของปะวะหล่ำก็หุบลงทันใด

“พี่จี”

“ตกใจหรือที่เห็นฉัน” พจีส่งยิ้มเยือกเย็นให้อีกฝ่าย “ปีไม่ได้บอกเธอหรอกหรือ…ว่าโปรเจกต์วัดราชธิดานี้มีฉันมาช่วยด้วยอีกคน”

“ค่ะ พี่ปีไม่ได้บอก” ปะวะหล่ำตอบเสียงราบเรียบ เธอหันไปทางปีธวัชราวต้องการคำตอบ

“กรมส่งจีมาช่วยน่ะ” ชายหนุ่มรีบบอก โปรเจกต์ที่เขารับผิดชอบเป็นโปรเจกต์เร่งด่วนและเป็นงานละเอียดที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ กรมศิลปากรจึงระดมผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยมาช่วยกันเป็นการเฉพาะกิจ

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าแป้ม” พจียังคงยิ้มด้วยท่าทางกวนประสาท “เจอฉันแล้วจะถอยหรือ…เธอนี่ยังทำตัวเป็นเด็กๆ เหมือนเดิมเลยนะ”

“เปล่าค่ะ” ปะวะหล่ำเชิดหน้า “แป้มแค่…คิดไม่ถึง”

“ฉันก็ไม่ได้อยากมานักหรอกนะ แต่เห็นว่าเป็นงานของเพื่อนเก่า…ก็เลยยอมตกลง” หญิงสาวเน้นคำว่า ‘เพื่อนเก่า’ พร้อมกับรอยยิ้มที่ปะวะหล่ำไม่เคยชอบเลยสักครั้ง

ดอกเตอร์พจีเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านจารึกโบราณ เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ เธอเป็นเพื่อนนักศึกษาเรียนรุ่นเดียวกับปีธวัช นั่นหมายความว่าหญิงสาวหน้าตาสวยเก๋คนนี้เป็นรุ่นพี่ของปะวะหล่ำด้วยเช่นกัน

การไปทำงานออกภาคสนามตอนปีหนึ่ง ทำให้ปะวะหล่ำรู้ว่าพจีชอบปีธวัช และจะแสดงอาการไม่พอใจผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขาเสมอ

สำหรับปะวะหล่ำนั้น ในตอนแรกพจีก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ค่าที่หล่อนเป็นคนเงียบๆ ไม่ได้คอยตามกรี๊ดปีธวัชเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ…จะเรียกว่าปะวะหล่ำอยู่นอกสายตาพจีก็ว่าได้

หากหลังจากนั้นไม่นาน พจีก็เริ่มสังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปะวะหล่ำและปีธวัชที่กำลังงอกงามขึ้นอย่างช้าๆ

ทั้งหมดเริ่มต้นจากวันที่ปะวะหล่ำลุกขึ้นมาเถียงปีธวัช เรื่องที่เขาเคร่งครัดในกฎระเบียบมากเกินไป จากวันนั้นชายหนุ่มก็เริ่มหันมาสนใจปะวะหล่ำอย่างจริงจัง ด้วยไม่เคยมีรุ่นน้องคนไหนกล้าลุกขึ้นมาเถียงเขาเหมือนอย่างเด็กสาวคนนี้มาก่อน

ปะวะหล่ำไม่ใช่คนสวยจัด หากเป็นคนที่สวยเย็นตา ใครอยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายใจ

ปีธวัชเริ่มชวนรุ่นน้องไปทานข้าวหลังเลิกประชุมบ่อยๆ ตอนแรกก็มีเพื่อนของปะวะหล่ำตามไปด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ หากตอนหลังก็เริ่มเหลือเธอกับเขาแค่สองคน พร้อมกันนั้นปะวะหล่ำก็เริ่มรู้จักเขามากขึ้น ได้เห็นปีธวัชในอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ปีธวัชเริ่มเปิดเผยตัวตนให้ปะวะหล่ำรู้จักมากขึ้น พ่อและแม่ของเขาเป็นดอกเตอร์ทั้งคู่

ดอกเตอร์ปรัชญา พ่อของปีธวัชเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง ส่วนดอกเตอร์พีรญา มารดาของเขาเป็นนักฟิสิกส์ ทำงานอยู่ในสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ทั้งพ่อและแม่ของปีธวัชเป็นคนเรียนเก่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ปีธวัชจะโตขึ้นมาท่ามกลางความคาดหวังของทั้งคู่ การที่เขาเลือกเรียนสายศิลป์และสอบเข้าโบราณคดี ทำให้ทั้งพ่อและแม่ผิดหวังเป็นอย่างมาก ทั้งสองทำทุกวิถีทางบีบบังคับให้ปีธวัชลาออก แล้วมาสอบใหม่เพื่อเข้าคณะที่พ่อและแม่เลือกให้ แต่ชายหนุ่มไม่ยอม ทั้งคู่เลยลงมือกดดันลูกชายต่อด้วยการไม่ส่งเรียน ปีธวัชก็ไม่ยอมแพ้ เขาออกจากบ้านมาเช่าหอพักอยู่เอง รวมถึงหางานพิเศษทำหลังเลิกเรียนเพื่อส่งเสียตัวเอง

เรื่องนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ หนึ่งในนั้นคือปะวะหล่ำ…

ยิ่งรู้ก็ยิ่งเห็นอกเห็นใจ และความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็เริ่มพัฒนาขึ้นไปอีก เมื่อเรียนจบ ปีธวัชขอคบกับปะวะหล่ำในฐานะคนรัก ตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มรับราชการได้ไม่นาน ส่วนหล่อนยังเรียนไม่จบ

แต่แล้วก่อนที่หญิงสาวจะตกปากรับคำเป็นแฟนเขา เรื่องทั้งหลายก็กลับตาลปัตรไปเสียก่อน เมื่อพจีบุกมาประกาศว่าเธอท้อง และเด็กในท้องของเธอก็คือลูกของปีธวัช

ปะวะหล่ำรู้สึกโลกถล่มทลาย หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตลอดเวลาที่ปีธวัชไปมาหาสู่กับเธอนั้น เขายังคบซ้อนอยู่กับพจีด้วย

ปีธวัชพยายามบอกว่ามันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น ที่พจีพูดอาจมีความจริงบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด หากปะวะหล่ำเลือกที่จะไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ จากชายหนุ่มรุ่นพี่ หญิงสาวเป็นคนใจเด็ด เธอตัดการติดต่อทุกอย่างจากเขา ไม่รับรู้ว่าระหว่างปีธวัชกับพจีจะเป็นอย่างไรต่อไป ปะวะหล่ำรู้แต่ว่าเธอไม่มีทางจะให้อภัยเขาได้ และเรื่องราวของปีธวัชก็ค่อยๆ ห่างหายไปจากการรับรู้ของหญิงสาวในที่สุด

มีแต่บรรดาเพื่อนสนิทที่คอยเอาข่าวของเขามาเล่าให้หล่อนฟังอยู่เสมอๆ

‘นี่แก…รู้หรือเปล่า พี่ปีกับพี่จีเขาหย่ากันแล้วนะ’ คนที่เล่าเรื่องนี้ให้ปะวะหล่ำฟังก็คืออนงค์นาถ

‘เหรอ’ เธอหลบตาเพื่อน ทำท่าตั้งใจอ่านหนังสือในมือ ‘แล้วแกมาบอกฉันทำไม’

‘แต่งกันได้ไม่ถึงปี หย่ากันเสียแล้ว แกไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมเขาถึงหย่ากัน’ อนงค์นาถทำเสียงอุบอิบในลำคอ

‘ไม่อยากรู้’ ปะวะหล่ำส่ายหน้า บอกตัวเองว่าใครจะหย่ากันก็หย่าไป ไม่ใช่เรื่องของหล่อน

‘แต่ฉันอยากเล่า และแกต้องฟังเอาไว้นะไอ้แป้ม’ อนงค์นาถรีบดึงมือเพื่อนเอาไว้ ก่อนที่ปะวะหล่ำจะเดินหนีไป ‘เขาหย่ากันเพราะพี่ปีรู้ว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของเขา’

ปะวะหล่ำนิ่งฟัง สีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกอะไร

‘พี่จีท้องกับคนอื่น’ อนงค์นาถลดเสียงลงพอได้ยินกันสองคน ‘สงสัยกันว่าพ่อของเด็กน่าจะเป็นอาจารย์ปิแอร์’

ดอกเตอร์ปิแอร์เป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัย สอนนักศึกษาเรื่องจารึกตะวันออก เขาเป็นหนุ่มฝรั่งเศส ผมดำ ตาสีน้ำตาลเข้ม ดูคล้ายกับคนเอเชียมากกว่าฝรั่ง

‘แต่ก็คงมีอะไรกับพี่ปีด้วยนั่นละ’ อนงค์นาถเสียงอ่อน ‘พี่ปีแกเลยรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน พอเด็กคลอดออกค่อยมารู้ว่าไม่ใช่ลูกตัวเอง ก็เลยหย่ากันเรียบร้อยแล้ว พี่จีหอบลูกบินไปเรียนปริญญาโทต่อปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส…ส่วนพี่ปีก็กลายเป็นขี้เมา กินเหล้าหัวทิ่มทุกวัน’

‘แล้วไง’ ปะวะหล่ำเม้มริมฝีปาก

‘แกไม่ยกโทษให้พี่เขาหน่อยเหรอ’ อนงค์นาถถาม

‘พี่เขาใช้ให้แกมาใช่ไหม’ ปะวะหล่ำรู้ทัน

‘ฉันสงสารพี่เขา’ อนงค์นาถว่า

‘สงสารนัก แกก็ไปเป็นแฟนพี่เขาสิ’ ปะวะหล่ำทำเสียงสูง

‘ถ้าพี่เขาชอบฉัน ฉันก็คงตกลงไปแล้ว’ อนงค์นาถพูดอย่างจะให้ขำ หากปะวะหล่ำทำเสียงเครียด

‘ฉันให้อภัยพี่เขานานแล้ว’ แม้จะพูดออกมาเช่นนั้น หากปะวะหล่ำยังรู้สึกแปลบปลาบอยู่ในอก ‘แต่การที่ฉันให้อภัย ไม่ได้หมายความว่าฉันจะสามารถทำใจลืมเรื่องในอดีต แล้วกลับไปคบหาเป็นเพื่อนเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น…สำหรับฉัน เจ็บแล้วจำ…ฝากไปบอกพี่ปีด้วยนะว่า ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกันดีที่สุด ฉันอยู่ของฉันแบบนี้ดีแล้ว อย่ามาลากให้ฉันกลับไปอยู่ในวังวนเดิมๆ อีกเลย เสียเวลา เสียพลังงานชีวิตเปล่าๆ…’

 



Don`t copy text!