วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๕ : เหมันต์ผันผ่าน คิมหันต์มาเยือน

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๕ : เหมันต์ผันผ่าน คิมหันต์มาเยือน

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

****************************

ทุกสิ่งรอบกายดูแปลกตาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน ร้านค้า หรือว่าผู้คน สุพลบอกบัวเกี๋ยงว่าจะพักที่ซานฟรานซิสโกแค่คืนเดียว แล้วก็จะเดินทางไปที่บอสตันเลย

“นักเรียนไทยหลายคนอยู่อพาร์ตเมนต์ แม้จะคนละแห่ง แต่ก็ละแวกใกล้เคียงกัน อพาร์ตเมนต์ยูนิตหนึ่งมีสองห้อง” สุพลบอกให้รู้อย่างทั่วไป ก่อนจะบอกหน้าตายว่า “อพาร์ตเมนต์ฉันว่างอยู่หนึ่งห้อง นักเรียนไทยที่เป็นหญิงในเมืองนี้มีไม่มาก ส่วนใหญ่ก็จับคู่อยู่ด้วยกันจนเต็มแล้ว”

บัวเกี๋ยงเอียงหน้ามอง จ้องราวจะค้นว่าสุพลไม่มีเบื้องหลังแอบแฝงในการจัดที่พัก

“พอแยกออกมาเช่าอพาร์ตเมนต์ ฉันก็อยู่คนเดียวมาตลอด ไม่เคยแชร์ห้องกับใคร” นิ่งไปครู่หนึ่ง “แล้วก็ไม่เคยพาใครมาค้างด้วย โดยเฉพาะผู้หญิง”

บัวเกี๋ยงยังไม่ตอบใด ๆ ราวกับว่าหล่อนยินดีเป็นผู้ฟังอย่างเดียวเท่านั้น

“ถ้าอยู่แล้วเธออึดอัด อยากจะย้ายออกไปก็ได้ แต่ขอให้รู้จักที่ทางให้ดีเสียก่อน”

“ฉันไม่เดือดร้อนอะไรหรอก คนอย่างฉัน อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้” หญิงสาวตอบ แล้วหันออกไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถไฟ

สุพลไม่อยากรบกวนหล่อนอีก เมื่อเห็นว่าแววตาที่มองออกไปนั้นคล้ายจะทอดออกไปไกลแสนไกลกว่าทิวทัศน์ตรงหน้า ปล่อยให้หล่อนได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเองดีกว่า นึกขึ้นได้ว่ามีจดหมายจากน้องสาว เขาจึงหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน พลันมือไม้ก็เย็นเฉียบ สั่นระริกราวกับจะอ่อนแรงเมื่อถึงข้อความว่า

‘…บัวเกี๋ยงกลายเป็นเมียพ่อเลี้ยงเมืองเหนือไปเสียแล้ว…’

บัวเกี๋ยงหันมาถาม

“ยายพัดเขียนเล่าอะไรให้ฟังบ้างคะ”

“ไม่มีอะไร”

สุพลพับจดหมายเก็บใส่ซอง ยัดไว้ในกระเป๋าเสื้อเช่นเดิม มองหญิงสาวตรงหน้า ราวจะค้นหาความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวหล่อน

 

อเมริกาเป็นประเทศกว้างใหญ่ รถไฟจากซานฟรานซิสโกสู่บอสตันใช้เวลาห้าวัน เป็นการเดินทางจากริมฝั่งตะวันตกไปถึงสุดขอบประเทศฝั่งตะวันออก เพียงวันที่สอง บัวเกี๋ยงก็หมดความอดทนกับท่าทางของสุพลที่เหมือนมีเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ไม่บอกออกมาว่ามีเรื่องอะไร หล่อนจึงถามเขา

“เธอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า เรื่องที่พัก หรือเรื่องในจดหมายของยายพัด”

“ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มปฏิเสธ ทว่ามิแนบเนียน

“เคยมีใครบอกหรือเปล่า ว่าเธอโกหกไม่เก่ง หน้าตาท่าทางของเธอมันฟ้องตั้งแต่อ่านจดหมายของยายพัดจบ”

สุพลมองหน้าบัวเกี๋ยงไม่เต็มตา เขาสับสนว่าอะไรคือความจริง ยายพัดพูดจริงหรือหยอกเล่น ถ้าเล่นก็ออกจะแรงเกินไป เพราะจงใจทำให้คนหนึ่งเสียหาย โดยเฉพาะคนนั้นคือเพื่อนสนิทของหล่อนเอง แต่ถ้อยคำ น้ำเสียง ระหว่างตัวอักษรในจดหมาย มันก็เข้มข้นไปด้วยอารมณ์ล้นทะลัก ไม่มีเค้าว่าเล่าเล่น ๆ เลย

แต่ถ้าเป็นความจริง ความรู้สึกที่เขามีต่อสตรีตรงหน้านี้เปลี่ยนไปหรือ เพียงเพราะหล่อนตกเป็นของผู้อื่นแล้ว

ไม่มีอะไรดีกว่าถามตามตรง สุพลส่งจดหมายให้หญิงสาวอ่านเอง

บัวเกี๋ยงใช้เวลาไม่นานก็อ่านจบ ไม่ทวนซ้ำ พับใส่ซองส่งคืนให้เขา

“เธออยากถามอะไรก็เชิญ”

น้ำเสียงจริงจังของหญิงสาวทำให้สุพลคิดว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

เช่นเดียวกับบัวเกี๋ยง หล่อนใช้โอกาสนี้ในการทดสอบความเชื่อมั่นของเขา ถ้าเพียงเขาถามว่า…เธอเป็นเมียพ่อเลี้ยงแล้วจริงหรือ…ก็ไม่มีประโยชน์ต้องอธิบาย แสดงว่าเขาปักใจเชื่อสนิทแล้วตามที่น้องสาวเขาเล่ามา แค่ถามย้ำให้แน่ใจเท่านั้น

ฟ้านอกหน้าต่างเป็นสีเทามัวซัว สุพลมองแล้วยิ่งรู้สึกหม่นหมอง เขาเพิ่งดีใจที่ได้พบหน้าหล่อนเมื่อวันวาน ผ่านไปไม่เท่าไร ก็มีเรื่องให้ต้องกินแหนงแคลงใจระหว่างกันแล้วหรือ

หญิงสาวไม่ถามซ้ำ ไม่รบเร้า ถ้าเขาพร้อมจะถามเมื่อไรคงเอ่ยออกมาเอง

สุพลหันมาจ้องตรงไปยังดวงหน้ารูปไข่ไม่บอกอารมณ์

“ฉันขอถามเธอเพียงข้อเดียว” นิ่งไปดุจจะเอ่ยคำสำคัญ “ยายพัดไม่มีความสุขเลยใช่ไหม หลังแต่งงาน”

ยิ้มน้อย ๆ ระบายขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว ดวงตาที่จ้องกร้าวอ่อนแสงลง ดวงหน้าจึงนวลละไมรับแสงสุดท้ายยามย่ำสนธยา

“ยายพัดกับวสันต์รักกัน แต่คุณใหญ่เอ่ยปากขอให้คุณหญิงมาทาบทามก่อน”

บัวเกี๋ยงเล่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่ามีใจให้กัน ระหองระแหงเมื่อหมั้น และแตกร้าวเมื่อศุภางค์เข้าสู่ประตูวิวาห์กับต้นตะวัน นับแต่นั้น กลางวสันต์ก็เลี่ยงการพบหน้า ถ้าพบกันก็ไม่เคยพูดกันดี ๆ มีแต่ประชดประชันกันไปมา ทั้งที่ทำไปก็เจ็บกันเองทั้งสองฝ่าย

กลางวสันต์จึงยึดเอาหล่อนเป็นที่ปรึกษาและระบายความอันอั้นตันใจในเรื่องความสัมพันธ์ของเขาและพี่สะใภ้

หญิงสาวเล่าต่อไปถึงเรื่องพ่อเลี้ยงเมืองเหนือที่หล่อนเจอจัง ๆ ครั้งแรกที่ซ่องนางเตียง ตลอดจนเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดจากความประมาทเขาเกินไป

ความเคลือบแคลงสงสัยเปลี่ยนเป็นห่วงใย

“ฉันดีใจที่เธอรอดมาได้” สุพลเอ่ย ขยับเข้าไปกุมมือหล่อน “ถ้าฉันอยู่กับเธอ เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น”

“เธอเชื่อเรื่องที่ฉันเล่าเหรอ” บัวเกี๋ยงถาม

“ฉันเชื่อว่าเธอไม่โกหก และฉันกำลังโทษตัวเองว่า ฉันไม่ควรสงสัยเธอตั้งแต่ต้น”

เขาจ้องหน้าหล่อนนิ่ง แววตาสำนึกผิดที่คิดร้ายต่อหล่อน แม้เป็นเพียงอารมณ์วูบหนึ่งที่ผ่านเข้ามา

“หลายครั้งฉันขอสัญญาจากเธอ…เธอไม่เคยให้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากมีพันธะหรือรักษาสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ แต่เธอรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเราได้พบกันอีกครั้ง เราจะยังเชื่อมั่นในกันและอยู่หรือเปล่า…ใช่ไหมล่ะ”

ไม่มีคำพูดใดจากริมฝีปากบางงาม รอยยิ้มของบัวเกี๋ยงตอบคำถามทั้งหมดของสุพล

 

ถึงบอสตันในวันที่ห้าก็อ่อนเพลียเมื่อยล้าไปตาม ๆ กันแม้นั่งมาตลอดทาง บนรถไฟไม่มีกิจกรรมให้ทำมากนัก นอกไปจากคุยกัน ชมทิวทัศน์ เล่นไพ่ ใครไม่เวียนหัวก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแก้เบื่อ

อพาร์ตเมนต์ของสุพลอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย หากไม่เร่งรีบก็เดินสูดอากาศไปเรื่อย ๆ เป็นการออกกำลังไปในตัว หรือถ้าคิดว่าไกล ขับรถไปไม่กี่นาทีก็ถึง

“รถคันนั้น ของฉันเอง” สุพลชี้ไปที่รถวิห์ปเป็ตคันหนึ่ง

บัวเกี๋ยงมองตามนิ้วที่ชี้ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคันไหน เพราะสองข้างถนนกว้างนั้นมีรถยนต์หน้าตาเหมือนกันจอดต่อเป็นแถว ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไร ของใครเป็นของใคร สุพลชี้ป้ายทะเบียนแล้วบอกว่า

“รถจอดหน้าอพาร์ตเมนต์ใคร ก็เป็นของคนนั้นละ เธออย่าว่าฉันทำตัวฟุ้งเฟ้อเลยนะ รถคันนี้ฉันซื้อมือสอง ราคาพอสู้ไหว มีไว้ใช้ยามจำเป็น” เขาบอกอีกว่า “ฉันจะสอนเธอขับเอง”

สามเดือนแรกในบอสตันเป็นช่วงเวลาปรับตัว

บัวเกี๋ยงไม่กลัวที่ได้เจอสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่แทบจะพลิกไปจากที่เคยเห็นมาตลอดชีวิต สุพลพาไปสำรวจในมหาวิทยาลัย พาไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ โดยเฉพาะเครื่องแต่งตัวชุดใหม่ที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่ห้างฟิลีน ห้างใหญ่และเก่าแก่แห่งเมืองบอสตัน คนอเมริกันตัวใหญ่ เมื่อสุพลและบัวเกี๋ยงเข้าไปเลือกซื้อรองเท้าและเสื้อผ้า พนักงานขายก็หัวเราะคิกคัก แนะนำให้ไปดูแผนกเสื้อผ้าเด็ก ด้วยคนเอเชียตัวเล็ก เสื้อผ้าและรองเท้าขนาดเล็กที่สุดของผู้ใหญ่ก็ยังใหญ่เกินไปสำหรับคนแคระผิวเหลือง

หญิงสาวโกรธในตอนแรก แต่สุพลก็ปลอบว่า

“ดีเสียอีก เราได้ประหยัดเงิน เพราะของเด็กราคาถูกกว่าผู้ใหญ่”

 

จากเครื่องแต่งกาย ก็ไปสู่เรื่องปากท้อง

ข้าวของและวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารไทยหาได้ที่ไชน่าทาวน์ สุพลพาไปร้านเจ๊กที่นักเรียนไทยมักใช้เป็นที่ชุมนุมกัน และสอนให้รู้จักวิธีกินอาหารแบบ Quick Lunch ที่โรงอาหารหรือคาเฟทีเรียในมหาวิทยาลัย

“จ่ายเงินแล้วเราก็ถือถาดไปหยิบอาหารที่เขาตั้งไว้ มีไม่กี่อย่างก็เลือกง่ายดี เป็นอาหารง่าย ๆ แต่หนักท้อง อย่างไก่ทอด เบอร์เกอร์ มันทอด หรือมันบด” อธิบายพลางก็หยิบแอปเปิ้ลหนึ่งผลวางในถาด “เสร็จแล้วเราก็ไปหาที่นั่งกิน สะดวก ราคาถูก แล้วก็ไม่ต้องทิปใครด้วย”

ไม่นานบัวเกี๋ยงก็คุ้นเคยกับชีวิตใหม่ ถนนหนทางระหว่างที่พักกับมหาวิทยาลัยก็จดจำได้ทั้งทางตรงและทางลัด ทิวทัศน์แปลกใหม่กลายเป็นคุ้นตา มีอย่างเดียวเท่านั้น ที่บัวเกี๋ยงยังปรับตัวให้ชินไม่ได้ นั่นก็คือชื่อใหม่ที่เพื่อน ๆ เรียกกัน

บัวเกี๋ยงไม่มีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ แม้จะเรียนช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่หล่อนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชันนารีเจ้าของภาษา ทั้งสำเนียงการพูดและทักษะการฟังจึงค่อนข้างดี แต่เพื่อนต่างชาติ มีปัญหากับชื่อของหล่อน

ชื่อ ‘บัวเกี๋ยง’ ออกเสียงยากเกินไปสำหรับชาวต่างชาติ ฟังทีไรก็พลอยจะขำไปทุกที หากกระนั้น อาจารย์และเพื่อน ๆ ก็ถามว่าชื่อของหล่อนมีความหมายว่าอย่างไร บัวเกี๋ยงอธิบายว่าชื่อของหล่อนคือดอกลำเจียก เพื่อน ๆ พยายามเรียก ลำเจียก ก็ยากพอกัน ครั้นบอกว่าคือดอกการะเกด เพื่อนก็ยังส่ายหน้าว่าไม่รู้จักดอกไม้ชนิดนี้ แต่ก็มีข้อสรุปในที่สุด

“การะเกด…เกด” เพื่อนคนหนึ่งทวนคำไปมา “เคธ พวกเราเรียกเธอว่า เคธ ก็แล้วกัน”

นั่นแหละ บัวเกี๋ยงในอเมริกาจึงมีชื่อใหม่ว่า เคธ บางครั้งเพื่อนก็เรียก เคธี และบางทีก็ต่อเต็มยศเป็น แคทเธอรีน ตามแต่สถานการณ์ในตอนนั้นจะชวนให้เรียกขานว่าอย่างไร

เมื่อเพื่อนเรียกง่าย สะดวกปาก หญิงสาวก็ไม่ขัด แต่กลับเขินทุกทีที่สุพลเรียกหล่อนเช่นนี้ เพราะยามที่เขาเรียก…มักแกมล้อ

“กลับบ้านด้วยกันไหม เคธี”

หญิงสาวหันมามอง ขนลุกทุกทีที่สุพลเรียกหล่อนแบบนี้

“เธอเรียกฉันแบบเดิมไม่ได้เหรอ”

“เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม คนที่นี่เขาเรียกกันง่าย ๆ แบบนี้ เพื่อนเธอเรียกเคธกันหมด จะห้ามไม่ให้ฉันเรียกคนเดียวได้ยังไง” ว่าพลางก็หัวเราะออกมา หันมองด้วยแววตาเป็นประกาย “หรือเธออยากให้ฉันเรียกว่า มิสซิสบริรักษ์เวชการ”

หญิงสาวสะบัดหน้ากลับ กระแทกตัวกับเบาะรถ เมื่อรู้ว่าพลาดพลั้งไปเสียแล้ว

สุพลหัวเราะอย่างถูกใจที่ทำให้หล่อนเขินอายได้ ขับรถตรงไปที่อพาร์ตเมนต์ เหลือบมองหล่อนเป็นพัก ๆ ก็เห็นว่ามีรอยยิ้มฉายตลอด จอดรถเรียบร้อย เขาก็เย้าหล่อนอีกครั้งว่า

“ถึงบ้านของเราแล้วครับ มิสซิสบริรักษ์เวชการ”

 

เวลาผันผ่านราวมีปีกบิน ชีวิตนักเรียนแพทย์ของสุพลและบัวเกี๋ยงก้าวหน้าไปด้วยดี เปรียบเป็นนก ทั้งคู่ก็เป็นนกหนุ่มสาวที่บินเคียงกันไปบนฟ้ากว้าง เบื้องล่างคือทุ่งดอกไม้บาน บัวเกี๋ยงผ่านปีแรกด้วยการเรียนเตรียมแพทย์อีกครั้ง แม้บางอย่างเคยเรียนมาแล้วก็เรียนรู้ใหม่ด้วยวิธีการที่ต่างไป หลายวิชาสุพลช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเขาถือเป็นการทบทวนความรู้ให้ตัวเองยิ่งเชี่ยวชำนาญ ที่เป็นภาคปฏิบัติ สุพลก็ช่วยสอนบางอย่างที่ไม่อันตรายมาก เช่นการกลืนสายยางเพื่อนำน้ำย่อยในกระเพาะมาทดสอบ เพื่อเปรียบเทียบปริมาณกรดในน้ำย่อยก่อนและหลังรับประทานอาหาร

แม้บัวเกี๋ยงจะรบเร้าให้สุพลช่วยสอน แต่เมื่อเขาวางสายยางหลายขดลงตรงหน้า หล่อนก็ขยาดขึ้นมา ว่าจะกลืนสายนั้นลงไปได้อย่างไร

ชายหนุ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยการสอดปลายสายเข้าทางรูจมูกข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ดันเข้าโพรงจมูกลงไปที่คอหอย จนปลายสายยางหย่อนลงไปถึงกระเพาะอาหาร จึงดูดน้ำย่อยขึ้นมาทดสอบ สุพลบอกไว้แต่แรกว่าอย่าขำเพราะดูเหมือนเล่นกล บัวเกี๋ยงก็ไม่ขำ ทว่ามือไม้เย็นเฉียบ นึกถึงตอนสนตะพายวัวควายมากกว่า

ถึงคราวที่ต้องทำบ้าง หญิงสาวก็น้ำหูน้ำตาไหล หน้าเหลืองหน้าเขียวสลับกันไป เพราะบังคับทิศทางสายยางไม่ได้ ครั้นผ่านไปถึงคอก็ขยักขย้อน เกือบจะอาเจียนออกมาก็หลายหน เสร็จแล้วจึงถามสุพล

“เธอเรียบแบบนี้จริง ๆ เหรอ”

“จริงสิ อาจารย์กลืนสายยางให้พวกเราดูตั้งหกสายแน่ะ” สุพลบอก “อาจารย์ให้จับคู่ ช่วยกันฝึกภาคปฏิบัติ กลืนสายยางนี่เรื่องเล็ก ตอนเจาะเลือดสิ…เรื่องใหญ่”

“ยังไงเหรอ” ความใคร่รู้ทวีขึ้น

“ก็ผลัดกันเจาะเลือดนะสิ ฉันช้ากว่าเพื่อน ได้เจาะทีหลังตลอด” สุพลหัวเราะให้กับตัวเอง

“ก็ดีสิ ถ้าเพื่อนเธอทำเจ็บ ถึงตาเธอก็เอาคืนให้เจ็บบ้าง” บัวเกี๋ยงว่า

“นี่ละ ที่อาจารย์อยากสอนเรา นอกจากจะเรียนรู้ว่าเจาะเลือดเจ็บแค่ไหน อย่างไรแล้ว ยังฝึกจริยธรรมให้เราด้วย คิดจะเอาคืน แกล้งเจาะแรง ๆ ก็พลอยได้ยับยั้งชั่งใจ นึกถึงใจเขาใจเขา”

หญิงสาวยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเขา เมื่อเรียนจบ สุพลต้องเป็นแพทย์ที่ดีแน่ ๆ

 

แม้จะอาศัยในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน แต่ก็แยกกันคนละห้อง ความสัมพันธ์ทางใจคืบหน้าแค่ไหนก็ตาม หากความสัมพันธ์ทางกายยังดำเนินไปอย่างให้เกียรติกัน สุพลแสดงความรักต่อบัวเกี๋ยงด้วยแววตา คำพูด และสัมผัสที่หลังมือหรือโอบไหล่อย่างสุภาพ มิได้ล่วงล้ำก้ำเกินเนื้อตัวร่างกายของหล่อนให้เสียเกียรติ

ก่อนหน้านี้ที่เขาอยู่คนเดียว สุพลกินอาหารง่าย ๆ อย่างไส้กรอก หมูแฮม ไข่ทอด และขนมปังทาเนย ครั้นบัวเกี๋ยงมาอยู่ด้วย สุดสัปดาห์หล่อนก็ชวนขับรถไปซื้อของที่ร้านเจ๊กเพื่อนำมาปรุงอาหาร บางครั้งบัวเกี๋ยงขอขับรถเอง สุพลเห็นว่าทางไม่อันตรายและหล่อนขับได้คล่องแล้วก็ให้หล่อนขับ สุพลสุขใจหายคิดถึงบ้านนับตั้งแต่ได้กินข้าวที่หญิงสาวหุงเป็นเม็ดสวยคลุกด้วยน้ำพริกปลาย่าง อาหารหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่รู้เบื่อ แล้วแต่ว่าหญิงสาวจะพลิกแพลงวัตถุดิบที่มีให้เป็นเมนูใด สุพลจึงรับหน้าที่ล้างจานและทำความสะอาดบ้าน เป็นการแบ่งเบาภาระของกันและกัน

 

วันหนึ่งในฤดูหนาว ปุยสีขาวของหิมะร่วงลงจากฟากฟ้า สุพลก็ชวนให้บัวเกี๋ยงดู แม้อากาศจะหนาวเย็นเข้าไปถึงกระดูก อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่หล่อนก็วิ่งออกไปข้างนอกเพื่อรับละอองหิมะที่โปรยลงมาเป็นสายอย่างตื่นเต้นเป็นครั้งแรกในชีวิต กลับเข้ามาในห้องยังเพลินมองได้ไม่รู้เบื่อ จนทิวทัศน์รอบด้านกลายเป็นสีขาวโพลนตลอดคลองสายตา ทับถมกันจนหนา สุพลก็ชวนออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะและเล่นเลื่อนที่สวนสาธารณะ เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ที่อยู่ในละแวกนั้น

เหมันต์ผันผ่าน คิมหันต์ก็มาเยือน

แสงตะวันเหมือนของขวัญจากฟ้าที่เทพเจ้าแห่งฤดูร้อนประทานลงมาเพื่อปลุกดอกไม้ให้ผลิบาน ปลุกชีวิตที่ซึมเซามานานให้ฟื้นตื่น ผู้คนใช้เวลานอกบ้านมากขึ้นหลังจากอุดอู้อยู่ในบ้านและหน้าเตาผิงมาตลอดฤดูหนาว กิจกรรรมที่นิยมกันมากที่สุดก็คือ พักผ่อนตากอากาศที่ชายทะเล

นักเรียนไทยส่วนใหญ่อาศัยในเมืองทางตะวันออกอย่างนิวยอร์ก ฟิลาเดเฟีย และวอชิงตันดีซี หากเป็นเมื่อก่อนนี้…เมื่อครั้งทูลกระหม่อมยังอยู่ ทุกคนจะมุ่งหน้ามาที่บอสตันเพื่อเฝ้ารายงานการเรียนและการใช้ชีวิต ถือเป็นการชุมนุมประจำปี จากนั้นก็ชวนกันไปที่กลอสเตอร์ (Gloucester) เมืองชายทะเลที่นักเรียนและข้าราชการไทยนิยมไปพักผ่อนตากอากาศกัน อยู่ห่างจากบอสตันราว ๓๖ ไมล์

สุพลขับรถพาบัวเกี๋ยงไปราวหนึ่งชั่วโมง พบบางคนที่มาถึงก่อนก็ทักทาย นัดหมาย และแยกย้ายกันไปพักผ่อน ใครใคร่จับกลุ่มกับใคร ทำอะไร ก็ตามแต่ใจสมัคร

บัวเกี๋ยงมองทุกย่างรอบกายด้วยความตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นเป็นครั้งแรก ไม่คิดมาก่อนว่า ในชีวิตของตนจะได้เห็นโลกใบใหญ่ สิ่งแปลกใหม่ และอะไรต่อมิอะไรที่ชวนตื่นเต้นได้อย่างนี้ โลกนี้ช่างมีอะไรอีกมากมายให้ได้พบเจอชวนประหลาดใจ เช่นเดียวกับคนที่มีหลากหลาย และบางคนก็ทำให้แปลกใจได้ ตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน

นักเรียนไทยสนทนากันเพลินด้วยเรื่องทั่วไป ไม่มีเค้าว่าจะเลิกรา พลันก็มีคนหนึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงขอปลีกตัวออกไป แล้วคนต่อ ๆ มาก็เป็นเหมือนกัน คือจู่ ๆ ต่างก็มีธุระขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน จนเหลือเพียงสุพลและบัวเกี๋ยงอยู่ด้วยกันสองคน

บัวเกี๋ยงคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ ยังไม่ทันถามสุพล เสียงทุ้มร่าเริงก็ดังขึ้นมาก่อน

“สุพล สบายดีเหรอ”

ชายหนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาตบบ่าเบาๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ไขว่ห้างในท่าทางที่เจ้าตัวคิดว่าน่าชม

“สบายดีครับ พี่ชวาลา” ทักชายพร้อมแนะนำให้รู้จักบัวเกี๋ยงว่า “ส่วนนี่ คุณเกดครับ”

หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ เป็นการทักทาย ดีหน่อยที่สุพลไม่แนะนำว่าหล่อนชื่อ เคธ หรือเคธี

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชวาลายิ้มแล้วหันมาทางชายหนุ่ม “คนนี้นะหรือ ที่เขาเล่าลือว่าอยู่ด้วยกัน แหม…หลงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเจนทัลแมนมาเสียนาน ไม่คิดว่าจะเป็นเสือซุ่ม ไม่เบาเหมือนกันนะเรานี่”

บัวเกี๋ยงตาลุกขึ้นมาทันที เริ่มจะรู้แล้วว่าทำไมใครต่อใครพากันชิงลุกหนีก่อนที่นายคนนี้จะเข้ามารวมกลุ่ม ทั้งที่กำลังคุยสนุกกันอยู่แท้ ๆ

“มาเรียนพยาบาลเหรอ ทำไมต้องมาถึงที่นี่ แค่ฟิลิปปินส์ก็พอถมเถ”

“ผู้อุปถัมภ์ดิฉันส่งให้มาเรียนแพทย์ที่นี่ค่ะ”

“ดีแล้วละ อยู่ที่นี่ดีนะ ฉันชอบ” ชวาลาว่า “อยู่อเมริกานี้ดีตรงที่ทุกคนเสมอภาค เท่าเทียมกัน ไม่ต้องแบ่งลำดับชั้นว่าเจ้าหรือไพร่ แต่ก็นะ หลายคนที่นี่ก็ยังเป็นมรดกตกทอดของศักดินาบ้าบอ อยู่ดินแดนเสรี ยังเที่ยวประกาศว่าเป็นลูกหลานพระยาพานทอง บอกให้รู้ไว้นะ ว่าคนที่นี่ไม่นิยมหรอก ไอ้การแบ่งชนชั้นอย่างนั้นน่ะ” น้ำเสียงในตอนท้ายแปรไปเป็นประชดประชัน

“คุณชวาลาไม่ใช่ลูกพระยาหรือคะ เห็นทีแรกก็คิดว่าลูกพระน้ำพระยาแน่ ๆ” บัวเกี๋ยงย้อน

“พ่อฉันไม่ใช่พระยาหรอก แต่เป็นเจ้าพระยาต่างหาก เอ…คุณพ่อเธอเป็นคุณหลวงหรือคุณพระนะ สุพล แต่ช่างเถอะ จะพระจะขุนอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะฉันไม่ชอบเลย ไอ้เรื่องศักดินาบรรดาศักดิ์นี่ มันกดหัวให้คนเราไม่เท่ากันอยู่เรื่อย” ชวาลาพูดเรื่อยเจื้อย ถามเองตอบเองโดยไม่สนใจว่าคนฟังมีความรู้สึกอย่างไร “อย่างสุพลเอง ถ้าเจ้าคุณพ่อไม่ใช่คุณหลวงคุณพระ ก็คงไม่ได้ทุนมาเรียนอย่างนี้หรอก…ใช่ไหม รู้ ๆ กันอยู่ว่าทุนพวกนี้กันไว้ให้พวกลูกหลานขุนนางทั้งนั้น”

กว่าสุพลและบัวเกี๋ยงจะหลุดจากชวาลาออกมาได้ ก็ฟังเรื่องเล่าสารพันจนหูชา

“คุณชวาลามาเรียนที่อังกฤษแล้วก็สอบเข้าที่ไหนไม่ได้” สุพลเล่าให้บัวเกี๋ยงฟังเมื่ออยู่กันตามลำพัง “พอมีสงครามที่ยุโรป แกเลยย้ายมาอยู่อเมริกา ทางบ้านก็ไม่ได้ส่งเสียอีก”

 

หลังอาหารค่ำ บัวเกี๋ยงก็ได้รู้ภูมิหลังของชวาลาเพิ่มจากนักเรียนไทยคนอื่น

“มาอยู่ที่นี่ก็รับจ้างทำงานเก็บเงินของแกไป แรก ๆ ก็ไม่สุงสิงกับใครหรอก ยิ่งถ้าเป็นลูกหลานขุนนางด้วยแล้ว เข้ากันไม่ค่อยได้ เขาพูดจาไม่เข้าหูใคร แกแต่งงานกับแหม่มไปคนหนึ่งก็อยู่กันไม่ยืด ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายมีเงิน คิดจะเกาะกันกิน แต่งแล้วจึงมาได้รู้ว่ากลวงทั้งคู่ ก็เลยเลิกกันไป”

“เขาก็เป็นถึงลูกเจ้าพระยา ทำไมเกลียดศักดินานัก แล้วทำไมที่บ้านไม่ส่งเสียแล้วล่ะคะ” บัวเกี๋ยงถาม

 

เรื่องซุบซิบหลังบ้านเป็นอาหารจานโปรดในนินทาสโมสรมาแต่ไหนแต่ไร คนโน้นเล่ามุมหนึ่ง คนนี้บอกอีกมุมหนึ่ง ก็พอจะจับต้นชนปลายสรุปได้ว่า ชวาลาไม่ใช่ลูกของเมียเอก เป็นลูกเมียน้อย ซ้ำยังเป็นเมียน้อยที่ท่านผู้หญิงมิได้หาให้ และเจ้าคุณบิดาเองก็ได้นางในบ้านคนนี้เป็นเมียด้วยความหน้ามืดตามัว คงอยากแก้ขัดเท่านั้น แต่นางกลับท้องขึ้นมา ก็เลี้ยงดูเหมือนเด็กในบ้านคนหนึ่ง พอโตเป็นหนุ่ม เจ้าคุณส่งลูกชายมาเรียนที่อังกฤษ นางแม่ก็ขอร้องให้ลูกติดตามมาด้วยเป็นคนดูแล จะเรียกให้หรูว่าบัดเลอร์ มันก็คือคนใช้นั่นละ เจ้าคุณส่งเงินมาให้ลูกชายเท่าไหร่ ชวาลาก็ยักยอกไปเสียครึ่งทุกครั้ง จนเมื่อท่านเจ้าพระยาสิ้นใจ บ้านก็แตก ท่านผู้หญิงยึดไว้หมดทั้งทรัพย์สินและอำนาจ เงินที่เคยเจือจานมาถึงนางเล็ก ๆ ก็เป็นอันยุติ แม่ของชวาลาเป็นคนแรกที่คุณหญิงเฉดหัวออกจากบ้าน บุตรชายท่านเจ้าคุณเรียนสำเร็จกลับไปแล้ว ชวาลาไม่ยอมกลับไปด้วย ยังคงอยู่แสวงโชคต่อไป พอยุโรปมีสงคราม ก็หนีภัยมาอยู่ที่อเมริกา

“มิน่าละ ดูยังไง ๆ เขาก็แก่กว่าเธอหลายปี” บัวเกี๋ยงบอกกับสุพล

“นักเรียนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบเขา เพราะชอบทำตัวถือดี หยิ่งยโส มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งเงินขาดมือ ก็จดหมายมาขอยืมเงินทูลกระหม่อม ท่านก็ทรงประทานให้ นัดหมายให้มารับ เขาก็แจ้งว่าไม่สะดวกมาหา ขอให้คนถือเงินไปให้เขาที่ที่พักด้วย”

“แล้วทูลกระหม่อมทำตามไหม” บัวเกี๋ยงถาม

“ท่านก็ให้คนถือซองเงินไปให้ คุณชวาลาเขายังต่อว่าอีก ว่าเขาคอยอยู่นาน ต้องเลื่อนนัดสำคัญหลายอย่างเพราะมัวแต่คอยเขานำเงินมาให้นี่” สุพลถอนใจ “นักเรียนไทยหลายคนไม่ชอบใจเรื่องนี้ บางคนพลอยเกลียดถึงขั้นไม่สมาคมด้วย”

“มันก็น่าจะปล่อยให้อดตายไปเสียรู้แล้วรู้รอด”

 

นักเรียนไทยหลายคนกลับไปแล้ว บัวเกี๋ยงและสุพลอยู่เป็นคนท้าย ๆ หิ้วกระเป๋ามาที่ล็อบบี้ก็เห็นชวาลายืนอยู่ตรงนั้นรอจังหวะอะไรอยู่ ครั้นเห็นหน้า ชวาลาก็ปรี่เข้ามาหาสุพล จูงไปที่เคาน์เตอร์

“จ่ายค่าห้องให้พี่ก่อนนะ กระเป๋าเงินหายไปไหนก็ไม่รู้ คิดว่าตกแถวชายหาด แต่หาหลายเที่ยวแล้วก็ไม่พบ”

ออกจากโรงแรม ชวาลาก็ตรงไปที่รถด้วย ไม่แยกไปไหน

“หาตั๋วรถไฟกลับไม่ได้เลย เงินก็ไม่มีติดตัว ขอติดรถกลับด้วยคนนะ แล้วพบกันหนหน้า จะใช้คืนรวบทีเดียวเลย ทั้งค่าห้อง ค่าน้ำมัน”

บัวเกี๋ยงหันไปมองสุพลก็เห็นเขาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชวาลาเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งในตอนหลังราวกับเจ้านาย สุพลเป็นนายสารถีและบัวเกี๋ยงเป็นผู้ติดตาม ถึงบอสตัน สุพลยังต้องควักเงินให้เขาติดตัวกลับไป

หญิงสาวได้คำตอบแล้วว่า ทำไมนักเรียนไทยหลายคนไม่ชอบนายคนนี้ ที่เขาบอกจะใช้เงินคืนเมื่อพบกันครั้งหน้า ก็เป็นแค่วาจาเลื่อนลอยเท่านั้น ชวาลายังเวียนมาพบ…ว่าให้ถูกคือ มาเบียดบังอีกหลายครั้ง โดยไม่เอ่ยถึงเรื่องรุงรังที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บัวเกี๋ยงเบื่อชวาลา พอ ๆ กับเอือมระอาสุพล ที่ไม่เคยปฏิเสธนายคนนี้ได้เลย…แม้แต่ครั้งเดียว



Don`t copy text!