
ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๒ : การกลับมา
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

บริเวณโรงเลี้ยงช้างเป็นที่ราบโล่งมีหลังคาสูงไว้กันแดดกันฝน และรั้วไม้เตี้ยๆ แต่แข็งแรงล้อมไว้ด้านหนึ่ง ปล่อยด้านอื่นเปิดโล่ง
พังแก้วยืนหันหลังอยู่ด้านในสุดเพราะถูกแยกจากช้างเชือกอื่น สองขาหน้าล่ามด้วยโซ่ยาวให้พอขยับตัวได้และสะบัดงวงไปมาเพื่อลดความเจ็บปวด มีควาญช้างและสัตวแพทย์คอยควบคุมดูแลไม่ห่าง
วงตะวันให้อุ่นเรือนขับรถกอล์ฟลงไปส่งในตอนสาย เมื่อหล่อนไปถึงทุกคนในบริเวณนั้นรีบยกมือไหว้ ชายวัยกลางคนซึ่งดูออกว่ามีตำแหน่งเป็นหัวหน้า รีบตรงเข้ามารับตั้งแต่ยังไม่ลงรถ
“แม่เลี้ยงไม่เห็นต้องลำบากมาถึงที่นี่เลย เดี๋ยวผมถ่ายคลิปส่งให้” เขาทักทายอย่างเป็นกันเอง
“ไม่ได้สิ นานๆ ช้างที่ปางเราจะตกลูกสักเชือกฉันอยากมีส่วนร่วม ยังไม่มีอะไรน่ากังวลใช่ไหมคุณพล”
คนถูกเรียกสั้นๆ ว่าพล หรืออรรถพลเป็นชายร่างสูงใหญ่อายุใกล้เคียงกับนาย ใบหน้าคมสันคิ้วเข้ม จมูกโด่ง เสียแต่ผมหยักศกที่บางลง และผิวคล้ำจากการกรำแดดทำให้ดูแก่เกินอายุจริง
“ไม่มีเลย แข็งแรงดีทุกอย่าง เหลือแต่ชื่อนี่แหละ รอแม่เลี้ยงตั้งให้” เขาบอก ท่าทางเปิดเผยเป็นกันเองทำให้อุ่นเรือนขัดใจอย่างที่สุดจนต้องขัดขึ้นว่า
“ไม่มีก็ดีแล้ว บ่ายนี้แม่เลี้ยงต้องไปหาหมอแจ๊ค เดี๋ยวต้องรีบกลับ”
“เรานี่ดุไม่เข้าเรื่อง” แม่เลี้ยงหันไปปรามหล่อนเบาๆ แล้วชวนเขาคุยต่อ “เชือกนี้เป็นช้างเชือกที่เท่าไรของปางนะคุณพล ที่เราเคยนับๆ กันมา”
อรรถพลใช้เวลาทบทวนครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างมั่นใจว่า
“ยี่สิบห้า” คำตอบไม่มีหางเสียง แต่มิใช่ปัญหาสำหรับวงตะวัน
“เลขสวย” หล่อนเผลอพูดออกไป พยายามนึกทบทวนว่าเลขที่ว่ามีที่มาจากไหน เหตุใดหล่อนถึงรู้สึกว่าเคยได้ยินเมื่อไม่นานนี้
เสียงเอะอะดังจากควาญช้างใกล้พังแก้ว คนงานที่อยู่ใกล้รีบกรูกันเข้าไปแต่ก็ระวังไม่ให้ใกล้เกินไป
“นั่นไง พอแม่เลี้ยงลงมา พังแก้วก็มีแรงเบ่งขึ้นทันทีเลย รู้ใจนายเสียด้วยว่ามาให้กำลังใจ”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่วงตะวันลงมาดูการทำคลอด หล่อนจึงไม่ตกใจเมื่อเห็นถุงน้ำสีขาวขุ่นโผล่พ้นตัวแม่พังเหมือนลูกโป่งบรรจุน้ำ ก่อนหล่นผลัวะแตกเป็นน้ำคร่ำและเลือดกองใหญ่กระจายเต็มพื้น
ลูกช้างตัวเปียกลื่นพยายามใช้ขาหน้าที่ยังไม่แข็งแรงหยัดตัวลุกขึ้น พอทรุดตัวลงก็เหยียดขาขึ้นมาใหม่จนควาญช้างรีบดึงให้ห่างเพราะกลัวถูกเหยียบ ก่อนใช้ผ้าผืนยาวสอดใต้ท้องช่วยประคองให้ลุกยืน
เสียงเฮลั่นเพราะเป็นลูกช้างเชือกแรกในรอบหลายปี แต่แล้วเสียงนั้นก็เปลี่ยนเป็นครางฮือจนคนแถวนั้นกระจายตัวออกจากกัน เมื่อลูกช้างตรงหน้ามีลักษณะที่ต่างจากช้างปกติทั่วไป
ส่วนหัวที่มีงวงยาวนั้นดูปกติ แต่อีกข้างหนึ่งซึ่งอยู่ชิดติดกันมีลักษณะคล้ายก้อนเนื้อสีดำใหญ่ เมื่อควาญช้างเช็ดคราบเลือดและเมือกน้ำคร่ำออก ก้อนสีดำนั้นก็ปรากฏแจ้งแก่ทุกสายตา
มันคืออีกหัวหนึ่งที่ยื่นจากลำตัว มีองค์ประกอบครบบริบูรณ์ ตั้งแต่ตาที่กำลังกะพริบถี่ๆ และพยายามขยับงวงสั้นๆ ไปมา คล้ายจะแสดงตนว่ามันได้ถือกำเนิดเกิดมาเช่นเดียวกัน
“คุณพระช่วย ช้างสองหัว”
แม่เลี้ยงอุทานด้วยความตกใจ ตัวเย็นวาบตั้งแต่หัวจดเท้า ไม่ว่าตำราโบราณใดก็บอกตรงกันว่าสัตว์ในบ้านคลอดออกมามีรยางค์หรือลักษณะผิดธรรมชาติ ไม่ใช่ลางดีอย่างแน่นอน
“คุณพล…” วงตะวันเรียกผู้จัดการ หล่อนรู้สึกแน่นหน้าอก หน้ามืด หายใจติดขัดขึ้นมา
ช้างแรกเกิดเดินเตาะแตะได้สองสามก้าว ก่อนขาทั้งสี่ทรุดลงและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย มันนอนหายใจรวยรินอยู่พักใหญ่และขาดใจตายในเวลาต่อมา
ใช่แล้ว วงตะวันจำได้ เลขยี่สิบห้าที่ติดอยู่ริมฝีปากมาจากวันคล้ายวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าของกาลวินท์ คืนนั้นหล่อนนอนแต่หัวค่ำ หากข่าวร้ายที่มาปลุก ทำให้ไม่อาจข่มตานอนได้อย่างเป็นสุขอีกเลย
จุดเกิดเหตุเป็นเส้นทางกลับบ้าน อีกไม่กี่สิบกิโลเมตรจากตรงนั้นลูกจะได้กลับมานอนอย่างเป็นสุข แต่ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ตรวจพบในเลือดมากจนทำให้เขาประคองรถผ่านเส้นโค้งของถนนไปไม่ได้
กาลวินท์เป็นคนไข้วิกฤตินับเดือน มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ ก่อนถูกส่งตัวเข้าไปรักษาต่อในกรุงเทพฯ แต่แล้ววันหนึ่ง เสียงสั่นละล่ำละลักของพยาบาลโทร.มาแจ้งข่าวกลางดึก
‘คุณวินค่ะ คุณวินเธอลืมตา รู้สึกตัวมาร่วมชั่วโมงแล้ว’
วงตะวันไม่รอจนเช้าเพราะเที่ยวบินสุดท้ายของวันเพิ่งละแผ่นดินเชียงใหม่ สั่งคนรถขับฝ่าความมืดมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ให้ทันก่อนเช้าวันใหม่มาเยือน
หล่อนไม่ได้มาเยี่ยมบุตรชายสักระยะแล้วจึงสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้แจ่มชัด ร่างกายของลูกผ่ายผอมลงมาก กล้ามเนื้อลีบเล็กไปทุกส่วน ลูกกำลังหลับสนิทเมื่อหล่อนไปถึง ใบหน้าสงบนิ่ง
‘กาลวินท์ ได้ยินแม่ไหมลูก’
เปลือกตาของบุตรชายค่อยๆ ขยับ สัญญาณชีพที่แสดงผ่านเครื่องตรงหัวเตียงมีเส้นกราฟขึ้นลงที่เปลี่ยนไป หล่อนเรียกลูกซ้ำอีก ครั้งนี้เปลือกตาขยับถี่ขึ้นก่อนเบิกโพลง
ลูกจำเสียงหล่อนไม่ได้ สายตาที่จ้องมองแห้งแล้งว่างเปล่า แม่เลี้ยงถอยหลังลงจนเกือบเป็นลม ได้แต่พึมพำในใจซึ่งแม้ไม่เปล่งออกมาเป็นเสียง แต่ดังซ้ำไปมาในมโนนึกว่า
‘นี่ไม่ใช่นายวิน ผีห่าซาตานตนไหน มันสิงอยู่ในร่างนี้’







