
ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๒ : แรกรัก
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

ไฟชั้นล่างของเรือนสิทธิคุณสว่างไสวเมื่อกาลวินท์กลับไปถึง รถเอสยูวีสีดำคันใหญ่จอดด้านหน้าบอกว่ามีแขก เมื่อเข้าไปบริเวณโถงของบ้านจึงเห็นว่าเป็นสิทธากำลังสนทนาอยู่กับมารดา
“เป็นไงไอ้เสือ ออกเที่ยวได้ละเหรอ แข็งแรงดีแล้วสิเรา” แพทย์หนุ่มทักทายทันทีที่เห็นหน้าลูกพี่ลูกน้องโดยไม่ต้องการคำตอบ
“ทำไมไม่ให้รถรีสอร์ตไปส่ง ขับเองทำไม ไม่ได้ขับตั้งนาน” ผู้เป็นแม่ถามเรียบ หล่อนเตรียมเข้านอนแล้ว สังเกตจากชุดคลุมที่สวมทับชุดนอนไว้
“อยากขับเองบ้างครับ ไม่ได้ขับนานแล้ว” คำตอบสั้นๆ สงวนคำพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ขุนเทพไม่ได้โกหก คำว่านานสำหรับฝ่ายนั้นคงนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ทว่าสำหรับเขาต้องย้อนไปตั้งแต่คุณสมัยฝ้าฟางด้วยความชรา เป็นสิบปีที่ไม่ได้จับพวงมาลัยเลย
“ตั้วบอกว่าวินไปงานศพ งานศพใครกัน แม่รู้จักไหม” น้ำเสียงฟังดูห่วงใย สองแม่ลูกไม่มีโอกาสพูดคุยกันจริงจัง ก็ได้เด็กตั้วที่คอยรายงานความเป็นไปให้รับรู้
“ญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนน่ะครับ ท่านเสียตั้งแต่ผมอยู่โรงพยาบาล วันนี้สวดวันสุดท้ายครบเก็บร่างร้อยวันก่อนเผาพรุ่งนี้”
เพื่อนของลูกชายส่วนใหญ่เป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว ไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นไปมาหาสู่จนได้รู้จักญาติผู้ใหญ่ แทนที่จะซักต่อวงตะวันกลับเก็บความสงสัยนั้นไว้
“ดีแล้ว ออกข้างนอกเสียบ้าง นี่ยังเดาว่านายเพิ่งตื่น ที่ไหนได้คุณป้าบอกออกไปตั้งแต่บ่ายแล้ว”
ขุนเทพไม่ได้ตอบญาติผู้พี่ สิทธากำลังประเมินเขาอย่างตั้งใจ นอกจากเยี่ยมป้าสะใภ้แล้ว หมอแจ๊คถือโอกาสเข้ามาติดตามอาการของเขาที่เป็นผลข้างเคียงจากอุบัติเหตุด้วย
ความสงสัยใคร่รู้เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อพบสิ่งใดแปลกไปก็มักทึกทักว่าเป็นภัย แม้อันตรายที่แท้จริงอาจมาพร้อมกับความราบเรียบธรรมดาที่ลวงตาไว้
“ศุกร์นี้ทำตัวให้ว่างนะวิน จะพาไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”
น้ำเสียงของสิทธาบอกอะไรหลายอย่างสำหรับมนุษย์ที่ผ่านชีวิตเป็นร้อยๆ ปีเช่นขุนเทพ หยั่งเชิง ลองใจ ทดสอบ ล้วนตีความไปได้ทั้งนั้น
“ไปล้างหน้าก่อน อุ่นเรือนเตรียมน้ำแช่ใบทับทิมกับใบส้มป่อยไว้ อย่าลืมล้างเท้าด้วยล่ะ” วงตะวันสั่งเขาราวกับเป็นเด็ก ก่อนหันไปหาอุ่นเรือนที่คอยอยู่
ขุนเทพนึกขัน ที่ว่าใบทับทิมป้องกันสิ่งชั่วร้ายนั้น แท้จริงแล้วเป็นกุศโลบายแยบยลของคนสมัยก่อนที่เตือนให้ชำระร่างกายเพื่อล้างเชื้อโรคไม่ให้ติดตัว จะมีใครเล่าเคยสัมผัสความโหดร้ายของโรคระบาดอย่างเมื่อคราวห่ากินเมืองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างที่เขาเคยประสบ
“เตรียมชุดไว้ให้แล้วนะคะ” คุณแม่บ้านมองด้วยสายตาอาทร หล่อนจัดทุกอย่างไว้ในห้องรับแขกชั้นล่างซึ่งเป็นห้องนอนขนาดเล็กสำหรับแต่งตัวหรือเปลี่ยนเสื้อ โดยไม่ต้องเสียเวลาขึ้นชั้นบน
บทสนทนาระหว่างป้าหลานยังดำเนินต่ออย่างสนิทสนม วงตะวันมีพื้นที่ส่วนตัวที่บุตรชายไม่เคยย่างกรายเข้าใกล้ ขณะที่สิทธากลับเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เสียงหัวเราะจากคนทั้งสองคงขัดใจนายกาลวินท์คนเก่าไม่น้อยเลย แต่นั่นกลับไม่มีผลกับกาลวินท์คนปัจจุบัน
อุ่นเรือนดูจะอ่านสายตากาลวินท์ออก แต่มิได้ล่วงรู้ถึงความคิดที่ว่าเขาไม่ได้มองภาพนั้นอย่างที่เจ้าของร่างนี้เคยมอง คุณแม่บ้านรีบบอกว่า
“ดิฉันเติมน้ำร้อนในอ่างล้างหน้าไว้ ถ้าร้อนไป ดิฉันจะเปิดน้ำเพิ่มให้”
ความใส่ใจของหล่อนเกินหน้าที่ไปมาก ยิ่งแววตาเป็นประกายทุกครั้งที่พูดกับเขา เป็นสิ่งที่ขุนเทพตีความไม่ออกไม่ว่าจะด้วยญาณวิถีใดก็ตาม
ประตูห้องถูกผลักเปิดพร้อมลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้า สายลมนั้นพัดภาพจางๆ เข้ามาในความคิด เป็นภาพคุณแม่บ้านนอนราบอยู่กับพื้น
อุ่นเรือนได้แต่กลอกลูกตาไปมาจากร่างกายซึ่งได้รับบาดเจ็บเพื่อขอความช่วยเหลือ แวบเดียวเท่านั้นที่ภาพปรากฏขึ้นและทำให้เขาหลุดปากเรียกชื่อเจ้าตัวออกมาด้วยความตกใจ
“คะ คุณวิน” หล่อนขานรับ ดูเหมือนได้ยินนายน้อยเรียกตัวเอง
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” เขารีบตัดบท ก่อนหายเข้าห้องไปโดยเร็ว ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต หรือกำลังจะเกิดกันแน่
ข่าวแม่พังปางช้างสิทธิคุณออกลูกมาร่างกายประหลาดกระจายไปทั่ว บ้างว่าเป็นความผิดปกติที่ย่อมเกิดขึ้นได้ บ้างว่าเป็นลางบอกเหตุอาเพศ ทว่าส่วนใหญ่ตีความไปในทางโชคลางเสียมากกว่า
คนงานได้รับคำสั่งให้จัดการกับซากลูกช้างโดยเร็วเพื่อตัดปัญหา ก่อนที่คนภายนอกจะเข้ามาวุ่นวายและทำทุกอย่างที่จะหาประโยชน์เข้าตัวได้ แค่ขนหางช้างหลุดไม่กี่เส้น หรืองาหักคาต้นไม้ที่เรียกกันว่า ‘งากำจัด’ ยังมีราคาแพงลิ่วจนปางช้างต้องห้ามทำพิธีใดๆ เพื่อนำของเหล่านี้ไปหาประโยชน์ ที่ฝ่าฝืนคำสั่งก็ต้องไล่ออกมิให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
วงตะวันเรียกผู้จัดการมาพบที่ห้องทำงานในอาทิตย์ถัดมา รู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลงไปข้างล่างให้ได้ยินคนพูดกันต่างๆ นานา
“ต้องปล่อยให้ว่ากันไป สักพักคงลืม” หล่อนสรุปเมื่ออรรถพลรายงานความเคลื่อนไหวจบ
“เสียดาย ถ้ามันไม่ตาย คงรับทรัพย์น่าดู คนคงอยากเห็นช้างสองหัว พิลึกดีนัก” อรรถพลพูดโดยไม่ทันคิด ทำให้แม่เลี้ยงเสียงตึงขึ้นมาด้วยความฉุนเฉียว
“ที่นี่ไม่ใช่คณะละครสัตว์นะพล ลูกค้ามาสัมผัสธรรมชาติ ไม่ได้มาดูของประหลาด”
สีหน้าหนุ่มใหญ่เรียบเฉย ไม่ได้เกรงกลัวคำตำหนินั้น ตรงกันข้ามเขาอ้อมไปด้านหลัง โน้มตัวโอบอีกฝ่ายไว้แล้วพูดปลอบว่า
“ใจเย็นๆ นะคุณ ผมก็แค่คิด ไม่ได้จะทำจริงสักหน่อย” เสียงทุ้มดังข้างหู วงตะวันหันไปหาเขา ใบหน้าห่างแค่คืบแต่สีหน้าหล่อนยังมีความไม่พอใจอยู่
“เอาน่ะ มันผ่านไปแล้ว จะมัวเครียดทำไม” โดยมิได้ขออนุญาตใดๆ ริมฝีปากของอรรถพลประทับลงตรงซอกคอและหัวไหล่ หนวดบางๆ ไม่ผ่านการดูแลมาสองสามวันไล้ไปตามกกหูพร้อมกระซิบแผ่วเบาว่า
“ผมไม่ได้กอดคุณอย่างนี้นานแค่ไหนแล้ว”
สัมผัสทางกายทำให้เสียงกระด้างของแม่เลี้ยงอ่อนลง ระยะห่างเท่านั้นทำให้ได้กลิ่นกายของกันและกันอย่างชัดเจน กลิ่นที่หล่อนเคยคุ้นมาตั้งแต่วัยสาว
“ไม่เอาน่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” ปากบอกห้ามแต่ไม่ขยับตัวหนี
“ต้องถามอย่างนี้ดีกว่าว่ามีใครไม่รู้เรื่องของเราบ้าง” ผู้จัดการพูดอย่างท้าทาย
“รู้ แต่ก็ไม่รู้ทุกเรื่อง” แม่เลี้ยงช่วยแก้ความเข้าใจผิดให้
“รวมถึงเรื่องวินด้วยใช่ไหม” อรรถพลรู้ว่าจุดอ่อนของวงตะวันคือลูกชาย เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เปิดโอกาสให้หล่อนได้ระบายความอึดอัดในใจ
“เด็กผู้ชายก็ยังงี้แหละ ว่าแต่เรื่องที่คุณให้ผมคอยตามสืบ ผมให้คนไปดูเรียบร้อยแล้วนะ ยังไม่มีอะไรผิดปกติ” เขาเล่าไปเรื่อยแต่ไรหนวดเหนือริมฝีปากและคางยังคลอเคลียลำคอแม่เลี้ยงไม่ห่าง
“ก็ดี เจอเรื่องหนักๆ หลายเรื่องพร้อมกัน ฉันรับไม่ไหว”
“ใจเย็นๆ สิครับ เดี๋ยวก็ได้ไปพักผ่อนแล้ว” ถึงตอนนี้เขาขยับตัวลุกขึ้น ใช้ฝ่ามือบีบไหล่ของวงตะวันเบาๆ หล่อนเอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า
“พลบินไปพร้อมกันก็ได้นะ ไม่ต้องแยกไป” น้ำเสียงของแม่เลี้ยงผ่อนคลายมากขึ้น
“ผมไปเองดีกว่า ให้ดูเหมือนไม่จงใจด้วย แค่คืนเดียวเอง คุณนอนคนเดียวได้ใช่ไหม”
อรรถพลกำลังจะก้มลงไปหาใบหน้าของอีกฝ่าย แต่คราวนี้เสียงกระแอมดังขึ้นเบาๆ ที่ประตูห้องซึ่งเปิดค้างไว้ตั้งแต่เข้ามา
อุ่นเรือนนั่นเอง ในมือถือถาดวางถ้วยกาแฟ หล่อนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนไม่รู้ หาใช่เรื่องที่วงตะวันต้องสนใจ แต่เสียงนั้นทำให้ร่างของผู้จัดการผละออกทันที
“เข้ามาสิ ว่าจะขอกาแฟจากอุ่นเรือนอยู่พอดี รู้ใจจริงๆ”
“ค่ะ” แค่รับคำห้วนสั้น แต่น้ำเสียงฟังออกว่าไม่พอใจ
วงตะวันรู้จักนิสัยแม่บ้านของตัวเองดี เลยรีบเปลี่ยนเรื่องให้อีกฝ่ายมีส่วนร่วมได้บ้าง
“ไปเยี่ยมยายปุนกันไหม อาทิตย์นี้ฉันลงกรุงเทพ ถ้าอุ่นเรือนไปด้วย จะได้จองตั๋วเพิ่ม”
วงตะวันหมายถึงใกล้รุ่ง บุตรสาวของอุ่นเรือนที่เรียนอยู่กรุงเทพฯ ใกล้จบปริญญาโทแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ” หล่อนอยากจะพูดต่อว่า ‘ไม่อยากเป็นก้างขวางคอใคร’ แต่เพราะเห็นแก่บุญคุณเจ้าของเงินที่ส่งเสียลูกสาวร่ำเรียนทำให้จำใจกลืนประโยคนั้นลงคอไป
อุ่นเรือนหันไปทางอรรถพลที่ตอนนี้ถอยออกไปยืนเรียบร้อยห่างจากผู้เป็นนายก่อนจำใจตอบว่า
“ดิฉันอยู่เฝ้าบ้านดีกว่าค่ะ ไม่มีใครอยู่เลย ทั้งคุณกับคุณวิน จะได้เที่ยวให้สบายใจไม่ต้องกังวล”
“ขอบใจมาก ฝากด้วยแล้วกัน” แม่เลี้ยงตัดบท
วงตะวันควบคุมสติได้ดีสุด ถึงฝ่ายชายเข้าใจว่าไม่มีความลับในโลกแต่หล่อนยังมีหน้าตาและศักดิ์ศรีที่ต้องรักษา แม้ในความเป็นจริง สิ่งที่พยายามปกป้องอยู่นั้นอาจย่อยยับไปนานแล้ว เพียงแต่หล่อนเองยังไม่รู้ก็เท่านั้น







