ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๑ : จุดกำเนิด

ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๑ : จุดกำเนิด

โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ

Loading

เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

ตั้งแต่จำความได้ ขุนเทพไม่เคยลิ้มรสความอบอุ่นของครอบครัว แม่จากไปตั้งแต่แบเบาะ ส่วนพ่อติดไข้ป่าระหว่างไปราชการที่เมืองสองแคว นอนป่วยไม่นานก็ถึงแก่กรรมนำกลับมาได้แต่เถ้ากระดูก

ญาติคนเดียวที่เหลือคือหลวงลุงซึ่งอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่หนุ่ม ท่านรับเขามาเลี้ยงและตั้งชื่อใหม่ว่าไอ้แกละตามผมบนหัว จัดที่ทางกางมุ้งให้นอนบนกุฏิหน้าห้องของท่าน

“รู้จักเจียมตัวอย่างนี้แหละดี ผู้ใหญ่จักได้เอ็นดู” นานๆ ทีท่านจะชมใครสักคนที เด็กชายว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาทกระทั่งเจ็ดขวบก็ได้บวชเป็นสามเณร

เณรแกละมีความจำเป็นเลิศ บทสวดมนต์ผ่านหูไม่กี่ครั้งก็สวดตามได้คล่องแคล่ว เขาท่องพระปาติโมกข์ได้ตั้งแต่เก้าขวบ ประหนึ่งว่าสมองน้อยๆ เป็นแอ่งน้ำที่ซึมซับวิชาได้ไม่รู้จักเต็ม

“หลวงลุงมีวิชาอันใดจะสอนกระผมอีกบ้างขอรับ” เณรน้อยถามด้วยความใฝ่รู้

“อุวะไอ้นี่…” หลวงลุงหัวเราะเบาๆ ด้วยเอ็นดูในความเจ้าปัญญา “ความรู้ที่เจ้าเรียนเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร ยังมีอีกมากให้เจ้าได้รู้ ไว้ถึงเวลาที่เหมาะที่ควรเสียก่อน”

จนวันที่เขาพร้อม เณรแกละจึงได้พบโลกใบใหม่ เป็นโลกที่จะกำหนดชีวิตของเขาไปตลอดกาล

“จำไว้แกละ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว เวทมนตร์คาถาจะสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากจิตที่มั่นคงมีกำลัง”

วิธีสอนของหลวงลุงเริ่มต้นจากพื้นฐานการกำหนดจิต ก่อนใช้พลังนั้นกระทำการต่างๆ ตั้งแต่เรียกฟ้าฝน ดลจิตใจคน ไปจนถึงสร้างภาพมายา ลวงตาให้ศัตรูเตลิดหนี

“กรรมเป็นผลจากการกระทำ เจ้าพึงระวัง อย่าสร้างเวรกรรมด้วยวิชาของเจ้าโดยไม่จำเป็น”

หลวงลุงกำชับนักหนาเกรงว่าหลานจะใช้ความรู้ในทางที่ผิด เณรแกละมุมานะเล่าเรียนวิชาปรุงยาไปจนถึงรักษาโรคจากคุณไสยมนตร์ดำ ซึ่งได้วิชาจากเมืองหน้าด่านสุพรรณบุรี ไม่ถึงอายุครบบวช เขาจำต้องลาสิกขาเข้ารับราชการจนเติบโตเป็นขุนเทพ สังกัดกรมมหาดเล็ก

ระยะหลังหลวงลุงชราภาพลงมาก จากที่เคยรับกิจนิมนต์ได้ก็พลอยต้องลดลงจนเหลือแต่จำวัดอยู่ในกุฏิ ก็ได้ขุนเทพคอยปรนนิบัติดูแลจนใกล้วาระสุดท้าย ท่านเรียกหลานรักเข้าไปพบ

“มีคาถาบทหนึ่ง ถ่ายทอดกันมาเป็นร้อยปี ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครอัญเชิญมาบูชาเลยสักครั้ง ถ้าเจ้าหมายจะเรียนรู้ไว้เป็นยอดมงกุฎวิชา ลุงจะสอน” กว่าจะเล่าจบ หลวงลุงก็เหนื่อยหอบจนหายใจไม่ทัน

แน่นอนว่าขุนเทพผู้ใฝ่รู้มิได้ปฏิเสธ มนตร์บทไม่ยาวเกินกว่าที่เขาจะท่องจำได้แต่มาพร้อมกับเงื่อนไข ต่างจากคาถาอื่นว่า

“ข้อแรกพึงระวัง ร่างที่ดวงจิตจักย้ายไปสู่นั้น ต้องไม่มีดวงจิตเจ้าของร่างเดิมครอบครองอยู่ ข้อสองสำคัญนัก เจ้ามิอาจย้ายจิตไปสู่ร่างสตรีเพศได้ หากผิดไปข้อใดข้อหนึ่ง มนตร์บทนี้จักใช้การมิได้ชั่วกัลป์”

ไม่นานหลวงลุงอาการทรุดหนัก ไอจามเป็นเลือดบ่งบอกว่าธาตุไฟใกล้แตกซ่าน แต่คนป่วยมีสติสมบูรณ์ทุกอย่าง ยังมีแก่ใจบอกชะตาชีวิตตัวเองกับผู้เป็นหลานที่คอยเฝ้าว่า

“ไม่พ้นวันพระใหญ่แน่” หลวงลุงว่าไปตามสัจธรรมชีวิต มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย ไม่อาจเลี่ยงได้

“แต่กระผมมีหลวงลุงเป็นที่พึ่งเพียงคนเดียว” ขุนเทพคร่ำครวญ ทั้งที่รู้ว่ามิอาจฝืนได้

“สังขารเป็นของไม่เที่ยง วันหนึ่งก็ต้องละทิ้ง” หลวงตาบอกด้วยเสียงแผ่วเบา

“แต่ว่า…หลวงลุงจะกลับมาหาหลานอีกใช่หรือไม่ขอรับ” เขารู้ดีว่าผู้น้อยไม่มีสิทธิ์ละลาบละล้วงเรื่องของผู้ใหญ่แต่นี่เป็นหนทางเดียวที่หลวงลุงจะพ้นความทรมาน และกลับมาได้ด้วยมนตร์คาถาบทนั้น

“ไม่…มิใช่เพลานี้” ผู้สูงวัยกระแอมลั่น เสียงครืดคราดในลำคอบอกความเจ็บปวดแสนสาหัส

จนแล้วจนรอดหลวงลุงไม่เคยอาราธนาคาถาบทนั้นลงมาใช้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อเลย ท่านมรณภาพอย่างสงบพร้อมคำถามที่ทิ้งไว้กับหลานชาย เขาจักอยู่ตามลำพังบนโลกนี้อย่างคนไร้ญาติได้อย่างไร

 

สถานที่จัดแสดงดนตรีเป็นหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เดินทางมาก่อนเวลางานจนรถติดยาว เว้นแต่บริเวณด้านหน้าซึ่งเปิดรับจอดรถเฉพาะแขกวีไอพี

รถเอสยูวีสีดำต่อแถวคอยพักใหญ่ก่อนเลี้ยวขึ้นจอด เจ้าหน้าที่รับกุญแจ ก่อนเข้ามาขับไปจอดในพื้นที่ที่จัดไว้ ท่าทางเคอะเขินวางตัวไม่ถูกของคนที่นั่งมาด้วยตอนเข้างาน ทำเอาคนชวนแกล้งหยอกว่า

“ไม่ได้ออกงานนาน ตื่นเต้นถึงกับก้าวขาไม่ออกเลยเหรอ”

นายแพทย์สิทธาได้บัตรชมดนตรีจากคนไข้ ลังเลอยู่นานก่อนชวนกาลวินท์ ตามคำแนะนำของอาจารย์หมอที่ให้คำปรึกษาว่า

‘คนไข้ที่ฟื้นจากโคม่าส่วนใหญ่มีอาการตกค้างแตกต่างกันไป เคสของน้องหมอแทบจะเรียกว่าปาฏิหาริย์เลย คอยสังเกตอาการดู ถ้าผิดปกติตรงไหนจะได้รักษาทัน’

สิ่งที่ทำได้คือพยายามให้คนไข้กลับเข้าสังคม แต่แพทย์หนุ่มมีเครื่องหมายคำถามตัวโตในใจว่าเป็นสังคมที่เขาเคยคุ้นในอดีต หรือสภาพแวดล้อมใหม่กันแน่ที่ดีต่อการรักษาตัว

เขาจำได้ว่ากาลวินท์ชอบดนตรีแนวนี้ ที่ร้านประดับยนต์ซึ่งน้องชายเป็นหุ้นส่วนใหญ่ก็เปิดเพลงออร์เคสตราคลอเป็นเบื้องหลัง คงไม่ยากที่การแสดงวันนี้จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ

“ไม่ค่อยคล่องแต่ก็สบายกว่าเก่าแล้ว” กาลวินท์ตอบตามจริงเพราะร่างคุณสมัยชราภาพจนเดินเหินไม่ถนัด ทำให้อากัปกิริยาเหล่านั้นติดตัวมาด้วยอย่างน้อยก็พักหนึ่ง

“ไม่ไหวบอกนะ เดี๋ยวช่วย”  ร่างกายของน้องชายมีเหล็กยึดฝังในกระดูกไม่ต่ำกว่าสามสี่จุดจากการรักษา ไม่แปลกหากเขายังเดินเหินไม่ถนัดนัก

เมื่อผ่านประตูด้านหน้าเข้าไป ด้านในเป็นโถงกว้างรองรับแขกที่ผ่านเข้ามาก่อนเข้าสู่บริเวณจัดการแสดง บริกรชายหญิงถือถาดอาหารว่างและเครื่องดื่มคอยให้บริการ

ผู้ร่วมงานล้วนแต่งกายด้วยชุดสากลสุภาพ ส่วนใหญ่รู้จักกันดีในแวดวงสังคม สิทธาต้องแวะทักทายแขกหลายกลุ่มซึ่งมีทั้งที่เคยเป็นและกำลังเป็นคนไข้ในการดูแลของเขา

ขณะที่กาลวินท์แค่รับทักพอไม่ให้เสียมารยาท แม้เจ้าตัวจะเป็นจุดสนใจที่เพิ่งฟื้นจากความตายมาได้ แต่สีหน้าของชายหนุ่มแสดงออกชัดเจนว่าทุกคนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา ทำให้ไม่หยุดสนทนากับใครนาน

“วิน นั่นวินใช่ไหม” เสียงหนึ่งเรียกมาแต่ไกล

ผู้หญิงคนนั้นอยู่ในชุดราตรีสั้นเกาะอกสีเงินระยิบระยับเปิดไหล่และเรียวขานวลผ่อง ผมดำสนิทเกล้าไว้ด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยมาก่อนตัว หล่อนต่างจากคนอื่นตรงที่ไม่ได้ทักเขาตามมารยาท แต่กลับเดินปรี่เข้ามาหาด้วยท่าทางดีใจ

“ใช่วินจริงๆ ด้วย วิได้ข่าวคุณตกใจแทบแย่ อยากจะไปเยี่ยมแต่แม่คุณบอกว่าย้ายคุณไปรักษาที่กรุงเทพแล้ว” หล่อนไม่พูดเปล่าแต่เอื้อมมือมาจับไหล่แตะเอวเขาอย่างสนิทสนม

สิ่งที่ขุนเทพในร่างกาลวินท์ทำคือหันไปทางสิทธาเพื่อขอความช่วยเหลือ ฝ่ายนั้นเหมือนอ่านสีหน้าออกรีบแทรกตัวเข้ามา

“โสมวิภาแฟนเก่านายไง จำไม่ได้เหรอ” เสียงบอกไม่ค่อยเต็มใจแต่ดังพอให้อีกฝ่ายที่ถูกพูดถึงได้ยินด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย

โสมวิภาเป็นคู่ควงพักใหญ่ มีข่าวซุบซิบในสื่อออนไลน์ประสาคนดังจังหวัด สุดท้ายก็หอบข้าวของมาอาศัยบ้านฝ่ายชาย แรกๆ ก็ไปทำงานอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ก่อนห่างหายจนกลายเป็นนกน้อยในกรงทอง

กาลวินท์ไม่สนใจอยู่แล้วด้วยนิสัยรักสนุก แม้เรือนสิทธิคุณจะอยู่ไกลจากตัวเมืองแต่เขาก็ขับรถออกไปหาความสำราญกับโสมวิภาได้ทุกคืน จนวันหนึ่งหญิงสาวนึกเบื่อเขาขึ้นมาและเก็บข้าวของออกจากบ้านไป

“หมอแจ๊ค เกิดอะไรขึ้น วินจำวิไม่ได้เหรอ” หญิงสาวหันไปทางสิทธา ท่าทางไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

“ผลกระทบจากอุบัติเหตุน่ะ สมองของวินได้รับการกระทบกระเทือน อาจมีความทรงจำบางช่วงขาดหายไปบ้าง” สิทธาพยายามอธิบายไม่ให้กระทบกระเทือนคนไข้ซึ่งรับฟังการสนทนานั้นด้วย

ญาติผู้พี่คงคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนี้ในระดับหนึ่งซึ่งไม่แปลกในฐานะคนรักของน้องชาย แต่จากสายตาที่ขุนเทพมอง หญิงสาวผู้แทนตัวว่าวิดูจะไม่เชื่อคำพูดของสิทธาเลย

“ความจำเสื่อม” หญิงสาวขมวดคิ้วย่นก่อนถามต่อ “มีแต่ในละครไหม แล้วเป็นแต่เฉพาะเรื่องของเราเนี่ยนะ” หล่อนไม่ยอมจบทั้งที่หากสังเกตให้ดี ทั้งแววตาว่างเปล่าที่มองมาอย่างคนแปลกหน้า และน้ำเสียงเย็นชาจนกระด้าง น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว

“ก็หลายเรื่องแหละ กับที่บ้านยังจำไม่ค่อยได้เลย จำเธอไม่ได้ก็ไม่แปลก” สิทธาพยายามตัดบท

“แล้วมาคนเดียวเหรอหรือว่ามีคนอื่นมาด้วย” กาลวินท์ถาม จากการปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว

“แหม ก็มากับบ๊อบน่ะแหละ มัวแต่คุยงาน ยังไม่ลงจากรถเลย” หล่อนพูดถึงคู่ควงคนใหม่ไม่เต็มปาก

“มากับแฟนก็ดีแล้ว เชิญทางโน้นเลย ทิ้งน้องผมไปแล้วไงครับ เพิ่งมาเสียดายเหรอ” สิทธาได้ที รีบทำเป็นไล่แต่ด้วยลักษณะทีเล่นทีจริงของเขา ทำให้หญิงสาวยังแสดงความอาลัยอาวรณ์อดีตคนรักอยู่

“เดี๋ยววิไปหาที่รีสอร์ตนะคะ กินข้าวด้วยกันสักมื้อ ถือว่าต้อนรับการกลับมาของวิน”

แพทย์หนุ่มภาวนาให้ลูกพี่ลูกน้องปฏิเสธ แต่กาลวินท์จ้องตาใส ก่อนตกปากรับคำด้วยน้ำเสียงและสรรพนามแทนตัวแปลกๆ ชวนให้เสียวสันหลังว่า

“ได้สิ เราจะรอเธออยู่ที่นั่น”

หญิงสาวไม่ทันได้ฉุกคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน หล่อนยื่นหน้ามาหอมแก้มฝ่ายชายแบบฝรั่ง แล้วเดินจากไป

การแสดงดนตรีใช้เวลาชั่วโมงเศษ แบ่งเป็นสามองก์บรรเลงเพลงตามสูจิบัตร แม้เจ้าตัวจะออกปากตั้งแต่แรกว่าฟังไม่ค่อยถนัดหูนัก แต่สิทธาเห็นกาลวินท์นั่งฟังอย่างตั้งใจจนแทบไม่ขยับตัวเลย

ไม่ไกลจากตรงนั้น แสงสว่างจากไฟฉายในมือชายสองคนซึ่งแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่รับรถ กำลังส่องเข้าไปภายในรถแต่ละคันที่จอดอยู่ด้านหลังหอประชุม

“เร็วเข้า เดี๋ยวงานเลิกก็จบเห่พอดี” คนตัวใหญ่กว่าเร่ง ขณะที่คนตัวเล็กกำลังเดินหารถเป้าหมาย ในมือถือถุงใส่กุญแจรถที่แอบเอาออกมาในระหว่างการแสดงยังดำเนินอยู่

“รู้แล้วน่ะ กำลังหาว่าจอดตรงไหนบ้าง” ทั้งสองแบ่งหน้าที่กันอย่างกระฉับกระเฉงแข่งกับเวลา

คนหนึ่งถือรีโมตรถ อีกคนเตรียมกวาดของมีค่าที่เจ้าของรถเผลอลืมทิ้งไว้ ถ้าเป็นของชิ้นเล็กอย่างแหวน ตุ้มหู นาฬิกา ที่ผู้หญิงมักถอดไว้ตามช่องเก็บของก็โยนใส่กระเป๋าที่เตรียมมาได้เลย

เว้นแต่บางคนทิ้งคอมพิวเตอร์ หรือกระเป๋าแบรนด์ดังที่มีราคาหน่อย มันก็ดึงออกมาพาดไว้บนจักรยานยนต์ที่จอดไว้ใกล้ๆ เตรียมขี่ออกไปเมื่อเสร็จงาน

เสียงกดรีโมตดังคลิกพร้อมกับไฟในรถของสิทธาสว่างวาบ คนตัวใหญ่จำได้ว่าเบาะหลังมีกระเป๋าหน้าตาคล้ายกับที่ใส่คอมพิวเตอร์ จึงทำเครื่องหมายไว้หลังบัตรคิวตั้งแต่ตอนรับรถ มันเทของออกมาไว้ที่เบาะ ก่อนร้องตะโกนด้วยความดีใจ

“โป๊ะเชะ มีทั้งไอแพด ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเลยว่ะ เป็นหมอซะด้วย” มันคว้าบัตรห้อยคอออกมาส่องไฟ

“เช็กที่ลิ้นชักสิวะ เผื่อมีของอย่างอื่นอีก” เมื่อได้รับคำสั่งอย่างนั้น คนตัวเล็กกว่าจำต้องเก็บไฟฉายในมือแล้วขยับเข้ามาประจำที่เบาะคนขับ สำรวจโน่นนี่อยู่พักหนึ่งก่อนร้องออกมา

“ทอง ทองทั้งนั้น” คนพูดตกตะลึงในของมีค่าที่พบ ถึงกับยกของในมือขึ้นส่องกับดวงไฟเหนือศีรษะ ขณะที่คนตัวใหญ่มองผ่านกระจกแล้วเกาหัวแกรกด้วยความสงสัย

“มึงเป็นไรวะ เมายาหรือไง”

“ทองไงลูกพี่ ในลิ้นชักมีแต่ทองคำแท่งทั้งนั้นเลย” มันยังยืนยันในสิ่งที่เห็นอยู่

“มันทองที่ไหนกันวะ นั่นมันกล่องใส่แว่น มึงตาฝาดแล้ว เก็บไป” คนตัวใหญ่เถียงเริ่มมีน้ำโห

“ไม่ลูกพี่ ทองจริงๆ ทองทั้งนั้นเลย ถ้าพี่ไม่เอาฉันเอานะ” มันยังมีหน้ามาเถียง ไม่ทันที่คนด้านหลังจะดันตัวเองออกจากรถ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก่อนออกตัวอย่างแรง โดยไม่ทันได้ปิดประตู

“เดี๋ยว มึงจะขับไปไหน หยุดรถเดี๋ยวนี้”

รถคันใหญ่ตีโค้งออกจากที่จอดรถด้วยความเร็วพอควร แล่นไปตามทางซึ่งมีจุดหมายเป็นจุดรับส่งรถด้านบน ปากของคนขับยังพร่ำบอกอย่างเดิม

“ทอง ทอง ทองทั้งนั้นเลยพี่ ฉันจะพาเราไปจากที่นี่กัน”

เหมือนจะอ่านความคิดได้ว่าผู้โดยสารเตรียมกระโดดลงจากรถ ประตูที่เปิดค้างไว้ถูกกระแทกปิดด้วยมือที่มองไม่เห็นตามด้วยเสียงล็อกฉับ เพลงที่เปิดค้างไว้ก่อนดับเครื่อง ดังกระหึ่มกลบทุกเสียงร้อง

วัตถุอย่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวจากด้านหลัง คราวนี้เห็นพร้อมกันสี่ตาไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นงูสีดำมะเมื่อมทั้งตัว ขนาดเท่าท่อนแขนเด็ก แม้ในความมืดก็ยังเห็นเกล็ดของมันสะท้อนแสงไฟเป็นเลื่อมพลิ้วไหวตามการขยับ

อสรพิษร้ายพาตัวเองขึ้นไปอยู่ตรงเกียร์ แล้วแผ่พังพานสูงจนเห็นลายดอกจันสะท้อนจากเงาของกระจกชัด ส่วนหัวของมันถอยห่างออกไปพร้อมลำตัวหดเกร็งงองุ้ม ก่อนพุ่งเข้าใส่ดวงตาของคนขับที่กำลังเบิกโพลงด้วยความตกใจซึ่งเป็นเป้าหมายใกล้สุด

ชายที่โดดลงรถเรียกความสนใจจากผู้คนที่รอรับรถบริเวณนั้นด้วยอาการตระหนกตกใจจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ มือข้างหนึ่งปิดดวงตาไว้ ร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

“ช่วยด้วย งู งูตัวเป็นๆ เลยอยู่ในรถ มันกัดผม”

ผู้คนแตกฮือ พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบเข้ามาระงับเหตุ ก่อนสาดไฟฉายเข้าไปในรถเพื่อส่องหาสัตว์เลื้อยคลานดังว่า หากไม่มีวี่แววว่าจะมีที่ว่างใดให้ซุกซ่อนได้

“อยู่ไหนวะ ข้าไม่เห็นงูสักตัว”

“นั่นๆ มันอยู่ตรงหน้ารถ ตัวสีดำใหญ่เลย” คนตัวเล็กยังร้องโวยวายอยู่แล้วทรุดตัวลงกับพื้นลนลานถอยหนีจากสิ่งที่มีแต่พวกมันเท่านั้นที่มองเห็น ก่อนเจ้าหน้าที่จัดงานรีบสั่งการลั่น

“เอามันออกไป เอะอะโวยวาย ลูกค้าตกใจกันพอดี น่าจับตรวจฉี่สักรอบ โดนตัวไหนมาวะเนี่ย”

คนตัวใหญ่ซึ่งวิ่งออกมาด้วยอาการไม่ต่างกันตั้งสติได้ มันกำลังจะลุกหนี แต่สายกระเป๋าที่พาดอยู่บนไหล่เหมือนถูกของมีคมตัดให้ขาดจากกัน ทำให้ของที่ซุกซ่อนไว้ร่วงกระจาย

กุญแจรถไม่ต่ำกว่าสิบคัน อีกทั้งเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ตระเวนนำออกมาจากรถหลายคันหล่นเกลื่อนประจานความผิด

“อ้าว มึงสองคนแอบไปลักของนี่หว่า สวยแล้ว จับมันไว้ เรียกตำรวจมาเลย”

สิทธาและกาลวินท์ออกมาทันได้เป็นประจักษ์พยานความวุ่นวาย บัตรรับรถที่เพิ่งดึงจากสูทยังอยู่ในมือ แพทย์หนุ่มจับต้นชนปลายความอลหม่านที่เกิดขึ้นไม่ถูก แต่กาลวินท์ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

“นายคนรับรถคนนั้นอยู่ดีๆ เอารถเราขึ้นมาจอด แล้วร้องตกอกตกใจว่าในรถมีงู” เป็นครั้งแรกที่น้องชายดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาบอกกับญาติผู้พี่อย่างเห็นเป็นเรื่องตลก

“เขาคงรู้ว่าเราใจร้อนละมั้งเลยรีบขับรถออกมาให้ ดีเสียอีกไม่ต้องรอ”

ร่องรอยการรื้อของในกระเป๋าฟ้องเจ้าของรถอย่างนั้น แต่สิทธาตรวจทุกอย่างจนแน่ใจว่าข้าวของของเขาอยู่ครบไม่มีสิ่งใดสูญหาย

“รีบไปดีกว่า เดี๋ยวคนออกมาเยอะจะวุ่นวายกว่านี้” ขุนเทพแทรกตัวลงที่นั่งคนขับโดยไม่รอพี่ชาย

“อย่าเพิ่งออกไปครับ คุณสองคนต้องให้การกับตำรวจก่อน” เจ้าหน้าที่รีบเข้ามาขวางทั้งสองไว้

ชั่วพริบตาจริงๆ ที่ญาติผู้น้องหันไปหาคนเรียก สายตาประสานกัน ท่าทางขึงขังอีกฝ่ายก็ผ่อนคลาย ได้ยินแต่เสียงน้องชายพูดตอบไปว่า

“ขอตัวก่อน เรามีธุระต้องรีบไป” ประโยคนั้นเหมือนจะสั่งอีกฝ่ายได้จนตกปากรับคำเสียงดังว่า

“ครับท่าน ขออภัยที่รบกวนครับ”

สิทธารู้ว่ากาลวินท์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่นึกแปลกจนต้องหันไปมองญาติผู้น้องที่เขาทำตัวเหมือนหยั่งรู้ในเหตุการณ์ ก่อนที่เขาจะขยับเกียร์เพื่อบังคับรถให้เคลื่อนที่ออกอย่างสบายใจ

“ขับได้ใช่ไหม คุณป้าไม่อยากให้นายขับรถ” สิทธาท้วงแต่อีกฝ่ายไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา

“ได้สิ บอกทางมาแล้วกัน อาจจะไม่ค่อยคุ้นกับถนนหนทางหน่อยเท่านั้นเอง”

ทันทีที่รถกำลังเลี้ยวออกจากสถานที่แห่งนั้น ขุนเทพลดกระจกลงแล้วหันกลับไปมองพนักงานรับรถทั้งสองที่ถูกควบคุมตัว เหมือนคนถูกมองก็รู้ตัวเช่นกัน ร้องเอะอะขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่มีใครเห็นอย่างที่สองคนนั้นเห็นว่ามีเด็กหญิงผมจุกใส่เสื้อคอกระเช้านุ่งโจงกระเบนนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังคารถกำลังแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างท้าทายในระหว่างที่รถเคลื่อนจากไป

 



Don`t copy text!