
ดอกคาร์เนชั่นแทนความรัก
โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้
![]()
“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง
โลกโซเชียลมีเดียเหมือนดาบสองคม ปะปนทั้งข่าวจริงข่าวเท็จ การเสพสื่อต้องใช้วิจารณญาณ เพราะบางแพลตฟอร์มไม่มีการกลั่นกรองข่าวสารข้อมูล ปล่อยให้ความเท็จความลวงล่องลอยเต็มแพลตฟอร์ม ที่น่าห่วงคือเด็ก ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นอาจเชื่อทุกเรื่องที่ปรากฏบนพื้นที่ออนไลน์นั้น
บางครั้งมีการใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยหวังด้อยค่าประวัติศาสตร์และประเพณีไทย เพื่อชักจูงโยงใยไปถึงจุดมุ่งหมายที่เร้นแฝงทางการเมือง เช่น การด้อยค่าวันพ่อวันแม่ มักอ้างชาติตะวันตกอย่างอเมริกาว่าที่โน่นไม่มีวันสำคัญที่ให้ค่าบุพการีเหมือนในไทย
จากนั้นก็อธิบายเป็นฉาก ๆ สรุปว่าที่ชาติตะวันตกไม่มีวันพ่อวันแม่ เพราะเกรงว่าลูก ๆ จะมีปมด้อย อ่านแล้วแปลกใจว่า เรายังอยู่ในโลกใบเดียวกันไหมหนอ
อะไรทำให้คิดว่าประเทศอื่นไม่มีวันพ่อวันแม่ คิดเองว่าเมืองนอกไม่มีอย่างนั้นอย่างนี้ พอบอกว่าชาติตะวันตกมีวันสำคัญเหล่านี้อยู่จริง งั้นขอเล่าเรื่องวันแม่ในอเมริกาดีกว่า เพราะเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนฉลองวันแม่ของที่นี่
เดือนนี้เป็นเดือนที่มีวันสำคัญของอเมริกาหลายวัน เช่น เมมโมเรียลเดย์ วันแรงงาน แต่หนึ่งในวันสำคัญเหล่านั้นคือวันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม กรณีนี้คงต้องยกความดีให้อเมริกา เพราะเป็นชาติแรกที่ริเริ่มแนวคิดเรื่องการมีวันแม่ จนทำให้ชาติต่าง ๆ กำหนดวันแม่แห่งชาติที่เหมาะสมกับประวัติศาสตร์ชาติตนขึ้นมา
สำหรับคนอเมริกันแล้ว วันแม่เป็นวันที่น่ารักและอบอุ่น ส่วนมากลูก ๆ จะซื้อการ์ดหรือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คิดว่าแม่ชอบ อย่างขนมอร่อย ๆ ช่อดอกไม้ หรือเครื่องประดับ เพื่อระลึกถึงบุญคุณที่แม่เลี้ยงดูมาจนถึงทุกวันนี้ ลูกบางคนลงทุนทำอาหาร แล้วยกไปให้แม่ถึงเตียงหรือไม่ก็พาแม่ออกไปฉลองที่ร้านอาหาร ดังนั้นวันนี้ร้านอาหารทุกร้านจะแน่นเอี๊ยดไปด้วยแม่ ๆ ลูก ๆ ถือเป็นวันครอบครัวที่สนุกสนานวันหนึ่ง
โบสถ์บางแห่งจัดงานวันแม่ ด้วยการให้สมาชิกโบสถ์ฝ่ายหญิงนั่งสังสรรค์กินเลี้ยงอย่างสบาย ๆ โดยที่สมาชิกโบสถ์ฝ่ายชายเป็นคนเสิร์ฟอาหารแก่ฝ่ายหญิง เคยไปงานเลี้ยงแบบนี้ในช่วงปีแรก ๆ ที่มาอยู่อเมริกา รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอบอุ่นและผูกพันระหว่างกันในครอบครัวและสมาชิกในโบสถ์ แม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นคริสเตียนก็ตาม
มีการกำหนดวันแม่ขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว คือในปี ค.ศ. 1908 แอนนา จาร์วิส (Anna Jarvis) จัดให้มีการเฉลิมฉลองวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย แต่ในยุคนั้นแนวคิดในเรื่องสิทธิสตรีเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผู้ชายยังคงมีสิทธิและบทบาทเหนือกว่าผู้หญิงมาก
แอนนา เอ็ม. จาร์วิส เป็นผู้ผลักดันให้มี “วันแม่” อย่างเป็นทางการขึ้น เธออุทิศตนเป็นครูสอนในโรงเรียนวันอาทิตย์ ซึ่งสอนเกี่ยวกับศาสนามากว่า 20 ปี ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย จากนั้นก็ย้ายไปฟิลาเดลเฟียและเพนซิลเวเนีย จนกระทั่งเสียชีวิตใน ค.ศ. 1950
แอนนาเองไม่มีโอกาสเป็นแม่คน เธอครองโสดตลอดชีวิตเพื่อดูแลน้องสาวตาบอด แต่ด้วยความรักที่มีต่อแม่ของเธอเอง แอนนาและเพื่อน ๆ ร่วมกันร่างจดหมายรณรงค์เพื่อขอสนับสนุนจากข้าราชการ นักธุรกิจ และนักการเมืองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีวันหยุดที่กำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติขึ้นมา
ทั้งนี้แอนนารู้สึกว่าลูกหลานไม่ค่อยให้ความสำคัญกับหน้าที่และบทบาทของแม่เท่าที่ควร โดยมุ่งหวังให้ “วันแม่” เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวหันมาเอาใจใส่แม่และตระหนักถึงความสำคัญของ “ความเป็นแม่” อันจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคงให้สถาบันครอบครัว
แต่กว่าจะประสบความสำเร็จในเรื่อง “วันแม่” ก็ครบ 2 ปีพอดี ในปี ค.ศ. 1914 ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ
ดอกคาร์เนชั่นสีขาวคือสัญลักษณ์แทนความรักที่มีต่อแม่ เพราะคาร์เนชั่นเป็นดอกไม้ที่แอนนาโปรดปราน หากบ้านไหนแม่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ประดับตกแต่งบ้านด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว รวมทั้งนำดอกคาร์เนชั่นสีขาวไปวางบนหลุมศพของแม่ด้วย เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงแม่
แม้แอนนาจะบรรลุจุดมุ่งหมายในการที่อเมริกากำหนดให้มี “วันแม่แห่งชาติ” แต่เรื่องนี้กลับสร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่งในชีวิต เมื่อเธอถูกจับกุมในข้อหาก่อกวนความสงบ เพราะใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อยับยั้งเทศกาลเฉลิมฉลองวันแม่ในปี ค.ศ. 1923 เพื่อหยุดยั้งการขายดอกคาร์เนชั่นในวันแม่ ในความคิดของแอนนาแล้วนั่นคือการค้ากำไรในวันแม่ ทำให้จุดมุ่งหมายบริสุทธิ์เกี่ยวกับวันแม่เปลี่ยนแปลงไป
ต่อมาการยึดติดในสัญลักษณ์วันแม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นคุณลูก ๆ ทั้งหลายจึงเอาใจคุณแม่ด้วยการซื้ออย่างอื่นให้แทน โดยเฉพาะบัตรอวยพรและขนม แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้คือวันสำคัญวันหนึ่งสำหรับอเมริกันชน เพราะทุกคนต้องมีแม่ แม้มาเฟียโลกอย่างอเมริกา ก็ยังมีแง่มุมน่ารักอ่อนโยนเช่นเดียวกับคนอื่นในโลกเหมือนกัน
มีวันแม่แล้วต้องมีวันพ่อ งั้นขอเล่าเป็นการแถมก็แล้วกัน เพราะวันพ่อแห่งชาติคือเดือนถัดไป คือเดือนมิถุนายน เดือนนี้อเมริกันฉลองวันพ่ออย่างสนุกสนาน เพราะวันที่ถูกกำหนดให้เป็นวันพ่อคืออาทิตย์ที่สามของเดือนมิถุนายนนั่นเอง
ผู้ที่เป็นต้นกำเนิดวันพ่อแห่งอเมริกาคือสุภาพสตรีนางหนึ่งชื่อโซโนร่า สมาร์ท ดอดด์ เพราะซาบซึ้งสิ่งที่พ่อของเธอทำหน้าที่พ่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม่ของเธอเสียชีวิตขณะให้กำเนิดสมาชิกคนสุดท้ายในครอบครัว
ผู้เป็นพ่ออย่างวิลเลี่ยม สมาร์ท ต้องยืนหยัดอย่างเข้มแข็งเพื่อลูก ๆ สาวน้อยโซโนร่าเฝ้าดูความเสียสละทุ่มเทของผู้เป็นพ่ออย่างขอบคุณ จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้ไอเดียวันแม่มาจากแอนนา จาร์วิส ผู้ก่อตั้งวันแม่แห่งชาติ จึงทำเรื่องขอเสนอให้วันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเกิดพ่อของเธอให้เป็นวันพ่อแห่งชาติอเมริกา ในปี ค.ศ. 1909
หนึ่งปีให้หลัง ทางวอชิงตันประกาศให้วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1910 เป็นวันพ่อแห่งรัฐวอชิงตัน ในปี ค.ศ. 1966 หรืออีก 14 ปีต่อมาในยุคของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ประกาศให้วันอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นวันพ่อแห่งชาติอเมริกาแบบไม่เป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน จึงประกาศให้วันพ่อเป็นวันหยุดราชการและมีการฉลองกันทุกวันอาทิตย์ที่สามของเดือนมิถุนายน
นอกจากอเมริกากำหนดวันพ่อเป็นอาทิตย์ที่สามในเดือนมิถุนายนแล้ว ญี่ปุ่น อาร์เจนตินา ไอร์แลนด์ มาเลเซีย และสหราชอาณาจักรก็กำหนดวันพ่อวันเดียวกับอเมริกา
- READ ดอกคาร์เนชั่นแทนความรัก
- READ อาหารงานวัดฝรั่ง
- READ อาหารไทยและเสน่ห์ปลายจวัก
- READ วิญญาณสองแม่
- READ เจอผีในเมืองสมรภูมิ
- READ มหัศจรรย์เหลือแสนกับแกรนด์แคนยอน
- READ สเตลล่า..ลูกอีช่างฟ้อง
- READ สัญญาณเตือนภัยให้เด็กน้อย
- READ ต้นสนดึกดำบรรพ์พันปีแห่งแคลิฟอร์เนีย
- READ เมรัยชนยุคห้ามขายเหล้าในอเมริกา
- READ แข่งวิ่งโลงผี
- READ ปัญญาชนคนวิ่งเปลือย
- READ Groundhog ไม่ได้บอกรักในเดือนกุมภาพันธ์
- READ ปาร์ตี้โคตรชีส
- READ สามอเมริกันผู้อยู่เหนือกาลเวลา
- READ จัดอันดับความหนาว
- READ ต้นฉบับของอับดุล
- READ อเมริกันเจนเทิลแมน
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 3
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 2
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 1
- READ ศพใครในผนัง..?
- READ วิญญาณหลอนกลางสนามรบ
- READ คำสาปทิปปิคคานู
- READ เรื่องสยองของทำเนียบขาว
- READ ความเชื่อประหลาดของอเมริกัน
- READ มิใช่เพียงสบตา..แต่คือการมองไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน
- READ เมื่อชีวิตติดหิมะ
- READ วิวาห์ฮาเฮ
- READ ไปโบสถ์แบบคนบาป
- READ ไอแอมฟอร์มไทยแลนด์..ไม่ใช่ไต้หวัน
- READ อินเดียนแดงเผ่าใดล่ะ สู
- READ โลกสองใบในความต่าง
- READ เรื่องหลอนของเพื่อนบ้านฝรั่ง
- READ ฮอทดอกของฉัน..วันชาติของเธอ
- READ พาววาว..เหลือเพียงรูปเงาบรรพชนอินเดียนแดง
- READ คุณนายไปจ่ายตลาดแต่ไม่มีกระจาดปิดตูด
- READ สั่งอาหารยังไงให้ฝรั่งงง
- READ เมื่อตะวันตกพบตะวันออก..สนุกอย่าบอกใคร
- READ สะใภ้ผีบ้า-แม่ย่า (ฝรั่ง) งก
- READ เพื่อนบ้านแสนบันเทิง
- READ ความตายสีขาว
- READ ชีวิตแสนเศร้าของเจ้าหญิงอินเดียนแดง
- READ ผีบ้านฝรั่ง
- READ เมื่อบางใครโบยบินข้ามสะพานรุ้ง
- READ พี่เจนนี่แอนด์ขี้คันคาก
- READ เรื่องของคนคอแดง
- READ หมาขี้ย้อน
- READ วันที่แม่น้ำกลายเป็นสีเขียว
- READ ผู้ชอบดูการละเล่นเป็นนิสัย
- READ ประธานาธิบดีแสนรักและแสนชัง
- READ เทศกาลคลำไข่
- READ เรื่องของเฮียดำลง (ที่ไม่ใช่พุตตาล)
- READ อย่าลืมทัดดอกไม้ก่อนหอน
- READ พลาดท่าเสียของดี
- READ เมื่ออเมริกันฝันหาคุก
- READ กำแพงขาวดำในเมืองสนธยา
- READ บ้านหลอกผีที่ไม่มีวันสร้างเสร็จ
- READ ขี้หมาพารวย
- READ อาหารสันหลังยาว
- READ โลกนี้ยังมีมนุษย์ถ้ำ
- READ ฮาร์ดไซเดอร์..หอมผลไม้ในฟองเบียร์
- READ อาณานิคมล่องหน
- READ ผู้ปรีชาชาญนั้นผลิตเบียร์
- READ ฤดูหนาวอันยาวนานในเทศกาลแห่งความสุข
- READ อุรังอุตังเฒ่า..เราจะคิดถึงเธอ
- READ มลรัฐวูล์ฟเวอรีน
- READ ประโยชน์ของเบียร์ที่เมียไม่รู้
- READ โลกทับซ้อนของคนสองแผ่นดิน
- READ เมียบังเกิดเกล้า
- READ จับงูบูชาพระเจ้า
- READ ภาษามหาระทวย
- READ อินเดียนแดงที่โลกลืม








