
วิมานคนบาปแห่งอเมริกา
โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้
![]()
“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง
เมื่อทอดสายตาผ่านหน้าต่างเครื่องบินที่โฉบปีกเหนือรัฐเนวาดา เทือกเขาสลับซับซ้อนเหยียดยาวเหมือนสัตว์ดึกดำบรรพ์มหึมา แม่น้ำเซาะผ่านหุบโตรกคดเคี้ยวไปมาราวกับงู โตรกผาลดหลั่นกันแถมบางยอดยังมีหิมะปกคลุมขาวโพลน ทั้งที่เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในอเมริกา ยิ่งมหัศจรรย์ใจ ยังไม่ทันหายตื่นเต้น กัปตันก็ประกาศว่า ให้ผู้โดยสารทุกคนเตรียมตัว อีกไม่นานเครื่องบินจะลงจอดที่สนามบินแมคคาร์แรนในลาสเวกัส
สนามบินคลาคล่ำไปด้วยนักเดินทางและนักเสี่ยงโชคจากทั่วทุกมุมโลก เมื่อเอ่ยถึงลาสเวกัสแล้ว หลายคนคงรู้จักดี เพราะขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นเมืองคนบาปกลางทะเลทรายร้อนระอุ แต่เต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวนใจดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาวัดดวง
นอกจากได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองคนบาปแล้ว ยังได้รับสมญานามว่าเป็น “มหานครแห่งความบันเทิงของโลก” อีกด้วย คนอเมริกันรู้จักเมืองนี้ในนาม “สนามเด็กเล่นแห่งอเมริกา” เพราะเต็มไปด้วยกาสิโน แม้กระทั่งในสนามบินก็มีสล็อตแมชชีนไว้ให้โยกเพลินๆ เรียกได้ว่าดักและกวักมือเรียกตั้งแต่ก้าวแรกยันก้าวสุดท้ายเลยทีเดียว
ลาสเวกัสเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างแท้จริง ตกค่ำระยิบระยับด้วยแสงนีออน โดยเฉพาะย่านที่เรียกว่าเดอะสตริป ว่ากันว่าหากมองลงมาจากยานอวกาศก็ยังสามารถเห็นแสงนีออนได้อย่างชัดเจน แสงนีออนแสนอลังการเหล่านี้มาจากกาสิโนที่เรียงรายไปทั้งเมือง
ย้อนไปในอดีต สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงจุดพักเพื่อเติมน้ำและเสบียงของคาราวานนักเดินทาง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1905 ลาสเวกัสยกระดับความสำคัญขึ้นเป็นจุดพักของระบบเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อซอล์ทเลคซิตี้ รัฐยูทาห์ กับลอส แอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
ก่อนจะยกระดับขึ้นเป็นเมืองลาสเวกัสในปี ค.ศ. 1911 ด้วยจำนวนประชากรเพียงแค่ 800 คน หลังการออกกฎหมายในปี ค.ศ. 1931 บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายผุดสะพรั่งบนถนนสองสายสำคัญที่เป็นแหล่งรวมกาสิโนและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของลาสเวกัสจนถึงปัจจุบัน นั่นคือถนนฟรีมองต์ บริเวณใจกลางเมือง และโซนทางหลวงหมายเลข 91 ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “เดอะสตริป” หรือ “ลาส เวกัส บูเลอวาร์ด” จากเมืองเล็กๆ โดดเดี่ยวกลางทะเลทรายในอดีตกลายเป็นมหานครคนบาปจนถึงปัจจุบัน
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็นต้นมา ลาสเวกัสก้าวข้ามคำจำกัดความของการเป็น “เมืองแห่งบาป” ไปสู่การเป็นศูนย์รวมความบันเทิงทุกรูปแบบ จนติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของอเมริกาและมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73
ความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงของที่นี่ไม่ต้องพูดถึง โดยปกติแล้วทุกรัฐจะห้ามไม่ให้ถือขวดเหล้าหรือกระป๋องเบียร์เดินเด้งหน้าเด้งหลังอย่างสุขสมไปตามถนน เพราะถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อีกทั้งขวดหรือกระป๋องเบียร์จะต้องห่อหุ้มด้วยกระดาษสีน้ำตาลให้มิดชิด เรื่องนี้ถือเป็นกฎเหล็กในอเมริกาแทบทุกรัฐ
แต่ที่ลาสเวกัสนั้นสุดสบึมกรึ่มได้ทั้งวันทั้งคืนและทุกที่ บนท้องถนนจึงเห็นผู้คนกระดกน้ำเมาอย่างบันเทิง ไม่ต้องพูดถึงในทุกกาสิโนที่แจกเครื่องดื่มฟรีไม่อั้นสำหรับผู้ที่เล่นการพนัน โดยจะมีสาวๆ อ้อนแอ้นนุ่งน้อยห่มน้อยมาคอยถามว่าจะดื่มอะไร แล้วแบกถาดนำมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะฟรีๆ แต่ควรต้องทิปบ้างตามสมควร
หากอยากศึกษาคนทุกประเภท ควรไปที่ลาสเวกัส เพราะได้เจอหมดทั้งดีและร้าย สาวๆ ใส่บิกินี่เดินไปมาตามถนน สาวเหล่านี้ไม่ใช่นางโชว์แต่อย่างใด แต่ร่อนไปมาระหว่างปาร์ตี้สระว่ายน้ำระหว่างโรงแรมบนถนนสายสตริปอันแออัดไปด้วยโรงแรมห้าดาวและกาสิโน
นอกจากสาวชุดบิกินี่แล้ว ยังเต็มไปด้วยสาวนุ่งกางเกงขาสั้นเสมอหู ที่อล่างฉ่างกระจ่างตาคือ นม..นม และนมทุกสีทุกขนาดกระเพื่อมกระฉอกฉวัดเฉวียนทุกหนแห่ง
เคาบอยวัยกลางคนขยิบตาให้สาวรุ่นที่นุ่งบิกินี่พันผ้าบางๆ ที่ไม่ได้ปกคลุมอะไรมากนัก ไอ้หนุ่มผิวดำใส่กางเกงหลุดตูดจนเห็นกางเกงในสีแสบตา เดินเกาะกลุ่มมาเป็นฝูงพลางทำมือทำไม้เหมือนดาราฮิปฮอป กลุ่มนี้คือแก๊งเด็กเกรียนที่อยากเป็นแก๊งสเตอร์ ดูได้จากการใส่เสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งๆ อันเป็นสัญลักษณ์แบบคนดำว่านี่คือแก๊งกวนเมืองข้างถนน
แม้ลาสเวกัสจะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงอย่างไร้ขอบเขต แต่น้อยคนจะรู้ว่าอาณาจักรแห่งลาสเวกัสนั้นคือผลผลิตจากแก๊งมาเฟียล้วนๆ โดยเฉพาะเจ้าพ่อมาเฟียที่ชื่อ บั๊กซี่ ซีกัล (Bugsy Siegel) ซึ่งแม้จะเป็นมาเฟียตัวเอ้ แต่ก็รักการใช้ชีวิตแบบเพลย์บอยอย่างยิ่งยวด
บั๊กซี่อาศัยอยู่ที่เบเวอร์ลีฮิลส์ในลอสแอนเจลิส แต่วันหนึ่งมีเหตุให้ต้องมาที่ลาสเวกัสในรัฐเนวาดา ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเมืองเล็กๆ กลางทะเลทรายเวิ้งว้าง แต่มีทีเด็ดตรงที่อนุญาตให้เปิดกาสิโนได้ เพื่อหารายได้เข้ารัฐเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขณะที่ขับรถผ่านทะเลทราย อยู่ๆ บั๊กซี่จอดรถ แล้วเดินลงไป กวาดตามองทะเลทรายแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมด้วยเทือกเขาเป็นปราการธรรมชาติ แล้วถามเพื่อนที่มาด้วยว่า
“แกเห็นอะไรบ้างวะ”
เพื่อนแค่นเสียงตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า “เห็นแต่ความตายนั่นแหละ ทะเลทรายแบบนี้ใครจะรอดไปได้เล่า แล้วแกล่ะ..มองเห็นอะไร”
มาเฟียหนุ่มหันมายิ้มกว้างแล้วตอบร่าเริงว่า “ข้าเห็นเงินว่ะ เงินมหาศาลเลยเชียวล่ะ ไอ้เพื่อนยาก”
จากนั้นบั๊กซี่ก็ระดมทุนจากมาเฟีย มาสร้างโรงแรมเดอะฟลามิงโก้ ซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดในเวลานั้นและเป็นกาสิโนแห่งแรกในย่านสตริป แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ จึงถูกยิงตายในที่สุด เพราะนายทุนจับได้ว่าบั๊กซี่แอบยักยอกเงินบางส่วนไปไว้ที่อื่น แน่นอนว่าเป็นการสำเร็จโทษตามแบบมาเฟียนั่นเอง ส่วนกาสิโนที่ได้ชื่อมาจากสาวคู่ขาคนโปรดของบั๊กซี่ก็เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา แต่กระนั้นยังนับเป็นตำนานหน้าหนึ่งในลาสเวกัส
ถนนทุกสายในลาสเวกัสพลุกพล่านด้วยผู้คนที่เต็มไปด้วยความหวัง แต่ใครเลยจะรู้ว่าท่ามกลางความอู้ฟู่หรูหราทั้งปวง มีโลกคู่ขนานอีกใบหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในความมืดและอับชื้นในท่อระบายน้ำเบื้องล่าง หากไต่ลงไปในท่อระบายน้ำขนาดยักษ์ใต้เมืองลาสเวกัสจะพบว่า ที่นี่ได้กลายเป็นที่พักอาศัยของคนกว่า 1,000 ชีวิต
คนเหล่านี้เรียกทางระบายน้ำโสโครกว่า “บ้าน” นักท่องเที่ยวที่เพิ่งกระเป๋าตุงหมาดๆ กับโชคทางการพนัน สั่งอาหารจานแพงที่สุดมาลิ้มลอง แล้วกลั้วคอด้วยไวน์ชั้นดีจากแคว้นบอร์โดร์ของฝรั่งเศส แต่ต่ำลงไปในท่อระบายน้ำ ใครบางคนอาจกำลังบิขนมปังเหม็นหืนเข้าปากพลางกลั้วคอด้วยน้ำก๊อก และนี่แหละคือโลกคู่ขนานของลาสเวกัส
- READ วิมานคนบาปแห่งอเมริกา
- READ เทพีเสรีภาพบนคราบน้ำตา
- READ ดอกคาร์เนชั่นแทนความรัก
- READ อาหารงานวัดฝรั่ง
- READ อาหารไทยและเสน่ห์ปลายจวัก
- READ วิญญาณสองแม่
- READ เจอผีในเมืองสมรภูมิ
- READ มหัศจรรย์เหลือแสนกับแกรนด์แคนยอน
- READ สเตลล่า..ลูกอีช่างฟ้อง
- READ สัญญาณเตือนภัยให้เด็กน้อย
- READ ต้นสนดึกดำบรรพ์พันปีแห่งแคลิฟอร์เนีย
- READ เมรัยชนยุคห้ามขายเหล้าในอเมริกา
- READ แข่งวิ่งโลงผี
- READ ปัญญาชนคนวิ่งเปลือย
- READ Groundhog ไม่ได้บอกรักในเดือนกุมภาพันธ์
- READ ปาร์ตี้โคตรชีส
- READ สามอเมริกันผู้อยู่เหนือกาลเวลา
- READ จัดอันดับความหนาว
- READ ต้นฉบับของอับดุล
- READ อเมริกันเจนเทิลแมน
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 3
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 2
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 1
- READ ศพใครในผนัง..?
- READ วิญญาณหลอนกลางสนามรบ
- READ คำสาปทิปปิคคานู
- READ เรื่องสยองของทำเนียบขาว
- READ ความเชื่อประหลาดของอเมริกัน
- READ มิใช่เพียงสบตา..แต่คือการมองไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน
- READ เมื่อชีวิตติดหิมะ
- READ วิวาห์ฮาเฮ
- READ ไปโบสถ์แบบคนบาป
- READ ไอแอมฟอร์มไทยแลนด์..ไม่ใช่ไต้หวัน
- READ อินเดียนแดงเผ่าใดล่ะ สู
- READ โลกสองใบในความต่าง
- READ เรื่องหลอนของเพื่อนบ้านฝรั่ง
- READ ฮอทดอกของฉัน..วันชาติของเธอ
- READ พาววาว..เหลือเพียงรูปเงาบรรพชนอินเดียนแดง
- READ คุณนายไปจ่ายตลาดแต่ไม่มีกระจาดปิดตูด
- READ สั่งอาหารยังไงให้ฝรั่งงง
- READ เมื่อตะวันตกพบตะวันออก..สนุกอย่าบอกใคร
- READ สะใภ้ผีบ้า-แม่ย่า (ฝรั่ง) งก
- READ เพื่อนบ้านแสนบันเทิง
- READ ความตายสีขาว
- READ ชีวิตแสนเศร้าของเจ้าหญิงอินเดียนแดง
- READ ผีบ้านฝรั่ง
- READ เมื่อบางใครโบยบินข้ามสะพานรุ้ง
- READ พี่เจนนี่แอนด์ขี้คันคาก
- READ เรื่องของคนคอแดง
- READ หมาขี้ย้อน
- READ วันที่แม่น้ำกลายเป็นสีเขียว
- READ ผู้ชอบดูการละเล่นเป็นนิสัย
- READ ประธานาธิบดีแสนรักและแสนชัง
- READ เทศกาลคลำไข่
- READ เรื่องของเฮียดำลง (ที่ไม่ใช่พุตตาล)
- READ อย่าลืมทัดดอกไม้ก่อนหอน
- READ พลาดท่าเสียของดี
- READ เมื่ออเมริกันฝันหาคุก
- READ กำแพงขาวดำในเมืองสนธยา
- READ บ้านหลอกผีที่ไม่มีวันสร้างเสร็จ
- READ ขี้หมาพารวย
- READ อาหารสันหลังยาว
- READ โลกนี้ยังมีมนุษย์ถ้ำ
- READ ฮาร์ดไซเดอร์..หอมผลไม้ในฟองเบียร์
- READ อาณานิคมล่องหน
- READ ผู้ปรีชาชาญนั้นผลิตเบียร์
- READ ฤดูหนาวอันยาวนานในเทศกาลแห่งความสุข
- READ อุรังอุตังเฒ่า..เราจะคิดถึงเธอ
- READ มลรัฐวูล์ฟเวอรีน
- READ ประโยชน์ของเบียร์ที่เมียไม่รู้
- READ โลกทับซ้อนของคนสองแผ่นดิน
- READ เมียบังเกิดเกล้า
- READ จับงูบูชาพระเจ้า
- READ ภาษามหาระทวย
- READ อินเดียนแดงที่โลกลืม








