กรุ่นกลิ่นผกาแก้ว บทที่ 4 : อวลกลิ่นดอกแก้ว (2)

กรุ่นกลิ่นผกาแก้ว บทที่ 4 : อวลกลิ่นดอกแก้ว (2)

โดย : ชีวาพร

Loading

กรุ่นกลิ่นผกาแก้ว โดย ชีวาพร เรื่องราวของสองพี่น้องที่ชีวิตแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งใบหน้างดงามโดดเด่นเป็นที่ปรารถนาของผู้คน อีกคนใบหน้าสามัญและยังมีชะตากาลกิณีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ชีวิตของทั้งคู่จะดำเนินไปในทิศทางใด อ่านเรื่องราวของพวกเธอได้ในเว็บไซต์อ่านเอา anowl.co และเพจ anowldotco

หลังจากขายของในกระจาดคานหาบหมด ปราบก็เดินมาส่งแก้วที่ท่าน้ำข้างตลาดน้อย เมื่อสบนัยน์ตากลมใสก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะเอ่ยถามถึงเรื่องใด

“คุณหุ่นท่านเรียกหา เห็นว่าท่านไม่สบายกินกระไรไม่ค่อยได้จึงอยากลิ้มรสฝีมือของอดีตคนสนิท”

คุณหุ่นคือ ภริยาเอกของจมื่นเมฆ เป็นบุตรีของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติฯ หรือที่ผู้คนทั่วไปกล่าวขานนามว่า สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ตัวคุณหุ่นนั้นตั้งแต่เล็กเติบโตอยู่ในเรือนหลังใหญ่ รอบกายมีบ่าวไพร่รับใช้เอาอกเอาใจมากมาย ทว่าคนที่เธอสนิทไว้ใจกลับมีเพียงสาย ลูกสาวของนางเจิมแลลุงเพิ่มบ่าวในโรงครัว นั่นเพราะตอนที่คุณหุ่นอายุสิบขวบได้แอบไปวิ่งเล่นท้ายเรือนจนพลัดตกน้ำ ในขณะนั้นนางสายกำลังปีนต้นมะม่วงแล้วเห็นเธอกำลังตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ นางสายจึงรีบกระโจนลงไปช่วยเธอ นับจากนั้นคุณหุ่นก็เรียกหาแต่เพียงนางสายเท่านั้น

ชีวิตของฉันได้สายช่วยไว้ สายไม่เพียงเป็นสหายแต่ยังเป็นคนที่มีบุญคุณต่อฉันด้วย

ถ้อยคำนี้ของผู้เป็นนายทำให้หัวใจของนางสายซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ กล่าวสัตย์สาบานอยู่ในใจจักภักดีต่อคุณหุ่นเท่าชีวิต

เดิมทีบิดาแลมารดาของนางสายนั้นเป็นทาสในเรือนของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติฯ ท่าน ดังนั้นหากเอ่ยถึงสถานะนางสายก็นับเป็นลูกทาส ชั่วชีวิตหากไร้คนมาไถ่ตัวก็มิอาจหลุดพ้นจากสถานะนี้ ทว่าเพราะเป็นคนสนิทของคุณหุ่น เมื่อนางสายอายุสิบหก นายปริกชายคนรักก็ได้นำเงินถึงสี่สิบบาทมาไถ่ตัวเธอปลดแอกให้เป็นไท เพียงแต่ไพร่สามัญทั่วไปจักมีเงินมากเพียงนั้นได้อย่างไร ทั้งหมดล้วนเป็นความเมตตาจากคุณหุ่นท่านทั้งสิ้น

ฉันมิเคยเห็นสายเป็นทาส ในใจฉันสายคือสหายสนิท เงินทองให้มากเพียงใดก็เทียบค่าสายไม่ได้

เป็นคำพูดของคุณหุ่นที่นางสายสลักเอาไว้ในใจ ดังนั้นในทุกเจ็ดวันนางสายจะไปที่เรือนของจมื่นเมฆอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้งเพื่อรับใช้คุณหุ่น ปราบที่ยังเยาว์วัยจึงตามติดมารดาไปวิ่งเล่นที่เรือนของจมื่นเมฆอยู่เป็นนิจ และเพราะความเฉลียวฉลาด มีฝีมือจึงต้องใจจมื่นเมฆให้เอ็นดู ส่งเสริมให้เรียนอ่านเขียน หมัดมวย เพลงดาบร่วมกับคุณริ้วบุตรชายคนโตของท่าน

“พี่ปราบไม่ต้องไปส่งฉันดอก เร่งกลับไปฝึกดาบเถิด”

เสียงหวานเอ่ยบอกเมื่อปราบตั้งท่าจะลงเรือมาด้วยอีกคน แต่คนถูกห้ามกลับมิได้ฟังความ ไม่เพียงก้าวเท้าลงเรือ ยังหยิบไม้พายมาจ้วงออกแรง เป็นเช่นนี้แล้วแก้วก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว นั่งนิ่งไม่เอ่ยห้ามอีก

“พี่ปราบทำเช่นนี้ มิกลัวพ่อครูดุเอาหรือ”

“พ่อครูเป็นคนใจกว้าง อย่างมากก็ซักถามความไม่เกินสองประโยค ห่วงแต่เอ็งเถิดแขนเล็กแค่นี้กว่าจะพายเรือถึงเรือนน้าชบาคงได้โมโหหิวกันพอดี”

เมื่อเอ่ยถึงผู้ใหญ่เรือนของหญิงสาวในใจของปราบก็รู้สึกหงุดหงิดนัก ตั้งแต่แก้วหกขวบก็ถูกคนเป็นน้าใช้งานอย่างหนัก ทั้งงานในสวน งานในเรือนล้วนตกเป็นหน้าที่คนตรงหน้าหมดเสียทุกอย่าง ทว่าพายเรือมาได้ไม่นานนัก ตัวเรือก็โคลงเคลงขึ้นมา ปราบสังเกตเห็นผิวน้ำกระเพื่อม สวนแรงเรืออย่างผิดปกติก็หยิบมีดสั้นใต้ท้องเรือขึ้นมาเสียบไว้ที่ชายพก

“แม่แก้วจับเรือไว้ให้มั่น”

ปราบกวาดตามองรอบตัวอย่างระมัดระวังก่อนจะสะดุดกับเงาร่างของคนบนตลิ่ง

“ไอ้ทด!”

หากแต่ไม่ทันได้คิดหาวิธีรับมือ เรือก็พลิกคว่ำลง สองร่างพลันตกลงสู่กลางสายแม่น้ำ

“แม่แก้ว!”

ทันทีที่โผล่พ้นผิวน้ำ ปราบก็มองหาแก้วพร้อมกับตะโกนร้องเรียกดังลั่น กรามหนาบดขบกันแน่น เมื่อเห็นว่าแก้วกำลังถูกทดกอดรัดลากขึ้นฝั่ง หากแต่ยามที่เขาหมายใจจะว่ายน้ำไปช่วยคนกลับถูกคนของทดมาขวางทางเอาไว้อยู่กลางแม่น้ำ

“หลีกไป!”

“คนเขากำลังจะมีความสุขกัน มึงจะไปขวางทำไมวะไอ้ปราบ”

ขาว หนึ่งในลูกน้องของทดเอ่ยเสียงขบขัน ก่อนจะหันไปหัวเราะกับพรรคพวกอีกสามคน

“กูบอกให้หลีกไป!”

ปราบตวาดเสียงเหี้ยม มองลูกน้องของไอ้ทดด้วยสายตาเข้มดุ ภายในใจร้อนดั่งมีไฟโลกันตร์กำลังแผดเผา ยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของแก้วแล้ว ความอดทนก็ขาดสะบั้นลงทันที หยิบมีดสั้นออกมาจากชายพกแล้วตวัดไปเบื้องหน้าในทันที

“หากพวกมึงยังไม่หลีก ก็อย่ามาหาว่ากูไม่ไว้ไมตรี”

“ไอ้ปราบ! มึงคิดว่าเป็นศิษย์ครูยอดแล้วพวกกูจะกลัวรึ วันนี้พวกกูจะให้มึงเป็นผีเฝ้าแม่น้ำ”

แดง น้องชายของขาวชี้หน้าตวาดก้อง พวกตนมีถึงสี่คนไยต้องกลัวคนเพียงคนเดียว ทว่าปราบนั้นเป็นศิษย์มีครู วิชาการต่อสู้จึงเหนือชั้นกว่านักเลงปลายแถวตรงหน้าอยู่หลายขุม ใช้เวลาไม่นานมีดสั้นในมือก็จ้วงแทงฝากแผลลึกบนกายของคนทั้งสี่จนต้องล่าถอยว่ายน้ำหนีไปรักษาชีวิต

“ไอ้พวกเศษสวะ ไร้ประโยชน์นัก”

ทดมองเห็นคนของตนว่ายน้ำหนีปราบก็สบถด่าอย่างหงุดหงิด พลางดึงรั้งแก้วเข้าไปในพงหญ้า

“พี่ทดปล่อยฉันนะ”

แก้วเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ทั้งหวาดกลัวคนตรงหน้า ทั้งห่วงใยคนด้านหลัง พยายามแกะมือกร้านของคนหยาบช้าออกจากข้อมือตนเอง

“จะเล่นตัวไปไย หญิงกาลกิณีเยี่ยงมึงวันนี้ได้กูเป็นผัวก็นับเป็นบุญแล้ว”

ทดพูดอย่างดูแคลนพร้อมกับยิ้มเหยียด แล้วเหวี่ยงร่างที่เปียกปอนล้มกระแทกลงพื้นอย่างแรง ดวงตาเจ้าเล่ห์มองไล้ไปตามเสื้อผ้าที่เปียกน้ำจนแนบลู่ไปตามเรือนร่างอวบอิ่มของแก้วอย่างหื่นกระหาย แม้ว่าแก้วจะไม่ได้มีใบหน้างดงามและผิวกายขาวผ่องเยี่ยงผกากรองผู้เป็นพี่ ทว่าสัดส่วนเรือนกายก็นับว่าเต็มไม้เต็มมือ เห็นแล้วก็ชวนให้อยากจะจับเปลื้องผ้าดูเนื้อกายสาว แล้วย่ำยีให้สาแก่ใจยิ่งนัก เพียงแค่คิดถึงยามที่ได้ครอบครองหญิงสาว ร่างกายของทดก็เกิดแรงปรารถนารุนแรงจ้ำอ้าวเข้าไปคว้าแขนของแก้วดึงรั้งตัวเธอมาแนบชิดกาย

“วันนี้กูจะเอามึงทำเมีย ให้ไอ้ปราบมันกระอักเลือดตายอยู่กลางแม่น้ำไปเลย”

แก้วมองทดด้วยสายตาตื่นกลัว สลัดมือออกจากการกอบกุมของเขา แล้วกระเถิบหนีจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ร้องห้ามเสียงสั่นเครือ

“อย่าเข้ามานะ!”

สภาพของแก้วตอนนี้ช่างชวนให้เวทนายิ่งนัก หากแต่ในสายตาของทดภาพตรงหน้ากลับยิ่งทำให้เขากระหยิ่มใจ ยิ่งเห็นท่าทางร้อนรนตื่นกลัวจนหน้าซีด ร่างกายชายหนุ่มก็ยิ่งตื่นตัว ขยับไปดึงรั้งสไบที่เธอห่มทับเสื้อผ่าหน้ามาดอมดมอย่างหื่นกระหาย แล้วผลักเธอล้มลงนอนบนพื้นดิน ทว่าในจังหวะที่ทดกำลังโน้มตัวลงหมายทาบทับคนตื่นกลัว ที่กลางลำตัวของเขาก็มีแรงบางอย่างกระแทกจนหงายหลัง

“โอ๊ย! อีแก้ว! อีตัวกาลกิณี มึงกล้าถีบกูเชียวรึ อีหญิงแพศยา!”

ทดถูกฝ่าเท้าของแก้วถีบเข้ากลางท้องก็ร้องโวยวาย แก้วอาศัยจังหวะนี้พลิกตัวลุกขึ้นวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ปราบที่กำลังวิ่งขึ้นตลิ่งมาเห็นแก้ววิ่งออกมาด้วยท่าทางตื่นกลัวก็เร่งสาวเท้าเร็วมาหาเธอด้วยความห่วงใย

“แม่แก้ว!” วงแขนแกร่งโอบกอดร่างที่สั่นเทาพลางลูบแผ่นหลังปลอบประโลม

“เป็นกระไรหรือไม่!”

มือหนาจับต้นแขนเล็กดันออกจากอ้อมอกเล็กน้อย พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย กวาดสายตามองร่างอรชรเพื่อหาร่องรอยบาดเจ็บอย่างร้อนรน

แก้วเม้มริมฝีปากบางกลั้นเสียงสะอื้น ส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่าใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาและเนื้อตัวที่สั่นเทิ้มอย่างน่าสงสารนี้กลับยิ่งเพิ่มความเดือดดาลในใจของปราบ เขาตวัดสายตามองไปทางที่แก้ววิ่งออกมา เมื่อเห็นทดที่นอนกุมท้องร้องโอดโอยและพยายามชันตัวลุกขึ้นนั่งก็ชวนให้เดือดดาล ดวงตาแข็งกร้าวจดจ้องอย่างแค้นเคือง ขบกรามแน่น ก่อนจะปล่อยมือจากแขนเล็กก้มลงหยิบท่อนไม้แล้วก็เดินปรี่ไปหาอีกฝ่าย

ทดเห็นปราบเดินถือท่อนไม้ใบหน้าเหี้ยมเกรียมมาหาตนก็ลนลานคลานหนี

“ไอ้ปราบ! มึงจะทำอะไรกู มึงลืมไปแล้วรึ ว่ากูเป็นใคร”

ปราบยกยิ้มเย้ยหยัน พลางใช้ท่อนไม้ชี้หน้าคนที่กำลังกระถดตัวคลานหนีอย่างตื่นกลัว ไม่ต่างจากแก้วเมื่อครู่

“กูย่อมรู้ว่ามึงคือใคร…ไอ้คนจัญไร ไอ้อัปรีย์ อุบาทว์ชาติชั่ว”

พูดจบปราบก็ง้างไม้ในมือตีไปที่ท่อนแขนของทดที่ยกขึ้นมาปิดหน้า เสียงของกระดูกแขนทดแตกหัก คนเจ็บร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดดังลั่นป่า แต่ปราบไม่คิดแม้แต่จะหยุดมือ ตรงกันข้ามเขากลับกระหน่ำฟาดแบบไม่ยั้งมือ

“โอ๊ย! ไอ้ปราบ ไอ้สารเลว มึงกล้าตีกูรึ! โอ๊ย!”

ทดตะโกนร้องพลางยกมืออีกข้างปัดป้องท่อนไม้ หากแต่กลับกลายเป็นเพลานี้แขนทั้งสองข้างล้วนถูกปราบกระหน่ำตีจนหักผิดรูป

“คนอย่างมึงสมควรถูกตีให้เหมือนหมาขี้เรื้อน ไอ้ชาติชั่ว”

ปราบทั้งง้างแขนตี ทั้งยกเท้ากระทืบ โดยไม่แม้แต่จะออมแรง ทดตอนนี้ไร้หนทางปกป้องตนเองได้แต่นอนคุดคู้ร้องครวญด้วยสภาพเลือดอาบตัว

แก้วที่เห็นพี่ปราบของเธอโมโหจนขาดสติเช่นนี้ก็วิ่งเข้ามากอดเอวหนาพร้อมกับร้องห้าม

“พี่ปราบพอเถอะ พี่ปราบ…”

หัวใจของแก้วยามนี้ทั้งหวาดกลัว ทั้งตื่นตระหนกเกรงว่าปราบจะลงมือหนักไปจนทำให้ทดสิ้นลม หากเป็นเยี่ยงนั้นแล้ว ปราบย่อมต้องติดคุกติดตะรางเป็นแน่ ทว่าปราบยามนี้โกรธจนหูอื้อตาลาย ยิ่งคิดถึงภาพแก้วถูกคนตรงหน้ารังแกหยามศักดิ์ศรีเมื่อครู่ ก็ยิ่งง้างแขนตีซ้ำโดยไม่ยั้งแรง จนกระทั่งคนบนพื้นนอนแน่นิ่งเลือดท่วมตัว แม้แต่เสียงร้องก็ไม่มีให้ได้ยิน โทสะในใจของปราบจึงทุเลาลง

“พี่ปราบจ๋า…พอแล้ว…”

เสียงสะอื้นไห้แลวงแขนเล็กที่โอบรัดเอวหนา ดึงสติคนโมโหให้กลับมา

“แม่แก้ว…มิเป็นกระไรแล้ว”

ปราบหมุนตัวดึงคนที่ตัวสั่นมาโอบกอดปลอบประโลม เสียงทุ้มนุ่มนวลแตกต่างจากเมื่อครู่ราวคนละคน พลางลูบแผ่นหลังที่สั่นเทิ้มให้คลายความหวาดกลัว แก้วสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจากคนตัวโตก็ขยับตัวออกจากอ้อมแขนอีกฝ่าย ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อพบว่าที่เอวหนามีหยาดโลหิตสีแดงฉานไหลซึมจนชุ่มเสื้อ

“พี่บาดเจ็บ!”

“ไม่เป็นกระไร เอ็งเล่าเป็นกระไรหรือไม่ ไอ้ทดมัน…”

“ฉันมิเป็นกระไรจ้ะ แต่พี่…”

ดวงตากลมมองบาดแผลที่เอวหนาแล้วน้ำตาพลันคลอเบ้าอีกครั้ง ปราบยกมือขึ้นวางบนแก้มที่เปียกชื้น ใช้ปลายนิ้วไล้ซับน้ำตาพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน

“แค่ถากๆ เท่านั้น ไม่ได้ลึกมาก”

เทียบกับรอยแผลที่เขาสวนกลับให้พวกหมาหมู่ทั้งสี่คนนั้นแล้วแผลนี้ของเขานับว่าเบาบางนัก ดวงตาคมดุตวัดมองคนที่สิ้นสติอยู่ที่โคนไม้แล้วจับประคองต้นแขนแก้วไปนั่งพักที่โคนไม้ใหญ่ ก่อนจะใช้ผ้าสไบของเธอมัดมือคนที่สิ้นสติและโชกไปด้วยเลือดห้อยโหนไว้กับกิ่งไทร อีกทั้งยังใช้เศษผ้าอุดปากมันเอาไว้

“พี่ปราบมิส่งตัวพี่ทดให้ทางการหรือจ๊ะ”

“รอพี่ไปส่งเอ็งถึงเรือนก่อน แล้วค่อยกลับมาจัดการมัน”

แม้จะบอกว่ามาส่งกลับเรือน แต่เรือนที่ปราบมาส่งแก้วกลับเป็นเรือนของเขา นางสายที่กำลังเอาดอกอัญชันมาตากแห้งเห็นเรือเข้าเทียบท่าก็เดินมาดู ทันทีที่เห็นสภาพของคนบนเรือก็พลันเบิกตากว้าง ร้องอุทานด้วยความตื่นตกใจ

“คุณพระ! พ่อปราบเกิดกระไรขึ้น ไยจึงได้เลือดตกยางออกมาเช่นนี้ แล้วนี่แม่แก้วทำไมถึง…”

นางสายมองแก้วที่เปียกไปทั้งตัว ผมเผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวมอมแมมราวกับเพิ่งถูกใครฉุดคร่าไปกระทำชำเรามาก็ลำคอตีบตัน ใจสั่นระรัว หวาดกลัวว่าที่ตนคิดจะเป็นเรื่องจริง จนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยออกมา

“ไอ้ทดมันพาพวกมาล่มเรือหมายฉุดแม่แก้วไปทำมิดีมิร้าย โชคดีที่ฉันอยู่บนเรือด้วยจึงช่วยแม่แก้วไว้ได้”

“คุณพระ! เหตุใดจึงได้กระทำเรื่องต่ำช้าเยี่ยงนี้ได้กัน โถแม่แก้วของน้า ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก”

นางสายยกมือขึ้นทาบอกด้วยอาการตกใจ พลางดึงคนที่ก้มหน้าตัวสั่นมากอดปลอบประโลม

“ประเดี๋ยวฉันจะไปเอาตัวไอ้ทดส่งทางการ ฝากแม่ดูแลแม่แก้วด้วยนะจ๊ะ”

“พี่ปราบมิทำแผลก่อนหรือจ๊ะ” แก้วเห็นคนเจ็บตั้งท่าจะหันหลังกลับลงเรือก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“ไม่เป็นไรแผลมิได้ลึกมาก อีกอย่างเลือดก็หยุดไหลแล้ว”

พ่อปราบตอบพลางก้าวขาลงเรือ ก่อนพายเรือออกไปยังไม่ลืมเอ่ยกำชับคนบนท่าน้ำ

“คืนนี้แม่แก้วก็นอนเสียที่เรือนพี่ รอทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงค่อยกลับเรือนเล็กเข้าใจหรือไม่”

“จ้ะ”

แม้การพักค้างอ้างแรมที่เรือนของผู้อื่น โดยเฉพาะบุรุษที่ยังมิมีแม่เรือนเยี่ยงปราบจะไม่เหมาะสมสำหรับแม่หญิงเช่นแก้ว แต่แก้วรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายกระทำเช่นนี้เพราะห่วงใยเธอ ไม่ได้มีเจตนาทำเรื่องให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ดังนั้นจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย



Don`t copy text!