สื่อสังหรณ์ บทที่ 13

สื่อสังหรณ์ บทที่ 13

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 13-

พระเพลิงพิโรธโหมกระหน่ำ ระเบิดดังตามห้องต่าง ๆ สรรพเสียงอื้ออึง เปลวไฟแลบเลียภายในตึกโรงพยาบาลราวกับลิ้นมรณะตามล่าเสพวิญญาณผู้คน

ชายหนุ่มร่างใหญ่ใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำโพกหัว เข็นรถภรรยาสาวคลุมผ้าห่มเปียกฝ่ากองไฟตรงไปยังห้องเด็กอ่อน หวังช่วยทารกน้อยบุตรของตน

…ภูดลเห็นภาพนี้อีกแล้ว…ความฝันอันน่าสลด เคยพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยก็คว้าแค่ความว่างเปล่า ทำได้เพียงเฝ้าดู ถึงอย่างนั้นไม่เคยท้อถอย ทุกครั้งที่กลับมาต้องพยายามแทรกเข้าไปช่วยทุกครา…

ควันลอยโขมงสองสามีภรรยาใกล้ถึงห้องเด็กอ่อน ทว่า…ครืนนน…พื้นที่เหยียบทรุดฮวบ ทั้งคู่ร่วงสู่ชั้นล่างที่มีทะเลเพลิงรอรับอย่างน่าหวาดหวั่น

…คนเป็นลูกยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แม้รู้ว่าไร้ประโยชน์…

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น…มือซ้ายขวาสองข้างยื่นมาจากกลุ่มควัน คว้าแขนสองสามีภรรยาทันท่วงที พร้อมกับดึงขึ้นมาง่ายดายราวกับไม่ต้องออกแรงใด ๆ

เปลวเพลิงหยุดนิ่ง ไร้เสียงระเบิด กระทั่งกลุ่มควันยังไม่เคลื่อนไหว กาลเวลาหยุดเดินชั่วขณะ

ร่างบิดามารดาเบาหวิว สามารถแบกขึ้นบ่าคนละข้างโดยไม่หนักแรง จากนั้นวิ่งออกจากตึกใกล้ถล่มตรงไปสนามหญ้าเบื้องนอก

…นี่เป็นสิ่งที่ภูดลต้องการทำมาตลอดชีวิต ช่วยพ่อแม่ออกจากกองไฟ แม้เพียงในฝันก็ยังดี!…

ความฝันไม่อาจควบคุมบังคับได้ ที่ผ่านมาไม่เคยสำเร็จ…จนถึงวินาทีนี้…ไม่เข้าใจเช่นกันทำได้เพราะอะไร

 

สามคน…พ่อแม่ลูกยืนมองหน้ากันใต้แสงดาวระยิบพราย กลางสนามหญ้ากว้างโล่งไร้ขอบเขต ไม่มีตึกถล่มเพลิงไหม้ ไม่มีเสียงร่ำร้องโหยหวนปริเวทนา

มันคือดินแดนฝันที่พวกเขาพบหน้าพูดจากัน…เป็นครั้งแรก

ลำคอภูดลตีบตันพูดอะไรไม่ออก ต่อให้เคยฝันเห็นพวกท่านหลายครั้ง ล้วนเฝ้าดูห่าง ๆ ไม่เคยประจันหน้า สัมผัสใกล้ชิดขนาดนี้

“ลูกเราโตแล้วนะ” พ่อพูดคนแรก แววตาฉายความภาคภูมิใจ

“ใช่จ้ะ ก้อนดินที่รวมหัวใจพวกเราไว้ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง งดงาม” เสียงแม่นุ่มนวลอ่อนหวาน

“พ่อ…แม่…” ภูดลเอ่ยวาจาได้เพียงเท่านี้

“พ่อขอโทษที่ปล่อยให้ลูกลำบากขนาดนี้”

“ไม่หรอกครับ ผมทนไหว”

“แม่ก็ขอโทษที่ไม่เคยดูแล อยู่ใกล้ชิดเลย”

“ผมฝันเห็นพ่อแม่ตลอด รู้ว่าพ่อแม่รักผมขนาดไหน นั่นก็พอแล้วครับ”

“พ่อก็รู้ว่าลูกเห็นพวกเรา แต่ไม่สามารถติดต่อกันได้”

“ผมอยากช่วยพ่อแม่เหลือเกินแต่ไม่เคยทำได้สักที”

“ไม่ใช่ความผิดลูกหรอก ตราบใดปริศนาความลับที่ตึกหลังนี้ถล่มยังไม่คลี่คลายในใจ ลูกก็ยังช่วยพ่อแม่ไม่ได้”

คำอธิบายของแม่ช่วยให้ความสงสัยค้างคาในใจหลุดออก

“จริงสิ…คุณดุจดาวแม่เจ้าแทนยอมบอกแล้วว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น ความสงสัยในใจผมก็คลี่คลาย แล้วก็ไม่นึกติดใจเอาความพ่อเจ้าครามด้วย”

“จ้ะ…เมื่อสิ่งค้างคาในใจมันหลุดออก ลูกถึงเชื่อมต่อกับพวกเราได้”

“แต่เรื่องที่ลูกควรรู้ยังมีมากกว่านั้นอีก” พ่อบอก

“อะไรครับ” ภูดลสงสัย

พ่อไม่พูดอะไรมาก แค่กวาดมือไปยังสนามหญ้าเบื้องหน้า ก็ปรากฏภาพในห้องคนป่วยซึ่งตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียง

ที่นั่น…ณคราม แทนนที เพลงทราย ลิ่วลมอยู่ครบ…

 

ภูดลได้ยินเสียงสนทนาตั้งแต่ต้นจนจบ ทราบว่าณครามเปิดเผยความลับในใจอย่างไร ก่อนทิ้งวาจาสุดท้ายเอาไว้

‘กูไม่มีวันให้อภัยตัวเอง’

ภาพนิ่งแช่ไว้แค่นั้น คลื่นความเจ็บปวดเสียใจแผ่ออกมากระทบ จนวิศวกรหนุ่มอยากทะลุเข้าไปเพื่อปลอบโยนเพื่อนสนิท

“ลูกโกรธเขามั้ย” แม่ถามเบา ๆ

“ผมจะโกรธเพื่อนที่ถูก ‘สำนึกดี’ ทำร้ายจนเป็นทุกข์ขนาดนี้ได้ยังไงครับ”

“แล้วโกรธพ่อเขาหรือเปล่า” คราวนี้บิดาถามบ้าง

ภูดลนิ่งอั้น ถึงปากจะบอกว่าไม่ติดใจเอาความ แต่ข้างในย่อมมีความโกรธเคืองอยู่

…คนคนนั้นจะทราบหรือไม่ ว่าทำให้หลายครอบครัวต้องพลัดพราก ประสบความสูญเสียขนาดไหน…

เพราะณครามเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง เป็นคนที่ภูดลอภัยได้ทุกเรื่อง ทำให้เขาไม่กล้าเกลียดชังบิดาแท้ ๆ ของเพื่อน

“รู้มั้ยว่า…คนเป็นพ่อแม่จะทุกข์ทรมานใจแค่ไหน ที่เห็นลูกอยู่ข้างหน้า แต่ไม่สามารถเข้าไปโอบอุ้มดูแลได้”

คำพูดของแม่สะกิดใจชายหนุ่ม รู้สึกว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้มีความซับซ้อนเกินธรรมดา

“ใครเป็นคนจ้างพ่อณครามกันแน่ครับ”

แม่ยิ้มเมื่อรู้ว่าลูกชายตั้งคำถามถูกต้อง

“มันเป็นองค์กรร้ายแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้พ่อที่รักลูกมากคนหนึ่งต้องยอมตัดใจ ปล่อยให้ลูกเป็นเด็กกำพร้าโดยไม่เข้าไปแสดงตัว เพราะกลัวลูกจะเป็นอันตราย”

“องค์กรร้าย…” ภูดลพึมพำ “พวกที่อยู่เบื้องหลังวางแผนทำให้ตึกถล่ม เป็นองค์กรแบบไหนกันครับ”

ถามด้วยความคับแค้น

“หลานสาวพยาบาลปรานีสามารถให้คำตอบลูกได้จ้ะ”

พอแม่บอกอย่างนั้น ภูดลแทบอยากกลับไปยังห้องคนป่วยทันที

“อย่าเพิ่งเลย ตอนนี้มีบางคนอยากเจอลูก” พ่อบอกอย่างรู้ใจ

“ใครครับ”

บิดามารดายื่นมืออกมา ชายหนุ่มส่งมือให้จับด้วยความมั่นใจ

สถานที่รอบกายเปลี่ยนแปลงฉับพลัน จากท้องฟ้ามืดมิด ดวงดาวดารดาษแพรวพราว กลายเป็นฟากฟ้าสว่างใส ปุยเมฆขาวลอยฟ่องคล้ายลำเรือบนมหาสมุทร

ที่แห่งนี้ภูดลคุ้นเคยดี…ดาดฟ้าตึกสามชนะ

—————–      —————-      ——————

รุ่งเช้า หลังเข้าตรวจด้วยเครื่อง MRI ภูดลยังไม่ฟื้น ผลออกมาปกติไม่มีปัญหาภายในสมองหรืออวัยวะส่วนอื่น เพียงแต่ร่างกายหลับลึกคล้ายต้องการพักผ่อนเต็มที่

เพลงทรายโทรศัพท์แจ้งเรื่องอุบัติเหตุ และลางานกับทางบริษัทให้วิศวกรหนุ่มเรียบร้อย ซึ่งทางนั้นไม่มีปัญหา เนื่องจากณครามปล่อยคลิปอุบัติเหตุเมื่อวานทางโซเซียลตั้งแต่ยังไม่สว่าง เพื่อให้สังคมช่วยตามล่าคนร้ายก่อนแล้ว

จากนั้นหญิงสาวค่อยโทรบอกลุงดิบถึงเรื่องราวที่เกิดทั้งหมด

พอฟังจบผู้อำนวยการบ้านแสงเทียนถอนใจเบา ๆ

“เอาเถอะพวกมันโตกันแล้ว ไม่นานคงเคลียร์ได้ ส่วนเราจะเฝ้าเจ้าดินมันที่โรงพยาบาลต่อก็ไม่เป็นไร ฟื้นเมื่อไหร่โทรบอกลุงด้วย”

“ทรายขอโทษค่ะ ที่จริงตั้งใจกลับไปช่วยลุงดิบเตรียมงานทำบุญบ้านแสงเทียนเหมือนกัน”

“เออ มันไม่มีอะไรแล้ว เราเตรียมงานล่วงหน้าตั้งนาน ติดต่อแจ้งข่าวพวกบริษัทผู้อุปถัมภ์หมดแล้ว ส่วนพวกเด็กเก่าที่ออกไปก็รู้วันเวลาเรียบร้อย ที่เหลือไม่มีอะไรมากหรอก”

ผู้อาวุโสพูดอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องหนักหนา

“ทรายฝากลุงดิบไว้ก่อนนะคะ ถ้าดินฟื้นเมื่อไหร่ ออกจากโรงพยาบาลเรียบร้อยจะรีบกลับค่ะ”

วางสายโทรศัพท์ มองชายหนุ่มบนเตียงด้วยแววตาอ่อนโยน มือลูบเคราสากเขียวที่เพิ่งขึ้นบนแก้มนั้นเบา ๆ

ทำไมเธอถึงไม่รักชายคนนี้ คนที่มั่นใจว่าเขาจะไม่มีวันก่อกำแพงหัวใจ ต่อให้รู้ว่าเพื่อนรักก็มีใจให้เธอเหมือนกัน!

ถ้าเธอรับรักภูดล…เขาจะกล้าปล่อยให้ณครามเจ็บปวด เพราะรู้ว่าเพื่อนสามารถเยียวยาหัวใจตัวเองได้ ดีกว่าปล่อยให้ความรักยืดเยื้อ…เจ็บปวดทั้งสามคน

อาจเพราะหัวใจเธอเลือกแล้ว…และยากเปลี่ยนแปลง กลับกลาย ความเจ็บปวดจึงเป็นเหมือนเสี้ยนหนามเล็ก ๆ แทงใจจนถึงตอนนี้

ประตูห้องถูกเคาะ หญิงสาวคนหนึ่งยืนรอหน้าประตูด้วยอาการกึ่งขลาดกึ่งกล้า

“น้องหลิว เข้ามาสิจ๊ะ” เพลงทรายทักทายพลางเดินไปจูงมือเข้าห้องอย่างสนิทสนม

ลิ่วลมปล่อยให้ถูกจูงจนถึงหน้าเตียงชายหนุ่มค่อยเอ่ยปากถาม

“พี่ดินเป็นยังไงบ้างคะ”

รอยกังวลจาง ๆ แตะบนใบหน้าเพลงทราย

“ยังไม่ฟื้นเลยจ้ะ ตรวจ MRI แล้วผลปกติดีทุกอย่าง หมอเลยให้นอนพักดูอาการสักระยะ แต่พี่ว่า…ดินคงถือโอกาสนี้นอนพักผ่อนชาร์ตแบตให้เต็ม เพราะที่ผ่านมาเขาทำงานหนักและเหนื่อยมากเหลือเกิน”

วาจาที่พูดแสดงถึงความผูกพัน รู้จักคนบนเตียงอย่างลึกซึ้ง

“ค่ะ” ลิ่วลมตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงชื่นชมแล้วถามถึงชายหนุ่มอีกคน “เอ่อ…คุณณครามมาหรือยังคะ”

เพลงทรายถอนใจเหลือบมองคนป่วยแวบนึงก่อนตอบ

“คงไม่มาหรอก”

“อ้าว…” ลิ่วลมประหลาดใจกับคำพูดแสดงความมั่นใจขนาดนั้น

พอเห็นสีหน้าผู้มาใหม่ เพลงทรายหัวเราะเบา ๆ พามานั่งคุยข้างเตียงคนป่วย

“เมื่อคืน ครามบอกชัดแล้วว่า ‘ไม่ให้อภัยตัวเอง’ เพราะฉะนั้น เขาไม่กล้ามาโรงพยาบาลแน่”

“ทำไมคะ เรื่องนี้คุณครามไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นเรื่องของคนรุ่นก่อน ทั้งพี่ดิน และพี่แทนก็ไม่ติดใจกล่าวโทษ แถมยังเป็นห่วงความรู้สึกเพื่อนอีก…อันที่จริงตัวเขาเองก็นับว่าเป็นผู้เสียหายได้เหมือนกัน” ลิ่วลมอดเถียงแทนไม่ได้

“เพราะครามไม่เหมือนใคร” เพลงทรายพูดแล้วมองหญิงสาวข้างกายด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ “สังเกตมั้ย ทำไมหลิวถึงเรียกดิน กับแทนว่า ‘พี่’ ได้ แต่ไม่กล้าใช้คำนี้กับคราม”

เมื่อคืนหลังณครามออกจากห้องคนป่วย เพลงทราย แทนนที ลิ่วลมอยู่คุยจนดึก จึงไม่มีความลับใดต่อกัน ลิ่วลมบอกเรื่องตนส่งอีเมลให้ชายหนุ่มทั้งสาม มีสองคนตอบรับนัดหมาย แต่ณครามกลับสอดจดหมายเตือนไว้ใต้ประตูห้องเธอ

ระหว่างการพูดคุย เพลงทรายสังเกตว่าหญิงสาวสนิทใจกับสองหนุ่มที่พบหน้ากันมาก่อน แต่กับณครามกลับมีอาการเกร็งเกรง สร้างระยะห่างทั้งที่อีกฝ่ายใช้สรรพนามในจดหมายว่า ‘พี่’ เช่นเดียวกับภูดล แทนนที

“เอ่อ…” เจอคำถามนี้ลิ่วลมตอบไม่ถูก “คงเพราะเคยพบกับพี่ดิน พี่แทนมาก่อนแล้ว ส่วนคุณครามเพิ่งเห็นหน้าครั้งแรกเมื่อคืน”

“ไม่ใช่หรอก” เพลงทรายค้าน “ต่อให้เจอกันอีกกี่ครั้งพี่ว่าหลิวก็ยังไม่กล้าเรียกเขาว่าพี่อยู่ดี”

“ทำไมคะ”

“เพราะครามชอบก่อกำแพงปิดกั้นตัวเองไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว” พูดแล้วแววตาฉายรอยเศร้าจาง ๆ

“เมื่อคืน ครามบอกว่าเจอพ่อเขาแล้ว ช่วยให้กลับเมืองไทยสำเร็จ…แต่พี่เชื่อว่าครามไม่มีทางสนิทใจกับพ่อแท้จริงได้ง่าย ๆ หรอก…อาจไม่ยอมเรียกว่า ‘พ่อ’ ต่อหน้าด้วยซ้ำ”

ลิ่วลมฟังแล้วสัมผัสถึงความอ้างว้างในจิตใจณครามจนรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย

เพลงทรายมองหน้าสาวรุ่นน้องอย่างเข้าใจก่อนพูดต่อ

“แต่หลิวรู้มั้ย การที่เขาแทนตัวเองในจดหมายว่า ‘พี่’ แบบเดียวกับดิน แทนน่ะ เพราะเขารักเอ็นดูหลิวเหมือนน้องคนนึงจริง ๆ”

“จริงหรือคะ”

“จริงสิ คนอย่างครามไม่ให้ความสนิทสนมใครง่าย ๆ หรอกนะ”

คนฟังอดปลื้มใจลึก ๆ ไม่ได้

เพลงทรายย้ำในอีกประโยค

“พวกแก๊งเด็กเดนตาย รักบูชาพยาบาลปรานีเหมือนแม่จริง ๆ ความรักนั้นสามารถถ่ายทอดมาถึงหลิวไม่ยากเลย”

“ขอบคุณค่ะ…ถ้าป้าปรานียังอยู่คงดีใจ และอาจช่วยให้คุณครามไม่รู้สึกผิดขนาดนี้”

ลิ่วลมยังติดใจปัญหาของอาจารย์หนุ่มอยู่

“สามคนนั่นเติบโตมาจากที่เดียวกันก็จริง แต่ครามมีนิสัยแตกต่างจากเพื่อนเยอะมาก เขาดูเย็นชา ไม่สนใจคนอื่น ทั้งที่จริงไม่ใช่คนเข้มแข็งขนาดนั้น ยิ่งกับคนที่รักและผูกพันจะมีความอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ”

“ยังไงคะ” หญิงสาวยังไม่เข้าใจ

เพลงทรายนิ่งคิดทบทวน เรียบเรียงวาจาให้ง่ายขึ้น

“เวลาครามรักใครรักจริง รักมากแคร์ความรู้สึกอีกฝ่ายมาก ถ้าทำอะไรผิดต่อคนคนนั้นเขาจะรู้สึกผิดมากกว่าคนอื่น ต่อให้อีกฝ่ายให้อภัย ไม่ถือโทษ ใจเขาก็ยังไม่ยอมถอนความรู้สึกผิดออกไป…เชื่อเถอะว่า…เมื่อคืนหลังจากความลับต่าง ๆ ถูกเผยออกมา…ครามต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวที่ไหนสักแห่งแน่”

ท้ายเสียงแฝงความเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด

“พี่ทราย…รักคุณครามใช่มั้ยคะ” ลิ่วลมอดถามไม่ได้

“จ้ะ…พี่รักเขา” ตอบโดยไม่ปิดบัง “เขาก็รักพี่นะ…แต่น้อยกว่ารักเพื่อนทั้งสองคน”

“หา…” ลิ่วลมอุทาน อดคิดไปอีกด้านไม่ได้

เพลงทรายเข้าใจความหมายในคำอุทานนั้นจึงหลุดเสียงหัวเราะพรืดใหญ่

“ความรักของพวกแก๊งเด็กเดนตาย มันไม่เหมือนอย่างพวก ‘สาววาย’ เขาจิ้นให้ผู้ชายรักกันหรอกจ้ะ” พูดแล้วอดขำเองไม่ได้

“พี่จะเปรียบเทียบยังไงดีนะ” เพลงทรายพยายามหาเรื่องราวมาเปรียบเทียบ “หลิวเคยดูหนังบู๊ของจอห์น วูในยุค ๘๐-๙๐ อย่าง ‘โหด เลว ดี’ หรือ ‘กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกะโหลก’ หรือเปล่า”

ถามอย่างไม่มั่นใจว่าหนังจีนที่ตนเองเคยดูแบบม้วนวิดีโอแผ่นวีซีดีสมัยเด็กจะยังมีคนรู้จักอยู่

“เคยค่ะ” ลิ่วลมไม่อธิบายว่าตนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ศึกษาเรื่องราวอดีตมาทำสารคดี ย่อมผ่านตาเคยดูหนังจีนเก่า ๆ พวกนี้มาแล้ว

“นั่นแหละ ผู้ชายพวกนี้เขารักกันแบบนั้น แบบพี่น้องเพื่อนตาย ต่างจากที่เขารักผู้หญิง คนที่อยากทะนุถนอม สร้างครอบครัวด้วยกัน”

“แล้ว…พวกเขาเคยมีแฟนกันมั้ยคะ” ถามเพราะเท่าที่ติดตามสืบเสาะยังไม่พบว่าพวกเขาคบใครจริงจัง

“แทนเคยมีนะ สมัยตอนเป็นนักกีฬาดาวรุ่งใหม่ ๆ” เพลงทรายตอบอย่างนั้น ใจลิ่วลมกระตุกวูบทันที

“ยังไงคะ” พยายามระงับเสียงไม่ให้แสดงความอยากรู้เกินไป

“คบกันได้ระยะนึงก็เลิก ผู้หญิงเขาทนกับความเอาใจใส่น้อย ไม่ค่อยมีเวลาของแทนมันไม่ได้” เพลงทรายพูดแล้วหัวเราะขำ ๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น

“แทนมันเฮิร์ทไปพักใหญ่ พวกพี่ยังแกล้งแซวเลยว่า…ที่เลิกกันเพราะผู้หญิงเขาถามหรือเปล่าว่า…ระหว่างฟุตบอล กับตัวเขา…แทนจะเลือกใคร”

“คนที่รักพี่แทนจริง คงไม่ถามอย่างนั้นหรอกค่ะ” ลิ่วลมหลุดปากอย่างห้ามไม่ทัน

“นั่นสิ” เพลงทรายพูดด้วยแววตายิ้ม มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างอ่านความรู้สึกออก “หลิวยังไม่กล้าถามเลยใช่มั้ย”

“เอ่อ…ไม่ใช่นะคะ ไม่เกี่ยวกัน” ลิ่วลมรีบปฏิเสธ

เพลงทรายหัวเราะเปลี่ยนเรื่อง

“ตอนถูกครามปฏิเสธ…พี่คิดว่าเพราะเขาเป็นห่วงความรู้สึกดิน…รู้สึกว่าตัวเองได้รับโอกาสดี ๆ มากกว่าเพื่อนเลยไม่กล้าทำร้ายจิตใจกัน…เมื่อคืนถึงได้รู้ว่าสาเหตุมาจากพ่อเขาด้วย

ถ้าดินกับแทนต่อยเขาจนสลบ หรือบอกให้ไปฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด ครามมันจะรู้สึกดียิ่งกว่าเพื่อนให้อภัย ปลอบโยน และเป็นห่วงเขาเสียอีก”

ลิ่วลมกำลังจะหลุดปากถามว่า…เพราะอะไร…ทำไมถึงยอมรับการให้อภัยจากเพื่อนยากเย็นขนาดนี้…ทว่า…พอมองถึงจิตใจตนเอง คิดถึงความรู้สึกผิดที่เกิดจนต้องไปร้องห่มร้องไห้กับลุงทัศ ความเข้าใจก็บังเกิด

“บางที…ความดีของคนที่เรารัก…มันก็เสียดแทงจิตใจได้มากกว่าคนอื่น…ใช่มั้ยคะ”

ขณะพูดจิตใจลิ่วลมโปร่งโล่ง เหมือนยกความรู้สึกผิดในใจออกไป

เพลงทรายยิ้มละไม มองหญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยนรักใคร่

“หลิวเริ่มเข้าใจจิตใจพวกเขาแล้ว เดี๋ยวคงเป็นสมาชิกเด็กเดนตายได้แน่”

“ยังไม่เท่าที่พี่ทรายเข้าใจหรอกค่ะ” หญิงสาวถ่อมตัว

พอโดนย้อนแบบนั้น อดหัวเราะทั้งที่ใจเจ็บแปลบไม่ได้

“ก็เพราะเข้าใจดีนี่แหละ ถึง ‘ตัดใจ’ ไม่ได้สักที” พูดคล้ายปลงกับตัวเอง “แต่ก็ว่านะ…ถ้ามองอีกมุมนึง พวกเขาเป็นผู้ชายมหัศจรรย์กลุ่มนึงเลย…ได้รักผู้ชายแบบนี้ มันไม่น่าเสียดายอะไรหรอก”

นั่นเป็นความจริงใจที่หาก ‘เจ้าตัว’ ได้ยิน ก็คงไม่อยากปล่อย ‘ผู้หญิงมหัศจรรย์’ คนนี้ไปเช่นกัน

——————-      ——————        ——————

ดาดฟ้าตึกสามชนะ

ผู้มาคอยภูดลเป็นบุคคลไม่เกินคาดหมาย ขณะพ่อแม่หายไปคล้ายมีหน้าที่มาส่ง แล้วปล่อยลูกชายสนทนาตามลำพัง

“สวัสดีครับเฮียตง” ภูดลทักทายคนยืนรอ

ร่างเฮียตงยืนอย่างปลอดโปร่งกว่าเคย สีหน้าผ่อนคลายไม่มีร่องรอยกังวล

“ผมมาขอบคุณ”

“เรื่องอะไรครับ” เขาจำได้ว่าคดีเฮียตงไม่คืบหน้า ส่งหลักฐานไปแล้วตำรวจยังไม่ดำเนินการ

“เรื่องที่ช่วยคืนความยุติธรรม”

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ไปเอาหลักฐานออกมา…ที่เหลือให้เพื่อนจัดการต่อ”

“นั่นแหละ” ใบหน้าเฮียตงมีรอยยิ้มบาง ๆ “ฝากขอบคุณเขาด้วยที่ยอมเหนื่อยขนาดนี้”

“คดีมันจะจบเรียบร้อยหรือครับ” ถึงตอนนี้ภูดลยังสงสัย

ผู้อยู่อีกภพแสดงท่าอยากเอ่ยบางวาจา แต่พยายามเลี่ยง

“คุณตื่นเมื่อไหร่จะเข้าใจเอง”

“เราจะเจอกันอีกมั้ยครับ” วิศวกรหนุ่มอดถามไม่ได้

“ผมไม่รู้…รู้สึกแค่ตอนนี้…สบายใจ หมดห่วงครอบครัวเท่านั้นเอง” สีหน้าท่าทางผู้วายชนม์บอกเช่นนั้นจริง

“เรื่องที่เฮียอยากเจอผมมีแค่นี้เองหรือครับ” จู่ ๆ สงสัยขึ้นมา

“ผมมีอีกเรื่องจะบอก” คราวนี้แววตาเฮียตงเจิดจ้าขึ้น “ต่อให้ธนบดี ธนะวัฒน์ถูกจับดำเนินคดี คุณก็ยังวางใจไม่ได้”

“ทำไมครับ”

“คนน่ากลัวที่สุดในสามชนะไม่ใช่สองพ่อลูกนั่น”

ภูดลไม่จำเป็นต้องถามอีกฝ่ายก็พูดออกมาอย่างรวดเร็ว

“ประพนธ์…ผู้บริหารใหญ่น่ากลัวกว่าที่คุณคิด”

คนฟังนึกถึงชายชราวันเกินเกษียณ ผ่านมรสุม สมรภูมิชีวิตต่าง ๆ มามาก ต่อให้อายุขนาดนี้ เรี่ยวแรงถดถอย สมองเฉื่อยชาก็น่าจะมีเขี้ยวเล็บพอตัว

ผู้ทำร้ายลูกและหลานของเขาย่อมถูกหมายหัว…เอาคืน!

“ผมจะระวังตัวครับ” ตอบอย่างไม่ประมาท

“ขอบคุณอีกครั้ง…คุณรีบกลับไปเถอะ ยังมีภาระรอคอยอีกมาก”

ภาพดาดฟ้าตึกสามชนะค่อย ๆ เลือนหาย ภูดลรู้สึกว่าตนพักผ่อนนานเต็มที เรื่องราวต่าง ๆ ทยอยเข้ามาในความทรงจำ ถูกจัดลำดับเรียบเรียงไม่สับสน ทราบว่ามีภาระต้องไปสะสางต่อจริง ๆ

นี่อาจเป็นฝันดีครั้งหนึ่งในชีวิต…

แทนนทีได้พบครอบครัวเจอแม่แท้จริง ส่วนณครามได้ทราบว่าพ่อมีชีวิตอยู่

…ตัวเขาเองก็มีโอกาสพบ พูดคุยกับบิดามารดา…แม้ในฝันยังดี

ทว่า…ฝันดีเพียงใด ต้องตื่นขึ้นมาเผชิญความจริง

————–        ———       —————–

สี่ทุ่มเศษ ห้องผู้ป่วย

เพลงทราย ลิ่วลมกำลังเปิดดูคลิปจากโทรศัพท์มือถือ คลิปแรกเป็นอุบัติเหตุเมื่อคืนที่ณครามโพสเพื่อให้ช่วยตามหามอเตอร์ไซค์วายร้าย ซึ่งบัดนี้ยังไร้ร่องรอย

อีกคลิปเป็นข่าวการจับกุมตัวธนะวัฒน์ที่สนามบิน พร้อมออกหมายเรียกธนบดีผู้เป็นบิดามาสอบปากคำเกี่ยวกับอัฒจันทร์ถล่ม และการตายของวิศวกรอาวุโสผู้ควบคุมงาน

นอกจากนั้นในเนตยังมีการแชร์ ‘ข่าวดังในอดีต’ ตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรเกิดเพลิงไหม้จนถล่มลงมา กับข่าวเจ้าของบริษัทก่อสร้าง ‘ภราดรและเพื่อน’ ฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด

ข่าวอดีตถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบันราวกับเป็นเรื่องเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ

“ถ้าพวกนั้นมาเห็นข่าวอดีตอย่างนี้จะเป็นยังไงนี่” เพลงทรายเปรยอย่างอดไม่ได้

ขณะนี้มีบทวิเคราะห์เขียนถึงโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เทียบเคียงให้เห็นว่าแทบจะเป็นรอยเดียวกับเหตุการณ์อัฒจันทร์ถล่มปัจจุบัน อีกทั้งยังเปิดเผยข้อมูลสำคัญด้วยว่า ประพนธ์ เจ้าของสามชนะเคยเป็นหุ้นส่วนบริษัทก่อสร้างแห่งนั้น ส่วนธนบดี ลูกชายก็เป็นวิศวกรควบคุมงาน ฯ

หญิงสาวกลัวว่าผู้รอดชีวิตอย่างสามหนุ่มได้เห็นข่าว อ่านบทวิเคราะห์แล้วจะกระทบกระเทือนใจไม่น้อย

 

ลิ่วลมนิ่ง ไม่ออกความเห็น คาดเดาได้ว่า ‘ใคร’ ปล่อยข่าวอดีตและบทวิเคราะห์

เมื่อคืนหลังจากพูดคุยระบายความอัดอั้นตันใจออกไปจนหมด ลุงทัศปลอบโยนไม่กี่คำแล้วบอกเล่าถึงการพบปะพูดคุยกับมารดาบุญธรรมณคราม จนทราบเรื่องราวความลับเหตุการณ์ในอดีตทั้งหมด

สมัยนั้นวทัศเป็นนักข่าวต่างประเทศ เดินทางบ่อย ตั้งใจจะมาประจำเมืองไทยหลังแต่งงานกับพยาบาลปรานี หญิงคนรักที่คบหากันตั้งแต่เป็นนักเรียน

ก่อนเกิดเหตุเขาไปหาเธอตั้งใจคุยเรื่องแผนการแต่งงาน แล้วรอให้ออกเวรก่อนกลับพร้อมกัน

ช่วงเวลานั้นสังเกตเห็นแม่แทนนทีมายืนดูลูก พูดจากับพยาบาลในเชิงฝากฝัง คิดในใจว่าเด็กสาวคนนี้น่าจะทิ้งลูกแล้วหนีออกจากโรงพยาบาล นั่นทำให้ละเลยไม่ทันฉุกใจวาจาต่อมาซึ่งเจ้าตัวคล้ายอยากบอกเรื่องสำคัญบางอย่าง

วทัศไม่ทันคุยเรื่องแต่งงานก็โดนพยาบาลปรานีไล่กลับบ้านก่อน นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจมาตลอดชีวิต

หลังเกิดเหตุตึกถล่ม คนรักเสียชีวิตวทัศแทบคลั่ง ยิ่งบิดากลายเป็นผู้ต้องหา เขียนจดหมายสารภาพผิดพร้อมหลักฐานแล้วฆ่าตัวตาย เขาเกือบเสียสติไม่เป็นผู้เป็นคน

เพื่อนนักข่าวด้วยกันต้องลากตัวกลับไปทำงานต่างประเทศเพื่อให้ลืมเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ

วทัศทำงานเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ร่วมปีค่อยได้สติ ทบทวนเหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ แล้วพบช่องโหว่จุดน่าสงสัยมากมาย ซึ่งตนเองน่าจะมองเห็นตั้งแต่แรก ถ้าไม่ถูกความเศร้าเสียใจครอบงำจนเกือบกลายเป็นบ้าอย่างนั้น

นั่นคือจุดเริ่มต้นในการสืบเสาะหาข้อมูลที่ถูกฝัง ปิดบัง

เสียดายเริ่มต้นช้าไป หลักฐานหลายอย่างถูกเก็บเรียบ พยานหลายคนให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่แม่นยำ ต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราว หาหลักฐานได้เท่าทุกวันนี้

ทว่า การพูดคุยกับเมทินีไม่กี่ชั่วโมง กลับทราบความลับสำคัญถึงสององค์กรร้ายกาจเบื้องหลัง ซึ่งหากสืบเสาะเอง คงไม่เจอง่าย ๆ

วทัศถ่ายทอดสิ่งที่ได้ยินมาให้ลิ่วลมฟังทั้งหมด และสั่งให้หยุดไล่ล่าข้อมูล ถอนตัวจากเรื่องนี้เพื่อความปลอดภัย

หญิงสาวไม่ใช่คนดื้อรั้น ทราบความหนักเบาเรื่องราวจึงรับปาก แต่ขอมาเยี่ยมดูแลภูดลที่โรงพยาบาลชดเชยความรู้สึกผิด

 

ตลอดทั้งวันลิ่วลมอยู่โรงพยาบาลคอยสลับเวรกับเพลงทรายดูแล ‘เจ้าชายนิทรา’ ไม่สนใจเรื่องภายนอก พอเห็นข่าวอดีตและบทวิเคราะห์เช่นนี้ก็สงสัย จำได้ว่าลุงทัศรับปากเมทินีว่าจะใจเย็นอยู่นิ่ง ๆ รอวางแผนร่วมกันอีกที

แสดงว่าพอเห็นโอกาสโจมตี ‘สามชนะ’ เขาก็ลงมือทันทีโดยไม่รั้งรอ

อ่านข่าว บทวิเคราะห์จบ ลิ่วลมลอบถอนใจเป็นห่วงผู้อุปการะตน หันไปบอกกับหญิงสาวร่วมห้อง

“พี่ทรายคะ หลิวขอกลับบ้านก่อนนะ”

“กลับบ้านเหรอ” เพลงทรายดูนาฬิกา “ดึกแล้วนะ พี่คิดว่าหลิวจะนอนเฝ้าคนป่วยด้วยกันเสียอีก”

ห้องคนป่วยมีเตียงเล็กสำหรับคนเฝ้าไข้ และโซฟายาวให้คนมาเยี่ยม สองสาวไม่ลำบากหากจะค้างร่วมกัน

“ไม่เป็นไรค่ะกลับดีกว่า…เมื่อคืนก็กลับบ้านเวลานี้”

ลิ่วลมตอบสุภาพทั้งที่ในใจกระวนกระวายอยากพบหน้าลุงทัศเพื่อพูดคุยสอบถามเหตุผล

“เมื่อคืนแทนมันไปส่งนี่ พี่เลยไม่ห่วง”

“หลิวดูแลตัวเองได้ค่ะ” หญิงสาวยืนยัน…เธอดูแลตัวเองมาหลายปีแล้วด้วยซ้ำ

“แหม…ถ้าแทนอยู่ก็ดีน่ะสิ” เพลงทรายพูดอย่างขัดใจ

วาจาไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงดังจากหน้าประตู

“ดียังไงทราย” นักฟุตบอลหนุ่มยืนหน้าประตู ส่งยิ้มให้สองสาวก่อนเดินเข้ามาทักทาย

“แหม มีสาว ๆ อยู่เต็มห้องอย่างนี้ ไอ้ดินตื่นมาคงปลื้มแย่”

“สวัสดีค่ะพี่แทน” ลิ่วลมทักทายแสดงท่าเป็นเชิงจะบอกลากลับด้วย

“ดีจ้ะ…หลิวอย่าเพิ่งกลับนะ อยู่คุยกันก่อน” รอยยิ้มสว่างไสวของเขาช่วยฉุดรั้งไว้

“มาได้ไงนี่” เพลงทรายแปลกใจ “ไหนบอกว่าวันนี้มีซ้อม เลยรีบไปแต่เช้า”

“ซ้อมเสร็จแล้วเลยขอเขาออกมา…อ้างว่าจะไปเอารถที่จอดซ่อมไว้เมื่อวาน…รับรถเสร็จก็มาที่นี่ต่อเลย…ไอ้ดินเป็นยังไงบ้าง”

ชายหนุ่มอธิบายยืดยาว ก่อนจบด้วยคำถาม

“ทรายไลน์บอกผลตรวจ MRI ตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้วไง ไม่ได้อ่านเหรอ”

“อ่านแล้ว แต่อยากรู้อาการปัจจุบัน”

“ยังไม่ตื่นเลย นอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่นั่นไง” พูดเป็นเชิงเล่นได้เพราะนายแพทย์ยืนยันผลว่าเขาไม่ได้อยู่ในสภาพ ‘หลับไม่ตื่น’ แน่นอน

“งั้นต้องมีเจ้าหญิงมาจูบหน่อยมั้ง…ใครจะสมัครดี…ทรายหรือหลิว” แทนนทีมองสองสาวเชิงหยอกล้อ

“ถ้าเป็นทราย ไม่รู้ว่าจะตื่นหรือไม่ยอมฟื้นกันแน่” เพลงทรายหัวเราะ “ถ้าให้ดี…แทนไปจูบเองดีกว่า”

“เอางั้นเหรอ” นักฟุตบอลหนุ่มไม่ปฏิเสธ

สองสาวหัวเราะ แทนนทีไม่ทันขยับตัวก็มีเสียงแผ่ว ๆ ดังจากบนเตียง

“ไม่ต้องมาจูบกูเลยไอ้แทน…เดี๋ยวอ้วก!”

ภูดลลืมตาตื่น สามารถเอนพิงหัวเตียง ส่งรอยยิ้มให้แทนนที เพลงทราย ก่อนสายตามาหยุดที่ลิ่วลม

“หลิว…อยู่ด้วยเหรอ…ดีจริงพี่มีเรื่องอยากถามเราเยอะเลย”

ลิ่วลมสะดุ้งเฮือก แววตาอดีตเจ้าชายนิทราดูคล้ายทราบเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย จนรู้สึกว่าตนเองไม่อาจปิดบังความจริงใดจากเขาได้เลย

ณครามกำลังขับรถกลับจากศูนย์วิจัย ตอนได้รับข้อความทางไลน์

‘ภูดลรู้สึกตัวแล้ว อาการปกติดี’

รอยแช่มชื่นยินดีผ่านบนใบหน้า ลบเลือนความเคร่งเครียดชั่วคราว

เพลงทรายพูดถูก…ณครามไม่ไปเยี่ยมภูดลแน่…แต่ใช่ว่าไม่เป็นห่วง ไม่สนใจ เขาขอให้นายแพทย์ที่ดูแลคนป่วยช่วยส่งข้อความบอกอาการเพื่อนรักเป็นระยะ

ยินดีกับผลตรวจร่างกายภูดลไม่นาน คลื่นความกังวลก็ผ่านเข้ามาในใจอีกครั้ง

บทสนทนาระหว่างตนเองกับศาสตราจารย์คมกฤษณ์เมื่อตอนเย็นยังชัดเจน

“เรื่องที่คุณคุยกับผมหลังที่ประชุมเมื่อวาน ท่าจะเป็นจริงแล้วนะ”

“เรื่องอะไรครับ” ถามทั้งที่ใจเริ่มหวั่น

“เรื่องที่มีบาง ‘องค์กร’ ไม่อยากให้เราทำโครงการดับเบิ้ลเอชน่ะสิ”

ณครามชะงักไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเปิดเกมเร็วขนาดนี้

“ยังไงครับ”

“วันนี้มีโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทผมที่อเมริกา ถามถึงโครงการดับเบิ้ลเอชว่าต้องการทุนสนับสนุนมั้ย…ทางนั้นยินดีให้ทุนไม่อั้น แต่มีเงื่อนไขสองข้อ…ข้อแรกให้โครงการนี้เป็นความลับ ห้ามออกสื่อใด ๆ เด็ดขาด ข้อสอง ผลงานทุกชิ้น ข้อมูลวิจัยทุกอย่างต้องเป็นสิทธิขาดของผู้ให้ทุนแต่ผู้เดียว”

อาจารย์หนุ่มนิ่งอั้น ไม่ทราบควรพูดอย่างไร ผู้อาวุโสจึงกล่าวต่อด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ

“ผมแปลกใจ เราเพิ่งประชุมกันเมื่อวาน ทำไมทางอเมริการู้เร็วนัก นายทุนคนนั้นสามารถติดต่อผ่านเพื่อนผมอย่างรวดเร็ว พร้อมตั้งเงื่อนไขข้อเสนอ เหมือนเคยทำกับโปรเจ็กต์อื่นมาก่อนแล้ว”

ณครามไม่กล้าอธิบายว่าตนเองถูกลอบติดตาม ศูนย์วิจัยแห่งนี้ซ่อนกล้องที่ยากตรวจสอบไว้หลายจุด

ไม่แน่…การประชุมเมื่อวานอาจมีการ ‘ถ่ายทอดสด’ ให้ฝ่ายนั้นชมตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้

“อาจารย์ตอบเขาว่ายังไงครับ”

ผู้สูงวัยระบายลมหายใจแผ่ว ๆ ใบหน้ามีรอยยิ้ม

“ผมยินดีที่มีผู้สนับสนุนให้ทุน พวกเราจะได้ทำงานอย่างสะดวกคล่องตัวขึ้น แต่ถ้าจะมาสั่งให้ปิดเป็นความลับ หรือยึดผลงานทั้งหมดเป็นสิทธิเฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง ผมไม่เห็นด้วย”

“ทางนั้นว่ายังไงบ้าง”

“เขาบอกให้ผมคิดดูอีกที อาจมีข้อตกลงที่สองฝ่ายน่าจะยอมรับกันได้”

ณครามสังเกตสีหน้าผู้อาวุโสก็คาดเดาออก หากอีกฝ่ายยังยืนยันเงื่อนไขเดิม ต่อให้เพิ่มข้อตกลง ให้ผลประโยชน์มากแค่ไหนก็ไม่มีทางสำเร็จ

“แล้วอาจารย์จะทำยังไงต่อไป”

“เราก็ทำโครงการวิจัยตามแผนเดิมนั่นแหละ ผมตั้งใจใช้ทุนส่วนตัวอยู่แล้ว…โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนในวงกว้างอย่างไม่เลือกหน้า ให้ผู้คนในถิ่นกันดารขาดแคลนแพทย์ สถานพยาบาลได้รับการรักษาที่ดีมีมาตรฐาน โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรืออาจไม่ต้องเสียเลย…ผมเชื่อว่าเมื่อโครงการมีผลงานคืบหน้าเรื่อย ๆ ได้รับการเผยแพร่ออกไป ก็จะเกิดความเชื่อถือจนคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาช่วยสนับสนุนให้ทุนวิจัยต่อในอนาคตอยู่ดี”

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ถึงจะนึกเป็นห่วงสวัสดิภาพผู้อาวุโส แต่ก็อดชื่นชมในความมุ่งมั่นเจตนารมณ์นั้นไม่ได้

เมื่อรถยนต์แล่นมาจอดหน้าประตูบ้าน ณครามได้รับข้อความผ่านทางโทรศัพท์พิเศษอีกเครื่องซึ่งไม่มีใครแกะรอยได้

ข้อความนั้นมาจากดอกเตอร์แอล ส่งวันเวลาสถานที่เหมาะสมมาให้ชัดเจน…ณครามเป่าลมจากปากแผ่ว ๆ อย่างโล่งใจ

ในที่สุดการนัดหมายเกิดขึ้นแล้ว

—————–    —————        ————-

บ่ายโมง

ภูดลเดินเข้าตึกสามชนะด้วยอาการปกติ ไม่แสดงท่าทางเคยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ขณะยืนรอลิฟต์พนักงานรุ่นน้องหันมามองอย่างประหลาดใจ

“เฮียดิน มาได้ไงเนี่ย ไหนเมื่อวานมีสาวโทรมาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล”

“เออ เข้าไปแล้ว ออกมาแล้ว”

“อะไรเฮีย ผมได้ดูคลิปที่ปล่อยมาตอนเกิดเรื่อง เฮียถูกชนกระแทกกับแท็กซี่แบบนั้นไม่เบาเลยนะ…น่าเสียดาย ถ่ายไอ้มอเตอร์ไซค์นั่นไม่ชัดเท่าไหร่”

ภูดลไม่แสดงความเห็นเรื่องคลิป ไม่อธิบายเพิ่มด้วยว่าตั้งใจออกมาตั้งแต่เมื่อคืน ทุกคนต้องรีบห้ามอ้างว่าหมอยังไม่อนุญาต รอตรวจร่างกายซ้ำก่อนค่อยออกจากโรงพยาบาล

ดังนั้นพอผลตรวจไม่มีปัญหา นายแพทย์อนุญาตจึงรีบออกจากโรงพยาบาลแต่เช้าไปไซด์งาน ดูแลรับผิดชอบงานตามหน้าที่เหมือนไม่เคยบาดเจ็บ จากนั้นค่อยกลับเข้าออฟฟิศ

“มีใครถามถึงบ้างมั้ยกอล์ฟ”

“เมื่อเช้าคุณธาวินถามอาการเฮียอยู่ ผมบอกแกว่าเย็นนี้จะแวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เฮียก็ดันมาทำงานหน้าตาเฉย”

“ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนานี่หว่า จะหยุดงานต่อทำไม”

วิศวกรหนุ่มพูดถึงตรงนี้ประตูลิฟต์ก็เปิด คนยืนรอต่างทยอยเข้าไปข้างในกดชั้นที่ต้องการ

กอล์ฟกับภูดลยืนชิดมุมลิฟต์ ลดเสียงพูดคุยให้เบากว่าปกติ

“เฮียเลือกมาทำงานวันหายนะจริง ๆ”

“เกิดอะไรขึ้นล่ะ” ภูดลไม่แสดงสีหน้าตื่นเต้นคล้ายคาดเดาเรื่องได้อยู่แล้ว

“ตำรวจมาขอตรวจค้นห้องทำงานเฮียตงแต่เช้า เห็นว่าคราวนี้ได้หลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นอีก เสร็จแล้วขึ้นไปเชิญตัวคุณธนบดีไปสอบปากคำ ตอนนี้ทั้งตึกเครียดกันสุด ๆ”

วิศวกรหนุ่มพยักหน้ารับฟัง

“คุณธาวินเป็นยังไงบ้าง” ถามถึงเจ้าของบริษัทด้วยความเป็นห่วง

“คงเครียดเหมือนกัน พ่อโดนเรียกตัวสอบสวน น้องชายก็โดนจับที่สนามบิน ใครมันจะยิ้มได้ล่ะเฮีย”

สีหน้าภูดลหม่นลง ทำงานบริษัทนี้มานานจนทราบนิสัยเนื้อแท้ของธาวินว่าเขาไม่เหมือนพ่อและน้องชายเลย

“ท่านประธานว่ายังไงบ้าง”

“ท่านสั่งให้ฝ่ายกฎหมายจัดทนายฝีมือดีตามคุณธนบดีไปด้วย คงช่วยกันเต็มที่แหละ”

ลิฟต์มาถึงชั้นที่ต้องการ ภูดล กอล์ฟ และพนักงานบางส่วนออกจากลิฟต์ เหลือไม่กี่คนขึ้นไปชั้นสูงกว่า

ก่อนประตูลิฟต์ปิด คนที่ยืนเงียบ ๆ ด้านในมาตลอดค่อยขยับตัว เงยหน้า ดวงตามองตามหลังวิศวกรหนุ่มด้วยแววมาดหมายบางอย่าง

ผู้นั้นคือคนสนิทธนบดี

—————-     ———-      ————-

บนโต๊ะทำงานประพนธ์ ประธานบริษัทสามชนะ มีรูปชายหนุ่มสามคนวางเรียงตรงหน้าพร้อมข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวเป็นปึก

…ภูดล ณคราม แทนนที…

สายตาเจ้าของห้องมองยังจอคอมพิวเตอร์ซึ่งฉายภาพ ‘ใคร’ บางคนในเงามืด รังสีอำนาจความเด็ดขาดเฉียบคมของคนนั้นแผ่ออกมาแม้จะไม่เห็นหน้าตา

ความกดดันที่ส่งคลื่นมาจากจอไม่มีผลต่อผู้ทรงอิทธิพลแห่งสามชนะ นัยน์ตานั้นสงบจนน่ากลัว รอบกายมีบรรยากาศหมอกมัวอันเข้มข้นของความอาฆาตแค้น ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใด

“นี่คือสิ่งที่ทางองค์กรลงโทษลูกชายผมใช่มั้ย”

แทนคำตอบ ฝ่ายในจอกลับย้อนถาม

“คุณไม่พอใจสิ่งที่องค์กรทำอย่างนั้นหรือ”

“ความพอใจ หรือไม่พอใจของผม คงไม่มีผลอะไรกับการตัดสินใจของคุณ”

ท้ายเสียงเผยเปลวโทสะออกมาชั่วแวบ น้ำเสียงตอบกลับสงบนิ่งเกินคาด

“ธนบดีใช้คนองค์กรไปทำงานส่วนตัวถึงสองครั้ง…ครั้งแรก ผมไม่ถือสา ไม่ตักเตือนเพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ครั้งที่สอง เป็นสถานที่กลางชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผม แถมถูกถ่ายคลิปเผยแพร่ออกไปได้อีก คุณน่าจะทราบว่าองค์กรของเราถือสาเรื่องการปกปิดตัวตนขนาดไหน…เขาทำผิดกฎสำคัญขนาดนี้จะไม่ให้ลงโทษได้ยังไง”

“ขอบคุณ ที่ลงโทษแค่ยัด ‘หลักฐาน’ ให้ลูกผมเท่านั้น”

ปากบอกขอบคุณ แววตากลับแข็งกร้าว ปลายน้ำเสียงไม่อาจปกปิดความอาฆาตแค้น

ตำรวจมาตรวจห้องทำงานผู้ตายอีกรอบเมื่อเช้า คราวนี้ได้หลักฐานเป็นกล้องสอดแนมที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิด น่าจะบันทึกภาพเหตุการณ์ภายในห้องตอนกระโดดตึกได้ทั้งหมด

ประพนธ์ไม่สงสัยเลยว่าหลักฐานนี้มาจากไหน Hunter in the wind เฝ้าดูการกระทำของสมาชิกหลักในองค์กรอยู่แล้ว เชื่อว่าพอเกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่มก็คาดเดาได้ว่าประพนธ์ ธนบดีต้องใช้วิศวกรอาวุโส อย่างนายปราการเป็นแพะ จึงแอบติดตั้งกล้องสอดแนมไว้แต่แรก

หลักฐานชิ้นนี้สามารถใช้ควบคุม ลงโทษสมาชิกผู้ออกนอกแถวได้อย่างดี อีกทั้งเป็นการ ‘เชือดไก่’ ให้สมาชิกคนอื่นไม่กล้าต่อต้านขัดขืน

คนเป็นพ่อแค้นแทบกระอัก หลักฐานชิ้นเดียวสามารถเอาลูกชายเข้าคุกได้ ต่อให้ใช้ทนายเก่งขนาดไหนก็ยากพ้นผิด

ฝ่ายในเงามืดเห็นประธานสามชนะไม่พูดจาอะไรมากกว่านั้น จึงออกคำสั่งเรียบ ๆ แทนการตัดบทสนทนา

“นับจากนี้ คุณควรอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับณคราม และดอกเตอร์แอล ส่วนสมาชิกฝีมือดีในองค์กรทั้งหมดที่คุณเคยมีอำนาจสั่งการ ผมต้องขอยึดคืนทั้งหมด”

“ครับ…ผม” ท้ายวาจาไม่อาจปกปิดร่องรอยเสียดสีแดกดัน

การติดต่อขาดหาย เป็นช่วงเวลาเดียวกับประตูห้องทำงานถูกเคาะ และแง้มเปิดออกมาเล็กน้อย

ผู้ยืนอยู่หลังประตูคือคนสนิทธนบดี

ประพนธ์ยกมือห้ามไม่ให้คนผู้นั้นก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมทำสัญญาณมือชี้ไปยังดาดฟ้าตึก ป้องกันการลอบดักฟัง สอดแนมจากองค์กร

ประตูถูกปิดลงเรียบร้อย ประธานสามชนะรวบภาพชายหนุ่มทั้งสามไว้ในมือ แววตาเหลือบมองด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

ทารกผู้รอดชีวิตทั้งสามเติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัว หนำซ้ำพอสืบเสาะอย่างละเอียด พบว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับหลักฐานที่จะเอาธนะวัฒน์เข้าคุก รวมถึงปล่อยคลิปทำให้องค์กรใช้เป็นเหตุผลลงโทษธนบดี

ประพนธ์ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนในครอบครัวเด็ดขาด…หากใครหาญกล้า พวกมันต้องได้รับการตอบแทนอย่างสาสม

ต่อให้องค์กร HW จะถอนอำนาจสั่งการลูกสมุนฝีมือดีทั้งหมด ใช่ว่าสิงห์เฒ่าจะหมดหนทาง

ช่วงเวลานับสิบปีที่ผ่านมา ประพนธ์แอบสร้าง ‘กองกำลังส่วนตัว’ ไว้โดยองค์กรไม่ระแคะระคาย เพราะทราบว่าวันนี้ต้องมาถึง

วันที่ต้องแยกตัวจาก Hunter in the wind อย่างเด็ดขาด มั่นคง

Don`t copy text!