ซ่อนรักในรอยกาล “นครลำพูน หริภุญไชย” บทที่ 31 : ตำนานขุนวิลังคะ

ซ่อนรักในรอยกาล “นครลำพูน หริภุญไชย” บทที่ 31 : ตำนานขุนวิลังคะ

โดย : พิมพ์อักษรา

Loading

ซ่อนรักในรอยกาล โดย พิมพ์อักษรา กับผลงานนวนิยายอิงประวัติศาสตร์อ่านง่าย ว่าด้วยทฤษฎีหนึ่งในตำนานประวัติพระนางจามเทวีกับพระสวามีที่แทบไร้หลักฐาน ผ่านเกมการเมืองในอาณาจักรทวารวดี อันมีชายปริศนาแฝงตัวเข้ามาอยู่เบื้องหลังเกมชิงบัลลังก์ครั้งใหญ่นี้ ติดตามได้ในเพจ อ่านเอา และ anowl.co

อันตำนานเรื่องพระนางจามเทวีที่เขาเคยได้ยินตั้งแต่เด็กนั้นก็แตกออกเป็นหลายเรื่อง มีทั้งที่ขัดกัน สอดคล้องกัน และถูกแต่งเติมอภินิหารเกินจริงไปก็มาก แม้แต่เรื่องสงครามกับขุนวิลังคะก็ยังเล่าขานแตกต่างกันในแต่ละฉบับจนคนรุ่นหลังไม่รู้จะเชื่อถือเรื่องใด แต่เรื่องที่มีสีสันตื่นเต้นก็มักได้รับความนิยมและเป็นที่จดจำมากกว่าเรื่องเล่าเรียบง่าย

ชายหนุ่มเองก็หวังมาตลอดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจะสอดคล้องกับตำนานเพียงบางเรื่อง เมื่อพ้นศึกที่ใช้ช้างภู่ก่ำงาเขียวจึงพอเบาใจ แต่ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องการท้าประลองพุ่งเสน้าขึ้นจริง และมีการใช้มายาศาสตร์ด้วยการนำผ้านุ่งชั้นในสตรีมาเย็บหมวกเพื่อทำลายอาคมตามตำนานอีกด้วย

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น…ทันทีที่วิลังคราชสวมมาลาบรรณาการ ไสยมนตราที่ติดตัวทั้งหมดตั้งแต่หนุ่มจนเข้าวัยกลางคนก็เสื่อมลงสิ้น ดังนั้นเมื่อเขาพุ่งเสน้าดอกที่สองจากอุฉุจบรรพต หอกยาวจึงกลับตกห่างจากเวียงลำพูนไปมากกว่าเดิม ครั้นเข้าครั้งที่สาม เสน้าก็ถูกขว้างมิพ้นเชิงดอยดีด้วยซ้ำ

ราชันชาวลัวะจึงเพิ่งรู้ตัวว่าเสียรู้โดนทำลายของเสียแล้ว ทั้งโกรธเกรี้ยวและอับอายสุดพรรณนาจนล้มเจ็บไม่ได้สติไปถึงเจ็ดทิวา ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พรั่นพรึงสุดหทัยเมื่อได้สดับว่าธิดาองค์โตของตนโกรธแค้นอย่างมากจนนำทัพออกไปหักหาญเข้าตีหริภุญไชยด้วยตัวเอง

“เจ้าหยาดรุ่งเชื่อว่าอ้ายเมฆคบคิดกับขุนเจ้ารัญชน์แห่งลำพูนทรยศหักหลังขุนหลวง ก็เลยจับเจ้าเอเมียะไปคุมขังเป็นตัวประกัน แลบัดนี้เจ้าหยาดรุ่งเองก็กำลังยาตราทัพมุ่งหน้าสู่หริภุญไชยแล้วเจ้า”

ได้ยินดังนั้นราชันระมิงค์ก็นึกเป็นห่วงธิดาจับใจ เพราะลองรูปการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าจอมนารีหริภุญไชยมิใช่สตรีบอบบางไร้พิษสงที่จะหักหาญเอาอย่างไรก็ได้ พระนางเปี่ยมด้วยเล่ห์กลซับซ้อนยอกย้อน เต็มไปด้วยมายาที่ขุนหลวงบ้านป่าอย่างเขาคาดมิถึง หากสามารถชนะด้วยสงครามได้จริง ระมิงค์ก็คงประสบชัยไปเสียนานแล้ว

“เฮาจะไปช่วยลูก” ขุนหลวงตัดสินใจฮึดสู้ เตรียมจัดกระบวนรี้พลตามทัพเจ้าหยาดรุ่งทันในสองคืน

ขณะเดียวกันภายในนครลำพูน เหล่าพสกนิกรซึ่งกำลังใจจดจ่อกับการเตรียมฉลองมหาสงกรานต์ต่างก็ต้องอกสั่นขวัญแขวน รีบพากันอพยพเข้าเมืองเมื่อข่าวศึกมาประชิดเวียง ทั้งวัดทั้งบ้านต่างโกลาหลวุ่นวาย คุณท้าวเกษวดีพร้อมด้วยขุนเจ้าขันติรีบนำทัพไปยังเวียงหน้าด่าน ส่วนคุณท้าวปทุมวดีจัดกองทัพเรือไปรักษาเวียงรมย์คาม เวียงสบทา และเวียงโถ

ทางด้านพระนางจามเทวีจักเป็นผู้นำทัพใหญ่สู้กับขุนวิลังคะด้วยองค์เอง

ชั่วขณะนั้นพระนางกลับนึกสลดพระทัย ด้วยเตือนให้ทรงระลึกถึงศึกไตมาวของเจ้าฟ้าสิทธิราช อันสงครามทั้งสองครั้งนี้แม้ต่างเวลาแลสถานที่ หากก็อุบัติขึ้นจากการที่บุรุษมีความปรารถนาในตัวพระนางและดินแดนในปกครองเฉกเช่นเดียวกัน

เวลานั้นกองทัพจากระมิงค์นครอันประกอบไปด้วยทัพเจ้าหยาดรุ่ง ทัพขุนหลวงวิลังคะ และทัพจากผู้นำลัวะกลุ่มต่างๆ นับหมื่นได้เคลื่อนพลข้ามลำน้ำส่วนที่ตื้นขึ้นบก

แต่แล้ว เมื่อยกทัพไปได้ไม่ทันไร ทัพหน้าจากระมิงค์ก็มีอันต้องเผชิญกับผึ้งแตกรังฝูงใหญ่ กว่าจะแก้ไขได้ทหารก็ถูกผึ้งต่อยบาดเจ็บล้มตายไปมาก เมื่อเคลื่อนพลต่อก็พากันหลงเข้าไปติดในดงไม้ชิงชันซึ่งขึ้นกันหนาแน่น ครั้นจะข้ามลำน้ำไปก็ลึกเกินกว่าจะข้ามได้

“โค่นให้ราบทั้งป่าเสียบัดนี้” ขุนหลวงสั่งการอย่างเกรี้ยวกราด เสียเวลาไปอีกหนึ่งวัน ทำให้แผนการที่จะเข้าโจมตีหริภุญไชยโดยเร็วต้องเสียไปด้วย เมื่อหันไปเห็นบุตรสาวเนื้อตัวมีแต่บาดแผลฟกช้ำสะบักสะบอมก็ยิ่งเจ็บปวดหัวใจ “บ่ควรเลยที่เจ้ารุ่งต้องมาเดือดร้อนเจ็บตัวด้วยเรื่องของผู้ใหญ่เช่นนี้”

“ข้าเจ้าจักมิยอมให้ระมิงค์ถูกหยามเกียรติไปมากกว่านี้อีกแล้ว” หยาดรุ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาล “เป็นจะใดก็เป็นกัน ข้าเจ้าบ่กลัวตายหรอก”

“แต่ข้าบ่อยากให้เจ้าตาย” เป็นครั้งแรกที่เขานึกหวาดกลัวจับใจ “เจ้ากลับไปเถิด ข้าจักจัดการเอง”

ทว่าเจ้าหยาดรุ่งยังคงยืนกรานต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่บิดาและเหล่าทหารอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว

พอตกกลางคืน ขณะกำลังพักพลอยู่นั้น ก็ได้เกิดมือลึกลับเอาอาวุธเหมือนเหล็กแหลมระดมยิงใส่ทัพหน้า เกิดโกลาหลไปทั่วท่ามกลางเสียงครวญครางของเหล่าทหาร อาวุธนั้นมองไม่เห็น แต่คนที่โดนนั้นล้มตายเป็นใบไม้ร่วงด้วยอาการเหมือนถูกพิษ บรรดาทหารลัวะพากันเสียขวัญว่าฝ่ายหริภุญไชยส่งไสยอาคมมาทำร้าย แม้แต่ขุนวิลังคะก็พลอยตระหนกไปด้วย…

จามเทวีเป็นศิษย์เอกของวาสุเทพฤๅษีผู้เรืองฤทธิ์นี่นะ เหตุใดนักบวชชราจักมิช่วยเหลือลูกศิษย์ตน ทั้งยังมีอ้ายขุนรัญชน์ผู้ลึกลับน่ากวนใจผู้นั้นอีก

หัวใจวิลังคราชหน่วงหนึบเจ็บปวด เขากำลังพาไพร่พลมาสู่ความตาย นำบ้านเมืองที่เรืองอำนาจอยู่ดีๆ เข้าสู่หายนะเพียงเพราะลุ่มหลงสตรีเพียงผู้เดียวน่ะหรือ แลบัดนี้ตกอยู่ในดงมนตราที่มิรู้จะต่อกรด้วยอย่างไร เพราะอาคมในตัวก็ได้สูญสลายไปสิ้นแล้ว

ขุนวิลังคะสูดลมหายใจอีกครั้ง ครั้นรวบรวมสติ ส่องไฟดูอาการผู้บาดเจ็บ จึงรู้ความจริงว่าเป็นตัวต่อนอนวัน อันเป็นแมลงที่จะหากินตอนกลางคืนเท่านั้น กระนั้นก็ลบล้างความเชื่อว่าตนถูกล้อมอยู่ในป่าอาคมไปมิได้อยู่ดี กว่าจะพ้นไพรมรณะนั้นได้ ไพร่พลทั้งหลายและธิดาของเขาก็บาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า

ข้างฝ่ายพระนางจามเทวีเมื่อสดับข่าวทัพหน้าระมิงค์แตกกระเจิงด้วยฤทธิ์ป่าดงพงไพร ไพร่พลทั้งสองฝ่ายล้มตายไปบางส่วนจึงตัดสินพระทัยทูลเชิญขุนวิลังคะมาประลองดาบกันตัวต่อตัวเพื่อยุติหายนะก่อนจักสูญเสียชีวิตราษฎรไปมากกว่านี้

ทว่า ขุนหลวงระมิงค์ที่อยู่เบื้องหน้าพระนางในยามนี้คือบุรุษร่างหนาที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ภูษาอย่างนักรบขาดรุ่งริ่งและสีหน้าอ่อนล้าอิดโรย จามเทวีจึงมีพระดำรัสในสิ่งที่มิพึงกระทำในสงครามอย่างยิ่ง

“เช่นนี้จักสู้กันสมศักดิ์ศรีได้อย่างไร ให้หม่อมฉันทำแผลให้ก่อนเถิด เมื่อนั้นจึ่งจะได้ชื่อว่าชาวลำพูนมิได้เอาเปรียบผู้ใด”

เป็นอันว่าการสัประยุทธ์ระหว่างจอมทัพทั้งสองได้หยุดพักลงชั่วคราว โดยฝ่ายหริภุญไชยอาสารักษาฝ่ายระมิงค์ให้บรรเทาอาการเสียก่อน

“แม่เจ้าคิดประการใดอยู่หนอ ถึงเสี่ยงประทับอยู่กับอ้ายขุนก๊ะเพียงลำพังในกระโจมเช่นนั้น”

“แต่ก็เป็นกระโจมกลางค่าย แวดล้อมด้วยทหารของพวกเราทั้งหมด แม่เจ้าคงไตร่ตรองมาแล้ว”

ขุนหลวงระมิงค์เองก็ไม่คิดมาก่อนว่าจอมนารีโฉมงามผู้ทิ้งความอัปยศอดสูให้เขาและอาณาจักรอยู่หลายปีกำลังยอบกายลงทายาสมานแผลให้เขาอย่างนุ่มนวลใจเย็น ทั้งยังตรัสอย่างอ่อนหวาน

“พิษตัวต่อนอนวันชนิดนี้บางคนเคราะห์ดีก็แค่ปวดบวม บางคนจับไข้สูง บางรายเป็นผื่นคันหายใจไม่ออก สิ้นใจไปก็มี ขุนหลวงโดนต่อยทั่วตัวก็อาจปวดระบมมากหน่อยเพคะ”

“เหตุใดต้องทำดีกับเฮา แม่เจ้าก็ทราบว่าต่อให้ทรงลวงหลอกเฮาด้วยเล่ห์มายาอีกสักกี่หน เฮาก็ย่อมตกหลุมพรางแม่เจ้าอยู่ดี”

นางพญาเมืองแต้มยาที่ข้อเท้าราชันอย่างไม่รังเกียจพลางปรารภ

“หม่อมฉันมิเคยคิดอวดอ้างอำนาจบารมีเป็นใหญ่ในแดนเหนือดังที่ขุนหลวงเข้าใจ หม่อมฉันใคร่ขอเพียงได้ปกครองแว่นแคว้นของตนเองให้อย่างร่มเย็นสงบสุขมิได้เชียวหรือ ในเมื่อยืนกรานไปกี่ครั้ง ขุนหลวงก็ยังดันทุรังจะข่มเหงเอาให้ได้ หม่อมฉันก็ย่อมมีหน้าที่พิทักษ์บ้านเมืองของตนเอง”

รับสั่งแล้วก็ถอนปัสสาสะยาว “หม่อมฉันทราบว่าขุนหลวงพึงใจใคร่ได้หม่อมฉันไปเป็นปิ่นเมืองระมิงค์ แต่ที่ต้องปฏิเสธน้ำใจก็เพราะถือตัวเสมอว่ายังมีสวามีอยู่”

“สวามีผู้ออกผนวช ชายาจึงตกพุ่มม่าย ถูกเนรเทศมาครองแดนเหนือกา? เช่นนั้นบ่นับเป็นผัว”

“ต่อให้นับหรือไม่นับ หรือต่อให้หม่อมฉันมีสวามีอยู่กับตัวขณะนี้ขุนหลวงก็หาไยดีไม่มิใช่หรือเพคะ เพราะถึงอย่างไรก็ขุนหลวงก็ต้องการจะครอบครองหม่อมฉันอยู่ดี”

“เช่นนั้นการข่าวที่ว่าแต๊แล้วแม่เจ้ามีคู่ครองลับอีกคนที่คอยดูแลราชกุมารทั้งสองเสมือนบุตรตนก็เป็นความจริง” เมื่อเห็นพระนางอ้ำอึ้งไปอึดใจ เขาจึงสำทับ “ขุนเจ้ารัญชน์ผู้นั้นกระมัง”

วิลังคราชแค่นหัวเราะอย่างนึกปลงตก “ต่อให้โง่เง่าเพียงใด บุรุษย่อมอ่านบุรุษด้วยกันได้ถึงแก่น”

“เขา…” พระนางใคร่ครวญคำพูด “เหมือนสวามีของหม่อมฉันมาก จนหม่อมฉันได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่าเขาคืออนุชาฝาแฝดของพระองค์…”

“แม่เจ้าฮักเขา… กา?” วิลังคราชคราง “แต่จงระวังไว้เถิด เมื่อแรกเฮาเคยได้ยินว่าเขาฟื้นจากความตายได้ราวปาฏิหาริย์ แต่ครั้งรอนแรมอยู่ในป่า มีเสียงบอกเฮาว่าเขามาจากภพอื่น… เช่นนั้นเขาอาจบ่ใช่สวามีหรือฝาแฝดของพระองค์อย่างที่แม่เจ้าเชื่อก็ได้”

“เสียงบอกว่ามาจากภพอื่น?”

หากไม่ทันที่ราชันลัวะจะตอบคำ ชายผู้ถูกอ้างว่ามาจากภพอื่นก็รีบผลุนผลันเข้ากระโจมมาด้วยความเป็นห่วง วิลังคะจึงแค่นเสียงเยาะ

“ได้พบพระสวามีแม่เจ้าเสียที…เจ้า…ชาย…”

ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาใหม่ชะงัก สบตาจอมนางที่พยักพักตร์ให้

“คนเขารบกันไปถึงไหนต่อไหน เหตุใดถึงเพิ่งปรากฏตัวเล่า ปล่อยให้ชายาออกหน้าเข้าหาศัตรูเองเช่นนี้ได้จะใด” วิลังคราชถากถาง “พระโฉมก็งามสมเป็นชาติเชื้อวงศ์กษัตริย์ แต่เสียทีมีชาติขัตติยราช ทว่ากลับเป็นเพียงบุรุษขี้ขลาดมุดหัวอยู่ใต้ผ้าซิ่นสตรี ต้องให้เมียออกหน้าปกป้อง มิละอายบ้างหรือไร”

ผู้ถูกประณามนิ่งไปครู่ใหญ่ แววตาเศร้าสร้อย วิลังคะจึงโจมตีต่อ

“เช่นนั้นข่าวลือเรื่องศึกไตมาว ที่แม่เจ้าขึ้นเป็นจอมทัพแต่เพียงผู้เดียวก็เป็นเรื่องจริงกา? เมื่อเฮาได้ยินคราแรกยังหัวเราะว่าเป็นเรื่องอภินิหารเกินจริง ที่ไหนเลยแม่ญิงจะกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเพียงนั้นได้ มาบัดนี้กระจ่างแล้วว่าบ่ผิดความจริงนัก”

“ถูกแล้ว ตัวข้าเป็นคนขี้ขลาด แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยปกป้องผู้ใดได้เลย” เขาสบพระเนตรนางพญาเมือง แล้วหันไปทูลราชันลัวะอย่างเด็ดเดี่ยว “แต่หากขุนหลวงเอ่ยถึงองค์กัษษกร ขุนหลวงเป็นผู้ใดกา? หาใช่คู่ครองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียเมื่อไรถึงจักรู้ดีว่าสวามีได้กระทำสิ่งใดเพื่อปกป้องชายาบ้าง”

“อันการปกป้องนั้นใช่ว่าต้องใช้กำลังโรมรันห้ำหั่นกันเสมอไปมิใช่หรือเพคะ การใช้สติปัญญาแลกุศโลบายการเมืองก็นับเป็นการปกป้องได้ ดังที่สวามีหม่อมฉันได้แสดงให้ประจักษ์”

พระนางจามเทวีพยายามคลี่คลาย “เพียงเพราะหม่อมฉันเป็นสตรีก็ใช่ว่าไม่มีสิทธิ์ปกป้องตนเอง ที่ต้องทำศึกก็เพราะจำเป็น หากขุนหลวงไม่เคยทราบเรื่องศึกไตมาวมาก่อน หม่อมฉันก็ขอทูลว่าเป็นสงครามที่สูญเสียชีวิตไพร่พลไปจำนวนมหาศาลโดยเปล่าประโยชน์ สุดท้ายไม่มีผู้ใดได้สิ่งใดทั้งสิ้นแม้แต่หม่อมฉันที่ชนะศึกก็ตาม ขุนหลวงเชื่อเถิด จามเทวีผู้นี้มิควรค่าแก่การต้องนำรี้พลมหาศาลแลบ้านเมืองเข้าแลกเลยสักนิด” พระนางรับสั่งอย่างปลงตก จากนั้นจึงยกหัตถ์ประนมไหว้สา

“เราอย่าได้ทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องไม่จำเป็นเลยเพคะ บัดนี้สู้ประลองดาบกันเสียให้รู้เรื่อง หม่อมฉันมิอยากให้ไพร่ฟ้าต้องมาเดือดร้อนด้วยเรื่องของเจ้านายอีกแล้วเพคะ”

กลับเป็นขุนหลวงที่นิ่งงันไปเสียเอง เขามองสตรีที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนานด้วยความรู้สึกยากอธิบาย สุดท้ายราชันก็ถอนหายใจและยืดตัวขึ้น ประกาศเสียงดังฟังชัด

“เฮาขอเลิกราแต่เพียงเท่านี้ บัดนี้ขอยุติข้อบาดหมางทั้งปวงระหว่างระมิงค์นครกับหริภุญไชย ณ ลำน้ำปิงแห่งนี้”

เป็นอันสิ้นสุดสงครามขุนวิลังคะอย่างง่ายดาย ผิดจากตำนานทุกเรื่องที่รัญชน์เคยอ่าน

 

“ขุนหลวงช่างบ่เกรงคำครหานินทาว่ายอมศิโรราบให้สตรีโดยมิคิดต่อสู้ ต่อไปผู้ใดจักยำเกรงอีก”

“เขาบ่อยากได้ชื่อว่าประหัตประหารแม่ญิงต่างหาก”

“เปล่าเลย…ขุนหลวงเห็นไพร่พลหมู่เฮาบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมาก ก็บ่อยากสูญเสียอีกแล้ว”

รัญชน์ไม่รู้ว่าสิ่งใดสะกิดใจให้ขุนหลวงเกิดสำนึกยอมแพ้ไปโดยดีอันผิดวิสัยมุทะลุดุเดือดรักศักดิ์ศรียิ่งนัก ราวกับคำพูดไม่กี่คำของพระนางจามเทวีปลุกให้ขุนหลวงตื่นรู้ได้กระนั้น

ไม่ว่าใครจะร่ำลืออย่างไร แต่สุดท้ายรัญชน์ก็ได้ประจักษ์ถึงน้ำใจกว้างขวางของราชันชาวลัวะ ดังที่เคยประทับใจในคราแรกที่เหยียบแผ่นดินระมิงค์ ซึ่งผิดไปจากตำนานเล่าขานในภายหลังที่แต่งเติมให้ขุนก๊ะเป็นชายอัปลักษณ์ใจบาปหยาบช้า หาข้อดีมิได้

สุดท้ายเมื่อต่างฝ่ายต่างล่าทัพกลับเมืองไป ไม่นานเขาก็ได้ทราบข่าวว่าขุนหลวงวิลังคะตัดสินใจปลิดชีพตัวเองลงอย่างสงบด้วยยาพิษท่ามกลางชายา ธิดา บาทบริจาริกา ข้าราชบริพารแลขุนทหารที่จงรักภักดี ทั้งยังสั่งเสียให้ไพร่ฟ้าสมานสามัคคีและมิต้องจองเวรอาฆาตโกรธเคืองเมืองหริภุญไชยต่อผลลัพธ์ครานี้ จากนั้นจึ่งมีประกาศิตแต่งตั้งเจ้าหยาดรุ่งให้ขึ้นครองเมืองระมิงค์ต่อไป

“อันว่าสตรีก็มีหัวใจแกล้วกล้ามิแพ้บุรุษ เจ้ารุ่งของป้อได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้าเข้มแข็ง กล้าหาญเพียงใด เหตุใดเจ้าจักปกครองเมืองบ่ได้ จามเทวียังเป็นนางพญาครองลำพูนเองได้ เจ้ารุ่งก็เป็นนางพญากินเมืองระมิงค์ได้เช่นกัน จักต้องการป้อจายมาเป็นคู่อภิเษกหรือไม่ก็สุดแท้แต่เจ้าเถิด”

หลังจากนั้น พระนางจามเทวีได้เสด็จไปยังระมิงค์นครในฐานะผู้ชนะศึกเพื่อทรงช่วยเหลือบำรุงขวัญประชาชนให้กลับเป็นปกติสุขอีกครั้ง จากนั้นทรงพระราชทานเอกราชให้แก่ชาวระมิงค์มิให้ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของหริภุญไชยเป็นการแสดงพระกรุณา โดยมีจารึกไว้ในพระสุพรรณบัฏเมื่อวันขึ้นหนึ่งค่ำ ปีจอ

ทรงมีรับสั่งเล่าว่า “บัดนี้เจ้าหยาดรุ่งเป็นนางพญาเมือง มีอำนาจมากมาย จะสั่งลงอาญาอย่างไรก็ได้ แต่นางคงรักอ้ายเมฆมาก ถึงโกรธแค้นเพียงใดก็ให้อภัยไว้ชีวิต” แล้วก็ทรงลอบพิศรัญชน์ สายพระเนตรครุ่นคิด “เมฆก็คงรู้สึกผิดต่อขุนวิลังคะแลเห็นแก่มารดา จึงยอมสละวิถีพรานกลับมารับใช้ราชสำนักระมิงค์…อีกไม่นานก็คงได้อภิเษกกับเจ้าหยาดรุ่งนั้นแล”

“เป็นอันหมดหวังกับชมออน” ชายหนุ่มยังรู้สึกผิด “ความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคนจริงๆ นั้นละ”

“อืม…” พระนางทอดพระเนตรขอบฟ้าไกลลิบ “ความรักยังเป็นเรื่องของคนสองคน แต่จะได้ครองรักกันหรือไม่ต่างหากที่มิใช่เรื่องสองคนอีกต่อไป”

ทั้งคู่ต่างมองท้องฟ้านอกกรอบหน้าต่างกันเงียบๆ ไปอีกพักใหญ่ ใคร่ครวญถึงความหมายที่ทราบแก่ใจโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย จู่ๆ พระนางก็เปรยขึ้น

“พระอาจารย์วาสุเทพกำลังชำระล้างอุฉุจบรรพตจากพลังมืด ท่านคงทราบแล้ว”

เขาพยักหน้า “เห็นว่ารวบรวมชาวบ้าน ลูกศิษย์ลูกหานับร้อยร่วมจาริกบำเพ็ญภาวนาอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน จะได้ไม่มีผู้หลงผิดกว่านี้”

“ท่านว่าเคราะห์ดีที่อวิชชานั้นยังมิเติบโตกล้าแข็งมาก จึงทำได้เพียงกระซิบเป่าหู ปั่นกวนกิเลสในใจให้ไขว้เขวจากทางถูกต้องดีงามเท่านั้น เพราะหากมันเริ่มมีฤทธิ์มีเดชขึ้นมาเมื่อไร อาจส่งผลทำลายล้างยิ่งกว่า…บัดนี้ดอยอันศักดิ์สิทธิ์ร่มเย็นที่พระอาจารย์รักจักได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง” พระนางแย้มสรวล นัยเนตรจุดประกายระยิบระยับ “คนลัวะเขาเริ่มเรียกกันว่า…ดอยวาสุเทพ เพราะเป็นดอยแห่งวาสุเทพฤๅษี เราว่าก็ไพเราะดี เหมาะสมกว่าดอยอ้อยหรืออุฉุจบรรพตเป็นไหนๆ”

ดอยวาสุเทพ…ดอยสุเทพ ที่แท้อุฉุจบรรพตก็คือดอยสุเทพหรอกหรือ

“แต่ท่านก็มิใคร่ให้ยึดติด ถึงจะโปรดปรานดอยวาสุเทพเพียงใด ก็ยังคงเปลี่ยนที่จารึกบำเพ็ญเพียรไปตามม่อนดอยต่างๆ เสมอ และแวะเวียนลงมาในเมืองบ้าง แต่ตัวเราเห็นว่าท่านชรามากแล้ว ไม่อยากให้อยู่ป่าอยู่ดอยคนเดียว ใคร่ได้ดูแลใกล้ชิดท่านสักหน่อย ขุนเจ้าเองก็ช่วยเราเกลี้ยกล่อมด้วยก็แล้วกัน”

“พระฤๅษีรักใคร่พระกุมารทั้งสองอย่างยิ่ง คงจูงใจให้มาสอนสรรพวิชาได้ไม่ยาก”

“นั่นสินะ…เราได้ดีเพราะพระอาจารย์สอนสั่งมากับมือ ถ้าได้ท่านสอนเจ้าแฝดก็คงดีมิน้อย”

ตรัสรำพึงแล้วก็เงียบไปอีกครู่ใหญ่ ทอดพระเนตรแสงสนธยาที่ค่อยๆ เลือนหาย ละลายไปกับความมืดมิดแห่งรัตติกาล แล้วทรงปรารภว่า

“พระอาจารย์กล่าวว่า…อีกสิบห้าราตรีจักเกิดพระจันทร์สีเลือดขึ้นอีกหน ทั้งยังเป็นเดือนทวิเพ็ญด้วย ขุนเจ้าใคร่ประกอบพิธีหรือไม่ จักได้เตรียมปั้นไหน้ำเสียแต่บัดนี้”

“บูชาดาวเมืองน่ะหรือ” เขาประหลาดใจกับถ้อยรับสั่งที่ฟังผ่านๆ เหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน

“บ้านเมืองก็เป็นปกติดี เหตุใดจึงต้องทำด้วย หรือแม่เจ้าจักขอพรบูชาเพื่อสิริมงคลเท่านั้น”

“พิธี…ของท่าน” พระนางย้ำ “หลั่งน้ำจากภาชนะที่ปั้นด้วยดินอาบแสงจันทร์ในคืนทวิเพ็ญแลเป็นจันทราสีเลือด อานุภาพสิ่งต่างๆ มักรุนแรงเข้มข้นเสมอ ทวารบาลภพภูมิทั้งหลายจะเปิดออก”

ชายหนุ่มตัวชา ถ้อยรับสั่งนั้นบอกเป็นนัยว่าพระนางทรง ‘ทราบ’ เข้าแล้ว

“แม่เจ้าใคร่ให้ข้า…ประกอบพิธีหรือ”

“ไม่สำคัญว่าเราคิดเห็นเช่นไร เป็นตัวท่านที่ต้องตัดสินใจเลือกหนทางด้วยตนเอง”

“แม่เจ้ากริ้วข้าหรือไม่”

“เรื่องใดฤๅ?” พระนางเบือนเนตรไหวระริกมองเขา “เรื่องที่ขุนเจ้าจะทำพิธีน่ะหรือ”

“เรื่องที่ข้าพระองค์ไม่ได้พูดความจริง”

“เราโกรธ” พระนางนิ่งไปอึดใจอันยาวนานราวชั่วนิรันดร์สำหรับเขา แต่แล้วก็ถอนพระทัย

“แต่โกรธแล้วอย่างไรเล่า หาได้มีสิ่งใดเปลี่ยนได้ไม่ ถึงอย่างไรเจ้าพี่ก็ไม่กลับมา ต่อให้ฟ้าจะส่งตัวแทนเจ้าพี่มาให้สักกี่คนก็หาเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้ไม่ อันเจ้าชายฝาแฝดของเจ้าพี่เราก็ไม่เคยรู้จัก จะเรียกว่ารักหรือผูกพันก็พูดไม่เต็มปาก หากชายที่ร่วมเดินทางชีวิตในแดนเหนือนี้ต่างหากที่…”

ชวาลาเทวีทรงพยายามหาถ้อยดำรัสที่เหมาะสม ครั้นอับจนก็กลับเงียบไปอีกหลายอึดใจ

“เอาเถิด หากจะโกรธ เราก็โกรธที่ทำให้ท่านต้องยอมเป็นใครต่อใครมากมายที่มิใช่ตัวท่าน เราต่างหากที่ไม่เคยปกป้องท่านได้เลย ท่านต้องอดทนเพียงใดที่ต้องอยู่ในเงื้อมเงาผู้อื่นเสมอ ตั้งแต่คนเลี้ยงม้า ขันฑบุรุษ เจ้าพี่กัษษกร ไปจนถึงอนุชาฝาแฝด”

“ข้าพระองค์ก็เป็นขุนเจ้ารัญชน์อย่างไรล่ะ” ชายหนุ่มตอบได้ทันที “ขุนเจ้ารัญชน์ก็คือขุนเจ้ารัญชน์ มิได้ต้องแอบแฝงใต้ตัวตนใคร แล้วขุนเจ้ารัญชน์ผู้นี้ก็ยินดีกับชีวิตขณะนี้อย่างยิ่ง”

“ท่านยังมีเวลาไตร่ตรองทบทวนเรื่องนี้ก่อนคืนราหูเสวยโลหิตจันทร์” ดวงเนตรพระนางเศร้าสร้อยหากพยายามฝืนแย้มสรวล “ชีวิตเป็นของท่าน จงตัดสินใจเลือกหนทางแห่งชีวิตตนอย่างถี่ถ้วนเถิด จักได้มิต้องเสียใจในภายหน้า”

‘เลือก’ งั้นหรือ…เขาพร้อมจะรับผลจากการเลือกอีกครั้งหรือไม่เล่า

 

ชมออนมองผู้ที่กำลังบรรจงปั้นดินขึ้นลายคนโทอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็นึกแปลกใจ เหตุใดขุนเจ้ารัญชน์จึงมีอาการเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากทั้งที่เหตุการณ์บ้านเมืองคลี่คลายเป็นปกติแล้ว อาการของชายหนุ่มช่างเหมือนครั้งที่ชมออนต้องตัดอกตัดใจจากพรานเมฆ จนมีเพียงการปั้นหม้อปั้นดินเท่านั้นที่ช่วยให้จดจ่อ เยียวยาจนบรรเทาทุกข์ได้ สิ่งนี้ยังช่วยนางได้ดีเมื่อครั้งทราบข่าวว่าบัดนี้อดีตพรานระมิงค์ได้อภิเษกขึ้นครองบัลลังก์กุนาระคู่กับนางพญาหยาดรุ่งไปแล้ว

เด็กสาวนึกปลง…ความรักก็เท่านี้ บทจะมาก็เหมือนลมพัดเข้ามาให้ชุ่มฉ่ำมิทันตั้งตัว แต่แล้วก็พัดผ่านไป หอบเอาสายใยทั้งปวงกลับไปด้วยราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น

แต่อันตัวขุนเจ้ารัญชน์นั้นจักมีความรักกับผู้ใดได้ นางไม่เคยเห็นวี่แววสักนิด…เว้นเสียแต่…



Don`t copy text!