ฝรั่งใจดำ

ฝรั่งใจดำ

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

สมัยเด็กๆ ฉันเกลียดวิชาเลขเป็นอันดับหนึ่ง  วิชาภาษาอังกฤษเป็นอันดับสอง ทำให้หม่อมป๋าซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์และท่านแม่ซึ่งจบจากเมืองนอกมีดีกรียาวเหยียด แถมยังเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยปวดตับกับนางลูกสาวผู้แสนฉลาดน้อยคนนี้อย่างที่สุด เรียกง่ายๆ คือ ไม่เอาทั้งถ่านหม้อหุงข้าวเตาแก๊ส ไม่มีวี่แววว่าจะทรงภูมิสมค่าปัญญาชนตามวงศ์ตระกูลอย่างที่ทุกคนคาดหวัง หม่อมแม่นั้นบ่นเสมอว่า ถ้าไม่รู้วิชาภาษาอังกฤษแล้วอีกหน่อยจะทำอะไรกิน ซึ่งฉันเถียงคำไม่ตกฟูกย้อนไปว่า

“ก็หุงข้าวทำไข่เจียวไง แม่ ไม่เห็นต้องเก่งอังกฤษเลย”

จากนั้นนึกกระหยิ่มว่า เมินเสียเถอะ ไอ้ประเทศบ้าๆ อเมริกันบรามัน อังกฤษตรางู หรือเยอรมันเชฟเฟิร์ด ชาตินี้คนอย่างข้อยคงไม่มีวันไปวางตีนหรอก อยู่เมืองไทยนี่แหละสบายแล้ว พระมารดาได้แต่ส่ายหน้าระอาใจแล้วปล่อยให้ลูกสาวเรียนภาษาอังกฤษแบบตกๆ หล่นๆ ได้ครึ่งเสียครึ่ง ส่วนมากมักได้เกรดดี บางปีขยันหน่อยก็ได้เกรดซี ปีไหนขี้เกียจจัดก็คว้าเอฟไปนอนกอดก็เคย

แต่เชื่อไหมว่าจุดหักเหของชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด รวมทั้งอนาคตที่ไม่อาจจะคาดเดาและพยากรณ์ล่วงหน้าได้แม้แต่น้อย

เดชะบุญรอดบริวเวอรี่ที่ถึงแม้จะไม่ถนัดภาษาอังกฤษเท่าไหร่นัก แต่ด้วยความที่พระมารดาเคี่ยวเข็ญมาแต่เด็กและการได้เรียนในโรงเรียนยอดนิยม ที่ชาวบ้านแย่งกันส่งลูกเข้าเรียนแทบหัวร้างข้างแตกพร้อมยัดเงินหลักแสน เลยทำให้ภาษาอังกฤษสเน็คๆ ฟิชๆ ไม่ติดขัดเท่าไหร่นัก

ยุคนั้นเป็นยุคจีไอเฟื่องเมียเช่าเกลื่อนถนนเพชรบุรีตัดใหม่  ซึ่งเป็นถนนสายใหม่เอี่ยมอ่องดารดาษไปด้วยอาบอบนวด ธุรกิจเมียเช่าในกทมสมัยโน้นจึงเฟื่องฟูชูชมสมเป็นเมืองหลวงของไทย  เวลาเห็นสาวไทยเดินมากับฝรั่ง ชาวบ้านชาวช่องจึงมักสรุปในทันใดว่า “เมียเช่า”   ไม่ว่าสาวไทยนางนั้นจะดำเล็กสเป๊กฝรั่งหรืออ้วนล่ำดำสิวหรือขาวซีดโลหิตจางมักถูกเหมารวมทั้งนั้น ซึ่งค่านิยมนี้ยังฝังแน่นมาจนถึงปัจจุบัน ต่อให้สาวไทยนางนั้นจบระดับด๊อกเตอร์ใส่แว่นตาหนาเตอะใส่กระโปรงยาวกรอมข้อเท้า คนส่วนมายังคงพุ่งเป้าไปว่าเป็น “เมียเช่า” หรือ “ผู้หญิงหากิน” อยู่นั่นเอง

ต่อมากระแส “เห่อฝรั่ง” กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย สาวๆ ชาวไทยแห่หาผัวฝรั่งอย่างมืดฟ้ามัวดินเป็นที่น่าน้อยใจแทนหนุ่มไทยยิ่งนัก อาจเพราะการไหลบ่าของเครื่องมือสื่อสารทันสมัยอย่างอินเตอร์เนตที่มีโปรแกรมสนทนา  ทำให้โลกที่ว่ากว้างใหญ่ไพศาลแคบลงเพียงแค่หน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือ

ดังนั้นสาวไทยต่างพากันหาแฟนผ่านเวบหาคู่และสนทนาจ๋าจ้ะผ่านโปรแกรมแชตอย่างคับคั่ง จับฝรั่งได้บ้างไม่ได้บ้าง ฝรั่งบินเข้ามาฟันฟรีๆก็มาก ฉันได้ฟังเรื่องแบบนี้อยู่เนืองๆ

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ฉันต้องหาข้อมูลเรื่องการทำวีซ่าเข้าอเมริกา  เลยค้นข้อมูลทางอินเตอร์เนต เจอบางเวบไซน์ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลในการขอวีซ่ามาอเมริกา จึงเข้าไปเจ๊าะแจ๊ะพูดคุยกับบรรดาสาวไทย  ทุกคนล้วนเป็นว่าที่เมียมะริกันทั้งสิ้น พอคุยผ่านหน้าจอบ่อยๆ เข้า ก็อยากเจอหน้าค่าตากันบ้างเพื่อเป็นการหาเพื่อนใหม่ที่กำลังจะเดินทางไปในดินแดนใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย

เมื่อเป็นเช่นนี้ แอดมินเวบจึงจัดปาร์ตี้ว่าที่เมียมะริกัน  โดยมีการนัดพบสมาชิกเวบทุกเดือนในช่วงรอวีซ่า ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหกเดือนหรืออาจจะเป็นปี  ขึ้นอยู่กับรัฐที่สามีฝรั่งอยู่กับความพร้อมของเอกสารด้วย รัฐที่ว่าที่สามีอยู่นั้นค่อนข้างสาหัสหน่อย  เพราะต่างด้าวเยอะจัด    เลยเดินเรื่องนานถึงแปดเดือน กว่าจะได้วีซ่ามาเชยชม ส่วนของเพื่อนที่ยื่นขอและสัมภาษณ์พร้อมกัน    ว่าที่สามีอยู่รัฐไกลสุดกู่มีแต่หิมะกับวัว แทบจะไม่มีคนผิวสี ระยะเวลาในการขอและได้วีซ่ามาครองนั้นแค่สามเดือนเท่านั้นเอง

การไปสนทนาปาร์ตี้ทำให้รู้จักสาวนางหนึ่ง หน้าที่การงานดีจบปริญญาตรี บ้านช่องอยู่จังหวัดชายทะเลฝั่งตะวันออก ผูกสมัครรักใคร่กับกระทาชายนายฝรั่งคนหนึ่ง ขอตั้งชื่อฝรั่งนายนั้นว่าไอ้หอก ส่วนสาวน้อยชื่อ น้องแคร่ก็แล้วกัน  เพราะเรื่องนี้ดูเป็นหอกข้างแคร่ของแท้ทีเดียว

น้องแคร่เครซี่ไอ้หอกมาก เวลามาเจอหมู่คณะว่าที่เมียฝรั่งทีไรก็เพ้อรำพันกระสันหาทุกทีทั้งที่ไม่เคยเจอหน้าค่าตากัน อ้าว..หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วรักกันยังไงในเมื่อไม่เคยเจอ  อย่างที่บอกแหละว่าสาวไทยกับชายฝรั่งส่วนมากเจอกันตามโปรแกรมแชท

สมัยก่อนโน้นมีโปรแกรมแชทยอดนิยมอยู่ 2-3 โปรแกรมคือ ไอซีคิวที่ส่งเสียงดังโอ๊ะโอๆ ทุกทีที่มีใครทักเข้ามากับโปรแกรมแชทที่เรียกว่าเอ็มเอสเอ็นหรือคนไทยเรียกสั้นๆ ว่า “เล่นเอ็ม” หรือ “ออนเอ็ม”  อ้อ เกือบลืมยังมีโปรแกรมแชตของยาฮูอีกอย่างที่ค่อนข้างแพร่หลายในเวลานั้น

น้องแคร่เห่อว่าที่สามีฝรั่งจัด  พวกเราเลยพลอยได้รับรู้เรื่องราวของไอ้หอกไปด้วย ว่าไอ้หอกเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา หลังจากแชทกับน้องแคร่ทางไอซีคิวประมาณปีหนึ่งก็คิดว่าจะมาหาน้องแคร่เพื่อทดสอบความน่าจะเป็น

ฝรั่งเลยบินมาเมืองไทยเป็นหนแรกโดยพักที่โรงแรมแถวพญาไท ส่วนน้องแคร่ก็อุตส่าห์ลงทุนนั่งรถบขส.จากชลบุรีหลังเลิกงานห้าโมงเย็นมาลงเอกมัยกลางดึก แล้วนั่งแท็กซี่ไปหาไอ้หอกที่โรงแรม   จากนั้นน้องแคร่ต้องเผ่นออกจากโรงแรมตั้งแต่ตีห้า รีบจับรถ บขส รอบแรกกลับมาทำงานตอนเช้าที่เมืองชล ทำแบบนี้อยู่สองอาทิตย์เต็มจนไอ้หอกบินกลับอเมริกาไป

ข่าวคราวจากไอ้หอกเงียบหายไปกับสายลม ในขณะที่สาวๆ ในกลุ่มวีซ่าอเมริกาเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวกันจ้าละหวั่นเพราะวีซ่าผ่านพร้อมเดินทางแล้ว

น้องแคร่นั่งหน้าเศร้าน้ำตานอง มองดูพวกเราตัดชุดแต่งงานและเตรียมเดินทาง สุดท้ายพวกเราเดินทางมาอเมริกาทุกคนเมื่อวีซ่าผ่านแล้วไม่ได้เจอกันอีกเลย แต่ฉันยังคบเพื่อนบางคนในกลุ่มจนถึงทุกวันนี้ ส่วนมากไม่ได้เจอกันอีก  เพราะต่างคนต่างก็แยกย้ายไปอยู่ตามรัฐต่างๆ กับสามีฝรั่งของตนนั่นเอง

2 ปีผ่านไป ฉันได้ข่าวน้องแคร่อีกที ตอนที่น้องเดินทางมาอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับสามีคนล่าสุด ซึ่งไม่ใช่ไอ้หอก !

เพื่อนสาวในกลุ่มเก่าเล่าให้ฟังว่า น้องแคร่เจ็บแค้นไอ้หอกมากที่หายหน้าหายหำไปเฉยๆ แต่ด้วยความอยากมาอเมริกาเลยลงทุนหาฝรั่งคนใหม่ให้บินมาหาที่เมืองไทย

คราวนี้โชคช่วยที่ผัวใหม่ไม่เผ่นหนี ซ้ำเอามาตกแต่งเป็นเมียที่อเมริกา จากนั้นน้องแคร่ทำเสมือนว่าไม่เคยรู้จักเพื่อนสาวกลุ่มที่เคยช่วยเหลือกันเรื่องวีซ่ามาก่อน คาดว่าคงอับอายอยู่ในใจลึกๆ  ทั้งที่ๆไม่น่าจะต้องอายใครด้วยซ้ำ   เพราะคนที่เลวคือไอ้หอกผู้หลอกฟัน ไม่ใช่น้องแคร่  ซึ่งไม่น่าเป็นเหยื่อฝรั่งใจดำแค่รายเดียว เชื่อเถอะว่าเรื่องราวแบบนี้ยังเกิดขึ้นทุกวัน เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง

 

Don`t copy text!