อเมริกาฟาโรห์

อเมริกาฟาโรห์

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

เคยถามอเมริกันหลายสิบคนว่าเคยรู้ไหมว่า ประเทศยูมีฟาโรห์อียิปต์ยุคสามพันปีที่แล้วมาอาศัยอยู่ ร้อยละร้อยส่ายหน้าเป็นพัดลมแล้วบอกว่า

“อ๋ายยยย..ยูถูกผีมัมมี่เข้าสิงหรือกินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่าวะ มัมมี่ในอเมริกาไม่มีมัมมี่ฟาโรห์เลยแม้แต่ตนเดียว แจ่มสุดก็มัมมี่เจ้าชายอะไรสักพระองค์ในพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนในวอชิงตัน ดี.ซี. โน่นแหละ ไอรู้ เพราะไอเคยไปดู”

เรื่องนี้แทบไม่ค่อยมีใครรู้หรอก แม้แต่เจ้าของประเทศเอง แต่สำหรับฉัน นี่คือเรื่องน่ามหัศจรรย์ ที่รู้ว่าฟาโรห์พระองค์หนึ่งใช้ชีวิตหลังความตายที่นี่..

กาลเวลาผ่านผันสามพันกว่าปี บรรดาฟาโรห์เสด็จไปโลกหลังความตายหมดแล้ว โจรลอบปล้นสุสานฟาโรห์อย่างไม่เกรงกลัว จนมีการเจอหลุมลึกลับที่ซ่อนพระศพของฟาโรห์หลายพระองค์ในหุบเหว เพราะนักบวชเคลื่อนย้ายออกจากสุสานอันอลังการ คือย้ายมาแต่หีบศพ เพื่อปกป้องเจ้านายตน จากนั้นก็เอามากองรวมกันในถ้ำแห่งหนึ่ง แต่ไม่วายโดนปล้นไม่รู้รอบที่เท่าไหร่

ในโถงถ้ำแห่งนี้นี่แหละที่เจอสมาชิกราชวงศ์ 19 กันพร้อมหน้า ทั้งฟาโรห์พ่อคือฟาโรห์เซติที่ 1 และลูกคือฟาโรห์รามเสสที่ 2 แต่ไม่ยักเจอฟาโรห์รามเสสที่ 1 มีแต่โลงพระศพจารึกพระนามรามเสสที่ 1 แต่พระศพนั้นล่องหนไปไหนไม่รู้ ใครรู้ได้ ในสุสานรามเสสที่ 1 ก็ไม่มี

ย้อนกลับไปในยุคกลาง มัมมี่อียิปต์กลายเป็นสินค้านำเข้าสู่ยุโรป โดยบรรทุกกันเต็มลำเรือทีเดียว เพราะความเชื่อที่ว่าชิ้นส่วนมัมมี่สามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคแบบครอบจักรวาลได้ ยาที่นำชิ้นส่วนซากมัมมี่มาทำเรียกว่า “มัมเมีย”

หนักไปกว่านั้น การนำเข้ามัมมี่จากอียิปต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานปาร์ตี้ในหมู่ผู้ลากมากดีด้วยการคลี่ผ้าพันศพออก เพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ใต้ผ้าพัน ถือเป็นหนึ่งในงานเลี้ยงรื่นเริงกันเลยทีเดียว นึกอยู่นานก็ไม่รู้ว่ามันสนุกตรงไหน กลิ่นก็คงตุ ๆ สภาพก็ออกแนวหลอน หลังเปลื้องผ้าพันมัมมี่แล้ว ตัวไหนโชคดีได้ไปเปลือยล่อนจ้อนนอนยิ้มในพิพิธภัณฑ์ ตัวไหนโชคร้ายกลายเป็นยาผงมัมเมีย

ดร.เจมส์ ดักกลาส ชาวแคนาดาผู้คลั่งไคล้เรื่องราวมัมมี่และอียิปต์โบราณจนเดินทางไปอียิปต์ เพื่อซื้อมัมมี่มาประดับบ้านโดยวางพิงฝาบ้านไว้ตรงระเบียง เชื่อว่าในเวลานั้นเพื่อนบ้านคงไม่ค่อยอยากไปเยี่ยม และขโมยคงไม่อยากย่างกรายไปบ้านดร.แน่ ๆ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1860 หรือ พ.ศ. 2403 มีการนำของสะสมเหล่านี้ไปไว้ในพิพิธภัณฑ์น้ำตกไนแองการา ช่วงเวลานั้นยังไม่มีกฎหมายห้ามนำวัตถุโบราณออกนอกอียิปต์หรือนำเข้าประเทศต่าง ๆ พอมัมมี่เหล่านี้มาถึง ก็จัดแสดงขึ้นชั้นวางเรียงกันอย่างดีให้คนชม ถือเป็นของแปลกที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

หนึ่งในจำนวนมัมมี่ที่จัดแสดง มีมัมมี่ตนหนึ่งไขว้มือประสานระหว่างอก แตกต่างไปจากมัมมี่ทั่วไป แถมยังปราศจากผ้าพันศพอีกด้วย เลยทำให้คนไม่สนใจเท่าไหร่ อย่าลืมว่าในช่วงปี 1800-1860 ยังไม่ได้มีการค้นพบสุสานฟาโรห์ตุตันคามุน เลยไม่มีใครสงสัยว่าทำไมมัมมี่ผู้ล่อนจ้อนปราศจากผ้าพันจึงไขว้แขนไว้ที่หน้าอก

มัมมี่ปริศนานอนไขว้แขนบนชั้นวางอย่างเดียวดาย จนกระทั่งปี 1966 วิศวกรเยอรมันคนหนึ่งไปทำธุระที่ไนแองการา พอดีมีเวลาเหลือ เลยฆ่าเวลาด้วยการเข้าพิพิธภัณฑ์ แล้วเจอมัมมี่ร่างที่ว่านี่เข้า วิศวกรรายนี้หลงใหลเรื่องราวราชินีเนเฟอร์ติตีอย่างยิ่ง อย่าลืมว่ารูปปั้นเศียรราชินีของฟาโรห์อัคเคนาเตนที่ขุดเจอที่เมืองอามาร์นาอยู่ในเยอรมนี ส่วนมัมมี่ของราชินีผู้เลอโฉมยังสาบสูญ เลยสันนิษฐานว่ามัมมี่ปริศนาที่นอนเดียวดายไร้ผ้าพันคือมัมมี่ของราชินีเนเฟอร์ติตี ด้วยความกระหายใคร่รู้ จึงพาผู้เชี่ยวชาญไปด้วย แต่พอเปลื้องผ้าที่คลุมไว้ตรงท่อนล่างออก พบว่ามัมมี่ตนนี้เป็นเพศชาย

หลังตรวจสอบโน่นนี่พบว่า มัมมี่ตนนี้เป็นฟาโรห์อย่างแน่นอน ด้วยลักษณะการไขว้แขน แต่ปัญหาที่ตามมาคือ หากเป็นฟาโรห์จริง จะครองราชย์ในช่วงไหน เพราะมัมมี่ที่ไขว้แขนมาจากสองยุคคือ ยุคอาณาจักรใหม่กับยุคที่โรมันปกครองอียิปต์ ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายก่อนล่มสลาย

ช่วงปี ค.ศ. 1800 มีการค้นพบปล่องที่ไต่ลงไปในหุบเหวที่หุบผากษัตริย์ เมื่อลงสู่ก้นปล่อง พบโลงศพมัมมี่ฟาโรห์มากมาย เนื่องจากนักบวชแอบเคลื่อนย้ายมาซ่อนไว้ที่นี่ ชาวบ้านละแวกนั้นไต่ลงไปเจอก็ลักลอบนำสมบัติออกมาขายในตลาดมืด จนกระทั่งถูกจับได้ในปี ค.ศ. 1881 ทางการอียิปต์ตรวจสอบดูพบว่าเจอมัมมี่ราชวงศ์ 19 เรียงรายในนั้นจำนวน 9 ร่าง เจอโลงศพที่จารึกว่าเป็นของฟาโรห์รามเสสที่ 1 แต่ปราศจากมัมมี่อยู่ในโลง

ปัญหาต่อมาคือ มัมมี่รามเสสที่ 1 หายไปจากสุสานและโลงศพได้อย่างไร ในที่สุดก็เจอข้อต่อระหว่างศตวรรษว่า ชาวบ้านที่พบหลุมซ่อนพระศพในหุบผากษัตริย์นำ “สินค้า” ไปขายนายหน้าชาวอียิปต์ ซึ่งติดต่อรับออร์เดอร์จากต่างชาติ คาดว่าชาวบ้านเหล่านี้คลี่ผ้าพันมัมมี่ออกเพื่อหาสมบัติ แล้วขายร่างมัมมี่ให้นายหน้าชื่อมุสตาฟา อักการ์ และนายหน้าขายต่อให้ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อต่อไป รวมถึงมัมมี่ที่ดร.เจมส์ซื้อมาในปี ค.ศ. 1860

ต่อมามีการนำข้าวของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์น้ำตกไนแองการามาขายทอดตลาด รวมทั้งมัมมี่อียิปต์ด้วย พิพิธภัณฑ์ไมเคิล ซี. คาร์ลอส ที่แอตแลนตาจึงซื้อมัมมี่ทุกร่างและสมบัติอื่นมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ มัมมี่ปริศนาจึงเดินทางจากแคนาดามาสู่แอตแลนตา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอเมริกา

เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามัมมี่ลึกลับนี้เป็นฟาโรห์พระองค์ไหน จึงติดต่อดร.ซาลิมา อิคราม จากไคโรมาตรวจสอบที่แอตแลนตา ทางพิพิธภัณฑ์ทดสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้วยการเอกซเรย์มัมมี่ลึกลับ แล้วนำไปเทียบกับฟิล์มเอกซเรย์ที่เคยมีการเอกซเรย์มัมมี่หลวงราชวงศ์ที่ 19

ผลปรากฏว่ามัมมี่ลึกลับคือฟาโรห์รามเสสที่ 1 จริง ๆ โดยเทียบกับรูปพรรณสัณฐานของลูกคือเซติที่ 1 หลานปู่คือรามเสสที่ 2 และเหลนคือฟาโรห์เมอร์เนปทาห์ ที่สำคัญคือภายในกะโหลกบรรจุยางไม้ราคาแพงที่คนทั่วไปไม่สามารถซื้อได้ ลักษณะการทำมัมมี่เช่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะของการทำมัมมี่ในราชวงศ์ที่ 19

ทางพิพิธภัณฑ์ส่งคืนทางการอียิปต์ปลายปี ค.ศ. 2003 หรือ พ.ศ. 2546 โดยให้ฟาโรห์รามเสสที่ 1 เดินทางข้ามฟ้าด้วยสายการบินฝรั่งเศสอย่างโก้หรู แถมพอถึงแผ่นดินเกิด มีกองดุริยางค์ทหารอียิปต์ต้อนรับ พร้อมนักข่าวทั่วโลกคอยทำข่าว ไฟแฟลชส่องวูบวาบเลยทีเดียวในช่วงนาทีที่เปิดหีบบรรจุร่างของพระองค์

สุดท้ายฟาโรห์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 19 ก็ได้พำนักยังแผ่นดินแม่อีกครั้ง ถือเป็นชีวิตหลังความตายที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะล่องเรือเดินสมุทรข้ามไปแคนาดา อยู่ที่นั่นยาวนานหลายสิบปีจนเดินทางสู่อเมริกา จนสุดท้ายได้กลับแผ่นดินอันเป็นที่รัก

Don`t copy text!