น้ำชาแห่งเสรีภาพที่หอมหวาน 250 ปี

น้ำชาแห่งเสรีภาพที่หอมหวาน 250 ปี

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

อังกฤษแห่มาลงหลักปักฐานในอเมริกาจนสามารถก่อตั้งอาณานิคม 13 แห่ง เรียงรายตามชายฝั่งตะวันออกของทวีป ตอนนั้นถือเป็นอาณานิคมที่ขึ้นกับกษัตริย์อังกฤษ ช่วงแรกก่อตั้งอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง อังกฤษค่อนข้างปล่อยปละละเลย ให้ชาวอาณานิคมปกครองกันเอง แต่ต่อมาอังกฤษไม่ได้ปกครองอาณานิคมเหล่านี้อย่างเป็นธรรมเท่าไหร่นัก เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวอาณานิคมกับแผ่นดินใหญ่ตลอด จนกลายเป็นปัญหาสะสมบ่มเพาะความคับแค้น

อังกฤษปกครองอาณานิคมแบบทวงบุญคุณ ชาวอาณานิคมต้องผูกขาดการค้ากับอังกฤษเท่านั้น ห้ามค้าขายกับชาติอื่นเด็ดขาด แถมต้องปลูกพืชตามที่อังกฤษต้องการ ห้ามผลิตสินค้าแข่งกับอังกฤษ เมื่อประเทศแม่ผลิตอะไรมาขาย ชาวอาณานิคมต้องซื้อทั้งหมด สรุปง่าย ๆ คืออาณานิคมทั้ง 13 แห่งถูกรัฐบาลอังกฤษมัดมือชกนั่นเอง

หลังจากนั้นรัฐสภาอังกฤษออกกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับที่ส่งผลกระทบต่อชาวอาณานิคม นั่นคือกฎหมายน้ำตาลและกฎหมายเงินตรา เพราะอยากหาเงินเข้ากองทัพอังกฤษ โดยบีบชาวอาณานิคมหยุดลักลอบค้าขายกับสเปนและฝรั่งเศส สาระสำคัญของกฎหมายน้ำตาลคือ เก็บภาษีอ้อย น้ำตาล และกากน้ำตาลที่นำเข้าอาณานิคม แถมให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่อังกฤษตรวจค้นเรือสินค้า คลังสินค้า หรือร้านค้าของชาวอาณานิคมที่ต้องสงสัยว่าค้าขายกับสเปนและฝรั่งเศส

ส่วนสาระสำคัญของกฎหมายเงินตราคือ บีบชาวอาณานิคมใช้ทองคำหรือเงินซื้อสินค้าจากอังกฤษเพื่อจับจ่ายใช้สอยแทนการใช้ธนบัตร สร้างความไม่พอใจขั้นสุดให้ชาวอาณานิคม เพราะไม่มีทองคำหรือเงินมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของพวกอังกฤษ

บรรดาชาวอาณานิคมจึงนัดรวมตัวต่อต้านอังกฤษที่บอสตัน เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของชาวอาณานิคม การกระทำอันไม่เป็นธรรมของอังกฤษ และการโจมตีของอินเดียนแดงให้ทุกอาณานิคมได้รับรู้ โดยออกเป็นจดหมายข่าว มีการทำหนังสือพิมพ์อย่างง่าย ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวระหว่างกันในหมู่ชาวอาณานิคมนั่นเอง

คาดว่าอังกฤษเห็นชาวอาณานิคมเหมือนลูกไก่ในกำมือ เพราะยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้ไม่หยุดหย่อน ด้วยการออกกฎหมายใหม่อีก 2 ฉบับ กฎหมายทั้งสองฉบับนั้นคือกฎหมายอากรแสตมป์และกฎหมายเลี้ยงดูทหารอังกฤษ จุดมุ่งหมายสำคัญของกฎหมายทั้งสองฉบับก็ไม่ต่างกับการออกกฎหมายฉบับก่อนหน้า นั่นคือต้องการนำเงินของชาวอาณานิคมไปสนับสนุนกองทัพเรืออังกฤษ

กฎหมายทั้ง 4 ฉบับสร้างความโกรธแค้นแก่ชาวอาณานิคมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของกฎหมายแสตมป์ มีการรวมตัวกันของชาวอาณานิคมที่นิวยอร์กเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อกษัตริย์จอร์จที่ 3 ให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทวงสิทธิในการส่งตัวแทนจากอาณานิคมเข้ารัฐสภาในอังกฤษ ความไม่พอใจขั้นรุนแรงเช่นนี้ทำให้เกิดการรวมกลุ่มชาวอาณานิคมที่เรียกตัวเองว่า “บุตรแห่งเสรีภาพ” หรือ Son of Liberty

ปี ค.ศ. 1766 มีการออกกฎหมายอีกฉบับคือกฎหมายทาวน์เซนด์ ที่ตั้งชื่อตามรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในเวลานั้นคือ ชาร์ลส์ ทาวน์เซนด์ ผู้ต้องการรีดนาทาเร้นชาวอาณานิคมมากขึ้นเพื่อนำเงินมาสู่อังกฤษ หลักสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือเก็บภาษีสินค้าจำเป็นที่นำเข้ามาในอาณานิคม นอกจากนี้ยังให้อำนาจข้าหลวงและเจ้าหน้าที่อังกฤษในการตรวจค้นทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านค้า คลังสินค้า หรือเรือสินค้า หากสงสัยว่ามีสินค้าหนีภาษีซ่อนอยู่

ชาวอาณานิคมเจอกฎหมายกดขี่ข่มเหงหลายฉบับติดต่อกันมาหลายปีก็ทนไม่ได้ ต่อต้านอังกฤษอย่างหนัก เริ่มต้นที่อาณานิคมบอสตันประกาศว่าจะไม่ซื้อสินค้าจากอังกฤษ จากนั้นอาณานิคมอื่น ๆ ก็ประท้วงด้วยการไม่ซื้อสินค้าของอังกฤษเช่นกัน

ต่อมารัฐบาลอังกฤษยกเลิกกฎหมายทาวน์เซนด์ แต่กลับออกกฎหมายใบชา ปี ค.ศ. 1770 มาแทน ซึ่งกฎหมายใบชานี้เก็บภาษีใบชาที่นำเข้ามาในอาณานิคม ชาวอาณานิคมจึงไม่ยอมซื้อใบชาจากอังกฤษ แล้วหันไปซื้อใบชาจากดัตช์แทน

เจอแบบนี้เข้า ธุรกิจการค้าใบชาของอังกฤษเลยตกต่ำทันตาเห็น พ่อค้าใบชาบริษัทบริติช อีสต์ อินเดีย ซึ่งเป็นผู้ค้าใบชารายใหญ่จึงขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษช่วย รัฐบาลอุ้มนายทุนเต็มที่ ด้วยการออกกฎหมายใบชาอีกฉบับในปี ค.ศ. 1773 กำหนดให้นำเข้าใบชาโดยไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ใบชาของบริษัทนี้ถูกกว่ารายอื่นในอาณานิคม ที่รัฐบาลอังกฤษทำเช่นนี้ เพราะอยากให้ชาวอาณานิคมเลิกซื้อใบชาของดัตช์ แล้วหันมาซื้อใบชาจากบริษัทนี้แทน

แต่ชาวอาณานิคมอ่านเกมรัฐบาลอังกฤษออก แม้จะถูกกว่าใบชารายอื่นในท้องตลาด แต่ไม่มีพ่อค้าชาวอาณานิคมคนไหนซื้อใบชาจากบริษัทบริติช อีสต์ อินเดียเลยแม้แต่รายเดียว เรื่องนี้สร้างความตึงเครียดระหว่างกันเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “บอสตัน ที ปาร์ตี้” (Boston Tea Party)

“บอสตัน ที ปาร์ตี้” ไม่ใช่ชื่องานเลี้ยงน้ำชาหรูหราแต่อย่างใด แต่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1773 ชาวอาณานิคมบอสตันราว 100 คนปลอมตัวเป็นอินเดียนแดงบุกขึ้นเรือสินค้า 3 ลำของรัฐบาลอังกฤษ จากนั้นโยนหีบใบชา 342 หีบทิ้งทะเล

การท้าทายอำนาจรัฐของชาวอาณานิคมบอสตันทำให้รัฐบาลอังกฤษตกใจ เพราะอังกฤษมองว่านี่คือการท้าทายร้ายกาจ จำเป็นต้องใช้ไม้แข็งลงโทษ ผลคือชาวอาณานิคมบอสตันเจอกฎหมายลงโทษทีเดียว 5 ฉบับ ล้วนแล้วแต่สาหัสสากรรจ์ทั้งสิ้น เพราะเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมที่สุด

ผลจากการออกกฎหมายกดขี่ทั้ง 5 ฉบับทำให้ชาวอาณานิคมรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปลดแอกให้หลุดพ้นจากการปกครองของอังกฤษ เพราะทั้งสองฝ่ายกระทบกระทั่งกันมาตลอด แต่กฎหมาย 5 ฉบับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอาณานิคมขาดสะบั้นลง

ตัวแทนจากอาณานิคมทั้ง 13 แห่งจึงเรียกประชุมด่วนที่ฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1774 การประชุมครั้งนี้เรียกว่า การประชุมสภาแห่งทวีปครั้งที่ 1

จากบอสตัน ที ปาร์ตี้นำไปสู่สงครามระหว่างชาวอาณานิคมกับอังกฤษ จนกระทั่งฝ่ายอาณานิคมรบชนะอังกฤษและประกาศอิสรภาพ สภาอาณานิคมตั้งคณะกรรมการร่างคำประกาศเอกราช มีเบนจามิน แฟรงคลิน จอห์น อดัมส์ โรเจอร์ เชอร์แมน ฟิลิป ลิฟวิงสตัน และโทมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นคนร่างคำประกาศเอกราช

จากนั้นนำเสนอต่อสภาอาณานิคมและมีผลบังคับใช้วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 สภาอาณานิคมประกาศว่าอาณานิคมทั้ง 13 แห่งไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไป แยกตัวออกเป็นประเทศโดยสมบูรณ์ วันที่ 4 กรกฎาคมกลายเป็นวันชาติของอเมริกานับแต่นั้นมา จนกระทั่งมาถึงปีนี้ ปีครบรอบ 250 ปีแห่งอิสรภาพของอเมริกา

Don`t copy text!