ผัวข้า..ใครอย่าแตะ

ผัวข้า..ใครอย่าแตะ

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

บางคนหลงติดเปลือกจอมปลอม คิดว่าความร่ำรวยและการมีของแบรนด์เนมหรูหรารอบตัวคือความสำเร็จสูงสุดในชีวิต เลยต้องยิ่งไขว่คว้าล่าเงาไปเรื่อย เช่นเดียวกับนิทานเรื่องหมากับเงา หมาบนตลิ่งปล่อยชิ้นเนื้อในปากตกน้ำไป เพราะคิดว่าเนื้อที่เห็นในน้ำใหญ่กว่าชิ้นเนื้อที่ตัวเองคาบ คนแบบนี้จะไม่มีวันอยู่เย็นเป็นสุขไม่ว่าจะอยู่บนแผ่นดินไหนก็ตาม เพราะตะเกียกตะกายกอบโกยโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้น พี่กิมจิกับลูกสาวทั้งสองคนก็อยู่ในข่ายที่ว่านี้อย่างชัดเจน!

กลุ่มคนไทยที่ฉันคบหาอย่างห่างๆ นั้นคือกลุ่มสี่นางฟ้าที่เป็นคริสเตียนหมด ทุกอาทิตย์นัดเจอกันเพื่อศึกษาไบเบิลที่บ้านของนางฟ้าคนใดคนหนึ่ง โดยมีฉันเสนอหน้าไปร่วม “กิน” อาหารที่แต่ละคนหิ้วมาหลังจากทุกคนเลิกเรียนแล้ว ฉันทำกับข้าวไปร่วมสำรับตามแต่กลุ่มนางฟ้าจะบัญชาทุกหน ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับกลุ่มนางฟ้าราบรื่นมานาน จนกระทั่งวันที่พี่กิมจิก้าวเข้ามากลางวง….

พี่กิมจิไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งที่เมืองไทย เพราะเรียนไม่จบอะไรเลย นอกจากอาศัยเงินจากผัวเก่าชาวเกาหลีเลี้ยงลูกสาวที่เป็นลูกครึ่งไทย-เกาหลีสองคน พอนึกถึงคำว่าสาวเกาหลี อย่าได้นึกภาพเด็กผีสองคนนี่ว่าจะน่ารักผิวใสบอบบางเหมือนสาวเกาหลีที่เราเห็นในทีวีเป็นอันขาด เพราะลูกสาวพี่กิมจิเป็นทอมถึกทั้งคู่ ตัดผมสั้นกุดแบบผู้ชาย แถมพูดจากวนตีนผู้ใหญ่อย่างถึงอกถึงใจ

วกมาถึงพี่กิมจิต่อ แกเป็นสาวไทยผิวคล้ำร่างผอมบาง หน้าตาเค็มกริบ นัยน์ตาหลุกหลิกส่อแววขี้โกง คาดว่าพี่อิ่มบุญเป็นคนพามาเข้ากลุ่มเพราะเจอกันที่โบสถ์ น่าแปลกว่าถึงแม้พี่กิมจิจะเป็นคนช่างเจรจาแบบน้ำไหลไฟดับและดูเป็นมิตรในตอนแรก แต่ทุกคนกลับไม่ชอบใจหน้าพี่กิมจิทันทีที่เห็น

พี่กิมจิคุยจ้อแต่เรื่องตัวเอง เลยทำให้ฉันรู้ว่าหลังจากเลิกรากับผัวเกาหลีก็คบหาฝรั่งในเมืองไทยคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยๆ ถึงพี่กิมจิจะไม่เล่าเรื่องจริงให้ฟังทั้งหมด แต่ฉันพอจับทางได้ว่า เวลาอยากได้ใครที่แกคิดว่ารวยพอที่จะหาเลี้ยงแกและลูกได้ ก็มุ่งมั่นจับทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสามี (ของคนอื่น) จนเมียระอาหย่าไปเองแทบทุกราย

แกทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดความคิดว่าอยู่เมืองไทยคงจะไม่รุ่ง เลยมุ่งมาหาผัวออนไลน์ด้วยการแชตกับฝรั่งอเมริกัน แชตกันไปแชตกันมาเลยได้มาอยู่อเมริกา พี่แกเล่าว่าระหว่างแชต ฝรั่งส่งข้าวของตามคำอ้อนพี่กิมจิไปให้แกและลูกสาวอยู่ตลอดเวลา ทำให้พี่กิมจิได้ใจว่า คราวนี้แหละเว้ย..จะได้ฝรั่งรวยๆ มาเป็นผัวเสียที ซ้ำว่าที่สามีพี่กิมจิใจป้ำ ออกเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้สามแม่ลูกและหมาอีกหนึ่งตัวบินข้ามฟ้ามาอเมริกา ยิ่งทำให้พี่กิมจิลำพองใจในความรวยของว่าที่ผัวคนล่าสุดอย่างเหลือล้น

สามเดือนแรกที่มาอยู่อเมริกา พี่กิมจิกับลูกสาวใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย โดยไม่คำนึงถึงสามีตัวเองแม้แต่น้อย หลังจากแวะไปหาพี่กิมจิที่บ้านในบ่ายวันหนึ่ง ฉันและกลุ่มนางฟ้ารู้ทันทีว่าพี่กิมจิและลูกหลงภาพลวง เพราะฐานะทางบ้านของสามีใหม่นั้นอยู่ในสภาพง่อนแง่นมาก ผู้ชายฝรั่งคนที่ว่านี้ไม่ได้มีฐานะอะไรเลย ค่อนไปทางจนอีกต่างหาก

พออย่างเข้าเดือนที่ 4 ของชีวิตคู่ ลูกสาวพี่กิมจิเริ่มจิกหัวเรียกพ่อเลี้ยงตัวเองว่า “ไอ้เหี้ย” บ้าง “ไอ้เตี้ย” บ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ขณะนั้น พี่กิมจิมักบ่นว่าเงินขาดมือ พาลโมโหที่ฝ่ายชายไม่รวยจริงอย่างที่ตนคิด แต่พี่กิมจิยังใช้ชีวิตหรูหราอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่ฐานะการเงินของผัวตัวเองยอบแยบเต็มทน ฝ่ายชายทำงานงกๆ ในตำแหน่งคนงานโรงงาน แถมหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะไปกู้เงินมาซื้อตั๋วและใช้จ่ายเป็นคนดำเนินการนำสามแม่ลูกและหมามาอยู่อเมริกา

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ข่าวว่าพี่กิมจิหนีออกจากบ้าน ทั้งๆ ที่ไม่ได้โดนสามีทำร้ายแต่อย่างใด แต่สร้างเรื่องขึ้นว่าอยู่กับสามีไม่ได้ ทำนองว่าสามีทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัสจึงต้องมาขอพึ่งบ้านพักฉุกเฉิน ช่วงที่สามแม่ลูกมาอยู่บ้านพักฉุกเฉินนี่แหละ แกเริ่มออกลายอย่างชัดเจน…

พี่กิมจิแวะมาหาฉันที่บ้านแทบทุกวัน โดยแต่งตัวล่อแหลมแบบใส่เสื้อผ้าที่สามารถทำนมหกกระฉอกพื้นได้ตลอด สามีฉันเป็นนักเขียนเลยทำงานอยู่ที่บ้าน เมื่อมีแขกมา เราต้องต้อนรับไปตามมารยาท ระยะแรกฉันหุงข้าวทำกับข้าวไทยให้กิน เพราะความสงสารที่สามแม่ลูกต้องมาอยู่บ้านพักฉุกเฉิน ไม่มีอาหารไทยกิน จะซื้อกินก็แพงเกินไป เพราะความเห็นใจอย่างโง่ๆ จึงได้รับบทเรียนราคาแพง เช่นเดียวกับเรื่องชาวนากับงูเห่านั่นเอง!

พี่กิมจิพร่ำบอกว่าบ้านที่ฉันอยู่เป็นบ้านในฝันของลูกสาวตน ส่วนพี่กิมจิเองอยากได้รถยี่ห้อเดียวกับที่ฉันขับ ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าคงจะอวยไปตามประสาคนปากหวานช่างพูด โดยหารู้ไม่ว่าในคำพูดเหล่านั้นมีความจริงแฝงอยู่ทั้งสิ้น!

ต่อมาเริ่มสงสัยว่าทำไมพี่กิมจิต้องพยายามนั่งเบียดกระแซะสามีฉันขนาดนั้น พยายามก้มๆ เงยๆ ให้นมต้มหลุดออกมาอยู่ร่ำไป ส่วนลูกสาวทั้งสองก็เก๋ไก๋ตีสนิทกับสามีฉัน เรียกคุณลุงอย่างสนิทสนม ไม่ว่าจะขี้จะเยี่ยวหรือทำการบ้านไม่ได้ ต้องบึ่งมาหาให้ช่วยสอนการบ้านให้แทบทุกวัน ความรู้ไปถึงหูกลุ่มนางฟ้าเข้า ป้าเฮี้ยนถึงกับตบอกผางแล้วบึ่งรถมาหาฉันที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง

“อีหนูเอ๊ย ป่านนี้ยังมองไม่ออกรึไงว่า แม่กิมจินั่นน่ะ หวังจะเอาผัวเธอเป็นผัวคนต่อไป ซ้ำเขี่ยเธอออกไปก็ง่ายมาก เพราะเธอทั้งแก่ทั้งอ้วน แถมยังปากเสีย (เอ๊ะ..ตกลงป้าแกชมหรือด่าเนี่ย) คนอย่างอีกิมจิ…ทำไม๊มันจะไม่อยากได้ อ้าปากก็เห็นสันดานดอกไม้”

ฉันยิ้มเซ็งๆ แหม..ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก แต่ดูแล้วงานนี้ สามียังบื้อคือเก่า ไม่รู้ว่ามีอีสาวไทยมาแอ่นนมโชว์ทุกวี่วัน ถือว่าเป็นโชคที่สามีซื่อบื้อเกินกว่าจะรู้ว่านางแม่มดมายืนแอ่นนมเหี่ยวๆ ล่อถึงบ้าน หลังจากนั้นไม่กี่วัน สมาชิกกลุ่มนางฟ้าอีกราย ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยพูดจาให้ร้ายใคร ก็ขับรถมาหาฉันที่บ้านด้วยสีหน้ากังวล แล้วพูดแบบเดียวกับป้าเฮี้ยนเป๊ะ! มิหนำซ้ำเล่าประสบการณ์ตรงที่แกโดนสาวไทยด้วยกันแย่งสามีไปด้วย พอฉันได้ฟังก็อึ้งไปนาน เพราะตั้งแต่คบหากันมา แกไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังเลยแม้แต่หนเดียว

เมื่อมีคนมาเตือนถึงสองคน ฉันก็จำเป็นต้องคิดแผนการขั้นสุดยอดในการกำจัดนางนมหกออกไปจากครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง หลังจากดูดโอเลี้ยงหลายอึกก็เริ่มคิดออก จึงชักชวนพี่กิมจิมาที่บ้านเพียงลำพังในบ่ายวันหนึ่งแล้วเปิดฉาก

“พี่กิมจิคะ หนูกลุ้มมากค่ะ พอทราบมั้ยคะว่าที่เมืองไทยน่ะ มียารักษาเอดส์กับวัณโรคที่เป็นสมุนไพรดีๆ บ้างไหม อยากจะให้สามีได้กินต้านโรคในตัวแกน่ะค่ะ เพราะยาฝรั่งเนี่ยมันดื้อยา”

ว่าพลางก็ชำเลืองไปทางสามี ซึ่งยืนไอโขลกๆ เพราะเป็นหวัดอยู่แถวนั้น พี่กิมจิลืมตาโพลง..เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดพราวขึ้นตามหน้าผากและไรผม จากนั้นหุบปากเงียบ มิใยที่ฉันจะชวนแกให้ร่วมโต๊ะมื้อเย็น แกก็ไม่ฟัง คว้ากระเป๋าจากไปโดยไม่ร่ำลา หลังจากนั้นพี่กิมจิไม่เคยย่างกรายเข้ามาในครอบครัวเราอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ล่าสุดได้ข่าวว่าแกพาลูกสาวย้ายไปรัฐอื่นเรียบร้อยแล้ว

 

Don`t copy text!