ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 26 : ถ้าอยากได้ฉันก็จะเอา

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 26 : ถ้าอยากได้ฉันก็จะเอา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 26 –

รถพ่วงพาผู้โดยสารชมเมืองจนครบรอบ เพื่อให้ทุกคนได้เก็บภาพอันเป็นประวัติศาสตร์แห่งอดีตของนครโบราณที่แม้จะผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด หากก็ยังหลงเหลือความงดงามที่ชวนให้เชื่อได้ว่า เมืองบนคุ้งแม่น้ำอาดีเจ (Adije) แห่งนี้ กาลครั้งกระโน้น เคยเป็นเมืองอันเรืองรุ่งสูงส่งด้วยสีสันอันประกอบด้วยปิอัซซา หรือจัตุรัสที่เปี่ยมชีวิตชีวา รวมทั้งโบสถ์ โรงละคร พิพิธภัณฑ์ อันล้วนแล้วฝีมือขั้นเทพ นับเป็นเมืองเอกอันดับ 2 ของแคว้นเวเนโต รองลงมาจากเวนิส

ชมเมืองครบรอบแล้ว รถก็พามาจอด ณ ที่เดิม

สมุทรไทจูงปู่ย่าและบนฟ้าลงจากรถทีละคนด้วยทีท่าเรียบๆแต่ระมัดระวัง ครั้นแล้วจึงหันไปถามยงยุทธ

“คุณลุงชอบเมืองนี้ไหมฮะ”

“ชอบมากเลยไท น่ารักมากเลยเมืองนี้ จิ๋วแต่แจ๋ว”

“ใช่เลยพ่อ” เสียงยาเยียดังขึ้น “ลูกก็ชอบมั่กมาก”

“ต่อจากนี้ก็จะไปบ้านจูเลียตกันไงปู่” ปรายเอ่ยขณะจับแขนผู้อาวุโส พาเดินต่อไปตามถนนที่ตรงไปจนเลียบข้างอัฒจรรย์กลางแจ้งที่แลเห็นเด่นโดดทางขวามือ เข้าซอยที่อยู่ใกล้ๆนั้น แล้วเดินตรงไปจนลุบ้านเก่าของคฤหบดีที่มีผู้คนเชื่อว่าคือบ้านจูเลียตในนวนิยาย

“แค่ 8 นาทีก็ถึงครับคุณปู่” โยธีบอกกล่าว

อากาศเย็นจัดเมื่อเช้า บัดนี้ลดลงพอให้รู้สึกว่าช่างเป็นยามเช้าที่แสนสบายนี่กระไร

ฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้จะร่วงหล่นจนแลดูชอกช้ำเป็นบางต้น มิใช่ทุกต้นก็หามีผลร้ายใดๆไม่ ด้วยบางต้นยังเขียวให้เห็น แม้เป็นเขียวแห้งๆหากก็ยังเขียว ไม่ถึงกับซีดเซียวใกล้โกร๋นเกรียน ที่ช่วยให้ชีวิตมีชีวาก็คือผู้คนที่ยังไปมาคึกคัก เดินสวนกันเข้าๆออกๆในซอยลือนาม นั่นก็คือบ้านโบราณของจูเลียต

“บ้านที่ว่าเป็นบ้านจูเลียตนี่ที่จริงเป็นของใครล่ะคะ พี่โย” บนฟ้าตั้งคำถาม

เป็นคำถามที่ทุกคนก็อยากรู้

ที่แน่ๆก็คือ เป็นคำถามที่ทั้งปู่และย่าไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน

“โอ้โฮ…น้องบน น้องเรา” ปรายส่งเสียงพลางเบนแขนที่คล้องแขนปู่มาโอบบ่าน้องสุดท้องผู้บัดนี้คล้องแขนสมุทรไทไม่ยอมปล่อย ท่ามกลางสายตาสามพ่อลูกผู้รู้สึกไปคนละทาง

พ่อรู้สึกโล่งอกที่บนฟ้ามาช่วยขวางกั้นมิให้ลูกสาวของเขาใกล้ชิดสนิทสนมกับเพื่อนหนุ่มผู้นี้ของลูกชายมากจนเกินกำลังจะห้ามไหว ด้วยว่า เขายังไม่อิ่มกับความเป็นสมุทรไท

ลูกสาวเขาควรจะได้คู่รวยกว่านี้ เด่นกว่านี้

หล่อนควรจะลาจากอ้อมอกเขาไปสู่คฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่เด่นดัง ไม่พังง่าย รวมทั้งไม่รวยแต่เปลือก ด้วยเชื่อเหลือเกินว่า ชายใดได้ยาเยียไปเป็นคู่ ลูกสาวผู้เฉลียวฉลาดจะสามารถเป็นเพชรน้ำงามประดับนามสกุลของชายนั้น

ฝ่ายโยธีรู้สึกถึงความโหวงเหวงเล็กน้อยจากภาพหญิงสาวที่เขาต้องยอมรับว่าชอบหล่อนมากเหมือนกัน นั่นก็คือ เป็นน้องของเพื่อนรัก กับเป็นทายาทอันดับต้นของพงษ์เทวฤทธิ์

ส่วนอีกหนึ่งสาวคราวปลายวัยรุ่นไม่คิดอะไรมากเพราะยังเชื่อมือตัวเองอยู่มิวาย

‘แล้วจะรู้ว่า ถ้าฉันอยากได้แน่ๆ ฉันก็จะเอาให้ได้’

ดังนั้น จึงแค่เหน็บแนมขณะเดินตามหลัง

“ท่าทางพี่บนเกาะแขนพี่ไทยังกะกลัวหายงั้นละ”

“ใช่…กลัว” บนฟ้าหันมายิ้ม “หายไปแล้ว หาอีกยาก”

ผู้ที่ถูกเกาะถึงกับหันมาเรียกชื่อ

“น้องบน”

“ว่าไงคะ พี่ไท”

“พูดผิดพูดใหม่ได้นะฮะ”

อีกฝ่ายก็เลยเอาศีรษะเข้าไปแนบกับบ่าเขาเป็นคำตอบ

“ดูดู” ปรายพูดดัง “ยังไม่ขนาดโรเมโอจูเลียตก็ขนหัวลุกไปถึงไหนๆแล้ว”

บนฟ้าได้แต่หัวเราะคิกคัก

ย่าก็เลยหันไปเปรยๆกับยงยุทธ

“น้องบนตอนนี้อารมณ์ดี…ไงๆก็ขอให้ดีตลอดแล้วกัน”

ผู้ฟังก็เลยยิ้มเชิงเอ็นดู

เพราะตนเองก็เคยนึก…โยธีจะ ‘รู้สึก’ อย่างไรกับบนฟ้าบ้างหรือไม่

แต่ภาพที่แลเห็นตรงหน้าในยามนี้ ค่อนข้างยืนยันความไม่มีหวังของลูกชาย

‘บ้าน’ ของจูเลียตในบทประพันธ์อมตะตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกแถวยุคกลาง เลขที่ 23 มีทางเข้าแคบๆผ่านไปสู่ลานกว้างหน้าคฤหาสน์ขวามือที่ลือชื่อด้วยอิฐเปลือยสามชั้น มีสวนเล็กๆประดับลาน แลเห็นระเบียงที่ยื่นจากชั้นสอง เหนือประตูหน้าต่างรูปโค้งของห้องชั้นล่าง กรอบบนหน้าต่างทั้งสามแถวสามชั้นคล้ายครอบด้วยชฎา

หน้าตึกด้านซ้ายมีรูปปั้นสำริดในชุดสีฟ้าเท่าตัวจริงของจูเลียต ยกมือซ้ายทาบอกตระหง่านอยู่ มีผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นสตรีเข้าไปยืนแอ๊คท่าถ่ายรูปด้วย บางคนก็ถึงกับยกมือแตะทรวงอกอันตูมตั้งของรูปปั้น เนื่องด้วยเล่าขานต่อกันมาว่า ถ้าแตะหัวใจของรูปปั้นนั้นแล้วจะโชคดีในความรัก

นักท่องเที่ยวจึงเข้าไปจับอกเธอกันอย่างสำราญทั้งจริงและเล่น

แต่ก็อาจจะให้คุ้มกับค่าเข้าชมคนละ 6 ยูโร ก็เป็นได้ รวมทั้งถ้าชมหลุมฝังศพอีก 7 ยูโรด้วย ก็ต้องจับกันบ้างละน่ะ

ผู้คนจึงคับคั่งขนาดนี้

กลับออกมาแล้ว โยธีจึงพบร้านอาหารตรงปากทางเข้า ก็เลยชวนทุกคนรับประทาน มีปลานึ่งตัวยาว พิซซ่าจานใหญ่ และสลัดรสชาติเป็นที่ติดใจ

“กำลังคิดว่าจะมีร้านไหนไหมที่เข้าไปแล้วผิดหวัง แต่ก็ยังไม่มีจนได้” ปรายเอ่ยหลังกินเสร็จ “โยนี่นะกระบวนหาร้านอร่อยละก็ ยกไว้ให้มึง”

พลางก็หันไปทางอีกคนขณะเดินกลับไปยังที่จอดรถ

“ทีนี้ก็ถึงตามึงแล้วไท ขับตะบึงให้ถึงเลคโคโมก่อนค่ำได้ก็จะดีมาก”

อีกฝ่ายเพียงแต่พยักหน้า หากก็ย้อนถาม

“แล้วถ้าไม่ถึงล่ะ”

“อ้าว…ไม่ถึงยังไง…โย…มันไกลไหมวะ เลคโคโมของมึงน่ะ”

“ไกล” โยธีตอบ “แล้วยังมีอุโมงค์ก็ยาวให้เข้าเป็นระยะ นึกไม่ออกว่ากี่อุโมงค์”

“งั้นเหรอ” อีกฝ่ายก็เลยคราง หันไปทางเพื่อน “แต่ก็หวังว่ามึงจะไหวนะ”

“ไม่ไหวก็ต้องไหว” เพื่อนตอบแค่สั้นๆ แต่มีความหมายให้เชื่อมั่นความเป็นโซเฟอร์ของเขา

“มึงนี่น้า-าไท” อีกฝ่ายลากเสียงอันแสดงถึงความรู้สึกส่วนลึกที่มิอาจบรรยายได้ หากก็ไพล่ไปพูดเพียงว่า “กูคิดถูกแล้วที่ให้มึงขับรถ ให้โยบรรยาย..ว่าแต่ว่า มึงจะไปสอนเด็กนี่อย่าเผลอให้เด็กมันสอนมึงละกันนะ”

ปลายเสียงเพื่อนออกอาการเอ็นดู

หากก็ลงท้ายด้วยนึกชมตนเองว่าดูคนไม่ผิด จึงถามผู้อาวุโส

“ปู่ว่าที่พี่ปันเขาทวงแผนพัฒนาปรายทุกวันน่ะ เขาคิดถูกแล้วใช่ไหมฮะ”

ประธานได้แต่เหลียวมาสบตาหลานชายพร้อมส่งความรู้สึกที่บอกว่า ‘เอ็งแน่’

 

เส้นทางไปทะเลสาบโคโมหรือ Laqo di Como เป็นเส้นทางไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องลอดอุโมงค์ใต้ภูเขาหลายอุโมงค์ เนื่องด้วยเป็น 1 ใน 5 ของกลุ่มทะเลสาบทางภาคเหนือของเมืองมิลานอันอุดมด้วยเทือกเขาใหญ่ที่ต่อเชื่อมกับแนวเทือกเขาแอลป์ในเขตสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งเป็นทะเลสาบใหญ่อันดับ 3 ของอิตาลี ลึกที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

นับเป็นทะเลสาบที่ไปถึงง่ายกว่าทะเลสาบใดในกลุ่มนี้

มี 1 ใน 4 เมืองริมทะเลสาบคือเมืองวาเรนนา (Varenna) อันเป็นเมืองบนแผ่นดินใหญ่ที่ไปง่ายทั้งในการล่องเรือชมความงามหรือแค่ข้ามฟากสำหรับนักท่องเที่ยวมาพักในลำดับต้นๆ…โยธีบรรยายมาในรถตลอดทาง

“ตอนอยู่นี่ ผมก็เคยมาหนเดียว ค้างแค่คืนเดียวยังไม่อิ่มจนเดี๋ยวนี้ ก็เลยต้องเลือกมาอีก ให้ค้างกันสองคืนรวดจะได้ไม่ฝันค้างเหมือนผม” เจ้าตัวเริ่มระดมสรรพวาจาขณะคนขับพารถไปด้วยความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง “รับรองร้อยเปอร์เซนต์เลยครับว่าคุณปู่คุณย่าจะไม่ผิดหวัง…คือผมนี่เลือกที่พักอย่างคัดแล้วคัดอีกเลยนะฮะ…ไม่ถึงกับแพงมาก แต่มีทุกอย่างครบถ้วน…ปรายเองก็พอใจ ที่ดีมากก็คือเขามีห้องเหลือสองชุดพอดีเลยคุณปู่…บ้านเขาทั้งหมดมีสามชั้น ทำเป็นห้องชุดให้เช่าสี่ชุด ล่างสุดสองชุด ชั้นสองสองชุด…เก็บค่าเช่ากินสบายตลอดสามฤดูเลยละฮะ”

“พี่โยของน้องสุดยอดยังงี้เลยเรื่องเลือกของกินที่พัก” เสียงน้องสาวผู้นั่งหลังสุดฟังได้ชัดตามเคย “ไงๆก็ขอให้เลือกอย่างอื่นได้เป๊ะด้วยละกัน ถ้าไม่เป๊ะละก็น้องหายอมไม่”

“หนูกะจะทำอะไรเขาล่ะจ๊ะ” ปรายทำเสียงอ่อนเสียงหวานล้อเล่น

“แล้วก็รู้เอง” ยาเยียบอกกล่าวกลั้วยิ้ม

“ว่าแต่หนูละกัน…อย่าลืมเลือกให้เป๊ะถูกใจทั้งคุณพี่คุณพ่อด้วยนา”

“รับรอง…ถ้าไม่เป๊ะ ไม่ใช่หนู” เจ้าตัวตอบเป็นคำตายไม่ให้มีช่องว่างเป็นอย่างอื่น

ชวนให้หญิงสาวผู้นั่งหน้า หากก็เยื้องกันใจสั่นๆขึ้นมาเมื่อนึกเลยไปถึงอีกหลายชายผู้กำลังอยู่ในฤดูกาลเลือกใครสักคนมาเคียงคู่…โดยเฉพาะใครหลายคนคือพี่ชายของหล่อน

แม้กระทั่ง ‘คนของตนเอง’ ก็ยังมิอาจจะวางใจ

“อะฮ้า…อยากรู้ขึ้นมาแล้วละซีว่า พวงมาลัยทองของคุณหนูจะลอยไปคล้องคอใคร” ปรายส่งเสียงครึกครื้นขณะรถแล่นเข้าสู่อุโมงค์มืดที่เหนือขึ้นไปคือชั้นผาสูงกว้างเป็นทางไกล ทั้งซ้ายขวาปกแผ่ด้วยไพรพนาสีน้ำตาล แทรกสลับสับหว่างด้วยเอเวอร์กรีน…เป็นเช่นนี้ตลอดเส้นทางที่กำลังพาไป ผ่านอุโมงค์แล้วอุโมงค์เล่า…ด้วยสมาธิอันแน่วแน่ของชายหนุ่มคนขับผู้ไม่ปริปากเลยแม้แต่หนึ่งคำ

แม้จะนึกสนุกอยู่บ้างกับเสียงของปรายผู้คอยทำลายความเงียบงันเพราะอยากรู้เหมือนกันว่าใครคือพระสังข์ของเด็กเจ้าบทบาทคนนี้

 

Don`t copy text!