รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 26 : บุลิน

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 26 : บุลิน

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 26 –

เสียงปืนดังขึ้นสองนัดติด แต่เป็นเสียงปืนที่เงียบกว่าปกติ เนื่องจากกระสุนวิ่งผ่านกระบอกเก็บเสียง

มือปืนที่อยู่ท้ายรถจักรยานยนต์ทั้งสองคน ไม่ทันได้เหนี่ยวไกปืนในมือ ก็ฟุบหน้าลงกับหลังคนขับเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆ ไถลร่วงหล่นจากรถ ลงไปนอนกองบนพื้น

คนขับรถจักรยานยนต์ทั้งคู่หันขวับไปดู ก่อนจะเหลียวไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก เมื่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงเพื่อนร่วมงานถูกสอยร่วงโดยมือมืดที่มองไม่เห็นตัว ก็ตัดสินใจทิ้งร่างเพื่อน เร่งเครื่องหลบหนีกลับไปตามทางเดิม ทว่ายังไม่ทันพ้นหัวถนน กลับโดนจักรยานยนต์คันใหญ่คันหนึ่งพุ่งขึ้นมาตีคู่ มารู้ตัวอีกทีก็โดนถีบจนล้มกลิ้ง

อามันต์ชำเลืองมองกระจกส่องหลังในรถอย่างเยือกเย็น เห็นประตูเล็กของบ้านตรงข้ามเปิดออก เลงโบวิ่งออกมาลากศพมือปืนทั้งสองคนเข้าไปไว้ข้างใน จากนั้นก็เปิดก็อกน้ำผ่านสายยาง ฉีดน้ำรดน้ำต้นไม้และล้างคราบเลือดที่หยดออกจากหมวกนิรภัยของพวกนั้นไปด้วยพร้อมๆ กัน ก่อนจะเผ่นแผล็วกลับเข้าไปในบ้าน

ประตูเหล็กดัดเล่นลายขนาดมหึมา เพิ่งจะเคลื่อนตัวเปิดออกจนสุดบานให้อามันต์ ชายหนุ่มจึงละสายตาจากการทำงานของลูกน้อง ซึ่งอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนสนิททั้งสามคน พารถยนต์สีดำคันหรูเข้าบ้านพัก เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เลงโบขับรถยนต์กระบะสีดำออกจากบ้านตรงข้าม มุ่งตรงไปยังจุดที่เดวิดเพิ่งจัดการคนขับจักรยานยนต์ทั้งสองคน

หลังจอดรถเข้าบ้านแล้ว เดวิดก็ติดต่อมาในตอนที่เขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า จะเข้าไปออกกำลังกายในยิมส่วนตัว

“ว่าไง”

“พวกมันไม่รู้จักเรวัตครับ แต่เป็นคนของบุลิน คำสั่งคือให้ขู่ แต่ถ้ายิงตายก็ไม่ว่าอะไร”

อามันต์รับทราบข่าวสารด้วยความสงบ “…คนมาเข้าใจรายละเอียดของงาน คนสั่งก็คิดจะเล่นงานกันถึงตาย สงสัยจะเก็บไว้ไม่ได้ นายทำให้มันคายที่กบดานของบุลินออกมาแล้วกัน หลังจากนั้น…ก็อย่าให้พวกมันไปก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก”

“ครับลู”

“ให้เลงโบมาคุยหน่อย”

อุปกรณ์สื่อสารถูกเปลี่ยนมือไปยังคนสนิทอีกคนของเขา อามันต์หยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะสั่งเลงโบ

“ได้ที่อยู่ของบุลินเมื่อไหร่ นายไปจัดการตามที่ฉันบอกนะเลงโบ เอาให้แนบเนียน”

 

ช่วงเที่ยงคืนกว่า จู่ๆ ไฟในเซฟเฮ้าส์ก็ดับ…

บุลินไม่ได้สนใจมันมากไปกว่าการพยายามติดต่อคนของตนซึ่งเงียบหายไปนานเกินสองชั่วโมง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปราวสิบห้านาที อากาศในห้องไร้เครื่องปรับอากาศก็เริ่มร้อนอบอ้าวจนเหงื่อเริ่มซึม พอเหงื่อซึม…ผิวหนังใต้เฝือกก็คันยิบๆ พลอยทำให้หงุดหงิด

“โว้ย ไอ้โต้! ไฟเป็นอะไรโว้ย ไม่ติดเสียที!”

บุลินเรียกหาคนที่มาอยู่เป็นเพื่อนหนึ่งในสองคน เพียงครู่เดียว…ก็มีเสียงฝีเท้าเดินขึ้นมาชั้นบน

“พี่บุ!”

“เอ้อ ว่าไง ไฟเป็นอะไรวะ!”

ชายหนุ่มอายุน้อยกว่าเขาเกือบรอบเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมไฟฉายในมือ “ฟิวส์ขาดพี่ เพิ่งค้นเจอฟิวส์สำรองจากกล่องเครื่องมือช่าง ไอ้บอยกำลังเปลี่ยนอยู่ รอนิดนึง”

“เออ เร็วๆ ล่ะ ร้อนจะตายห่าแล้วเนี่ย”

“ไม่เกินสิบนาทีพี่”

“เออ” บุลินพยักหน้าให้หนุ่มรุ่นน้อง แล้วก้มลงง่วนกับการทำงานผ่านสมาร์ตโฟนต่อ ตอนนี้เขากำลังตรวจสอบที่อยู่ปัจจุบันของจักรยานยนต์ที่จัดให้คนของตนนำไปใช้จัดการอามันต์ สัญญาณจีพีเอสบอกว่าทั้งสองคันมีการเคลื่อนไหว สลับกับหยุดเป็นระยะ ทว่าไม่มีการติดต่อกลับมา

บุลินสังหรณ์ว่างานนี้ลูกน้องเขาน่าจะทำพลาดแล้วละ แต่ลึกๆ ก็ยังหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น จึงหาข่าวของทั้งสี่คนต่อ อย่างไม่ลดละความพยายาม

ในความมืดและร้อนอบอ้าว…จู่ๆ มีคนเปิดประตูเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว

บุลินเอี้ยวตัวหยิบปืน แต่ยังช้ากว่าฝ่ายนั้นซึ่งสาดน้ำใส่เขาทั้งถัง

“เฮ้ย!” ชายวัยกลางคนอุทานด้วยความตกใจและไม่คาดฝัน พอลืมตาได้แล้วสะบัดปากกระบอกปืนไปทางช่องประตู คนก็หนีไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เงา

บุลินก้มลงมองสภาพเปียกโชกของตัวเองอย่างงุนงงระคนสงสัย กระนั้นหัวใจกลับค่อยๆ เต้นแรงขึ้นทีละน้อย คล้ายมันล่วงรู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรง

ทันใดนั้น ไฟฟ้าที่ดับไปนานก็ติด แสงจากดวงไฟสว่างบนเพดาน สาดลงมาให้บุลินเห็นสายไฟขาดๆ บนพื้นเปียกน้ำแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะรู้สึกเหมือนโดนอะไรสักอย่างพุ่งชน ร่างกระดอนขึ้นจากพื้นเตียงชุ่มโชกหนึ่งครั้ง แล้วร่วงลงกระตุกไม่หยุด

“พี่บุ” เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องคนเดิมส่งเสียงนำมาก่อนตัวขณะเดินขึ้นบันไดมา ทว่าเมื่อเหยียบลงบนพื้นน้ำซึ่งเปียกเลยไปจนถึงนอกประตู ก็รู้สึกเหมือนโดนอะไรไม่รู้พุ่งชนจนกระเด็น ร่วงตกบันได

เพื่อนร่วมงานคนสุดท้ายของบุลินเดินมาเห็นเข้า เกือบจะวิ่งเข้ามาจับตัวคนที่นอนอยู่ตีนบันไดแล้ว แต่สังเกตเห็นอาการกระตุกเบาๆ กับฝ่าเท้ามีรอยไหม้ จึงรีบวิ่งกลับไปสับคัตเอาต์แล้วย้อนกลับมาดูอีกที

ทว่า…เมื่อเขาเหยียบลงบนทางเดินในบ้านใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเคยแห้งจนถึงเมื่อกี้ กลับสัมผัสได้ว่ามีน้ำนองเต็มไปหมด จึงชะงักเท้าหยุดด้วยอาการสะดุ้ง ก่อนจะค่อยๆ ถอยหนี

เสียงย่ำน้ำดังแจะๆ ของตนดังก้องในความมืด สองเท้าเปียกชุ่ม…ขนอ่อนทั่วตัวลุกกรูเกรียว

ทันใดนั้น…ไฟในบ้านกะพริบเปิด

รู้สึกเหมือนโดนอะไรไม่รู้พุ่งเข้าชนเต็มแรง

ข่าวการตายของบุลินลอยมาเข้าหูเรวัตหลังจากนั้นสามวัน…

ทิชากรโทร.มาบอกเขาว่ามีคนได้กลิ่นเหม็นลอยออกมาจากในบ้านที่นานๆ จะมีคนมาพัก จึงให้ตำรวจเข้าไปดู ปรากฏว่าพบศพคนสามศพในห้องอาบน้ำที่เครื่องทำน้ำอุ่นชำรุด ไฟฟ้ารั่ว สันนิษฐานว่าคนหนึ่งกำลังอาบน้ำ แล้วอีกสองคนเข้ามาดูจึงโดนลูกหลง

“คุณพ่อแวะมาบอกฉันด้วยตัวเองเพราะเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ฉันยังเด็ก ท่านไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าฉันกับบุลินสุมหัวกันทำอะไรอยู่ บุลินเป็นคนรักษาคำพูด บอกว่าจะเก็บเรื่องฉันเป็นความลับ เขาก็ไม่บอกใครจริงๆ แม้แต่เจ้านายของตัวเอง ตอนเด็กๆ ฉันเรียกเขาว่าอา ถึงโตแล้วฉันจะเรียกเขาเหมือนเขาเป็นคนในบังคับบัญชาตามพ่อ เขาก็ไม่ถือสา…”

สำหรับทิชากร บุลินนับเป็นเพื่อนในยามยาก การต้องเสียเขาไปในเวลาที่สถานการณ์คับขันจวนตัว นับเป็นการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่แม้มันจะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เรวัตก็ไม่อาจมองข้ามความจริงว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะเขารู้…ว่าก่อนเกิดเรื่อง บุลินทำอะไรอยู่

ตอนนี้ผลแพ้ชนะระหว่างบุลินกับคนที่เรวัต…เกรงว่าจะเป็นอามันต์…ออกมาแล้ว และมันก็นอกเหนือความคาดหมายของเขาไปไกล

คืนเดียวหายไปเจ็ดคน

รวดเร็ว แนบเนียน…อำมหิต

สถานการณ์ที่เหมือนตกอยู่ใต้คมเขี้ยวเช่นนี้ ทำให้เรวัตนึกเป็นห่วงคนที่เกี่ยวข้องกับบุลิน

“คุณอยู่ที่ไหนเนี่ย ทิชา”

“ฉันอยู่ที่คอนโด กำลังเตรียมตัวจะไปงานศพ”

“อย่าไปดีกว่า คุณอ้างว่าป่วยแล้วไม่ต้องไปงานศพพี่บุ จากสายตาคนนอก คุณเป็นแค่ลูกสาวผู้บังคับบัญชาของเขา ถ้าคุณพ่อคุณให้เกียรติไปงานศพด้วยตัวเองแล้ว คุณไม่ไปก็ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวไปเป็นลมที่งาน คนเขาจะสงสัยเอาเปล่าๆ”

“แต่…”

“ตามนี้เถอะ เอาไว้เราหาเวลาไปทำบุญให้พี่บุที่วัดตอนกลางวันที่ไหนก็ได้ ได้เหมือนกัน”

ทิชากรถอนหายใจเบาๆ เพราะความจริงแล้ว เธอกำลังสองจิตสองใจ รอแค่คนมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเท่านั้น

“ก็ได้…”

“แล้วคุณ…เป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่ได้ข่าวพี่บุ กินอะไรหรือยัง”

คนถูกถามเงียบไป…ทั้งไม่กล้าบอกความจริง และไม่กล้าโกหก

เรวัตรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ ทิชากรเป็นคนท้องที่สุขภาพไม่ดี พอมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ ร่างกายก็ตอบรับทันควัน

“…ยังไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหม กี่มื้อแล้ว”

“เร…เรื่องบุลิน ฉันเป็นต้นเหตุหรือเปล่า”

แทนที่จะตอบ ทิชากรกลับถาม

เรวัตต้องพยายามแทบตาย ที่จะไม่ถอนใจให้อีกฝ่ายได้ยิน “…อยู่ๆ คิดอะไรขึ้นมาได้อีกล่ะ คุณจะเป็นต้นเหตุให้พี่บุตายได้ยังไง เรื่องของคุณมันก็แค่ตามหา…คนที่คุณรัก ไม่ได้ไปรบราฆ่าฟันกับใครเสียหน่อย แล้วมันก็เป็นอุบัติเหตุ”

“อุบัติเหตุจริงหรือ จู่ๆ พวกคุณก็หายหน้าไปทีเดียวหลายวัน ถามอะไรก็ไม่มีใครยอมบอก บอกแต่ว่ากำลังตามเรื่องทศอยู่ ถึงฉันจะป่วยแต่ฉันไม่ได้สมองเสื่อมนะคุณ ครั้งหลังสุด พวกเรากำลังคุยกันเรื่องที่ทศอาจจะตามหาพ่อของเด็กในท้องตัวจริงอยู่ แล้วพอฉันบอกคุณว่าเป็นใคร พวกคุณก็เงียบหาย สุดท้ายบุลิน…”

“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก คุณทิชา” เรวัตย้ำ “พี่บุเขาก็มีงานของเขา ถ้ามันเป็นเรื่องของทศ ทำไมผมไม่เป็นอะไรล่ะ ในเมื่อผมกับพี่บุเป็นทีมเดียวกัน”

“แน่ใจเหรอเรวัต”

“เอาอย่างนี้แล้วกัน เพื่อให้คุณสบายใจ เดี๋ยวผมไปหาคุณที่คอนโดก็ได้ คุณจะได้รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกัน เดี๋ยวผมจะซื้ออะไรร้อนๆ เข้าไปฝาก”

“เดี๋ยวสิเรวัต คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องอย่างนี้เพื่อความสบายใจของฉันหรอกนะ”

“ผมไม่ได้พิสูจน์อะไร ผมแค่พูดความจริง คุณรอหน่อยแล้วกัน ผมน่าจะต้องไปรอข้าวต้มขิงที่ร้านนานหน่อย เพราะลูกค้าเขามาก”

“…ได้…” ทิชากรตอบรับ “ฉันจะรอ”

เรวัตไม่ได้เห็นหน้าทิชากร แต่จากน้ำเสียง เขาแน่ใจว่าเธอคงสบายใจขึ้นมาก ที่ยังเหลือเพื่อนอีกคนไปเยี่ยมเยียน

ความจริง…การไปของเขาคราวนี้มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามสามารถทำให้บุลินพ่ายแพ้หมดรูปได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็ไม่แน่ว่าสถานะของผู้เกี่ยวข้องกับบุลินทั้งหมดจะถูกเปิดเผยไปแล้ว รวมถึงเขาด้วย

เพียงแต่เรื่องที่เขากลัว ไม่ใช่เรื่องที่อามันต์ล่วงรู้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับบุลิน และอาจจะกำลังตามหาทศทิศอยู่ เพราะไม่มีใครสามารถปฏิเสธความจริง แต่ที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องนี้…มันยังมีเรื่องที่คงบอกใครไม่ได้ไปชั่วชีวิตอยู่อีกเรื่อง ซึ่งหนักหนาสาหัสถึงขั้นบางทีเขาก็คิด…ว่าถ้าตายไปเสียวันนี้พรุ่งนี้ก็ดี จะได้หมดภาระ ไม่ต้องแบก ไม่ต้องคิดถึงมันต่อไป

ด้วยความรู้สึกขัดแย้งกันเช่นนี้ เรวัตจึงค่อนข้างปลง จะเกิดอะไรขึ้น ดีหรือร้าย ก็แค่รับมือ แก้ไขกันไป อยู่ก็ได้ ตายก็ไม่เป็นไร

เพราะฉะนั้น…เมื่อก้าวออกจากลิฟต์บนชั้นที่ทิชากรพักอาศัย แล้วพบว่าในโถงเล็กๆ ของที่พักอาศัยขนาดหนึ่งชั้นสี่ห้อง มีคนยืนรอเขาอยู่ เรวัตจึงไม่ตกใจ

เขาไม่เคยเจออีกฝ่าย แต่เคยเห็นหน้าผ่านรูปที่ลูกน้องของบุลินแอบถ่ายมาให้ดูแล้ว เป็นชายหนุ่มผิวขาวเหลือง วัยไล่เรี่ยกับเขา รูปร่างสันทัด ไม่สูง ไม่ใหญ่ ลักษณะท่าทางการแต่งตัวเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป สวมแว่นสายตาที่คงจะสั้นเพียงเล็กน้อย

พลเมืองดีจอมปลอมที่เคยสวมรอยเข้าช่วยบุลิน

เรวัตยืนเผชิญหน้ากับเลงโบอย่างสงบ ในขณะที่อีกฝ่ายเองก็มองเขานิ่ง แววตาไม่แสดงออกถึงความเหี้ยมโหดอำมหิต แต่ลึกล้ำดำมืด มองไม่เห็นอารมณ์

เรวัตแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาหาเรื่อง เพราะในที่พักแบบนี้มีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดอยู่เต็มไปหมด ทว่าเขาก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาปรากฏตัวให้เห็นเล่นๆ ต่างฝ่ายจึงมองกันเงียบ

กระทั่งเลงโบเป็นฝ่ายเอ่ยก่อนว่า…

“…เจ้านายผม ต้องการให้คุณมีชีวิตที่ปลอดภัย ให้สมกับที่เคยเสี่ยงชีวิตช่วยคุณไว้นะครับ”

เรวัตพยายามที่จะไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกไป กระนั้นในใจเขาก็รับทราบถึงคำเตือนที่ทั้งปรานีและโหดร้ายไปพร้อมๆ กัน เพราะการส่งคนมาหาก่อน ถือเป็นการยอมลงให้แล้วเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นการเปิดเผยด้วยว่าใคร…ที่เป็นคนลงมือกับบุลิน

สิบห้าปี…ยาวนานจนเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตชาติ ไม่ใช่ภพเดียวกับปัจจุบัน…ทั้งเขา ทั้งอามันต์

เรวัตอยากรู้ว่ามัทมีนากับทศทิศจะรู้เรื่องนี้หรือไม่ แต่เขาคงไม่ถาม

“…ฝากไปบอกเจ้านายคุณด้วยว่า ถ้าผมจะเนรคุณ ผมคงพาคุณทิชาไปที่บ้านใหม่นายทศนานแล้ว”

เลงโบกะพริบตาช้าๆ เป็นเชิงรับทราบ และรอให้เรวัตบอกเล่าเหตุผลของการเหยียบเรือสองแคมเพิ่มเติม แต่เมื่อเรวัตไม่พูดต่อ เขาก็ค่อยๆ ขยับตัว เดินเลี่ยงไปที่ลิฟต์ กดปุ่มเรียก…และเดินเข้าไป

รอจนตัวเลขหน้าลิฟต์เปลี่ยนเป็นเลขอื่นแล้ว เรวัตค่อยผ่อนลมหายใจ ก่อนจะตรงไปที่ห้องของทิชากร กดกริ่งได้อึดใจเดียว เจ้าของห้องก็มาเปิดประตู

“มาช้าจัง หิวจะแย่แล้วเรวัต”

มาช้า?

เรวัตทวนคำของทิชากรแล้วอยากจะบอกเธอจังว่า เขาเกือบจะไม่ได้มาหาเธอแล้ว ถ้าผู้ชายที่เจอหน้าลิฟต์คนนั้น คิดจะเก็บเขา

“ทำอะไรอยู่น่ะคุณ” ชายหนุ่มถามทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องของเธอ เนื่องจากตอนนี้บนพื้นห้องมีข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางอยู่เกลื่อน เป็นพวกอัลบั้มรูป กับบรรดาของที่ระลึก หน้าตาเหมือนหลุดมาจากเมื่อสิบปีก่อน

ทิชากรเดินไปเทข้าวต้มขิงหอมอ่อนๆ อย่างที่เธอชอบใส่จานที่มุมครัวพร้อมตอบเขาไปด้วย

“พวกข้าวของของนายดิตถ์ที่ฉันเก็บไว้น่ะ ว่าจะเอาไปทิ้ง”

“ดิตถ์?”

“ดิตถ์…” หญิงสาวหายใจติดขัดนิดหนึ่ง แต่จัดการความรู้สึกตัวเองได้ “พ่อของเด็กในท้องไง”

“อ้อ ให้ผมเก็บให้ไหม หรือยังเลือกอยู่”

เรวัตถามเหมือนมันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร ระหว่างเดินตามมาหาน้ำจากตู้เย็นดื่มด้วยตัวเอง ซึ่งก็ทำให้ทิชากรรู้สึกดี มากกว่าที่เขาจะมีอารมณ์ร่วมจนช่วยกันกดความรู้สึกให้ดิ่งลงลึก

หญิงสาวนึกขอบคุณเขาที่เป็นเพื่อน คอยเตือน คอยดึงให้เธอลุกขึ้น

“เลือกเสร็จแล้วล่ะ เหลือแต่หาลังมาโกยทิ้ง เมื่อกี้ฉันหาลังอยู่ แต่คิดได้ว่าไม่มี ก็เลยกำลังคิดว่ามีกล่องเหลืออยู่ตรงไหนบ้างหรือเปล่า”

“อาจจะในตู้เสื้อผ้า พวกกล่องรองเท้า”

“ใช่ นั่นแหละ แต่คุณมาเสียก่อน แต่ก็…ดีแล้วล่ะ ฉันจะได้บอกว่า ฉันตั้งใจจะปล่อยเรื่องนี้แล้ว”

“หา…” เรวัตชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หันกลับมา “พูดจริงหรือ”

“ใช่” ทิชากรยิ้ม…แม้จะยังไม่ใช่รอยยิ้มที่สดใสเต็มเปี่ยม แต่ก็เหมือนคนที่ทำใจได้มากแล้ว เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ “…ถึงคุณจะบอกว่าการตายของบุลินไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันก็ทำให้ฉันคิดได้ว่าดึงดันไปก็ไม่มีประโยชน์ คนเราตายจากกันง่ายนิดเดียว แล้วบางที…การเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้ สมัยนี้ผู้หญิงทำได้เยอะแยะไป ไม่แน่ว่าฉันอาจจะไปคลอดลูกที่ต่างประเทศ เลี้ยงลูกอยู่ที่โน่นสักปีสองปี แล้วค่อยอุ้มหลานกำลังน่ารักกลับมาขอโทษพ่อกับแม่”

ฟังแล้ว เรวัตโล่งอกเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปทั้งลูก

“เป็นแผนที่โอเค ผมดีใจนะที่คุณคิดอย่างนั้นได้ ในเมื่อคุณพยายามเต็มที่แล้ว ไม่มีใครมีสิทธิ์ตำหนิคุณหรอก คุณทิชา”

“อื้ม แล้ว…ถ้าฉันจะขอให้คุณไปเป็นเพื่อนฉันล่ะ ไปได้ไหม”

“เพื่อน?”

“แน่นอน เพื่อน เพราะยังไงฉันก็ยังรักทศอยู่ ถ้าฉันอยู่แล้วทำให้เขาต้องดิ้นรนสลัดฉันให้หลุด จนต้องไปเกี่ยวข้องกับนายดิตถ์…ฉันคงจะรู้สึกแย่กว่านี้ ฉันไม่อยากให้เขาทำเรื่องไม่ดีแบบนั้น ทศเป็นคนดีมาก…”

เรวัตรู้ แต่เขาคิดว่ามันคงจะสายไปแล้วละ ตอนนี้ทศทิศมีความเกี่ยวข้องกับอามันต์ และอามันต์ก็คือคนที่ไม่สะดุ้งสะเทือนกับการกำจัดบุลินและพรรคพวก ทั้งยังส่งคนมาเตือนเขาตรงๆ อย่างพวกที่แน่ใจในความยิ่งใหญ่ของตน

เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเคยรู้จักทั้งหมด แต่ถ้าทิชากรจะปลีกตัวออกมาให้พ้นจากวังวนที่มองไม่ออกว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ก็นับว่าดีต่อตัวเธอ

“ผมไปด้วยก็ได้ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศเสียด้วย เรื่องค่ากินค่าอยู่ คุณจัดการให้ด้วยแล้วกัน ผมบอกตรงๆ เป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่”

ทิชากรค้อนเขาขำๆ “รู้แล้วย่ะ รับรองจะเลี้ยงดูไม่ให้ลำบาก ขอแค่ถึงเวลาพาฉันไปส่งคลอดที่โรงพยาบาลก็พอ”

“ตามนั้นๆ งั้นผมเอาของไปทิ้งให้นะ คุณกินข้าวเถอะ”

“ขอบคุณมาก”

เรวัตเข้าไปรื้อในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของเธอจนเจอกล่องเก็บรองเท้าว่างๆ สองกล่อง จึงเอาออกมากวาดเก็บข้าวของที่เธอกองไว้บนพื้นห้อง แต่ระหว่างหยิบก็อดไม่ได้จะเปิดดูบ้าง เผื่อจะมีเอกสารสำคัญหลงหูหลงตาปะปนไปด้วย กระทั่งเห็นภาพถ่ายจำนวนหนึ่ง รู้สึกคุ้นตาจึงหยิบมาดู เป็นรูปของเด็กนักเรียนชั้นมัธยมทั้งห้อง ครั้นเพ่งแล้วพบว่ามันมีความทรงจำของเขาอยู่ในนั้น เรวัตถึงกับมือสั่น

“คุณทิชา…” เขาเรียกเจ้าของห้อง

คราแรกเสียงไม่ออก ต้องเค้นรอบสอง เธอถึงได้ยิน

“หือ?”

“นี่ภาพของนายดิตถ์อะไรนั่นจริงเหรอ”

“ใช่สิ ครอบครัวเรารู้จักกันมานานแล้ว ฉันก็เลยพลอยรู้จักเขาไปด้วย นั่นเป็นรูปสมัยก่อนที่พี่พีมพี่ชายฉันถ่ายเองกับมือ ฉันแอบหยิบมาจากอัลบั้มของพี่พีมตอนพี่พีมขนออกมาทิ้ง”

เรวัตเคยสงสัยว่าอะไรทำให้เขากับมัทมีนา ทศทิศ และอามันต์ หวนกลับมาเจอกัน โชคชะตา เวรกรรม…หรือมีชื่อเรียกอื่นอีก แต่เมื่อได้เห็นภาพพวกนี้ ก็คล้ายว่าเขาจะมองเห็นเส้นทางนั้นชัดเจนขึ้น ทว่าแม้จะรู้แล้ว ก็ไม่มีหนทางแก้เงื่อนปมที่ถูกผูกโดยสิ่งที่มองไม่เห็น

ระหว่างที่เขาและคนอื่นๆ คิดว่าชีวิตเป็นของตน ใช้มันราวกับเป็นนายเหนือหัว บงการได้ทุกเรื่อง ความจริงโชคชะตาได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้า และย่างเข้ามาวางกับดักรอบตัวทุกคนช้าๆ ด้วยฝีเท้าเงียบกริบ

กว่าจะรู้ตัวอีกที ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็ยากจะดิ้นหลุดจากบ่วง

บางที…เรวัตอาจจะไม่สามารถไปเมืองนอกกับทิชากรตามที่รับปากไว้เมื่อครู่ เพราะตอนนี้ในหัวเขามีเพียงเสียงเงียบๆ ของเปลวไฟ ที่ลามเลียจนใกล้จะมาถึงตัว กับเสียงร้องเสียงครางอย่างสิ้นหวังเจ็บปวดของตัวเอง

Don`t copy text!