Mr. Judo ทุ่มฉันเถอะที่รัก บทที่ 26 : อย่าให้ต้องออกแรง

Mr. Judo ทุ่มฉันเถอะที่รัก บทที่ 26 : อย่าให้ต้องออกแรง

โดย : แสนแก้ว

Mr. Judo ทุ่มฉันเถอะที่รัก นิยายออนไลน์ของ แสนแก้ว เรื่องราวของ ‘ลูกไม้’ นักกีฏวิทยาสาวที่บังเอิญต้องเข้าไปเป็นสมาชิกเว็บไซต์โสดเสงี่ยมเลี่ยมทองและได้พบกับชายในฝัน เธอต้องทำทุกวิถีทางให้เขาเห็นเธออยู่ในสายตาและรับเธอเข้าไว้ในหัวใจ ปฏิบัติการทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ยอมให้เขาทุ่มในสังเวียน! #นิยายสนุกๆ มีให้อ่านที่อ่านเอา

**************************

– 26 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เพลงพนัสขัดห้องน้ำไปใจก็เต้นตึกตัก ออกมาถูพื้นห้องครัวกับฟิตเนสก็ยังวูบวาบหวั่นไหว เดาแล้วเดาอีกก็ยังไม่เจอเรื่องที่เข้าเค้าว่าจะใช่ คุณแสนย์จะพูดอะไรกับเธอหลังเลิกเรียนคืนนี้กันแน่หนอ

พอเลิกคลาสเรียน นักเรียนก็เคารพอาจารย์ เคารพเบาะตามพิธี แล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้าน บางคนยังไม่เหนื่อยก็จับคู่รันโดริอยู่บนเบาะหรือไม่ก็เล่นฟิตเนสต่อ ส่วนผู้เป็นอาจารย์นั้นเลี่ยงมาเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก นั่งทำงานเงียบๆ ที่เคาน์เตอร์ยาวอันเป็นภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตา เขาไม่มีท่าทีว่าจะเข้ามาคุยกับเธอเลย อาจลืมไปแล้วก็ได้ว่านัดไว้ หรือไม่ก็…

เพลงพนัสสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน หันไปเช็ดกระจกต่อ ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขารอให้ทุกคนกลับจนหมดก่อนค่อยเริ่มคุยธุระด้วย เขาก็คงจะมีงานมากมายต้องสะสางนั่นละถึงได้ทำงานเงียบอยู่อย่างนั้น ส่วนเรื่องที่ว่าจะคุยกันก็คงลืมไปแล้ว

โคชโยฮันน์กลับออกจากฟิตเนสเป็นคนสุดท้าย เพลงพนัสก็เข้าไปปิดแอร์ ปิดไฟ พอกลับออกมาอีกทีชัชแสนย์ก็เก็บโน้ตบุ๊กรวมกับกระเป๋ากีฬาเรียบร้อยเหมือนพร้อมกลับบ้าน หญิงสาวมองไปรอบๆ ตอนนี้เหลือกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น สุดท้ายจึงเป็นเธอเองที่อดทนต่อความลุ้นระทึกลึกๆ ในใจไม่ไหว ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาก่อน

“เรื่องที่คุณแสนย์ว่าจะคุยด้วย มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่จะบอกว่าคืนนี้ผมจะไปส่งคุณเอง ไม่ได้เอารถมาไม่ใช่เหรอ”

เขายิ้มละไม เธอเพิ่งสังเกตว่าเขายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ยังใส่กางเกงยูโดสีขาว ส่วนเสื้อนั้นพับลวกๆ พาดอยู่บนบ่าพร้อมกับสายสีน้ำตาลปลายดำ หญิงสาวหลบสายตา ไม่กล้ามองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นอกเปล่าเปลือยซึ่งมีมัดกล้ามแน่นตึงนั้นเหมือนจะทำให้หายใจไม่ออก จึงต้องรีบตัดบทไปว่า

“ฉันกลับรถไฟฟ้าได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

หญิงสาวอยากจะเดินหนี แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียเธอก็ต้องอยู่ที่นี่เป็นคนสุดท้ายเพื่อปิดยิม ปิดโรงเรียนให้เรียบร้อยอยู่ดี

“ดึกแล้วนะคุณ กลับด้วยกันเถอะ ผมอุตส่าห์รอ”

เขายิ้มบางให้อีกครั้ง กลับยิ่งทำให้รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลเข้าไปใหญ่ เขาคงมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยจริงๆ และอาจต้องการคุยบนรถก็ได้ แต่ก็แปลกอยู่ดี เพราะตอนนี้ก็อยู่กันแค่สองคนแล้ว มีเหตุผลอะไรที่ต้องคุยบนรถ

“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ ฉันเกรงใจ คอนโดของฉันก็ไปคนละทางกับคอนโดของคุณด้วยค่ะ”

เขาส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกครับ วันนี้ผมกลับบ้าน”

“โห…งั้นยิ่งไม่เป็นไรใหญ่เลยค่ะ บ้านคุณแสนย์ยิ่งไกลและไปคนละทิศละทางกับคอนโดฉันเลย ฉันกลับเองได้จริงๆ ค่ะ” เมื่อเห็นเขายังนิ่งอยู่ เธอก็สำทับว่า “จริงๆ นะคะ ถ้าไปส่งฉัน เดี๋ยวกว่าคุณจะกลับถึงบ้านจะยิ่งดึก”

ชัชแสนย์อ้อมหลังเคาน์เตอร์ยาว สืบเท้าอย่างใจเย็นตรงเข้ามาหา กระทั่งมาถึงตัวแล้วก็ยังไม่หยุดเดินจนหญิงสาวต้องถอยหนี

“คุณรู้ด้วยเหรอว่าบ้านผมอยู่ที่ไหน”

เพลงพนัสเบิกตากว้าง สมองก็ช่างประมวลหาคำแก้ตัวได้ช้าเหลือเกินจนชายหนุ่มเข้ามาประชิดตัวจนได้

“ผมขอถามอีกครั้ง คุณเป็นใคร และเข้ามาที่ยูโดซันต้องการอะไรกันแน่”

หญิงสาวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ยิ่งได้เห็นสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของเขาก็ยิ่งสั่น นี่สินะเรื่องสำคัญที่เขาต้องการพูดกับเธอ

“ฉัน…ฉันก็เคยตอบไปหมดแล้วนี่คะ”

“ชื่อเพลง เพลงพนัส มาที่นี่เพื่อหารายได้พิเศษ มาอยู่กับเพื่อน อยู่กับน้องสาว คุณคิดว่าคำตอบแบบนี้ผมจะเชื่อเหรอ”

“จะเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่คุณสิคะ”

เขาเท้าแขนข้างหนึ่งกับเคาน์เตอร์ กักตัวเธอไว้

“เมื่อไรคุณจะพูดความจริงกับผมสักทีฮะ ผมควรจะทำยังไงกับคุณดีถึงจะเลิกโกหกผมได้”

เขาเหวี่ยงเสื้อยูโดที่พาดอยู่บนบ่าไปกองไว้บนเคาน์เตอร์ เผยให้เห็นร่างกายท่อนบนอันสมบูรณ์สมส่วน สายตาดุดันของเขาเหมือนนักกีฬาที่พร้อมสู้ หญิงสาวรีบหลบตาไปทางอื่น ไม่กล้ากระดุกกระดิกตัว กลัวว่าหากขยับเพียงนิด อาจถูกเขาจู่โจมก็เป็นได้

เมื่อไม่อาจต่อกรด้วยพละกำลัง เพลงพนัสก็เลือกใช้ไม้อ่อน ลองออดอ้อนดูอย่างที่ปลาคาร์พชอบทำบ้าง

“โธ่ คุณแสนย์คะ คนร้ายตัวจริงก็ถูกจับไปหมดแล้ว ยังจะสงสัยฉันอยู่อีกเหรอคะ หรือคิดว่าฉันจ้างน้องโก้น้องนพให้เล่นละครตบตาหรือไงกัน”

“เรื่องสปายกับคุณมันคนละเรื่องกัน พูดความจริงมาเดี๋ยวนี้ อย่าให้ต้องออกแรง”

ไม้อ่อนไม่ได้ผล ไม้แข็งก็ไม่มีให้ใช้ จะเอาอะไรไปสู้กับนักยูโดสายน้ำตาลปลายดำผู้นี้ได้ ครั้นแล้วเธอกลับพบว่าดวงตาคมคู่นี้ดุดันก็จริงแต่กลับซ่อนแววกรุ้มกริ่มประหลาด ก่อนจะอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวเหลือบมองประตู ท่าทางจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ซะแล้ว

ฉับพลันนั้น เธอก็ปัดเสื้อยูโดของเขาตกลงพื้นอย่างแรงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แล้ววิ่งตรงไปยังประตูทางออกสุดฝีเท้า เธอเคยวิ่งหนีเขารอดมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็ต้องทำได้

ทว่าทันใดนั้นเอง ลำแขนแข็งแรงก็เข้ารวบเอว ยกตัวลอยกลับเข้ามาก่อนที่มือจะถึงประตูเพียงนิดเดียวเท่านั้น

“ฉัน…ฉันเป็นแค่แม่บ้านธรรมดาจริงๆ คุณแสนย์อย่าทำอะไรฉันเลยนะคะ ปล่อยฉันไปเถอะ”

เพลงพนัสดิ้นสุดแรง แต่จะลงมือทุบตีเขาก็ทำไม่ลง จึงได้แต่ร่ำร้องคร่ำครวญขอความสงสาร แต่ดูท่าว่าชายหนุ่มจะไม่มีความเห็นใจให้เลยแม้แต่น้อย ยืนซ้อนหลังล็อกแขนเธอไว้แน่นหนา

“ต้องให้ใช้กำลังใช่ไหมถึงจะบอก ต้องโดนทุ่มอีกสักทีก่อนหรือไงฮะ” เขาเอ่ยเสียงเข้มชิดริมหู

“อย่านะ คุณเองก็เป็นโคช ใช้ยูโดทำร้ายผู้หญิงได้เหรอคะ”

“แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าทำร้าย เรียกว่าเค้นความจริงจากคนปากแข็งต่างหาก”

จบคำนั้นเขาก็ลากตัวเธอไปใกล้เบาะ หญิงสาวขืนสุดตัวแต่ก็ไม่อาจสู้แรงชายหนุ่มได้ ครั้นแล้วความหวาดเสียวก็แล่นขึ้นจับแกนสมองฉับพลัน กลัวว่าเมื่อไปถึงเบาะแล้วเขาจะทุ่มเธอจริงอย่างที่พูด คราวก่อนตอนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นขโมยเขายังเอาตัวรับแทน แต่คราวนี้เห็นทีจะไม่รอด เขาต้องทุ่มอย่างไม่ปรานีแน่

เพลงพนัสกลัวถูกทุ่มจับจิตจับใจ ถึงจะเคยเห็นน้องๆ ซ้อมทุ่มกันจนชินตา แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ท้ายที่สุดจึงร้องบอกเสียงสั่น

“ยอมแล้วค่ะ ยอมแล้ว”

ได้ผล เขาหยุดอยู่ตรงขอบเบาะนั้นเอง

“ฉันบอกก็ได้ค่ะ แต่คุณแสนย์ปล่อยฉันก่อนเถอะนะคะ”

ชายหนุ่มปล่อยมือตามที่ขอและยอมถอยออกไปยืนห่างๆ ด้วย แต่เพลงพนัสรู้ดีว่าด้วยระยะห่างเท่านี้ หากเขาคิดจะพุ่งเข้าชาร์จ เธอก็ไม่รอดอยู่ดี

“ผมจะให้โอกาสคุณเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าโกหกอีกแค่คำเดียวละก็ ผมไม่ออมมือแน่”

“ฉัน เอ่อ ฉันมาที่นี่เพราะ…” เพลงพนัสสูดลมหายใจลึก “เพราะฉันชอบยูโดค่ะ”

สีหน้าของผู้ฟังยังคงเรียบเฉยจนยากจะเดาความรู้สึกได้ เธอจึงรีบเสริมว่า

“ใช่แล้ว ฉันชอบยูโด แต่ไม่กล้าเรียน ก็เลยมาเป็นแม่บ้านดูลาดเลาก่อน…”

“โกหก!”

เขาแทรกห้วนสั้น เพลงพนัสเตรียมใจไว้อยู่แล้วก็ขยับวิ่งหนีอีกครั้ง พริบตานั้นเองชายหนุ่มได้พุ่งเข้าชาร์จอย่างรวดเร็วราวเสือตะครุบเหยื่อ หญิงสาวหวีดร้องแล้วร่างของเธอก็ถูกเขากอดรัดไว้ พุ่งล้มลงเบาะด้วยกันในลักษณะที่เธอล้มลงบนตัวเขา ก่อนที่เขาจะพลิกวูบให้เธอนอนหงายสัมผัสเบาะเต็มหลัง ส่วนตัวเขาคร่อมกักอยู่ข้างบน

“คะ…คุณแสนย์จะทำอะไรคะ” หญิงสาวหอบหายใจ ยังไม่คลายจากความตื่นตกใจ

“ทำโทษคนโกหกไง”

“ถ้าคิดว่าฉันโกหกละก็ แสดงว่าคุณรู้เหรอคะว่าความจริงคืออะไร”

หญิงสาวลองหยั่งความเห็นดู อันที่จริงก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ แต่หากได้ฟังสิ่งที่เขาคิดบ้าง ก็อาจจะหาทางโอนอ่อนผ่อนตามไปได้ และเมื่อนั้นเธออาจจะรอด

“ผมพอรู้ แต่ไม่แน่ใจ”

“งั้นมันคืออะไรล่ะคะ”

ชัชแสนย์กระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมก็ฉายแวววาววับประหลาด

“พวงกุญแจตุ๊กตาหมาไซบีเรียนที่ห้อยอยู่ตรงกระเป๋าคุณ เหมือนของผมเลยนะ”

ได้ฟังดังนั้นหญิงสาวก็เบิกตาโพลง ไม่นึกมาก่อนว่าเขาจะสังเกตเห็นหรือใส่ใจ แต่ก่อนจะหาข้อแก้ตัวได้ เขาก็เอ่ยต่อว่า

“น้องรุ้งเคยบอกว่า คุณตั้งชื่อว่า คริสต์มาส”

เพลงพนัสแทบอ้าปากค้าง ยัยรุ้งไปพูดไว้ตั้งแต่เมื่อไรทำไมไม่เคยบอก ทำอะไรไม่ปรึกษากันอีกแล้ว

“คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหมที่ชื่อมันคล้องกับเจ้าเมอร์รี่” เขามองมาเหมือนล้อๆ “ตุ๊กตาคู่งั้นเหรอ”

หญิงสาวส่ายหน้า ผมกระจายอยู่บนเบาะ

“บังเอิ๊ญ บังเอิญค่ะ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าตุ๊กตาของคุณชื่ออะไร”

“ทำไมจะรู้ไม่ได้ล่ะ ขนาดรหัสนักศึกษาของผมคุณยังรู้เลย คอนโดผมอยู่ที่ไหนคุณก็รู้ รู้แม้กระทั่งเลขห้อง” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ส่งสายตากรุ้มกริ่มมาอีกแล้ว “ไปค้นมาจากเพจของผมเหรอ”

หญิงสาวส่ายศีรษะอีกรอบ ตอบละล่ำละลัก

“ฉัน…ฉันจำไม่ได้แล้วว่าไปรู้มาจากไหน คุณก็รู้นี่คะว่าฉันเป็นนักวิจัย ทำงานกับข้อมูล เห็นอะไรผ่านๆ ตาก็มักจะจำได้”

“งั้นคุณก็คงจำได้สินะที่ผมบอกว่า ถ้าขืนยังโกหกอีก ผมจะไม่ปล่อยคุณไว้แน่”

คราวนี้เขาเหยียดยิ้มประหลาด หญิงสาวไม่อยากคิดว่าเป็นยิ้มร้าย แต่ดูยังไงมันก็ใช่

“คุณขี้โกงนี่ ฉันตอบอะไรไปคุณก็ไม่เชื่อสักอย่าง แล้วยังใช้กำลังข่มเหงกันแบบนี้อีก จะให้ทำยังไงล่ะคะ”

เธอพยายามผุดลุก ดันตัวเขาออกห่าง แต่ร่างหนาที่คร่อมกักอยู่มิได้ไหวสะเทือน กลับลดแขนลงมาเท้าศอกกับเบาะจนร่างกายแทบจะทาบทับกัน เพลงพนัสจึงหยุดทุกการขัดขืน ยอมนอนนิ่งๆ แต่โดยดี

“งั้นคุณตอบผมมาอีกข้อ”

หญิงสาวเริ่มหายใจติดขัด กลิ่นโคโลญหอมเย็นเคล้ากับกลิ่นกายของเขาเล่นงานเข้าให้อีกแล้ว

“ตอนผมเมา ผมได้ยินคุณพูดว่า…” เขาลากเสียงยาว ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “คุณอยากได้ผม”

เพลงพนัสอึ้งยิ่งกว่าอึ้ง ใบหน้าร้อนจัดจนอยากจะเป็นไข้ช็อกหมดสติไปเสียเดี๋ยวนี้

“แล้วคุณยังพูดอะไรอีกน้า…” เขาทำท่านึกทั้งที่ยังอมยิ้ม “ต้องทำยังไงถึงจะได้ผมเป็นสามี”

“เอ่อ เรื่องนั้น…” หญิงสาวรีบร้องขัดก่อนที่เขาจะพูดมากกว่านี้

“ทำไมครับ จะเถียงเหรอว่าไม่ได้พูดในเมื่อผมได้ยินเต็มสองหู ต้องให้น้องรุ้งมาเป็นพยานไหม”

“คุณ…คุณแสนย์ได้ยินด้วยเหรอคะ”

“ได้ยิน ขอโทษด้วยนะ เวลาเมามากๆ น่ะถ้าได้อาเจียนออกมาแล้วมันรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย คุณน่าจะรู้นะว่าคนอย่างผมน่ะ ไม่พูดก็ไม่ได้แปลว่าไม่รู้ เพราะผมไม่ใช่คนพูดมาก แต่ผมทำจริง”

ครั้นแล้วใบหน้าขาวใสของชายหนุ่มก็ฉกวูบลงมา ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดซอกคอจนขนลุกซู่ เพลงพนัสใช้มือทั้งสองยันกายเขาไว้สุดกำลัง ร้องเสียงสั่นว่า

“คุณแสนย์ จะทำอะไรคะ”

เขาเอ่ยชิดริมฝีปาก “คุณอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ผมเป็นสามี”

“อย่า…อย่านะคะ นี่มันเบาะยูโดนะคะ”

ชายหนุ่มยันกายขึ้นเล็กน้อยจนพอมีช่องว่างให้ได้หายใจหายคอ แต่ยังไม่ปล่อยจากการกักตัว เขาหัวเราะหึพลางปัดปอยผมที่ปรกหน้าเธอออกเบาๆ

“กลัวผมจูบเหรอ ระหว่างจูบกับทุ่มกลัวอะไรมากกว่ากันล่ะ หรือไม่กลัวเลยเพราะเคยโดนมาแล้วทั้งคู่”

“คุณแสนย์!” เธอทุบประท้วงเข้าที่กลางอก กล้ามเนื้อแน่นนั้นดูจะแข็งแรงจนไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอชักจะโมโหจึงปากำปั้นน้อยๆ ใส่ไปอีกที เขาตะครุบไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

“บอกมาเถอะนะ คุณมาที่นี่ มาหาผมใช่ไหม”

เพลงพนัสบิดมือออกจนพ้นจากการเกาะกุม ผลักร่างหนาออกให้พ้นตัวอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาก็ยอมลุกหลีกทางให้แต่โดยดี พอลุกขึ้นนั่งได้แล้ว หญิงสาวก็ค้อนขวับใส่ผู้ชายปากร้ายที่ยังนั่งมองเธอนิ่ง กระแทกเสียงตอบไปว่า

“ถ้าบอกว่าใช่ คุณจะว่าไงล่ะ”

เขาเลิกคิ้ว ริมฝีปากนั้นก็คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ เธอหมั่นไส้เต็มทนจึงยันหน้าอกแกร่งนั้นไปอีกที

“ฉันก็นึกว่าคุณเป็นคนดี ที่แท้คุณก็ชอบรังแกผู้หญิงเหมือนคนอื่นๆ อยากรู้นักใช่ไหมว่าฉันมาที่นี่ทำไม ใช่! ฉันตามคุณมาเพราะฉันชอบคุณ” หญิงสาวสูดลมหายใจแรง กระแทกเสียงไปว่า “ฉันรักคุณ รักมากด้วย พอใจหรือยังล่ะ”

เขาไม่ตอบ แต่สีหน้านั้นดูจะอึ้งไม่น้อย เธอสะบัดหน้าหนี กระฟัดกระเฟียดไปคว้ากระเป๋าสะพายแล้วผลุนผลันผลักประตูออกไป ไม่สนใจว่าจะต้องปิดยิมให้เรียบร้อยหรืออะไรอีกแล้ว

ชัชแสนย์ยังคงนั่งอึ้งอยู่บนเบาะยูโด มองแม่บ้านสาวตะบึงตะบอนจากไปจนสุดสายตา ก่อนจะคลายยิ้มออกมาในที่สุด

“ก็แค่เนี้ย”

เพลงพนัสยังคงมาทำหน้าที่แม่บ้านยูโดซันเหมือนปกติ เปิดโรงเรียนเวลาเดิม ทำความสะอาด ชงกาแฟหรือโกโก้ตามออร์เดอร์เหมือนเดิม และยังแอบมองคนคนเดิม คนที่วางตัวห่างเหินกับเธอไม่ต่างจากเมื่อก่อน ราวกับเหตุการณ์ในคืนนั้นเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง สร้างความสุขสมใจให้เขาแล้วก็ผ่านไป

ปลาคาร์พจะสอบเลื่อนสายจากเขียวขึ้นไปฟ้า ก็มาอ้อนขอให้ชัชแสนย์ช่วยฝึกสอนเป็นพิเศษ ช่วงนี้ทั้งสองจึงตัวติดกันแทบตลอดเวลา แม่บ้านอย่างเธอได้แต่มองอยู่ไกลๆ ยังไงก็ต้องอยู่ปิดยิม ปิดโรงเรียน ไม่อาจเลี่ยงภาพบาดตาบาดใจไปได้

“วันอาทิตย์นี้แล้วนะคะพี่แสนย์ที่ปลาจะสอบเลื่อนสาย ตื่นเต้นจังเลยค่ะ”

เพลงพนัสเงยหน้าขึ้นจากกล่องเก็บน้ำยาทำความสะอาด อุตส่าห์หลบมาหลังเคาน์เตอร์แล้ว สองคนนี้ก็ยังมาคุยกะหนุงกะหนิงให้ได้ยินจนได้

“พี่แสนย์ว่างไปดูปลาสอบไหมคะ อยากให้ไปจังค่ะ พี่ช่วยเทรนเป็นพิเศษขนาดนี้ปลาไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุดไม่ให้พี่แสนย์ต้องผิดหวังค่ะ”

ชายหนุ่มยิ้ม วางมือบนหัวไหล่ของหญิงสาวตัวเล็กบาง “น้องปลาทำได้แน่นอน สอบไม่ยากหรอก พวกท่าต่างๆ ก็ทำได้ดีแล้ว เหลือก็แค่ตอนแข่งที่ต้องชนะรวดสามคนซึ่งพี่คิดว่าน้องปลาผ่านมาแล้วหลายสนาม ก็คงไม่ยากจนเกินไป”

“จุดนี้แหละค่ะที่ปลากังวล ถ้าพี่แสนย์ว่าง ช่วยมาเป็นกำลังใจให้ปลาหน่อยนะคะ อย่างน้อยถ้าสอบตกขึ้นมาจะได้ไม่ต้องเศร้าอยู่คนเดียว”

ประโยคท้ายหญิงสาวทำเสียงหงอยเหงาอย่างน่าเอ็นดู ชายหนุ่มผู้เป็นโคชคนพิเศษจึงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

“โอเค งั้นวันอาทิตย์นี้พี่จะไปดูน้องปลาสอบนะ”

พอเขารับคำ ลูกศิษย์สาวก็ยิ้มหวานร่าเริง เพลงพนัสก้มเก็บแปรงเก็บไม้ปัดขนไก่ต่อ พยายามไม่สนใจเพราะยังไงเธอก็ไม่มีทางทำตัวออดอ้อนออเซาะเป็นน้องสาวแสนน่ารักแบบนั้นได้อยู่แล้ว

ราวสามทุ่มพวกโคชก็เริ่มทยอยกลับ เหลือแค่ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนยังนั่งทำงานที่เคาน์เตอร์ยาว พอเหลือกันแค่สองคนเขาก็พับจอโน้ตบุ๊ก เก็บของเตรียมกลับบ้านบ้าง

“คุณเพลง วันนี้คุณไม่ได้เอารถมาใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ ฉันกลับรถไฟฟ้าใต้ดินค่ะ” หญิงสาวรีบตอบ กลัวว่าเขาจะไปส่ง ชักเข็ดเสียแล้วที่ต้องอยู่ด้วยกันตามลำพังสองต่อสอง อย่างตอนนี้ก็เช่นกัน เขาอยู่เป็นคนสุดท้ายจนปิดยิม ไม่รู้ว่าจงใจอยู่รอแกล้งเธออีกหรือเปล่า

ชายหนุ่มพยักหน้า “โอเค งั้นผมกลับด้วย วันนี้ผมก็ไม่ได้เอารถมาเหมือนกัน”

ระหว่างทางเดินไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายหนุ่มก็ชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย หญิงสาวจึงค่อยหายเกร็ง อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาดูอารมณ์ดีนัก อาจเพราะช่วงนี้ใกล้ชิดกับปลาคาร์พก็เป็นได้ มีสาวน้อยน่ารักมาอ้อนมาเล่นด้วยบ่อยๆ ใครบ้างจะไม่ชอบ

“วันอาทิตย์นี้ผมจะไปดูน้องปลาสอบเลื่อนสาย” เขาเอ่ยขึ้นขณะพาเธอข้ามถนน “คุณว่างใช่ไหม”

“คะ?”

“ไปด้วยกันสิ”

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ “วันอาทิตย์ เอ่อ ฉันต้องมาเปิดโรงเรียนไงคะ ไม่ว่างหรอกค่ะ”

เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เจือหัวเราะเสียด้วย “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง”

เพลงพนัสเพิ่งนึกได้ว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเรียน จะสั่งให้แม่บ้านหยุดงานสักวันย่อมไม่ใช่เรื่องยาก จึงเป็นอันว่าวันอาทิตย์นี้เธอจะไปดูปลาคาร์พสอบเลื่อนสายเป็นเพื่อนเขา

ดึกแล้วแต่บนถนนสุขุมวิทก็ยังมีรถราแล่นไปมา สองข้างทางมีมินิมาร์ต ร้านอาหารและร้านนั่งดื่มมากมาย เปิดไฟแสงสี เปิดเพลงครึกครื้น ในช่วงเวลาที่คนทั่วไปนอนหลับพักผ่อนอย่างนี้ ย่านสุขุมวิทเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวา

ก่อนจะถึงสถานีรถไฟใต้ดินซึ่งอยู่ไม่ไกล จู่ๆ ชายหนุ่มข้างกายก็เอ่ยขึ้นว่า

“คุณเพลง สรุปคุณจะไม่บอกผมจริงๆ เหรอว่าคุณเป็นใครน่ะ”

เพลงพนัสชะงักฝีเท้า ก้าวถอยห่าง มองคนถามอย่างระแวง นี่เขายังจะแกล้งเธออีกหรือ กลางเมืองออกอย่างนี้

ชัชแสนย์ยิ้ม คงเดาใจออกว่าเธอคิดอะไร “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่เหรอ ที่คุณยังไม่บอกผม”

“ฉันก็พูดไปหมดแล้วนี่คะ คุณยังต้องการอะไรอีก”

เพลงพนัสเดินเลี่ยงไป ไม่กล้าเข้าใกล้ ชักได้กลิ่นความไม่ชอบมาพากลอีกแล้ว แต่จังหวะนั้นเอง เขาก็คว้าข้อมือเธอไว้ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“ผมรู้ว่าคุณคือคุณลูกไม้ ที่เคยส่งข้อความมาตอนสามทุ่ม”

หญิงสาวชะงักค้าง หันขวับไปจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างตกตะลึง

“จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องปิดบังด้วย ผมควรจะเรียกชื่อคุณว่าอะไรดี เรียกลูกไม้เหมือนเดิมได้หรือยัง”

เพลงพนัสยังอึ้งไปอีกครู่ใหญ่ กว่าจะเอ่ยเสียงเบาลอดริมฝีปากว่า “คุณแสนย์ รู้ได้ยังไงคะ”

เขายิ้มพอใจ คงพอใจที่เธอยอมรับสักทีกระมัง

“แล้วทำไมผมจะรู้ไม่ได้ล่ะ”

“ก็ เอ่อ…” หญิงสาวเรียบเรียงความคิด มาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องเปิดอกคุยกันเสียที เพราะเขาเองยังยอมเปิดเผยกับเธอก่อน “ฉันไม่คิดว่าคุณจะเคยเห็นหน้าฉันน่ะค่ะ อย่างรูปในแชตก็มีแต่รูปหันข้าง หันหลัง และอีกอย่าง ฉันก็ไม่คิดว่าคุณจะสนใจด้วย”

ประโยคหลังนั้นเธอพูดเสียงเบาจนอาจกลืนหายไปกับเสียงรถยนต์บนท้องถนน

“ผมก็คุ้นๆ สงสัยว่าอาจจะใช่ แต่ก็ชักไม่แน่ใจเพราะคุณแนะนำตัวว่าชื่อเพลง ไม่ใช่ลูกไม้ แล้วยังทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วย แต่ผมว่ามันแปลกๆ ยิ่งรู้ประวัติของคุณก็ยิ่งแปลก พอมีเรื่องสปายขึ้นมาก็เลยสงสัยคุณหนักหน่อย เข้าใจผมใช่ไหม”

“เข้าใจค่ะ” เธอแอบยิ้ม เขากำลังสารภาพบาปกับเธอหรืออย่างไร

“แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเลยว่า คุณคือคุณลูกไม้”

“เอ๋ ตอนไหนเหรอคะ”

“ตอนที่ไปบ้านคุณ” เขายิ้มเหมือนเด็กชายอวดเก่ง “ผมจำจีจี้ได้ จำได้ว่าเป็นหมาตัวเดียวกับในโปสต์การ์ดที่คุณส่งให้”

หญิงสาวถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง ลืมเสียสนิทว่ามีพยานปากเอกอยู่ที่บ้าน แต่ถึงไม่ลืมก็ไม่คิดอยู่ดีว่าเขาจะจำจีจี้ได้ เพราะที่ผ่านมามีแต่ความว่างเปล่า เขาดูไม่สนใจเธอเลยสักนิด เพลงพนัสมองชัชแสนย์เต็มสายตา รู้สึกเหมือนเพิ่งได้รู้จักเขาจริงๆ ก็วันนี้ ชายหนุ่มซึ่งมีความเงียบเป็นอาภรณ์ผู้นี้ แท้จริงแล้วมีการรับรู้และคิดวิเคราะห์ลึกซึ้งเกินกว่าใครจะหยั่งถึง

แต่คิดอีกทีก็น่าละเหี่ยใจนัก อนิจจา…เขาจำหมาได้ แต่จำเธอไม่ได้

ต้องดีใจไหม ที่อย่างน้อยก็ยังอุตส่าห์มีหมาเป็นแม่สื่อ

“พอแน่ใจว่าคุณคือคุณลูกไม้ก็ค่อยหายสงสัยเรื่องสปายหน่อย เพราะผมไม่คิดว่าคุณลูกไม้ที่ผมรู้จักจะเข้ามาที่ยูโดซันเพื่อเป็นสปาย”

เพลงพนัสรีบหลบตา แน่สิ คนที่ออกตัวแรง บุกจีบขนาดนั้นจะเป็นคนร้ายได้ยังไง

“ถึงว่าสิคะ ตอนปลาคาร์พเห็นฉันอยู่กับพี่โชติ หรือตอนที่ฉันพาคุณไปส่งคอนโดทั้งที่คุณไม่เคยบอกที่อยู่ให้รู้มาก่อน คุณถึงไม่ว่าอะไรทั้งๆ ที่ตอนนั้นฉันคิดว่าต้องโดนไล่ออกแน่แล้วแท้ๆ”

“ผมไม่ไล่คุณออกหรอก เพราะผมไม่คิดว่าคุณลูกไม้จะประสงค์ร้ายกับผม แต่คุณเข้าใจใช่ไหม รูปการณ์ทุกอย่างมันชี้มาที่คุณ ผมก็เลยยังต้องสงสัยอยู่”

“ค่ะ ฉันเข้าใจ”

ชัชแสนย์ออกเดินนำต่อไป ดูสบายใจและตื่นใจกับทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นขายไส้กรอกอีสานข้างทาง นักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งดื่มอยู่ในร้าน หรือพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่รอรับลูกค้ารอบดึก ครั้นแล้วเขาก็หันมาหา

“คุณจำได้ไหมที่ผมเคยบอกว่า ผมอยากไปเรียนยูโดที่ญี่ปุ่น”

“จำได้ค่ะ”

“ผมชักลังเลซะแล้วสิ อยู่ไทยน่าสนใจกว่ามั้ง”

“เหรอคะ” หญิงสาวตาโต เธอไม่เคยไปญี่ปุ่น แต่เท่าที่เคยเห็นในซีรีส์บ้านเมืองเขาก็ออกจะน่ารักน่าอยู่

“คุณคิดว่าไง ผมอยู่ที่นี่ดีไหม ลูกไม้”

เขาถามเหมือนขอความเห็น แต่เธอก็ไม่คิดว่าความคิดเห็นของตัวเองจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของเขาได้ สิ่งที่ทำให้ใจเต้นตึกตักตอนนี้ก็คือชื่อของตัวเองที่ออกจากปากเขาเป็นครั้งแรกนั่นมากกว่า

ต่อเมื่อเขายังเงียบราวกับรอฟังคำตอบจากเธอ หญิงสาวก็เอ่ยเบาๆ แบบไม่ค่อยมั่นใจว่า

“แล้วแต่คุณแสนย์เลยค่ะ”

Don`t copy text!