วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๙ : ผู้ให้กำเนิด

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๙ : ผู้ให้กำเนิด

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

วันก่อนงานวิวาห์ของนายแพทย์หนุ่ม บุตรพระยาบริรักษ์เวชการ กับธิดาคนเล็กของพระยารัชฎาสรรพกิจ เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นรื่นรมย์ของทุกผู้ ยกเว้นแต่คู่วิวาห์ไม่มาพบหน้า ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวราวกับว่า การแต่งงานในวันพรุ่งนี้คือการขึ้นเวทีแสดงมหรสพอะไรสักอย่าง ใครจะจัดการเตรียมอาหารหวานคาว ตกแต่งสถานที่ให้เอิกเกริกอย่างไร ไม่อยู่ในความสนใจของทั้งสองคน

กำหนดพิธีการจะตักบาตรที่บ้านเจ้าสาวตอนเช้า แล้วมาทำพิธีรดน้ำและส่งตัวเข้าหอที่บ้านเจ้าบ่าว ศุภางค์ขออนุญาตแม่สามีกลับไปช่วยงานที่บ้านและอยู่ค้าง คุณหญิงต่วนก็ไม่ขัดข้อง เพราะที่บ้านพระยารัชฎาสรรพกิจมีเพื่อนฝูงชาววังที่เคยอยู่ตำหนักเดียวกันมาช่วยเตรียมงานที่ไม่มากนัก แค่อาหารสำหรับตักบาตรและเย็บถุงบุหงาสดไว้แจกเป็นของชำร่วยเท่านั้น

วันวัสสาน์ออกจากบ้านในตอนสาย อ้างว่าจะไปเดินซื้อของ หากแท้จริงก็แอบนัดพบกับแหลมที่โรงภาพยนตร์ วันนี้อ้อยอิ่งอยู่นานไม่ได้ ด้วยว่าบริวารติดหน้าตามหลังคอยประกบ พบแล้วก็พูดจาอาลัยอาวรณ์เดินหน้าแผนการที่ตกลงไว้ ทั้งที่ในใจก็มิได้เห็นชอบทั้งหมด

แหลมเองก็คอยตัดบทมิให้สนทนายืดเยื้อ สบตานายคม ผู้ที่รู้เห็นพฤติกรรมซ่อนเร้นของทั้งคู่มาโดยตลอด อย่างลังเลใจว่าจะพูดดีหรือไม่ คมก็ส่ายหน้า เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น แหลมจึงเงียบไป

วันวัสสาน์กลับบ้านก็หยิบจับงานอย่างเหงาหงอย รู้สึกฝืนอยู่ไม่ได้ก็ขอตัวไปอยู่ตามลำพังในห้องนอน คุณหญิงต่วนค้อนธิดาคนเล็กแต่ก็ทำขวางไปอย่างนั้น เพราะรักและเอ็นดูมากกว่า

ฝ่ายสุพลก็ไปโรงพยาบาลเช่นทุกวัน ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องหยุดงานเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าว พยายามหาโอกาสพูดคุยกับบัวเกี๋ยง หล่อนก็ใช้เพื่อนหมอและพยาบาทที่อยู่แวดหน้าล้อมหลังเป็นเครื่องกำบังมิให้สุพลเข้าถึงตัว ปิดโอกาสให้เขาหล่อนอยู่กันตามลำพัง

เลิกงานแล้วสุพลก็กลับบ้านไปด้วยหัวใจห่อเหี่ยว คำเดียวที่เขาย้ำกับหล่อนก็คือ ขอให้หล่อนไปร่วมงานที่บ้านเขาพรุ่งนี้

 

หมอบัวเกี๋ยงมิได้เป็นแพทย์เวรวันนี้ แต่หล่อนก็ยังไม่อยากกลับบ้าน คงนั่งอยู่ที่โรงพยาบาล หากมีคนไข้เข้ามาก็ยินดีตรวจ แต่ก็ไม่มี ความคิดล่องเลยไปแล้วก็สะดุดอยู่ที่เรื่องพ่อเลี้ยง นางสรเคยเปรยไว้ว่า หากมีเวลาก็ลองไปแวะเวียนที่บ้านพ่อเลี้ยงดู มองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้ามืดแล้ว ถ้าไปตอนนี้เห็นทีจะไม่เหมาะ หากว่าพ่อเลี้ยงอยู่บ้าน อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก

กลับบ้านตัวเองดีที่สุด

คิดแล้วบัวเกี๋ยงก็เก็บของเดินออกมา ทว่ายังไม่พ้นอาคาร บุรุษพยาบาลเข็นเตียงผู้ป่วยผ่านหน้าหล่อนไป เสี้ยววินาทีที่เห็น แม้ร่างนั้นจะชุ่มโชกไปด้วยโลหิต หล่อนก็จำได้

“อ้ายน้อยจั๋น!”

บัวเกี๋ยงวิ่งตามไป ไม่มีใครห้ามเพราะหล่อนเป็นหมอ อีกทั้งนายแพทย์เปรมชนกผู้เป็นแพทย์เวรประจำวันนี้ค่อนข้างเหนื่อยล้าเพราะควงเวรมาหลายชั่วโมง มีเพื่อนหมออีกคนเข้ามาดูคนไข้ ก็ช่วยให้สบายใจว่ามีคนปรึกษา

“ถูกยิงมาหลายนัดเลย” นายแพทย์เปรมชนกเปรย

บัวเกี๋ยงดูแล้วก็ว่า

“เฉียดจุดสำคัญไปนิดเดียว แต่ก็ยังอันตราย ต้องผ่าตัดเอากระสุนออกด่วน”

เปรมชนกจูงมือบัวเกี๋ยงไปที่มุมห้อง ขอร้องว่า

“ตามหมอสุพลมาผ่าได้ไหม ฉันยอมรับว่าวันนี้ฉันเหนื่อยมาก กลัวมือจะไม่เที่ยง”

บัวเกี๋ยงมองหน้าคนขอก็เห็นหน้าตาเขาอิดโรย ตาจะปิดมิปิดแหล่ แม้ยืนทรงตัวยังโงนเงน ในขณะที่คนไข้บนเตียงก็ยังอาการหนัก ปรี่เข้าไปที่เตียงคนไข้

“พ่อเลี้ยงไหวไหม เรากำลังตามหมอ”

กำลังจะหมุนตัวไปสั่งการ พ่อเลี้ยงจันก็ฉุดแขนหมอสาวไว้

“หมอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันดีใจที่ได้พบหมอที่นี่”

บัวเกี๋ยงยิ้มอย่างให้กำลังใจ จะรีบไปสั่งการแก่พยาบาล พ่อเลี้ยงก็ขอร้องว่า

“ฉันขอให้หมอเป็นคนผ่าตัดฉันได้ไหม”

“ฉันไม่เชี่ยวชาญด้านผ่าตัด พ่อเลี้ยงใจเย็นนะคะ เรากำลังจะตามหมอ”

“ไม่เชี่ยวชาญ แต่แปลว่าหมอทำได้ ฉันขอ…ขอให้หมอผ่าตัดให้ฉัน ในฐานะ…” พ่อเลี้ยงจันกลืนก้อนแข็งลงคอ จะบอกว่า ‘พ่อ’ ก็ยังกระดากใจ บอกออกไปว่า “ผู้ให้ทุนคุณหมอ ได้ไหม”

บัวเกี๋ยงทำแผลใหญ่ ๆ ได้ก็จริง แต่หล่อนไม่เคยผ่าเอากระสุนออก โดยเฉพาะจุดที่เสี่ยงอันตราย จะด้วยคำขอร้องของพ่อเลี้ยงในฐานะผู้ให้ทุน หรือความมานะที่บังเกิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้นก็ตาม หล่อนสั่งการว่า

“เตรียมห้องผ่าตัด”

“ให้ตามหมอสุพลไหมคะ”

พยาบาลถาม คอยจะโทรศัพท์ไปตามตัว แต่รถของโรงพยาบาลล่วงหน้าไปรอรับที่บ้านบริรักษ์เวชการแล้ว เพื่อว่าเมื่อหมอถึงบ้านและทราบเรื่อง ก็นั่งรถกลับมาที่โรงพยาบาลได้เลย

“ไม่ต้อง ฉันผ่าเอง” หันมาทางนายแพทย์เวร “เปรมชนก ช่วยฉันหน่อย”

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าแล้วก็ตามไปไม่รีรอ

 

นานทีเดียวในความรู้สึกของหมอผู้ทำการผ่าตัดกระสุนออกจากร่างกายของคนไข้ เสร็จแล้วก็โล่งใจ ว่าชีวิตเขาปลอดภัยจากพญามัจจุราชแล้ว คนไข้ยังคงไม่ได้สติด้วยฤทธิ์ของยาสลบเมื่อย้ายมาที่ห้องพักฟื้น บัวเกี๋ยงติดตามมาด้วยยังค้างคาในคำพูดของพ่อเลี้ยงจัน หล่อนมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงพลางคิดว่า พ่อเลี้ยงพยายามบอกอะไรหล่อน พลันก็นึกถึงคำของนางสรขึ้นมา แล้วความคิดว่าพ่อเลี้ยงจันและนางสรมีความลับเกี่ยวกับตัวหล่อนก็ย้อนคืนกลับ

สุพลเข้ามาดูอาการคนไข้ในตอนดึก

เมื่อเขาถึงบ้าน รถจากโรงพยาบาลก็ตามมาราว ๒๐ นาทีหลังจากนั้น สอบถามจึงได้ความว่ามีผู้ป่วยถูกยิงส่งมาที่โรงพยาบาลหลังจากเขาออกมาแล้ว โทรศัพท์กลับไปที่โรงพยาบาลก็ได้คำตอบว่าหมอบัวเกี๋ยงและหมอเปรมชนกจะช่วยกันผ่าตัด

สุพลมิได้คลางแคลงใจในฝีมือของแพทย์ทั้งคู่ แต่เขาสะกิดใจที่พยาบาลบอกว่า

‘คนไข้ขอร้องให้หมอบัวเกี๋ยงเป็นคนผ่าตัดให้ค่ะ’

เขาจึงออกจากบ้านอีกครั้ง สั่งรถพยาบาลให้กลับไป ส่วนเขาขับรถตามไปเอง เมื่อถึงโรงพยาบาลนั้น การผ่าตัดยังไม่แล้วเสร็จ เขาจึงคอยเงียบ ๆ แม้ว่าพยาบาลจะดีใจที่เห็นเขามาถึงแล้ว สอบถามว่าจะเข้าไปช่วยหรือไม่ สุพลก็ส่ายหน้า

คอยจนกว่าเข็นเตียงคนไข้ไปที่ห้องพัก บัวเกี๋ยงตามเข้าไป นั่งนิ่ง ๆ เหมือนคนเฝ้าไข้ สุพลจึงเดินเข้าไป ส่งยิ้มให้หล่อนแล้วพิจารณาคนไข้ ถ้อยคำให้กำลังใจออกจากปากเขา

“เธอทำได้ดีมาก โดยเฉพาะนัดนี้” สุพลชี้ไปที่ตำแหน่งอกซ้าย “ใกล้ตัดขั้วหัวใจ อีกนิดเดียวเท่านั้น”

อันที่จริงกระสุนนัดนั้นอยู่เหนือขึ้นไปห่างจากขั้วหัวใจมาก จะว่าเข้าที่หัวไหล่ก็ได้ ซึ่งในวินิจฉัยของสุพลมิใช่จุดอันตราย แต่สำหรับบัวเกี๋ยง เขารู้ว่าหล่อนคิดว่าจุดนั้นยังอันตรายอยู่

บัวเกี๋ยงเงยหน้าขึ้นมา สุพลจึงเห็นว่าแววตานั้นหวาดกลัว

“ฉัน…ฉันกลัวว่าเขาจะตาย ถ้าเขาตายตอนที่อยู่ในมือฉัน ฉันคง…” บัวเกี๋ยงปล่อยคำพูดนั้นให้หายลงไปในลำคอ

“เธอได้กินอะไรหรือยัง ไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งเฝ้าดูอาการอย่างนี้ คงอีกพักใหญ่ กว่าคนไข้จะฟื้น” สุพลถาม ครั้นบัวเกี๋ยงส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง เขาก็ว่า “ฉันจะออกไปหาอะไรมาให้กิน ถ้าเธอยังอยากนั่งอยู่ตรงนี้”

บัวเกี๋ยงยิ้มแทนการตอบรับทุกอย่าง สุพลจึงออกจากห้องไป

 

คนไข้บนเตียงขยับตัวแล้วพึมพำ เขาอึดพอใช้ทั้งที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดไม่ถึงชั่วโมงก็ฟื้นคืนสติ เรียกหาน้ำ บัวเกี๋ยงก็รีบคว้ามาส่งให้ถึงปาก พ่อเลี้ยงจันยังมึนงงสับสนในตอนแรก หลับตานิ่งแล้วลืมขึ้นใหม่ช้า ๆ ปรับสายตาให้ชินกับแสงมัวสลัว เห็นหน้าหมอบัวเกี๋ยงอยู่ข้างเตียง รอยยิ้มน้อย ๆ ก็ผุดขึ้นมา

“ฉันคิดว่าจะตายเสียแล้ว หรือว่าตอนนี้ฉันอยู่ในความฝัน”

“พ่อเลี้ยงปลอดภัยดีแล้วค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบ หน้าหล่อนมีรอยยิ้มให้เช่นกัน

“หมอเก่งมาก ฉันภูมิใจในตัวหมอจริงๆ” พ่อเลี้ยงว่าแล้วพยายามเอื้อมคว้ามือบอบบางของหมอสาวมากุมไว้ “ไม่น่าเชื่อว่ามือเล็กแค่นี้จะต่อชีวิตคนเลวอย่างฉันได้”

บัวเกี๋ยงปล่อยให้พ่อเลี้ยงพูดไป เป็นไปได้ว่าเขาเพ้อด้วยพิษไข้ที่กำลังก่อตัวขึ้นมาหลังผ่าตัด จนเขาพูดว่า

“ฉันไม่เคยลืม ‘สัญญา’ ที่ให้ไว้กับหมอ”

บัวเกี๋ยงไม่เข้าใจ พ่อเลี้ยงสัญญาอะไรไว้กับหล่อน ไม่ทันได้ย้อนถาม พ่อเลี้ยงก็เอ่ยต่อ

“เรื่องบ้านที่เชียงใหม่ กับบ้านของฉันในพระนครนี้ ฉันยกให้หมอทั้งสองหลัง”

“ยกให้ฉัน” บัวเกี๋ยงทวนคำ “พ่อเลี้ยงยกให้ฉันทำไม ยกให้ในฐานะอะไรคะ”

“ยกให้…ในฐานะ ‘พ่อ’ ดีไหม”

“ดิฉันยิ่งไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีก ดูเป็นเหตุผลที่ไม่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะนึกได้”

พ่อเลี้ยงจันหัวเราะน้อย ๆ ระบายลมหายใจอย่างคนที่ผ่านจุดอันตรายที่สุดมาแล้วของชีวิต และพบว่าถ้ายังไม่ ‘จัดการ’ อะไร ๆ ให้เรียบร้อยลงไปเสียก่อน เขาคงตายตาไม่หลับ

“เอาเป็นว่า ฉันให้หมอเพราะอยากให้ก็แล้วกัน ภาษาหมอความเขาว่ายังไงนะ ให้โดยเสน่หาใช่ไหม” ครั้นหมอสาวพยักหน้าน้อย ๆ เขาก็ว่า “นั่นแหละ เหตุผลนั้นแหละ”

บัวเกี๋ยงไม่ถียงอีก หล่อนอยากให้คนไข้ได้พักผ่อน แต่เขายังพูดต่อ

“ตอนนี้ฉันยกให้หมอด้วยวาจา แต่หมอไม่ต้องกังวลนะ เอกสารโอนกรรมสิทธิ์บ้านทั้งสองหลัง ฉันจะระบุให้ชัดเจน ว่ามอบให้หมอ…โดยเสน่หา” พ่อเลี้ยงจันยังคงหัวเราะน้อย ๆ ตลอดเวลา

“อีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกหมอ”

“เรื่องอะไรคะ?”

“เรื่องพ่อแม่ของหมอ” น้ำเสียงเขาจริงจังขึ้น “ฉันรู้ว่าพ่อแม่ของหมอคือใคร หมออยากรู้ไหม”

บัวเกี๋ยงเบิกตากว้างอย่างยินดีแกมประหลาดใจในคราวแรก แล้วกลับเปลี่ยนเป็นลังเล เม้มปากแน่น ถามกลับไปว่า

“เขายังมีชีวิตอยู่ไหมคะ”

“ยังอยู่ทั้งคู่” พอเลี้ยงตอบ “อันที่จริง เขาเพิ่งรู้ไม่นาน ว่าเป็นพ่อแม่ของคุณหมอ”

“เขาอยากให้ดิฉันรู้ไหมคะ ว่าเขาคือใคร” ถามกลับไปมิใช่ยอกย้อน แต่หล่อนต้องการแน่ใจว่า ฝ่ายผู้ให้กำเนิดนั้นต้องการเปิดเผยเรื่องนี้หรือไม่

พ่อเลี้ยงจันเงียบไป นานจนคิดว่าคงไม่มีคำตอบให้ แต่แล้วเขาก็เอ่ย

“ฉันเดาว่าเขาคงไม่อยากให้หมอรู้ แต่ฉันมั่นใจว่า เขาภูมิใจในตัวคุณหมอมากทีเดียว ที่เติบโตมาเป็นคุณหมอในวันนี้ได้”

“เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ดิฉันต้องรู้ค่ะ เพราะดูเหมือนว่าถ้าดิฉันรู้เรื่องนี้ จะสร้างความทุกข์ยากลำบากใจให้พ่อแม่ของดิฉันมากขึ้นไปอีก ดิฉันชินแล้วกับการเป็น ‘เด็กกำพร้า’ ผ่านคำดูถูกล้อเลียนมาจนความรู้สึกชาด้านเสียแล้วค่ะ แต่ฉันไม่ตำหนิท่านหรอกนะคะ ท่านคงมีเหตุผลที่ไม่อาจดูแลฉันได้ แม้ฉันจะไม่มีวันได้รู้ ได้เข้าใจ แต่ชีวิตแบบนี้ มันก็ทำให้ดิฉันได้พบเจอผู้คนอีกมาก ที่เมตตาดิฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข”

“เป็นอันว่า หมอไม่อยากรู้ ว่าเขาทั้งคู่คือใคร”

“ไม่ค่ะ และดิฉันเชื่อว่าท่านทั้งสองจะไม่เสียใจ ที่ดิฉันคิดอย่างนี้”

พ่อเลี้ยงจันยิ้มในหน้า บอกด้วยเสียงหนักแน่น

“ฉันมั่นใจ ว่าพ่อและแม่ของคุณหมอเข้าใจ และไม่เสียใจที่คุณหมอตัดสินใจเช่นนี้”

ดุจดังว่าเรื่องหนักใจคล้ายหินก้อนใหญ่วางทับไว้บนอกถูกยกออกไป สีหน้าพ่อเลี้ยงผ่องใสขึ้น บอกคุณหมอบัวเกี๋ยงว่าเขารู้สึกง่วงแล้ว บัวเกี๋ยงจึงให้เขาพักผ่อน เสียงสนทนาเงียบไปได้สักครู่ ประตูห้องก็เปิดอ้า นางพยาบาลผู้หนึ่งถือถาดบรรจุแก้วโกโก้ร้อนและขนมปังทาเนยเข้ามา

“คุณหมอรับอะไรเสียหน่อยนะคะ”

“อ้าว หมอสุพลล่ะ”

นางพยาบาลสาววางถาดไว้ที่โต๊ะเล็ก นึกถึงก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีที่หล่อนเดินผ่านมา คุณหมอสุพลถือถาดอาหารคอยอยู่หน้าห้องผู้ป่วย ทว่าไม่เข้าไป ท่าทางคล้ายเงี่ยหูฟังอะไรอยู่ แล้วจู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป จังหวะเดียวกับที่หล่อนเดินผ่าน คุณหมอจึงวานให้ยกถาดอาหารเข้าไปให้คุณหมอบัวเกี๋ยง แล้วเขาก็จากไป หล่อนเห็นว่าคุณหมอยังคุยกับคนไข้ ไม่อยากเข้าไปขัดให้เสียมารยาท จึงคอยอยู่จนกระทั่งเสียงคุยเงียบลง จึงผลักประตูเข้าไป

ทว่าหล่อนรายงานคุณหมอบัวเกี๋ยงเพียงว่า

“อาจารย์สุพลกลับไปแล้วค่ะ”

 

ห้องนอนของวันวัสสาน์อยู่บนชั้นสอง หญิงสาวมองออกไปก็เห็นแสงวิบวับอยู่นอกรั้ว อันเป็นสัญญาณที่หล่อนกับแหลมเท่านั้นรู้กันเพื่อนัดหมาย วันวัสสาน์ประหลาดใจ ทำไมแหลมจึงมาหาหล่อนในยามนี้ แต่แล้วก็กลับกระหยิ่มยินดีว่าเขาก็คงอาลัยในตัวหล่อนไม่น้อย เช่นเดียวกับที่หล่อนเฝ้าคิดถึงคะนึงหาอยู่ตลอดทุกลมหายใจ ลัดเลาะออกไปมิให้ใครเห็น พบหน้าคนรักแล้วก็ว่า

“เธอมาหาฉันตอนนี้ มีอะไรหรือเปล่า”

สีหน้าชายหนุ่มดูร้อนใจ สายตาสอดส่ายซ้ายขวาราวระวังภัยอยู่ตลอดเวลา วันวัสสาน์ก็ผิดสังเกต

“ฉันมาลาเธอ”

“มาลา หมายความว่าอย่างไร เธอจะไปไหน”

“ฉันก็ยังไม่รู้ แต่ฉันต้องไปจากที่นี่เสียก่อน ไม่อย่างนั้นฉันต้องถูกจับเข้าคุกแน่” แหลมบอกรวดเร็ว

“ทำไมล่ะ ทำไมต้องถูกจับเข้าคุก” น้ำเสียงวันวัสสาน์เริ่มร้อนรน คำพูดก็สับสนทั้งที่ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แค่แหลมบอกว่าเขาจะต้องไปจากหล่อน เท่านี้ก็เหมือนปลิดหัวใจออกจากขั้ว

“ฉันฆ่าคนตาย ฉันฆ่าคนตาย” แหลมบอกเสียงสั่น เบา ยังคงหวั่นกลัว

วันวัสสาน์เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง หล่อนอยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง แต่แหลมก็ลุกลี้ลุกลนมากขึ้นทุกที ราวกับว่าถ้าบอกลาหล่อนเสร็จในนาทีนี้เขาก็เตรียมจะเผ่นโผนหายไป

“เธอฆ่าใคร ร้ายแรงมากหรือ”

“พ่อเลี้ยงปางไม้”

วันวัสสาน์นึกรู้ขึ้นทันใดว่าพ่อเลี้ยงปางไม้ที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงคือคนใด พ่อเลี้ยงจัน ผู้ที่ทำธุรกิจร่วมกับต้นตะวัน พี่ชายของหล่อน ผู้นั้นแน่นอน และถ้าหล่อนคาดเดาไม่ผิด การเสียชีวิตของพ่อเลี้ยงย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

ความสงสัยทั้งมวลที่เหมือนปมเชือกพลันคลี่คลายกลายเป็นเข้าใจ วันวัสสาน์คาดเดาต่อไปได้อีกว่าถ้าแหลมจากไปครั้งนี้…หล่อนไม่อยากใช้คำว่า ‘หนี’ แต่ก็ไม่รู้จะมีคำใดตรงไปกว่านี้…ชีวิตของหล่อนและเขาต้องคลาดแคล้วกันไปอีกนาน

“เธอคอยฉันประเดี๋ยว อย่าเพิ่งหนีไปไหนนะ”

วันวัสสาน์บอกกับแหลม กำชับให้เขาซ่อนอยู่ในเงามืดของพุ่มพฤกษ์ แม้ว่าบริเวณหลังบ้านนี้เป็นส่วนที่ไม่มีใครกรายมาเท่าใดนัก อีกทั้งคืนนี้ คนส่วนใหญ่ก็ไปรวมกันอยู่บนตึก เตรียมการสำหรับงานวิวาห์ในวันพรุ่งนี้ วันวัสสาน์ก็มิได้วางใจ

หล่อนรู้สึกร้อนรน ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่จุดมุ่งหมายแน่วแน่ อุตส่าห์เลี่ยงจุดที่ผู้คนชุมนุมกัน ก็ยังไม่รอดพ้นจากสายคุณหญิงมารดา

“นี่ยังไงละ ว่าที่เจ้าสาว แม่เล็กมากราบคุณป้าสิลูก”

คุณแม่ทักอย่างปกติแท้ ๆ แต่วันวัสสาน์กลับสะดุ้งโหยง ราวกับว่าหล่อนทำความผิดร้ายแรงมา ยังไม่ทันจะหาทางหนีทีไล่เตรียมคำตอบเพื่อปกปิดความจริง ก็ถูกสายตาแหลมคมของผู้ใหญ่จับได้เสียก่อน ทั้งที่ความจริงแล้ว คุณหญิงต่วนก็ถามอย่างทั่วไป

“แม่เล็กลงมาตอนไหน ไหนว่าอยากพักผ่อน”

หัวสมองของวันวัสสาน์ทึบตันเหลือเกินในตอนนี้ หล่อนจึงเพียงแต่ยิ้ม ยกมือไหว้แขกของมารดา

“กราบคุณป้าค่ะ” ในใจยังนึกว่าผู้ใหญ่ท่านนี้คือใครกันหนอ

โล่งอกที่คุณแม่ไม่ซักไซ้มากมาย ว้าวุ่นใจคอยแต่จะเหลียวไปทางหลังบ้าน กลัวว่าหากทอดเวลาออกไปเรื่อย ๆ แหลมจะไม่คอยอยู่ตามที่หล่อนกำชับ

โชคดีที่ผู้ใหญ่ตีความว่าท่าทีนั้นคืออาการ ‘ตื่น’ ที่วันพรุ่งนี้จะเข้าสู่ประตูวิวาห์ คุณหญิงผู้เป็นแขกของมารดาจึงหยอกว่า

“หนูวัสสาน์คงตื่นเต้นนะคะคุณหญิง ดูซิ เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ในใจคงอยากกอดแม่ร้องไห้ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยห่างพ่อห่างแม่ ปุบปับฉับพลันพรุ่งนี้ก็จะต้องออกเรือนจากอกพ่อแม่ไปแล้ว ก็คงใจหายเป็นธรรมดานะคะคุณหญิง ใช่ไหมจ๊ะ หนูวัสสาน์”

“ค่ะ” หล่อนตอบนิ่ง ๆ “หนูขอขึ้นไปบนห้องก่อนนะคะคุณแม่ กราบขออภัยคุณป้าที่เสียมารยาทค่ะ”

“วุ้ย! คิดอะไรมากมายจ๊ะหลาน พรุ่งนี้ต้องเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด คืนนี้พักผ่อนนอนหลับให้เต็มอิ่มเถิด ตื่นมาพรุ่งนี้จะได้สดชื่น มีน้ำมีนวล”

“จริงอย่างคุณป้าว่า แม่เล็กขึ้นไปพักผ่อนเถอะ มีอะไรก็เรียกนังพวกนั้นหยิบฉวยให้”

“บางทีคืนนี้ หนูจะไม่ลงมาแล้วนะคะ” วันวัสสาน์ว่าแล้วก็ลุกจากเก้าอี้ลงไปนั่งพับเพียบหน้ามารดา พนมมือกราบแทบตักแล้วก็กอดซบหน้าอยู่อย่างนั้น “กราบคุณแม่ค่ะ”

คุณหญิงต่วนสัมผัสถึงหยดน้ำก็รู้ว่าบุตรสาวกำลังร้องไห้ เชยคางขึ้นมามองอย่างเอ็นดู

“เอาละสิคะคุณพี่ เป่าปี่เสียแต่ตอนนี้ทีเดียว”

“คุณแม่ขา ถ้าลูกได้ทำอะไรผิดพลาดไป ทำให้คุณแม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นทุกข์ยากแสนสาหัส ขอให้คุณแม่ทราบว่าลูกรู้ดีว่าเป็นบาปแก่ตัวลูก ชดใช้เท่าไรไม่มีวันหมด ลูกขอแต่ความเมตตาจากคุณแม่เพียงว่า กรุณาอโหสิให้ลูกด้วยเถิดค่ะ”

คุณหญิงรัชฎาสรรพกิจปลาบปลื้มจับใจกับถ้อยคำของธิดา จึงทำลืมเลือนไปว่าบางคำที่ได้ยินก็ผิดหู ราวกับว่าวันวัสสาน์ลาแล้วจะลาลับ ไม่ติดใจเก็บเอาไปครุ่นคิด คงเพราะตื่นเต้นที่จะแต่งงาน จึงเรียบเรียงคำพูดผิด ๆ ถูก ๆ

วันวัสสาน์กราบมารดาอีกครั้ง หากคราวนี้มิใช่บนตัก ทว่าแทบเท้าเลยทีเดียว

 

ถึงห้องนอนแล้วก็ปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ไม่ยอมให้ใครเข้ามา ความอ่อนไหวในหัวใจหายไปเหลือแต่ความร้อนใจเข้ามาแทนที่ มองผ่านหน้าต่างออกไปยังหลังบ้าน เห็นแต่แนวไม้สูงต่ำในเงามืดก็พะวงว่า…เขายังคอยอยู่หรือไม่

วันวัสสาน์ค้นหากระเป๋าใบย่อม หยิบเสื้อผ้าสองสามชิ้นพับใส่ลงไปลวก ๆ กวาดของมีค่าประดามี โดยเฉพาะเครื่องเพชรเครื่องทอง ของแต่งตัวต่าง ๆ ใส่ลงในกระเป๋า ข้าวของอย่างอื่นค่อยหาเอาดาบหน้า สิ่งสุดท้ายคือยาที่อยู่บนโต๊ะเล็ก มียาอะไรบ้างก็ไม่รู้ เก็บเอาไปก่อน สักวันคงได้ใช้

บ้านที่หล่อนอาศัยมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ เป็นตึกปลูกอย่างฝรั่ง ใหญ่โตโอ่อ่า บริวารอยู่ประจำมุมต่าง ๆ เพื่อคอยรับขานยามเจ้านายเรียกใช้สอย วันวัสสาน์พะวงอยู่ว่า หล่อนจะหิ้วกระเป๋าออกไปอย่างไรให้พ้นสายตาบริวารในบ้าน เมื่อคิดหาทางไม่ได้ ก็ตัดสินใจว่าเป็นยังไงเป็นกัน ถ้าเจอใครถาม หล่อนก็จะใช้ความเป็นเจ้านายข่มเสียให้ระย่อ

จากห้องนอนล่วงมาจนถึงหลังบ้านจุดที่นัดหมายกับชายหนุ่ม ลัดเลาะซุ่มซ่อนในเงามืดผ่านมาได้อย่างสะดวกดาย โดยไม่มีบริวารคนใดพบหล่อน ช่างโชคดีเสียนี่กระไร วันวัสสาน์บอกตัวเอง ว่าเทพเจ้าแห่งโชคชะตาคงเข้าข้างและกำลังอำนวยพรให้หล่อนสำเร็จลุล่วงในสิ่งที่มาดหมาย

“เธอคอยนานไหม?”

“นานอยู่เหมือนกัน จนฉันกลัวว่าจะไปไม่ทันรถไฟ” แหลมอยากจะต่อว่า “แต่ฉันก็ไม่อยากผิดคำพูดกับเธอ”

มองเห็นกระเป๋าหนังใบย่อมที่หญิงสาวหิ้วมา เขาก็ถามว่า

“นั่นกระเป๋าอะไร เธอเก็บอะไรมาให้ฉันมากมาย”

“ข้าวของเครื่องใช้ของฉันเอง ฉันจะหนีไปกับเธอด้วย แหลม”

“คุณสา! รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา พรุ่งนี้คุณจะต้องเข้าพิธีวิวาห์แล้วนะ”

“ก็ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถอะ แต่คืนนี้ชีพจรลงเท้าเสียแล้ว เรารีบไปกันเดี๋ยวนี้เถอะ ยังทันรถไฟเที่ยวดึก เธอกลัวตกรถไฟมิใช่หรือ”

“ฉันไม่คิดว่าคุณสาจะทำแบบนี้”

“เราอย่าเพิ่งเถียงกันตอนนี้เลย ให้เราไปพ้นจากที่นี่เสียก่อน เธอจะต่อว่าฉันเป็นหญิงเลวทรามต่ำช้า หน้าไม่อาย ไม่รักษาหน้าตาเกียรติศักดิ์ของวงศ์ตระกูล ฉันก็จะไม่ทัดทานคัดค้านหรือแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น ขอให้เธอรู้ไว้อย่างเดียวว่า ทั้งหมดที่ฉันตัดสินใจลงไปนี้ เพราะฉันรักเธอประการเดียวเท่านั้น”

“คุณสา…ไม่ควรเลยที่จะลดตัวเองมาเกลือกกลั้วกับคนชั้นต่ำอย่างฉัน”

“ในความรักไม่มีต่างผิวพรรณ ชั้นสูงหรือชั้นต่ำหรอก แหลม ไม่มีแม้กระทั่งเหตุผล เพราะในความรัก ก็มีแค่รักเท่านั้น”

วันวัสสาน์ฉุดแขนชายหนุ่มให้ลุกขึ้น หล่อนรู้ใจตัวเองดีว่าถ้าขืนอ้อยอิ่งอยู่ต่อไป ใครสักคนในบ้านอาจผ่านมาพบเข้า และใจหล่อนเอง เห็นเงาตึกใหญ่ในร่มเงาไม้ใต้แสงเดือน ความคิดมุทะลุก็พลอยจะอ่อนลงเมื่อภาพความสุขสนุกสนานในวันคืนที่ผันผ่านแล่นเข้ามาเตือนในห้วงความคิด

“เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันรถไฟ”

ขยับเท้าไปไม่ถึงสามก้าว เสียงห้าวแต่เรียบเย็นก็ดังขึ้นมา

“นั่นเธอกำลังจะไปไหน ยายเล็ก”



Don`t copy text!