วิมานใยบัว ภาคต้น  ๒๐ : วาดวิมาน (จบภาคต้น)

วิมานใยบัว ภาคต้น ๒๐ : วาดวิมาน (จบภาคต้น)

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“พี่ใหญ่!”

วันวัสสาน์หันมาอุทานด้วยตกใจ ปากคอสั่น มือไม้เย็นเฉียบเหมือนเห็นผู้คุมเรือนจำกำลังยืนจังก้าขวางประตู เตรียมกระตุกตรวนที่มองไม่เห็นลากหล่อนกลับเข้าไปชำระความในบ้าน

ต้นตะวันมองปราดเดียวก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่ซักถามอีก กลับต่อว่า

“จะเข้าพิธีรดน้ำสังข์อยู่วันพรุ่ง แต่คืนนี้ลักลอบหนีไปกับผู้ชาย” เสียงเยาะอย่างดูแคลน “กุ๊ยเสียด้วย อะไรทำให้เธอใฝ่ต่ำได้ถึงเพียงนี้นะ ยายเล็ก”

“คุณพี่จะต่อว่าน้องอย่างไรก็เชิญเถิดค่ะ แต่อย่าคาดคั้นน้องเลย ชั่วชีวิตนี้น้องไม่เคยขอสิ่งใดจากคุณพี่ แต่ครั้งนี้น้องขอ น้องอ้อนวอนขอคุณพี่ปล่อยน้องไปเถิดนะคะ ให้น้องได้ไปเผชิญชีวิตของน้อง จะตกทุกข์ได้ยากถึงเพียงไหน น้องจะไม่บากหน้ามารบกวนคุณพี่อีก”

ต้นตะวันมองหน้าน้องสาวนิ่ง เรื่องจะหลีกหนีความวุ่นวายในพรุ่งนี้เห็นทีจะไม่พ้น แต่มันก็คงเกิดขึ้นประเดี๋ยวประด๋าว นานวันไปคนก็ลืมเลือนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงมองหน้าน้องสาวนิ่ง บอกกับหล่อนว่า

“ออกไปคอยริมถนนตรงโน้น พี่จะขับรถไปส่ง”

วันวัสสาน์น้ำตาไหล ไม่เชื่อหูว่าพี่ชายจะปรานีหล่อนถึงเพียงนี้

ต้นตะวันกลับเข้าไปในบ้านไม่นานก็ขับรถยนต์ออกมา บอกคุณหญิงมารดาว่าจะไปสังสรรค์กับเพื่อนที่บาร์แถวเจริญกรุง เขาทำเช่นนั้นจริง แต่หลังจากที่ส่งน้องสาวและชายคนรักขึ้นรถไฟสายเหนือเที่ยวสุดท้ายไปแล้ว ยืนส่งจนมั่นใจว่าน้องสาวจากไปแล้วจริง ๆ

 

ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อบ่าวเข้าไปในห้องนอนของวันวัสสาน์แล้วไม่พบว่าหล่อนอยู่ในนั้น ในชั้นแรกคิดว่าอยู่ในห้องน้ำ เมื่อไม่พบก็สันนิษฐานกันว่าอาจจะลงไปเดินเล่นชมสวนเก็บดอกไม้ ทอดอาลัยที่วันนี้จะต้องจากไปจากเคหาสน์สถาน

ครั้นช่วยกันหาอย่างไรก็ไม่พบ ความนี้จึงถูกรายงานแก่คุณหญิงต่วน แล้วการตามหาว่าที่เจ้าสาวก็แทบจะพลิกแผ่นดินบ้านพระยารัชฎาสรรพกิจ

“มันหนีไปแล้วจริง ๆ” เจ้าคุณรัชฎาฯ ข่มเสียงลอดไรฟัน ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน มือที่กำไม้เท้าสั่นระริกด้วยความโกรธจนสุดขีด กวาดตามองห้องนอนของบุตรสาวคนเดียวก็เห็นร่องรอยชัด ว่าเจ้าของคงกวาดข้าวของลงกระเป๋าอย่างรีบร้อน

“พวกเอ็งตรวจดูดี ๆ ซิ ว่าคุณเล็กทิ้งจดหมายไว้ตรงไหนหรือเปล่า” คุณหญิงต่วนบอกบ่าวปากคอสั่น น้ำตาไหล ใจหายที่เรื่องร้ายจู่โจมเข้ามาแต่เช้าตรู่ และยังกลัวว่าเจ้าคุณสามีจะสำแดงฤทธิ์เดชอย่างไรออกมา

พระยารัชฎาสรรพกิจกระแทกไม้เท้ากับพื้นดังปังจนทุกคนตกใจ อกสั่นขวัญหาย

“หยุด! ไม่ต้องค้นหาอะไรทั้งนั้น เท่านี้ก็เห็นชัดแจ้งกระจ่างตาแล้วว่า อีแพศยานั่นมันทำอะไรลงไป”

“คุณพี่เจ้าขา ลูกอาจจะ…”

“หยุดเถอะคุณหญิง หล่อนไม่ต้องแก้ต่างอะไรให้มันทั้งนั้น” เจ้าคุณว่าพลางแล้วก็หันไปทางประตู บุตรชายคนโตและคนรองวิ่งเข้ามาสมทบ ถามขึ้นพร้อมกัน

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับคุณพ่อ คุณแม่”

“พ่อใหญ่ พ่อกลาง แม่เล็ก…” คุณหญิงละล่ำละลักจะโผเข้าไปกอดลูกชาย เจ้าคุณสามีก็ตวาดเสียงเกรี้ยวขึ้นมาว่า

“อย่าพูดชื่อมันออกมาให้เป็นเสนียดหูนะ คุณหญิง อีคนอัปรีย์พรรค์อย่างนั้น ฉันไม่ถือว่ามันเป็นลูก จากนี้ไป ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าพูดชื่อมันให้ฉันได้ยิน ฉันมีลูกชายแค่สองคนเท่านั้น ไม่เคยเลี้ยงหมาตัวไหนอีก”

ถ้อยคำของสามีกรีดลึกเข้าไปในใจของคุณหญิงต่วน กอดบุตรชายร่ำไห้จนตัวโยน บอกเบา ๆ แก่เขาระวังมิให้สามีได้ยิน ว่าวันวัสสาน์…น้องเล็กของลูกหนีไปแล้ว

“ยายเล็กหนีไปแล้ว! เป็นไปได้ยังไงครับคุณแม่”

ต้นตะวันอุทานออกมาอย่างตกใจ ท่าทีแนบเนียนอย่างไม่มีใครจะคิดสงสัยได้ว่าเขารู้เรื่องนี้มาก่อน

“มีอะไรทำไมไม่บอกกัน ไม่เต็มใจจะแต่งงานก็บอกมาเสียแต่เนิ่น ๆ จะได้หาทางแก้ไข นี่อะไร ปล่อยให้ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้แล้วตัวก็หนีหายไป ทิ้งปัญหา ทิ้งภาระไว้ให้คนอื่น ไม่นึกถึงเกียรติยศวงศ์ตระกูลก็ควรจะนึกถึงหน้าคุณพ่อคุณแม่บ้าง”

“ปล่อยมันไปเถอะพ่อใหญ่ เจ้าก็ถือเสียว่าเกิดมามีน้องร่วมท้องแค่พ่อกลางเท่านั้น”

เจ้าคุณรัชฎาฯ หันไปทางกลางวสันต์ก็สะท้อนในหัวใจ ความหวั่นไหวผ่านเข้ามาวูบหนึ่งเหมือนลมพัด ค่าที่กลางวสันต์กับวันวัสสาน์เกิดในเวลาไล่เลี่ย เป็นฝาแฝดกัน แม้จะเป็นแฝดชายหญิงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็มีเค้าของกันและกันอยู่

อารมณ์โกรธอยู่เหนือความอ่อนไหวที่แล่นเข้ามาสะกิดใจเพียงเล็กน้อย เจ้าคุณรัชฎาฯ เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบข้าวของขว้างออกหน้าต่างไปอย่างไม่ใยดี สั่งบ่าวไพร่ให้เข้ามา

“ข้าวของในห้องนี้ โยนออกไปให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่เงาของมัน” หันไปทางต้นตะวัน สั่งบุตรชายว่า “พ่อใหญ่ ขอให้เพื่อนพ่อใหญ่ที่เป็นสถาปนิกช่วยปรับปรุงห้องนี้ให้เป็นส้วมที มันคงเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้อีกแล้ว”

พายุอารมณ์ของพระยารัชฎาสรรพกิจยิ่งโหมแรง พัดผ่านทางใดก็มีแต่ทลายสิ่งที่ขวางหน้าให้ระเนระนาด เจ้าคุณออกจากห้องบุตรสาวลงไปที่หน้าตึก มีไม้เท้าเป็นอาวุธ ระหว่างทางผ่านภาพเขียนภาพถ่ายของวันวัสสาน์ที่แขวนผนังบ้าง ตั้งโต๊ะบ้าง ก็กวาดล้างจนกรอบไม้และกระจกแตกเกลื่อนไปทั่วบริเวณ

ข้าวของที่กองอยู่บนสนามล้วนแต่ของดีมีราคา เสื้อผ้าหลายชิ้นตัดจากลูกไม้ราคาแพงสั่งจากนอก บางส่วนก็เป็นแพรต่วนราคาสูง แต่เจ้าคุณรัชฎาฯ มองสิ่งเหล่านั้นเหมือนกองขยะ เป็นสิ่งปฏิกูลที่หากยังคงอยู่ก็คอยแต่จะประจานความอัปยศของวงศ์ตระกูล สั่งบ่าวจุดเทียนนำมาส่งให้ มองเปลวเทียนนั้นอย่างจะรวบรวมความเจ็บแค้นทั้งหมดลงไป ก่อนโยนลงสู่กองผ้านั้น

คุณหญิงต่วนได้แต่ร้องไห้กับอกบุตรชาย ทรุดกายลงเกลือกอยู่กับพื้นหญ้า มองเปลวเพิงที่ลุกโรจนาลามเลียข้าวของเครื่องใช้ของบุตรสาว

ถ้อยคำของสามีที่กระทบเข้าหู เย็นวาบลงไปถึงกระดูก สวนทางกับความร้อนของเปลวเพลิง

“กูขอสาปแช่งให้มึงไม่เจริญ ฉิบหายตายโหงตายห่าเหมือนหมาขี้เรื้อนข้างถนน…อีเล็ก”

นั่นเป็นครั้งสุดท้าย ที่พระยารัชฎาสรรพกิจเอ่ยถึงบุตรีผู้มีรูปโฉมพริ้งเพรา มีนามไพเราะเสนาะหูพ้องกับพี่ชายทั้งสองว่า วันวัสสาน์

 

ต้นตะวันรับหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร นำความทั้งหมดมาแจ้งที่บ้านบริรักษ์เวชการ บอกเล่าถึงความอัปยศอดสูที่น้องสาวของเขากระทำลงไปให้เสื่อมเสียเกียรติยศของวงศ์ตระกูล และสร้างปัญหาไว้ให้แก่คนข้างหลัง กลางวสันต์ฟังพี่ชายถ่ายทอดเรื่องราวแล้วก็สะดุดหูสะกิดใจเป็นระยะ ด้วยรู้สึกว่าพี่ใหญ่ออกจะ ‘ใส่ความ’ คุณเล็กมากเกินไป

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งสายตาให้ศุภางค์ หญิงสาวก็รับรู้ความอึดอัดใจของเขา

ต้นตะวันและกลางวสันต์ลากลับไปด้วยข้อสรุปว่า เจ้าคุณพ่อและคุณหญิงมารดายอมรับผิด ทั้งเสียใจและเสียหน้าในการกระทำของวันวัสสาน์ เครื่องทองของหมั้นต่าง ๆ ที่เคยได้รับมาจะส่งคืนให้ในเร็ววัน ค่าใช้จ่ายอันใดที่ฝ่ายชายได้ออกไปในการเตรียมงานวิวาห์ ก็จะสมทบมามิให้ขาดแม้สลึง

คุณหญิงพลับรับฟังด้วยความคับแค้นใจ คล้อยหลังผู้นำข่าวมาแจ้ง คุณหญิงก็ปรารภกับเจ้าคุณสามีว่า

“ทางนั้นทำทีเหมือนรับผิดชอบ แต่ภาระสะสางทั้งหมดก็ยังตกที่เราอยู่ดี”

“คุณแม่จะทำอย่างไรต่อไปคะ ถ้าจะแจ้งข่าวยกเลิกจัดงาน ลูกจะรีบให้คนไปบอกแขกผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้ละค่ะ”

“อย่าเพิ่ง ยายพัด เรื่องนี้มิใช่ความผิดของฝ่ายเรา ทางนู้นต่างหากละที่ต้องเป็นฝ่ายอับอายขายหน้า พี่ชายเราทิ้งขว้าง ไม่สนใจใยดีรึก็เปล่า”

สุพลแต่งตัวแล้ว แต่ก็เรียบร้อยเพียงครึ่งล่าง นุ่งโจงกระเบนและถุงเท้ายาวขึ้นมาถึงน่อง ทว่าท่อนบนยังเป็นเสื้อผ้าป่านคอกลม นั่งนิ่งฟังมารดาและน้องสาวหาทางออกอยู่พักหนึ่ง เห็นทางแล้วว่าคุณหญิงมารดาไม่ยอมยกเลิกงานในวันนี้เป็นแน่ อย่างแย่ที่สุด คุณหญิงมารดาก็จะบอกแขกเหรื่อว่าเป็นงานเลี้ยงโต๊ะหรือสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ

ชายหนุ่มไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป จึงบอกมารดาว่า

“คุณแม่ให้บัวเกี๋ยงมาเข้าพิธีกับลูกสิครับ เพราะถึงอย่างไรบัวเกี๋ยงกับลูกก็เป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว เพียงแต่…” สุพลกลืนคำว่า…คุณแม่ไม่ยอมรับ…ให้หายไปในลำคอ

“ฉันก็เห็นอย่างที่ลูกว่านะ คุณหญิง” เจ้าคุณบริรักษ์ฯ บอกกับภรรยา

คุณหญิงเองก็ใช่ว่าจะไม่โอนเอนไปทางนี้ แต่ค่าที่ตั้งป้อมกันมานานก็ไม่ยอมรับง่าย ๆ คุณหญิงพลับลุกขึ้นเดินไปที่ห้องนอน บอกกับทุกคนว่าขอใช้เวลาเป็นส่วนตัวทบทวนหาทางออกสักประเดี๋ยว นึกถึงงานในวันนี้แขกเหรื่อทั้งหลายก็ล้วนเป็นคนสำคัญระดับเจ้านาย ขุนนางบรรดาศักดิ์ ที่จะพ้นไปจากการซุบซิบนินทาไม่อาจเลี่ยงได้ ทว่าจะบิดผันให้เรื่องราวเป็นไปอย่างไรจึงจะเสียหน้าน้อยที่สุด

คนที่กล้าสู้หน้ามารดาคือศุภางค์ หล่อนเข้าห้องไปหยิบจดหมายหลายฉบับแล้วจึงไปพบห้องมารดา

“คุณแม่เจ้าขา ลูกขอให้คุณแม่ฟังลูกสักนิด ลูกมิได้เจตนาจะเป็นนายหน้ารับรองบัวเกี๋ยงเพราะเป็นเพื่อนของลูก แต่ลูกอยากให้คุณแม่อ่านจดหมายเหล่านี้สักหน่อยค่ะ”

 

คุณหญิงพลับรับจดหมายจากบุตรีอย่างไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของหล่อนในตอนแรก แต่ก็อ่านอย่างผาดเผิน สะดุดใจกับเนื้อหาบางช่วงบางตอนจึงอ่านซ้ำอย่างพินิจพิจารณา

“หมายความว่า พี่ชายเราเคยเจ็บปางตายมาแล้วรึ ยายพัด ทำไมไม่เคยบอกแม่”

ศุภางค์ก้มหน้าอย่างเด็กที่ทำความผิด แอบซุกซ่อนเก็บงำไว้มานาน จนถูกจับได้ในวันนี้

“ทั้งพี่ชายและบัวเกี๋ยงขอร้องมิให้ลูกบอกคุณแม่ค่ะ กลัวว่าคุณแม่จะเป็นห่วง”

คุณหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ทอดสายตาไปนอกหน้าต่างที่แสงอรุโณทัยเริ่มฉาดฉาย บอกอย่างคนที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า

“ตอนนี้แม่เพื่อนรักเราอยู่ที่ไหน ไปรับมาเข้าพิธีเสียไว ๆ”

ศุภางค์ได้ยินแล้วก็โลดในใจ รีบคว้าโทรศัพท์ต่อสายไปที่โรงพยาบาล คอยอย่างร้อนใจในทุกนาทีที่คล้อยผ่านว่าเชื่องช้าไม่ทันใจ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเพื่อนรักจากปลายสาย น้ำเสียงอ่อนเนือยเหนื่อยล้าราวคนอดนอนมาทั้งคืน หากศุภางค์มิได้ติดใจซักถาม แจ้งข่าวน่ายินดีที่หล่อนเองก็เก็บความปราโมทย์ไว้ไม่อยู่ สุพลได้ยินน้องสาวเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว และเห็นท่าทีที่อ่อนลงของมารดาก็กระหยิ่มในใจว่า ในที่สุดคุณแม่ก็ยอมรับบัวเกี๋ยงเป็นสะใภ้

สีหน้าของศุภางค์สลดไป น้ำเสียงไม่สดใสเหมือนตอนแรก วางโทรศัพท์ลงเบา ๆ แล้วก็หันมาบอกแม่กับพี่ชายว่า

“บัวเกี๋ยงไม่ยอมมาค่ะ” เหลือบมองมารดาอย่างขลาด ๆ “เขาบอกว่าหน้าที่ดูแลคนไข้สำคัญกว่ามาเล่นละครลิง เข้าพิธีวิวาห์แก้หน้าล้างอายให้ใคร”

คุณหญิงบริรักษ์เวชการคอแข็งขึ้นมาทันใด สั่งเฉียบขาดว่า

“แม่จะไปคุยเอง”

 

บัวเกี๋ยงไม่ประหลาดใจเมื่อพยาบาลเข้ามาเรียนว่าคนจากบ้านบริรักษ์เวชการมาพบหล่อน มั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าเป็นสุพล แต่เมื่อเห็นว่าเป็นคุณหญิงบริรักษ์ฯ มารดาของสุพลและศุภางค์ ก็อดประหลาดใจไม่ได้ ที่ฝ่ายนั้น ‘ลดตัว’ ลงมาเจรจาด้วยตนเอง

“ฉันมาที่นี่เพราะอะไร เธอก็คงรู้แล้ว”

บัวเกี๋ยงไม่ตอบ เพราะรู้ว่าเป็นเพียงการเกริ่นนำเท่านั้น

“ฉันไม่เคยรู้ว่า ตอนที่สุพลอยู่อเมริกาเขาประสบอุบัติเหตุร้ายแรง และเธอพยาบาลเขาเป็นอย่างดี แม้ว่าบางทีเธอก็คงหมดหวังท้อใจไม่น้อย ฉันดีใจที่เธอไม่ทิ้งเขา” คุณหญิงพลับนิ่งไปนิดหนึ่ง จึงบอกว่า “ฉันได้อ่านจดหมายที่เธอเขียนถึงยายพัด ระบายความทุกข์ยากในการดึงสุพลให้คืนกลับมาเป็นคนเดิม เธอคงเหนื่อยทั้งกายและใจไม่น้อย”

บัวเกี๋ยงยังคงเป็นผู้ฟัง เพราะฝ่ายนั้นมิได้ถาม

“ฉันอยากให้หนูกลับไปกับฉัน” คุณหญิงพลับเปลี่ยนคำที่เคยเรียกจาก ‘เธอ’ เป็น ‘หนู’ “ไปอยู่ที่บ้านบริรักษ์เวชการด้วยกัน สุพลคอยหนูอยู่ที่นั่น ส่วนฉัน…ฉันและคุณพี่ยินดีรับหนูเป็นสะใภ้ด้วยความเต็มใจ”

คุณหญิงพลับยังเอ่ยต่อไป

“ฉันยอมรับว่า เมื่อก่อนฉันก็ยังยึดมั่นถือมั่นในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ตอนนี้ก็ได้รู้ได้เห็นแล้วว่า ชาติกำเนิดไม่อาจตัดสินได้ว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี ฉันขอยืนยันว่า ที่ฉันมาขอร้องหนูอยู่นี้ ฉันมาเพื่อทำหน้าที่แม่ของลูกชายคนหนึ่งที่อยากเห็นเขามีความสุขกับคนที่เขารัก ไม่ได้มาเจรจาเพื่อให้หนูไปเป็นตัวแทนของใครเพื่อรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูลเลย” คุณหญิงพลับถามในตอนท้าย “หนูจะแต่งงานกับสุพลได้ไหม”

ศุภางค์และผู้ที่เกาะห้องแอบฟังทั้งหลาย อันประกอบด้วยหมอและพยาบาลแทบจะกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ

“ดิฉันยินดีค่ะ แต่ดิฉันจะไปเมื่อตรวจคนไข้เสร็จแล้ว”

คุณหญิงพลับอดคิดไม่ได้ว่าหล่อนเอาคืน แต่ก็ไม่ติดใจต่อว่า บอกเพียง

“ก็แล้วแต่หนู ฉันจะให้นายเริ่มอยู่คอย” คุณหญิงหมายถึงคนขับรถ “จนกว่าหนูจะพร้อม”

ประตูห้องเปิดออก คุณหญิงพลับนำออกมาก่อน หมอบัวเกี๋ยงตามมา แล้วเสียงหมอและพยาบาลก็ร้องโต้ตอบกันว่า

“แหม วันนี้คนไข้น้อยจริง เข้ามาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ตรวจเสร็จหมดแล้ว”

“พักนี้เบื่ออาหาร อยากกินขนมแต่งงาน บ้านไหนมีให้บ้างเนี่ย”

บัวเกี๋ยงกวาดสายตามองทีละหน้ามาจบที่ศุภางค์ ต่างคนก็ต่างทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่มิได้ทำให้แนบเนียนจนเชื่อสนิทใจว่าไร้เดียงสา หมอเปรมชนกผู้วันนี้สดใสชื่นบานบอกตรง ๆ ว่า

“ทำให้ตัวเองมีความสุขสักวันเถอะ หมอบัวเกี๋ยง เรื่องทางนี้อย่าห่วงเลย ผมดูแลให้ก็ได้ ขออย่างเดียว เหลือขนมแต่งงานไว้ให้ผมบ้างนะ เผื่อจะโชคดีได้มีงานวิวาห์อย่างคนอื่นเขาบ้าง”

ศุภางค์ควงแขนเพื่อนไปขึ้นรถ คุณหญิงพลับก็บอกว่า

“แม่จะล่วงหน้ากลับบ้านไปก่อน ยายพัดไปกับเพื่อน เขาจะไปบ้านเตี่ยกับม้าก่อนไปที่บ้านเรา”

“เจ้าค่ะคุณแม่ รับรองลูกเป็นผู้คุมที่ดี ไม่มีใครหนีไปได้แน่นอน”

คุณหญิงบริรักษ์เวชการยิ้มให้บุตรีและว่าที่ลูกสะใภ้ แล้วจึงหันมาทางหมอและพยาบาลที่ตามออกมาส่ง บอกด้วยรอยยิ้มว่า

“ขอเชิญทุกคนนะจ๊ะ”

 

บ้านบริรักษ์เวชการต้อนรับบัวเกี๋ยงเป็นหนที่สอง ตลอดคลองสายตามีแต่ภาพชวนทัศนาที่สรรแต่งไว้ให้ผู้มองมีแต่ความชื่นบาน ด้วยเป็นงานวิวาห์ของสุพล นายแพทย์หนุ่มอนาคตไกล ผู้ที่ตกตะตึงตื่นตาตื่นใจคือเตี่ยกับม้าที่บัวเกี๋ยงขอร้องให้มาด้วยกันในฐานะ ‘ผู้ใหญ่’ ฝ่ายเจ้าสาว เพราะแม้ว่าจะเคยไปงานเจ้าสัวหลายคนในพระนคร ก็เป็นบรรยากาศอย่างจีน ไม่เคยได้มาร่วมงานบ้านขุนนางสยามเช่นนี้ ทุกนาทีที่ล่วงผ่านจึงค่อนข้างประหม่าวางท่าไม่ถูกว่าควรทำตัวอย่างไร

ศุภางค์พาเพื่อนรักไปที่ห้องของหล่อนเพื่อแต่งตัว บัวเกี๋ยงหิ้วกระเป๋าของอี่นายกาสะลองมาด้วย กราบลงแล้วขออนุญาตด้วยกระแสจิต

อี่นาย ข้าเจ้าขอใส่ชุดอี่นายในวันนี้เน่อ

ลมโชยมาเบา ๆ หอบเอากลิ่นดอกไม้หลายชนิดอวลอบในอากาศ เสียงระนาดนำขึ้นมาพาให้วงมโหรีบรรเลงดนตรีหวานเจื้อยแจ้วกล่อมบรรยากาศให้อภิรมย์

ดวงตาคมภายใต้ขนตาหนาเป็นแพมองภาพที่สะท้อนออกมาจากกระจกอย่างไม่เชื่อว่านั่นคือตัวเอง ผมยาวที่เคยตัดสั้นเมื่อเรียนปีท้าย ๆ บัดนี้ยาวขึ้นมาใหม่ถึงกลางหลังถูกรวบเป็นมวยไว้กลางศีรษะ ซิ่นเชียงใหม่สีชมพูหวานต่อลายที่ชายเชิงส่งให้ร่างของหญิงสาวดูเพรียวงามและผ่องกระจ่างไปทั้งร่าง บัวเกี๋ยงมองออกไปนอกหน้าต่าง จับจ้องอยู่ที่ต้นปีบใหญ่

“เราอยากได้ดอกกาสะลองมาประดับมวยผม”

“ดอกอะไรนะ” ศุภางค์ถาม

“ดอกปีบน่ะ เราอยากได้ดอกปีบมาประดับมวยผม”

“จะหาได้จากไหน ตอนนี้ไม่ใช่เดือนพฤศจิกานะ ที่ดอกปีบจะบาน”

“เราขอลงไปดูหน่อยก็แล้วกัน” บัวเกี๋ยงว่า

ศุภางค์ค้อนเพื่อนเล็กน้อย

“แหม…พี่สะใภ้ฉันนี่ล่ะก็ เก่งจริงเรื่องประวิงเวลาให้พี่ชายฉันทรมานใจเล่น นี่คงเดินไปมาไม่ติดที่ อยากจะรับน้ำสังข์เต็มทีแล้วรู้ไหม”

“คอยไม่ได้ก็ไม่ต้องคอยสิ ใครว่าอะไร” บัวเกี๋ยงย้อน

ศุภางค์ดูความเรียบร้อยของเพื่อนอีกครั้งจนพอใจแล้ว จึงจูงมือเดินพากันลงทางหลังตึก ตรงไปยังต้นปีบใหญ่กลางสวน ซึ่งหล่อนเชื่อแน่ว่าถึงอย่างไรก็จะพบแต่พุ่มใบเขียวขจี ที่จะมีช่อดอกนั้นอย่าได้หวัง แต่ก็พาเพื่อนรักไปดูให้เห็นกับตา แม้ว่าจะไม่สมดังใจ

“นั่นยังไง มีอยู่ที่กิ่งนั้นช่อหนึ่ง” บัวเกี๋ยงชี้ไปยังช่อดอกไม้สีขาวเป็นพวงด้วยความปราโมทย์

“อุ๊ย! จริงด้วย อัศจรรย์เสียจริง” ศุภางค์อุทานแล้วว่า “ฟ้าดินคงเวทนาสงสารพี่สุพลเต็มแก่ อยากให้ได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับตัวสักที”

ดอกปีบช่อเดียวบนต้นอยู่ที่ปลายกิ่งต่ำ ศุภางค์เขย่งเอื้อมสุดแขนก็เหนี่ยวปลิดลงมาได้ คัดไซร้แต่ดอกที่งามมาประดับผมเพื่อนสาวเป็นพวงช่อ บัวเกี๋ยงน้ำตาคลอ ในใจนึกขอบคุณ

ยินดีจ๊าดนักเน่อ อี่นาย 

 

คำอวยพรจากผู้ใหญ่เรียงไหลผ่านหูไปพร้อมกับความเย็นกำซาบของน้ำสังข์ที่หลังรดผ่านศีรษะและมือที่พนมรับ เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวผูกคล้องกันไว้เสมือนกลายเป็นคนเดียวกันด้วยด้ายสายสิญจน์ผูกเป็นมงคลสวมศีรษะ พระยาบริรักษ์เวชการรดน้ำให้ก่อนแล้วตามด้วยคุณหญิง เตี่ยและม้า

“ชีวิตคู่ยังดำเนินไปอีกไกล ถ้ารักใคร่กันจริงอย่างที่ยืนยัน ก็ขอให้อยู่กันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ให้สมดังที่มุ่งมั่นตั้งใจนักหนาจะคว้าเขามาเป็นคู่ชีวิตให้ได้” คุณหญิงพลับอวยพรบุตรชาย

สุพลยกมือไหว้ มองมารดาที่น้ำตาร่วงก็เห็นแววห่วงใยอยู่ในนั้น แต่ความดื้อรั้นจะไม่รับสะใภ้คนนี้ไม่มีเหลืออยู่ ความสุขเหมือนธารน้ำใสไหลผ่าน ซาบซ่านซึมซ่าปลุกดวงจิตให้มีชีวิตชีวา รอยยิ้มผุดขึ้นในหน้า และฉายออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง วันแห่งความสมหวังมาถึงในที่สุด

คุณหญิงพลับขยับมารดน้ำสังข์ให้สะใภ้

“เรื่องอันใดที่เคยทำให้ขัดข้องหมองใจกัน ก็ให้มันผ่านไปเสียเถอะนะ”

บัวเกี๋ยงเงยหน้าขึ้นมา ด้วยว่าคำพูดนั้นมิได้อวยพร แต่เหมือนการปรับความเข้าใจกันเสียมากกว่า

“ฉันเชื่อว่าสุพลเลือกคนไม่ผิด ก่อนหน้านั้นฉันจะมองหนูอย่างไร อย่าได้เก็บมาใส่ใจ เพราะต่อนี้ไปยังต้องเจออะไรอีกมาก ฉันขอต้อนรับหนูเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบริรักษ์เวชการ”

หญิงสาวน้ำตาคลอหน่วย พลันก็ร่วงลงมาเมื่อคุณหญิงพลับ มารดาของสุพลเอ่ยยอมรับหล่อนต่อหน้าธารกำนัลด้วยน้ำเสียงเต็มใจ สัมผัสมิได้แม้แต่นิดว่าเสแสร้ง

เตี่ยกับม้าลากลับบ้านเพื่อพิธีการแล้วเสร็จ ไม่อยู่จนถึงส่งตัว บัวเกี๋ยงอยากให้เตี่ยกับม้าอยู่กับหล่อนนาน ๆ แต่ก็เข้าใจความอึดอัดของทั้งคู่ แม้ใครต่อใครจะพยายามช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายก็ตาม บัวเกี๋ยงกราบจีนชราทั้งคู่อย่างซาบซึ้งในน้ำใจทุกอย่างที่เกื้อกูลกันมา นายเริ่มขับรถไปส่งเตี่ยกับม้ากลับบ้าน เห็นหลังรถพ้นไป บัวเกี๋ยงก็ใจหายว่าจะได้อยู่กับทั้งคู่น้อยลง

สุพลและบัวเกี๋ยงหันมามองหน้ากัน

ใครจะคิดว่าชีวิตนี้จะได้แต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกเข้าโบสถ์ฝรั่งอย่างชาวตะวันตก อีกครั้งเป็นพิธีมงคลสมรสอย่างไทย ถึงกระนั้นก็กระหยิ่มใจว่า ผู้เดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ด้วยกันทั้งสองครั้งนั้น คือคนเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลง

 

งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจัดที่บ้านบริรักษ์เวชการ บัวเกี๋ยงผ่านทุกนาทีอย่างรู้ตัวครึ่ง ๆ ส่วนใหญ่ก็รับคำอวยพรจากแขกผู้มาแสดงความยินดี กับฟังคำชื่นชมว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสวยสมกัน เป็นแพทย์จบจากอเมริกาทั้งคู่ ถ้ามิใช่เพราะบุพเพสันนิวาสกันแล้วก็คงไม่ได้พบและพากันเดินมาถึงวันนี้

นาทีที่หญิงสาวหวั่นมาถึง แต่เป็นเวลาที่เจ้าบ่าวของหล่อนเฝ้าคะนึง ก็คือตอนส่งตัวเข้าหอ

แม้บัวเกี๋ยงจะเคยใช้ชีวิตในอพาร์ตเมนต์ร่วมกับสุพลหลายปี และหลังแต่งงานก็อยู่ห้องเดียวกันบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับ ‘ชิน’ จนไม่รู้สึกอางขนางขวยเขินเมื่อได้เดินผ่านประตูเข้าไปในห้องนอนของสุพลซึ่งตกแต่งใหม่เป็นห้องหอ ผ้าปูที่นอนหมอนมุ้งล้วนสีขาวสะอาดกระจ่างตา กลีบบุปผาวางเป็นรูปหัวใจบนเตียง เสียงปิดประตูห้องเบา ๆ กลายเป็นดังสะท้อนก้องอยู่ในหู

สุพลขยับเข้ามา เบียดตัวแนบชิด บัวเกี๋ยงก็ร้อนซ่าขึ้นมาขยับถอย เจ้าบ่าวก็ไม่ลดละ ขยับเข้าไปชิดใหม่ เตือนตัวเองไว้อย่าหลุดคำพูดที่จะทำลายน้ำใจกัน เช่นว่า เคยอยู่กินด้วยกันมาแล้ว เท่านี้จะอายทำไม

เขาอยากให้นี่คือชีวิตใหม่ วาดวิมานไว้แล้วสร้างต่อไปให้สวยสม

สุพลจูบเบา ๆ ที่หัวไหล่ขาวผ่องกลมกลึง บัวเกี๋ยงก็ขยับหนี เอ่ยออกมาว่า

“ได้คุยกับวสันต์นิดเดียวเอง ยายพัดก็เดินเลี่ยงไปหลบมา”

กลางวสันต์เป็นแขกคนเดียวของบ้านรัชฎาสรรพกิจ เขามิได้มาในฐานะ ‘ตัวแทน’ ของใคร เพราะพระยารัชฎาสรรพกิจประกาศไว้ว่าอย่าเสนอหน้าไปร่วมงาน ทุกคนก็ปฏิบัติตามราวคำสั่งประกาศิต ยกเว้นกลางวสันต์ เขาเห็นว่าตนควรมาร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนคนหนึ่ง ทำไมจะมาไม่ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมีฐานะเป็นพี่ชายฝาแฝดของ ‘ว่าที่เจ้าสาว’ ก็ตาม

สุพลหัวเราะที่บัวเกี๋ยงแกล้งปรารภเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบ่ายเบี่ยงสิ่งที่เขากำลังรุกไล่หล่อน

“อย่าเพิ่งพูดถึงใครเลยน่า คืนนี้เป็นคืนของเรานะ เราคุยแต่เรื่องของเราดีกว่า”

บัวเกี๋ยงสบตาแล้วก็ต้องหลบ เพราะประกายกล้าจากตาของสุพลมีอานุภาพร้ายแรงกว่า

มโหรีกล่อมหอแว่วมากับสายลม บัวเกี๋ยงเห็นซอสามสายตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องก็ว่า

“เธอเล่นเพลงนั้นให้ฉันฟังอีกครั้งหนึ่งสิ” หล่อนหมายถึงเพลง ‘คำหวาน’ ที่สุพลเคยเล่นเมื่องานเลี้ยงส่งเขาไปเรียนที่อเมริกา

สุพลยิ้มมุมปาก ตาพราวระยิบอย่างรู้ทัน

“มีมโหรีทั้งวงเล่นให้เราฟังทั้งคืน ฉันจะเล่นเองทำไมให้เมื่อย ถ้าเธออยากฟัง ฉันจะเล่นให้ฟังอีกกี่ครั้งก็ได้” ดวงหน้าเขาฉายความเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง “แต่ไม่ใช่คืนนี้”

“เพลงที่เขาเล่นอยู่นี้ คือเพลงอะไร” บัวเกี๋ยงหาเรื่องไปจนได้

สุพลหลับตาฟังนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็บอกว่า

“ตับวิวาห์พระสมุทร ไว้ฉันจะเล่าเรื่องนางอันโดรเมดาให้ฟัง เพลงเมื่อครู่คือเพลง คลื่นกระทบฝั่ง ต่อด้วยบังใบ และตอนนี้กำลังบรรเลงเพลงแขกสาหร่าย”

ชายหนุ่มอธิบายอย่างผู้รู้จริง ว่าตับวิวาห์พระสมุทรนี้ คำร้องมาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง วิวาห์พระสมุทร พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มโหรีบรรเลงเพลงกล่อมหอมาถึงเพลงแขกสาหร่าย ชายหนุ่มก็บอกกับเจ้าสาวที่นั่งเคียงกัน

“เนื้อร้องตรงนี้บอกความในใจว่า ถ้าแม้พี่เลือกได้ตามใจพี่ จะไปพ้นที่นี้นั้นหาไม่ จะยืนชมขวัญตาผู้ยาใจ กว่าจะได้สวมกอดแม่ยอดรัก

ร้องจบสุพลก็รวบบัวเกี๋ยงมาแนบร่างกอดตระกอง จูบดอกกาสะลองที่ประดับผม คลึงเคล้าดอมดมราวภมรสูดกลิ่นหอมหวานจากเกสรดอกไม้ก่อนจะเลื่อนลงมาที่พวงแก้มใส แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติอันเกิดจากอารมณ์ละเมียดละไมในความรู้สึก ดื่มด่ำล้ำลึกทุกสัมผัสที่ปรารถนา

วิมานของเขาและหล่อนที่เคยวาดฝันกันมา นับจากนี้ไปจะร่วมกันสร้าง ความผูกพันทั้งร่างกายและจิตใจ ผนึกแนบแน่นสนิทไว้ด้วยใยเสน่หาและปณิธานอันแรงกล้าที่จะไปให้ถึงจุดหมาย ใยบัวบอบบางเส้นเดียวอาจดึงขาดง่าย แต่หลายเส้นถักทอสอดประสาน ‘วิมานใยบัว’ ก็มั่นคงได้ไม่ยากนัก

 

จบภาคต้น



Don`t copy text!