ฟักใครที่ไม่ใช่ฟักยู

ฟักใครที่ไม่ใช่ฟักยู

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

อย่าเพิ่งคิดอกุศลว่า นางคนเขียนนี่ลามกจกเปรตที่สุด เขียนถึงอะไรไม่รู้ช่างบัดสีบัดเถลิงเสียจริงเชียว ไอ้คำว่า “ฟัก” ที่ว่าเนี่ย เป็นคำภาษาไทยเรานี่แหละ ไม่ใช่คำกริยาแสดงอาการในภาษาอังกฤษแต่อย่างใด
ช่วงนี้ในอเมริกามีเรื่องประหลาดโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คนอเมริกันจำนวนมากได้รับซองขนาดกลางทางไปรษณีย์ บนซองระบุว่าเป็นเครื่องประดับล้ำค่าจากจีน แน่นอนว่าเมื่อได้รับ ทุกคนต้องเปิดดูด้วยความอยากรู้ว่าไอ้เครื่องประดับที่ว่านั่นคืออะไร
แต่พอเปิดมาต้องร้องโว๊ะ ในซองมีเมล็ดพันธุ์พืชหลายซอง มาได้ไงไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใครสั่งซื้อ กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นดังทั้งประเทศ หลายคนหวาดกลัวเพราะไม่รู้ว่าเมล็ดเหล่านี้คืออะไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะขนาด USDA ยังห้ามไม่ให้คนที่ได้รับปลูกเลย
เจ้าหน้าที่ทางการในรัฐต่างๆ ออกคำเตือนแก่อเมริกันที่ได้รับพัสดุปริศนา และขอให้เปิดซองด้วยความระมัดระวัง แหม..ทำยังกะเป็นระเบิด กรมการเกษตรของอเมริกาออกคำเตือนว่า ใครได้รับให้รีบรายงานทันที อย่าเก็บไว้ เพราะถือเป็นการลักลอบนำเมล็ดพันธุ์พืชเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย จึงขอให้ประชาชนที่ได้รับพัสดุปริศนาแจ้งต่อกรมการเกษตรของรัฐทันที
ลุงป้าฝรั่งบางคนได้รับเมล็ดพันธุ์ก็ดีใจ ถึงจะไม่ได้สั่งอะไรไปก็ตาม ประมาณว่าชอบของฟรีนั่นแหละ ได้อะไรมาก็ปลูกเลยทันที ไม่มีลังเลสงสัย ไอ้เมล็ดที่ว่านี่บรรจุมาหลายซองในซองสีน้ำตาลขนาดกลาง ช่วงแรกนั้นทางการยังไม่ออกประกาศเตือน รีบปลูกดูว่าไอ้เมล็ดนี้คืออะไร ปลูกไว้รอบบ้านอย่างดิบดี มีรายหนึ่งปลูกเมล็ดพันธุ์สีขาวนวลในไร่ของตน แล้วไม่รู้ว่าไอ้ที่ปลูกนี่คืออะไร พอดีได้ยินข่าวจากทางการเรื่องเมล็ดพันธุ์ปริศนา เลยเริ่มวิตกจริตนิดๆ เพราะลุงแกบอกนักข่าวว่า
“ปลูกไอ้เมล็ดอะไรไม่รู้ที่อยู่ในซอง แล้วรดด้วยปุ๋ยน้ำอย่างดี แม่เจ้าโว้ย..มันขึ้นเอ๊า..ขึ้นเอาจนเต็มสวนไปหมดแล้วเนี่ย”
ลุงพูดสำเนียงชาวใต้ทางอเมริกา จะมีสำเนียงเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ พอฉันเห็นก็ตบอกผาง เพราะไอ้ที่เห็นห้อยโตงเตงนั่นคือฟักเขียวบ้านเรานั่นแหละ ฝรั่งคงไม่รู้จัก สงสัยต้องส่งคนไทยไปแกงให้ดู ถึงจะหายแคลงใจว่า ไอ้นี่กินได้นะ อย่าตระหนกตกใจไป แต่อย่าถามว่าคนไทยเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร ไม่งั้นยูอาจจะชกปากไอได้ เพราะคิดว่าถูกด่า
พูดถึงฟักแล้ว อดนึกถึงตอนพาสามี เขยใต้ใหม่หมาด ไปเยี่ยมญาติฝั่งแม่ที่ชุมพรไม่ได้ นึกย้อนหลังไป 25 ปี ตอนนั้นแทบไม่มีหญิงไทยแต่งงานกับชายฝรั่ง ญาติพี่น้องแวะเวียนมาดู “ฝรั่ง” อย่างเพลินใจ เด็กๆ จ้องตาเป๋ง คนเฒ่าคนแก่เดินมาจับตามเนื้อตัวสามี ผู้ซึ่งยกมือกราดไหว้ทั่วทิศแบบนักมวยบนเวที
ลุงๆ ป้าๆ เห็นฝรั่งมาเป็นเขยก็ดีใจ อยากเอาใจที่สุด เที่ยวหาผลหมากรากไม้มาให้เป็นเข่งๆ ทั้งมังคุดและเงาะ สารพัดจะขนมา เพราะผลไม้พวกนี้มีเยอะแยะเต็มบ้านเต็มสวน ซึ่งสามีก็กินทุกอย่างที่มีคนเอามาให้ ยกเว้นทุเรียน หมอนี่ส่ายหน้าดิกพลางบอกว่า
“เหม็นมากๆ เหม็นเหมือนถุงเท้าเน่า 5 เดือนแล้วไม่เคยซัก”
ตอนแวะไปบ้านลุงป้าน้าอา สามีพุ่งเข้าสวนผลไม้แล้วถ่ายรูปอย่างตื่นเต้น สำหรับฝรั่งแล้ว เงาะ มังคุดหรือทุเรียนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันไม่เคยเห็นทั้งสิ้น พอเห็นเงาะ ก็ตื่นเต้นขนาดถ่ายรูปไว้มากมายก่ายกอง บอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นเงาะมาก่อนเลย
เย็นวันหนึ่ง เขยฝรั่งเดินลาดตระเวนแข่งกับหมาละแวกนั้น ไปตามบ้านญาติๆ ของนางเมียไทย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อนัก ก็ไปปะเข้ากับป้าคนหนึ่ง ซึ่งกำลังหุงข้าวต้มแกงอย่างขะมักเขม้นหลังบ้านด้วยเตาถ่าน สามียกมือไหว้ปะหลกๆ ด้วยท่าที่พ่อบอกว่า “เหมือนลิงหิวกล้วย” ใส่ป้าอย่างกะงกกะเงิ่น ป้านึกเอ็นดูฝรั่งหน้าแหลมเปี๊ยบเหมือนฝักข้าวโพด เลยทักรัวๆ เป็นภาษาถิ่นใต้ โดยมีฉันยืนแปลเป็นภาษาอังกฤษอยู่ข้างๆ
ฝรั่งตาไวเหลือบไปเห็นป้ากำลังหั่นอะไรไม่รู้เขียวๆ บนเขียงไม้มะขามอันเบ้อเริ่มเทิ่ม น้ำในหม้อบุบบี้บนเตากำลังเดือดพล่านเลยทีเดียว อารามสงสัยเลยชี้หมับไปที่ไอ้ลูกเขียวๆ ยาวๆ นั่นทันทีแล้วถามว่า
“นั่นอาราย”
ยังไม่ทันที่นางเมียไทยจะอ้าปากตอบ ดูเหมือนว่าป้าพอจะเดาออก ว่าฝรั่งคงจะอยากรู้ว่าไอ้ที่อยู่บนเขียงนั้นคนไทยเรียกอะไร โดยดูจากการชี้นิ้ว เลยตอบเสียงดังลั่นปานฟ้าผ่าหมาว่า
“ฟัก..!!!”
ตอบไม่ตอบเปล่า ยังคว้าอีโต้ฟันฉับลงไปบนลูกฟักประกอบคำพูดด้วย เล่นเอาคนถามสะดุ้งโหยง แล้วเดินตัวลีบจากไปอย่างหวาดกลัว คราวนี้นางเมียถึงกับหัวร่อ แล้วหันไปบอกป้าเป็นภาษาไทยว่า
“ป้าอย่าเที่ยวพูดคำนี้ส่งๆ ไปนา เดี๋ยวเค้าจะนึกว่าป้าปากจัด เที่ยวด่าคนไปทั่ว เพราะคำนี้น่ะ เป็นคำด่าของฝรั่ง”
ป้าหัวเราะเก้อๆ แล้วง่วนกับการทำแกงฟักต่อ ส่วนอั้งม้อหลบไปยืนทำหน้าขวัญหนีดีฝ่ออยู่ใต้ต้นทุเรียนเพราะกลัวโดนป้าแก “ฟัก”
เล่าเรื่องนี้ให้ฟังพอขำๆ วกกลับมาเรื่องเมล็ดปริศนา ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดเหล่านี้ถูกส่งมาเพื่ออะไร บางคนก็คิดไปไกลว่านี่เป็นแผนร้ายจากเมืองจีนที่หวังยึดครองอเมริกา ว่าไปโน่น.. ผู้สันทัดกรณีนั่งไขว้ห้างแล้วคาดการณ์หรือพูดสั้นๆ ว่า คงเกี่ยวกับเรื่องเอเลียนสปีชีส์นั่นเอง
ที่นี่มีกฎห้ามนำเมล็ดพันธุ์ต่างถิ่นหรือพกมาจากไทยเข้าอเมริกา ถือว่ามีความผิด แม้กระทั่งการปลูกผักบุ้งยังเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตในหลายรัฐ เพราะถือเป็นเอเลียนสปีชีส์ หากจับได้ว่ามีการนำเข้า US Department of Agriculture โทรตามถึงบ้าน อย่างเมล็ดผักบุ้งที่นี่ถือเป็นวัชพืช นับเป็นสิ่งต้องห้าม ห้ามนำเข้ามาปลูกและต้องกำจัด ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากเมล็ดเหล่านี้
แม้ผักบุ้งจะกลายเป็นวัชพืชในนิยามของทางการ แต่หมู่เฮาชาวเอเชียก็ไม่ย่อท้อต่อการปลูกผักบุ้ง เพราะปลูกกันเป็นไร่ พอได้กินช่วงหน้าร้อน พูดถึงเรื่องนี้แล้วให้นึกอิจฉารัฐที่อยู่ทางใต้ไม่ได้ ปลูกงอกงามทุกสิ่งอย่าง มะละกอ ชะอม ชะพลู ลิ้นจี่ อย่าถามเลยว่าโซนอากาศหนาวอย่างเมืองฉันจะปลูกอะไรได้บ้าง ปีไหนจับพลัดจับผลูได้กะเพรามาปลูกถือว่าปีนั้นวาสนาดีเหลือเกินที่จะมีกะเพรากิน พอหน้าหนาวต้องอุ้มเข้าบ้าน มาประคบประหงมกันต่อ ส่วนมากมักไม่รอด เมืองไทยแสนดี โยนอะไรลงดินก็งอกงามทุกสิ่งอย่าง
เรื่องเมล็ดพันธุ์ปริศนายังเป็นเรื่องลึกลับในตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าส่งมาให้ตนได้อย่างไร และส่งมาเพื่ออะไร แต่ทางการอเมริกาก็ประกาศห้ามปลูกเด็ดขาด คงต้องตามผลกันต่อว่าไอ้เมล็ดพืชปริศนาเหล่านี้คืออะไร เท่าที่ดูๆ แล้วก็เห็นเป็นพืชผักแบบเอเชียธรรมดาๆ เพียงแต่ว่าฝรั่งไม่รู้จักเท่านั้นเอง จนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบว่า ส่งมาทำไมหรือใครส่งมา

Don`t copy text!