เครื่องดื่มยามเช้าขี้เมามะริกัน

เครื่องดื่มยามเช้าขี้เมามะริกัน

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

ช่วงนี้ทอร์นาโดบุกกระหน่ำรัฐที่ฉันอยู่ ยังไม่ทันสิ้นปี ฟาดไปเกือบ 90 ลูก แต่หนักสุดคือรัฐเพื่อนบ้านอย่างอิลลินอยส์ ล่อไปสองร้อยกว่าลูกแบบไม่ยั้งมือ คนละแวกนี้เลยรักบ้านมากกว่าเก่า เพราะไม่รู้วันไหนจะไม่มีหลังคาคุ้มกบาล

แถมไอ้ทอร์นาโดพวกนี้ก็ไม่เลือกเวลา ชอบฟาดมาตอนเที่ยงคืนแทบทุกหน จนไม่ได้หลับได้นอน

อย่ากระนั้นเลย ในเมื่ออยู่นอกบ้านไม่ปลอดภัย มาทำบ้านให้เป็นหลุมหลบภัยที่แสนรื่นรมย์ดีกว่า ตราบเท่าที่กระแสลมแสนโหดร้ายจะเมตตาให้มีบ้านคุ้มกะลาหัว ช่วงรักบ้านนานๆ ที่ไม่ได้ออกไปซื้ออะไรกินนอกบ้าน เราก็สั่งซื้ออุปกรณ์การทำมื้อเช้ามาไว้ที่บ้าน เริ่มซื้อเครื่องมือและส่วนผสมมาทำบลัดดี้แมรี่ไว้เป็นมื้อเช้า

แม้จะไม่ใช่ขี้เมา แต่แอบรักบลัดดี้แมรี่ ชอบมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว ใครชอบกินมื้อเช้าแบบธรรมดาก็กินไป ขนมปัง ไข่ต้ม ไข่ดาว เบคอน มัฟฟิน เบเกิล ครัวซองต์ ว่าไปตามจริตความชอบ แต่ไอ้พวกรักเมานี่ต้องจัดบลัดดี้แมรี่ ซึ่งมีทั้งแบบไม่ใส่เหล้าที่เรียกว่า “เวอร์จิ้นบลัดดี้แมรี่” กับบลัดดี้แมรี่แบบดุเดือดเลือดพล่าน

สูตรไม่มีอะไรมาก หนักของเมาเข้าไว้ บางคนบอกว่าชงดื่มตอนเช้าเพื่อถอน แต่ดูทรงแล้วไม่น่าจะถอนได้ เพราะส่วนผสมมีวอดก้า แค่อ้าปากก็ไฟลุกแล้ว ร้อนแรงจัดจ้านบาดคอแบบรัสเซีย จัดวอดก้ามา 30 มิลลิลิตร น้ำมะเขือเทศ 120 มิลลิลิตร ซอสวูสเตอร์ ซึ่งจริงๆ เอาไว้อบไก่นะ 1/2 ช้อนโต๊ะ ทาบาสโกหรือซอสพริกเม็กซิกันอีก 1 ช้อนโต๊ะ ฮอร์สแรดิชบด 1 ช้อนชา นึกไม่ออกใช่มั้ยว่าไอ้นี่คืออะไร เทียบง่ายๆ คือวาซาบิ เพราะหากหาไอ้ตัวนี้ไม่ได้ ให้ใช้วาซาบิแทน จัดไปอีก 1/2 ช้อนชา กานพลู 1 ดอก พริกไทยดำ 5 เม็ด ป่นละเอียด เกลือป่นนิดหน่อย น้ำแข็ง จากนั้นเททุกอย่างในแก้วใบโตที่มีฝาปิด เขย่าให้เข้ากัน ปักก้านเซเลอรีอันเท่าหน้าแข้งลงไป ดูส่วนผสมแล้วหลายคนทำหน้าพิกล มันจะอร่อยเหรอนั่น

ความเป็นมาของค็อกเทลสูตรนี้พันทางเหลือเกิน บ้างก็ว่ามาจากปารีส แต่บางขี้เมา เอ๊ย กูรูยืนยันว่าเกิดแถวนิวยอร์กนี่เอง สรุปง่ายๆ ว่าไอ้เจ้านี่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่ปี 1934 คิดค้นโดย แฟร์นองด์ เปอติโอต์ บาร์เทนเดอร์ ณ คิง โคล บาร์ ของ เดอะ เซนต์ รีจิส นิวยอร์ก ที่เป็นผู้คิดริเริ่มเครื่องดื่มค็อกเทลที่มีชื่อว่า เรด สแนปเปอร์ (Red Snapper) ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบลัดดี้แมรี่ ส่วนผสมดั้งเดิมนั้นมีเพียงวอดก้า น้ำมะเขือเทศ และน้ำแข็งเท่านั้น ไม่รู้ว่าแตกไปใส่ซอสพริกเม็กซิกันกับซอสอบไก่วูสเตอร์ได้ไง และกลายเป็นหนึ่งในค็อกเทลที่มีชื่อเสียงระดับโลกในเวลาต่อมา

ไม่ว่าจะมีที่มาจากไหน แต่น้อยคนจะรู้ว่า ยังมีความเชื่ออีกเรื่องเกี่ยวกับบลัดดี้แมรี่ ที่ไม่ได้เป็นเครื่องดื่ม ออกแนวหลอนหน่อยๆ แต่เด็กอเมริกันยังเล่นกันสนุกสนานบันเทิง สำหรับคนไทยแล้วมีการเขียนบอกเล่าวิธีการ “เห็นผี” มากมาย แต่วิธีที่จำกันได้ดีวิธีหนึ่งคือ การมองลอดหว่างขาตัวเอง ได้ผลหรือไม่ได้ผลก็คงต้องลองทำดู แต่บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าทำ ไม่ได้กลัวเห็นผี แต่ด้วยวัยคราวป้า กลัวจะหน้ามืดล้มคว่ำไปก่อนนั่นแหละ

ตามตำราแบบโบราณของไทยยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ ให้หวีผมหน้ากระจกตอนเที่ยงคืน โดยห้ามเปิดไฟ จากนั้นให้มองเข้าไปในกระจก หากต้องการแสง อนุญาตให้จุดเทียนไขหนึ่งเล่มวางไว้ข้างๆ ไม่นานวิญญาณจะมาปรากฏตัวให้เห็น

น่าแปลกที่ในอเมริกา มีวิธีการเรียกวิญญาณในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน วิธีนี้เรียกว่า “บลัดดี้แมรี่” เริ่มจากเข้าห้องน้ำแล้วปิดไฟให้มืดสนิท จากนั้นให้มองกระจก ที่สำคัญห้องนั้นต้องมืดพอที่จะทำให้กระจกกลายเป็นสีดำ เด็กมะริกันนิยมเล่นบลัดดี้แมรี่ในคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ เมื่อมองกระจกแล้วให้พูดว่า “บลัดดี้แมรี่”

การเรียกชื่อของบลัดดี้แมรี่จะต้องเรียกติดต่อกัน 13 ครั้ง ห้ามหยุด แล้วจะเห็นร่างผู้หญิงร่างโชกเลือดโผล่มาในกระจก ต้องคุมสติให้อยู่ ไม่งั้นวิญญาณบลัดดี้แมรี่จะทำร้ายคนที่บังอาจรบกวน ที่สำคัญคือต้องพูดหน้ากระจกติดต่อกัน แล้วจะเห็นภาพวิญญาณปรากฏ บางคนกล่าวว่าหลังจากพูด ”เฮล แมรี่” 3 ครั้ง กระจกจะกลายเป็นสีแดง แล้วจะเห็นหน้าคนลางๆ เลือนๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าได้ผลในการติดต่อกับวิญญาณ

หลังจากที่วิญญาณมาปรากฏแล้ว บางตำรากล่าวว่าผีบลัดดี้แมรี่จะตรงมาทำร้ายคนเรียกจนถึงแก่ชีวิตหรือเป็นบ้าไปในที่สุด อย่างเบาะๆ คือควักลูกตาหรือข่วน บางตำราบอกให้จุดเทียนเล่มเดียว แต่บางตำราให้จุดเทียนแล้วปักลงข้างๆ สองด้านของกระจก

ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเรื่องเล่าถึงตอนจบพิธีมากนัก เพราะคนส่วนมากกลัวจนเผ่นออกมาจากห้องก่อนที่จะพูดคำสุดท้ายจบ หรือไม่ก็พูดจบ แต่ไม่ยอมมองกระจก คนที่เล่นส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 9-12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่นักจิตวิทยาเรียกว่า The Robinson Ages คือเป็นช่วงที่เด็กจะพอใจกับความตื่นเต้นที่ได้เล่นในเรื่องลึกลับน่ากลัว

นอกจากนี้ตำนานเรื่องบลัดดี้แมรี่ยังถูกดัดแปลงไปอีกมากมาย เช่น กลายเป็นพิธีทดสอบความกล้า เพราะหากแสดงความหวาดกลัว บลัดดี้แมรี่จะเอาชีวิต บางกลุ่มเชื่อว่าหากวิญญาณบลัดดี้แมรี่มาปรากฏตัว ก็จะสามารถบอกบลัดดี้แมรี่ให้เราได้คุยกับญาติผู้ล่วงลับของเราได้ เช่น บางคนยังทำใจไม่ได้เมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ เช่น เพิ่งเสียลูกหรือสามี เลยใช้วิธีนี้เพื่อติดต่อกับวิญญาณอันเป็นที่รักของตน

บางความเชื่อระบุว่า เมื่อเห็นวิญญาณบลัดดี้แมรี่แล้วอย่าตกใจ แต่ให้เพ่งมองกระจก แล้วจะได้เห็นภาพอนาคต หน้าตาคู่ครองรวมถึงหน้าตาของลูกหลานแทน แต่หากภาพที่เห็นเป็นภาพของซากศพ นั่นหมายถึง “ชาตินี้ไม่มีโอกาสได้แต่งงานอย่างแน่นอน” แหม..เสียดาย ก่อนแต่งงานยังไม่เคยทำแบบนี้เสียด้วย ทำตอนนี้ก็สายไปซะแล้ว

บางตำนานกล่าวว่า แมรี่เป็นแม่มดที่ถูกเนรเทศ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนในข้อหาใช้มนตร์ดำ มีอีกตำนานหนึ่งเล่าขานว่าบลัดดี้แมรี่มีตัวตนอยู่จริง ฝรั่งนั้นใช้วิธีการฝังศพ แต่ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าตายจริงหรือเปล่า เลยผูกกระดิ่งติดที่มือหรือนิ้วเท้าศพ โดยโยงกระดิ่งจากหลุมโยงขึ้นมาบนไม้ที่ปักไว้นอกหลุม สมัยก่อนการแพทย์ยังไม่ดีนัก บางครั้งฝังคนเป็นก็มี สาวที่ชื่อแมรี่ถูกนำไปฝังพร้อมทั้งผูกกระดิ่งไว้ด้วย เผื่อว่ายังไม่ตายและฟื้นขึ้นมาจะได้สั่นกระดิ่ง

หมอมั่นใจว่าเธอเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน จึงให้ครอบครัวกลับไปพักผ่อน คืนนั้นทุกคนได้ยินเสียงกระดิ่งดังทั้งคืน แต่คิดว่าเป็นเพียงเสียงลมพัด พอตื่นเช้าเห็นกระดิ่งตกอยู่ที่พื้น แสดงว่ามีการสั่นกระดิ่ง พอขุดหลุมขึ้นมา ศพของแมรี่เปลี่ยนจากท่าเดิม กลายเป็นสภาพน่าสยดสยอง เพราะนิ้วชุ่มเลือด เล็บฉีกขาดจากการพยายามตะกุยออกจากโลง ดังนั้นในบางตำราบอกว่าเวลาเรียกบลัดดี้แมรี่ จะได้ยินเสียงกระดิ่งตามมาด้วย

เล่าไปเล่ามาเริ่มหลอน เริ่มต้นของเครื่องดื่มสุดโปรด แต่ลงท้ายด้วยเรื่องสยองๆ เริ่มกลัวขนหัวลุก ขอตัวไปชงบลัดดี้แมรี่ดื่มย้อมใจก่อนดีกว่า

Don`t copy text!