ท่าเรือที่ 39 ริมแปซิฟิก

ท่าเรือที่ 39 ริมแปซิฟิก

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งหรอกที่เหมาะต่อการดูโลกเต้นรำ สถานที่แบบนั้นเหมาะแก่การฟังดนตรีสายลมริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ปล่อยหมอกหยอกล้อบนเปลือกตาชั่วครู่ เหน็บดอกไม้บนเรือนผมพลางมวนยาสูบสักมวน ทอดสายตามองระบำคลื่น

จังหวะโลกรื่นเริงปลุกนกตัวเล็กๆ ในหัวใจให้เริ่มร้องเพลง ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจ เสียงความใฝ่ฝัน เสียงแห่งความรัก และเสียงแห่งความชัง หลากหลายมิติอารมณ์แสดงตัวอย่างน่ามหัศจรรย์ สถานที่แห่งนั้นคือซานฟรานซิสโก เมืองท่าที่ผู้สัญจรผ่านทางมาพบกันเพียงชั่วขณะหนึ่ง เพื่อที่จะลาจากไปในวันพรุ่ง…

นั่งฟังนิทานนกนางนวลที่ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ แล้วเดินเลียบชายฝั่งมหาสมุทรไปยังท่าเรือที่ 39 ระหว่างทางคือนาฏกรรมหลากหลาย ทั้งเต้นรำ ร้องเพลง และมายากล วาดสีสันบันเทิงให้ผู้ชมอย่างเต็มที่ นักแสดงนิรนามคือสิ่งที่ขาดไม่ได้บริเวณท่าเรือที่ 39

หากนิยามท่าเรือที่ 39 คงต้องบอกว่านี่คือศูนย์รวมความบันเทิงริมมหาสมุทร เพราะภัตตาคารร้านรวงทั้งหลายจัดแต่งน่ารักน่าชม มีโรงหนังเล็กๆ ฉายหนังสามมิติให้สำราญ

หากไม่ชอบความพลุกพล่านจอแจ เดินเลียบทางเดินมาที่โป๊ะ จะเห็นฝูงสิงโตทะเลนอนผึ่งแดดอย่างสุขสม ร้องระงมอย่างพออกพอใจ ยกครีบโบกไปมาร่าเริง บางตัวนอนกอดกันกลมอยู่ดีๆ นึกหมั่นไส้ ถีบเพื่อนฝูงตกน้ำตูม ไอ้ตัวที่ตกทะเลตะเกียกตะกายปีนขึ้นโป๊ะแล้วแผดเสียงด่าเพื่อนเสียงขรม โยกตัวซ้ายทีขวาทีตะลุมบอนอุตลุด

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมสิงโตทะเลเหล่านี้ถึงถูกใจโป๊ะท่าเรือที่ 39 มากกว่าท่าเรือแห่งอื่นที่เรียงรายตลอดแนวชายฝั่งแปซิฟิก บรรดาอุ๋งศรีอุ๋งศักดิ์ตัวอ้วนกลมอพยพมาจับจองท่าเรือแห่งนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หนที่สองในซานฟรานซิสโก แต่สิงโตทะเลตัวแรกปักป้ายจองก่อนหน้าการเกิดแผ่นดินไหวแล้วด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นสาเหตุการย้ายฝูงมานอนพุงกลมที่ท่าเรือแห่งนี้เพราะการเกิดแผ่นดินไหวจึงตกไป

ไม่ว่าฝูงสิงโตทะเลจะมาด้วยเหตุผลกลใด แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมโยกย้ายออกจากท่าเรือง่ายๆ จึงกลายเป็นจุดสนใจที่ทำให้ท่าเรือที่ 39 โด่งดังไปทั่วโลก บรรดาอุ๋งทั้งหลายนอนผึ่งพุงสบายใจ ไม่สนใจใดๆ ในโลกแม้ตากล้องนับพันหมื่นหรือเรือนำเที่ยวที่แล่นฉวัดเฉวียนไปมา

ความทรงจำเกี่ยวกับท่าเรือที่ 39 นั้นอบร่ำกลิ่นแดด วิธีสนุกที่สุดในการไปเยือนท่าเรือแห่งนี้คือการนั่งรถรางหรือเคเบิลคาร์ อันเป็นสิ่งที่บรรดาตัวฤทธิ์ต้องทำชนิดที่เรียกว่า “ห้ามพลาด” เพราะรถรางที่นี่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างดีเยี่ยม จนหลายคนตั้งชื่อว่านี่คือรถรางสายปรารถนาเลยทีเดียว

รถรางแห่งซานฟรานซิสโกเปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 สมัยก่อนเปิดบริการถึง 23 สาย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 สายเท่านั้น คือสาย Powell-Hyde Line วิ่งจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ สาย Powell-Mason Line ซึ่งก็วิ่งแนวเหนือลงใต้อีกเช่นกัน หากแต่ไปสิ้นสุดที่ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ และ California Line วิ่งระหว่างตะวันออกและตะวันตกไปตามถนนแคลิฟอร์เนีย

เริ่มวันสราญบนถนนพาวเวลล์ อันเป็นย่านที่ครึกครื้นไปด้วยร้านอาหารทุกชาติและร้านรวงมากมาย ใครอยากแสดงออกก็มาแสดงสดอย่างเปิดเผย ทั้งนักดนตรีเปิดหมวกหรือนักเต้นฮิปฮอป รวมถึงนักมายากลฝึกหัดที่เปี่ยมหวังว่าวันหนึ่งแมวมองจะเห็นความสามารถของตน

ถนนเส้นนี้คือสถานีจอดรถราง เมื่อรถรางมาถึง ก็จะกลับหัวกลับท้ายด้วยการหมุนเป็นวงกลมโดยแรงคน สร้างความสนใจแก่นักท่องเที่ยวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หากอยากมาท่าเรือที่ 39 จะต้องนั่งสาย Powell-Mason Line จนสุดสายที่ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ เคยเป็นท่าเรือที่ชาวประมงเทียบเรือนำสัตว์ทะเลมาส่งตลาดในกาลก่อน แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการเซลฟี่ อย่าแปลกใจที่เห็นผู้คนทั้งโลกมารวมตัวกันที่นี่

สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิยังยะเยือกริมชายฝั่ง แนะนำให้อุ่นท้องด้วยซุปหอยในชามขนมปังที่เรียกว่า Clam chowder อาหารจานด่วนของเหล่าชาวประมงในอดีต แต่กลายมาเป็นอาหารจานหลักชวนลิ้มลองแห่งซานฟรานซิสโก

นอกจากเสียงสิงโตทะเลระงมท่าเรือแล้ว ทอดตาไปเบื้องหน้าจะเห็นเกาะอัลคาทราซ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “เดอะ ร็อค” ในปี ค.ศ. 1775 ฮวน มานูเอล เดอ อยาลา นักสำรวจสเปนตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “La Isla de Los Alcatraces” ซึ่งแปลว่า “เกาะแห่งนกกระทุง” โดยแจงรายละเอียดว่าเกาะแห่งนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่อาศัย เนื่องจากกระแสน้ำเย็นจัด และแห้งแล้งเกินกว่าจะปลูกอะไรได้

ไม่ใช่นกกระทุงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้ แต่บรรดานักโทษทหารชุดแรกจำนวน 26 คนถูกนำมาขังที่นี่ เกาะเปลี่ยวร้างแปรสภาพมาเป็นคุกของกองทัพในปี ค.ศ. 1850 ถึงปี ค.ศ. 1933 จากนั้นเปลี่ยนมือมาสู่กระทรวงยุติธรรม เพื่อใช้ขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ จึงมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด บวกกับสภาพน้ำทะเลเย็นจัด ร่ำลือกันว่าไม่มีนักโทษคนไหนหนีรอดจากเดอะร็อคได้เลย

ขึ้นชื่อว่าคุก อย่างไรเสียย่อมปราศจากอิสรภาพ แม้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมงดงามก็ตาม เสียงคร่ำครวญเลาะเลี้ยวตามซอกหลืบบนเกาะอัลคาทราซ สะอื้นกับระลอกคลื่นแล้วแผ่วจางคืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเสียงหวนไห้ของผู้ต้องขังแปรเป็นเสียงไซเรนแผดแหลมก้องเกาะ เพื่อเตือนว่าขณะนี้มีนักโทษแหกคุกกลางดึกคืนวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1962

นักโทษทั้งสามคนคือแฟรงค์ มอร์ริส สองพี่น้อง คลาเรนซ์และจอห์น แองกลิน เตรียมลู่ทางการหลบหนีล่วงหน้าแรมเดือน แม้กระทั่งทำหุ่นปลอมไว้หลอกเจ้าหน้าที่ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครพบหน้านักโทษทั้งสามคนอีกเลย

เจ้าหน้าที่สรุปว่าทั้งสามคนเสียชีวิตจากการจมน้ำ แต่หลายคนเชื่อว่าทั้งสามคนรอดมาได้และปกปิดตัวตนเพื่อความอยู่รอด นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่โด่งดังมาจนทุกวันนี้ เพราะตลอดระยะเวลา 29 ปี มีนักโทษพยายามหนี 36 คน แต่ไม่มีคนไหนหนีรอดได้สำเร็จเลยแม้แต่รายเดียว แถมบางคนถูกยิงเสียชีวิตทันที

นักพิสูจน์สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติเชื่อว่าในคุกแห่งนี้มีวิญญาณสิงสู่ นักท่องเที่ยวที่แวะไปเยือนมักได้ยินเสียงประหลาดเสมอๆ เช่น เสียงปิดประตูห้องขังเอง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน เสียงกระจกแตกในห้องอาหาร เสียงตัดเหล็ก รวมถึงความรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา

นั่งเรือกลับมาที่ท่าเรือที่ 39 แม้สังคมอเมริกาได้รับการยกย่องเรื่องความเท่าเทียม แต่คนจรจัดยังเกลื่อนท่าเรือ อาศัยบาทวิถีเป็นที่ซุกหัวนอน ห่อร่างด้วยผ้าผวยเก่าๆ บนทางเท้า อย่าถามหาความเท่าเทียมในสังคมใดๆ มีเพียงความตายเท่านั้นที่เท่าเทียม ไม่เคยเลือกเชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อทางการเมือง ทุกคนต้องละจากโลกนี้ไปเมื่อวาระนั้นมาถึง

Don`t copy text!