คู่รักนักปล้นแต่คนกลับกรี๊ดใส่

คู่รักนักปล้นแต่คนกลับกรี๊ดใส่

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

หลายคนสงสัยว่า ทำไมคนจำนวนมากถึงนิยมชมชอบคนที่สังคมลงความเห็นว่าเลวหรือชั่วช้าสามานย์ หรือชอบคนดีแต่พูด แต่ไม่ทำงานใดๆ ให้ปรากฏเป็นชิ้นเป็นอัน อย่าได้แปลกใจ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตลาดล้วนๆ มีการสร้างกระแสให้คนนิยมชมชอบ จนเชื่อฟังทุกคำพูดอย่างว่าง่าย กลายเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นจนเถียงแทนทุกคำ

เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนในอเมริกา ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งคือ คดีคู่รักนักปล้น บอนนี่และไคลด์

ช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกาหรือเรียกว่ายุค The Great Depression คือช่วงปี ค.ศ. 1929 อเมริกันตกงานกันเป็นเบือ ผู้คนยากจนอย่างฉับพลัน ธนาคารหลายพันแห่งของสหรัฐอเมริกาล้มละลาย ตามภาคอุตสาหกรรมและตลาดหุ้น ผู้คนหลายล้านคนสูญเสียเงินและตกงานจำนวนมาก

ระหว่าง ค.ศ. 1929-1932 รายได้ประชาชาติ (National Income) ของประเทศลดจาก 81,000 ล้านเหรียญดอลลาร์ เหลือเพียง 41,000 ล้านเหรียญดอลลาร์ ธุรกิจกว่า 8,500 แห่งเลิกกิจการ คนตกงานกว่า 1.5 ล้านคนใน ค.ศ. 1929 เพิ่มเป็น 15-16 ล้านคน

ช่วงเวลาอันลำเค็ญเช่นนี้ เมื่อดาวโจนส์ร่วง ดาวโจรก็รุ่ง โจรนอกกฎหมายผุดขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งคู่รักนักปล้นคู่หนึ่งที่ชื่อบอนนี่กับไคลด์ แม้จะทำเรื่องเลวๆ อย่างไม่น่าให้อภัย แต่อเมริกันกลับรักใคร่ชื่นชม นายและนางโจรคู่นี้ราวกับซูเปอร์สตาร์ ไปไหนมาไหนมีแต่คนรักใคร่ปกป้อง จนลืมไปว่าทั้งคู่เป็นโจรปล้นฆ่าตำรวจถึงสิบสองคน

บอนนี่ พาร์กเกอร์และไคลด์ แบร์โรว์เป็นคู่ผัวตัวเมียหน้าตาดี ที่ปล้นดะรายทางตั้งแต่ปั๊มน้ำมันไปยันธนาคาร ร่ำลือกันว่าบางครั้งปล้นธนาคารแล้วเอามาแจกจ่ายคนยากจน บอนนี่เป็นสาวสวยตาสีฟ้าผมบลอนด์ที่ฝันอยากเป็นกวี แต่โชคชะตานำพาเธอมาพบกับหนุ่มรูปหล่อชื่อไคลด์ ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนรักแล้วร่วมกันปล้นจนเป็นที่กล่าวขวัญในความโหดเหี้ยม เพราะนอกจากปล้นแล้ว ยังฆ่าตำรวจตายไปถึง 12 คน แถมถ่ายรูปไว้ดูเล่นอีกต่างหาก

นอกจากเป็นโจร บอนนี่ยังเขียนบทกวีส่งไปลงตีพิมพ์บ่อยๆ พร้อมถ้อยคำหยิกแกมหยอก ทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการปล้นหลงรักเธอถ้วนหน้า ที่กระฉ่อนโลกสุดๆ คือเธอมักถ่ายรูปในท่วงท่าต่างๆ ทั้งสูบซิการ์ก๋ากั่นควงปืนเก๋ไก๋ จนกลายเป็นขวัญใจหนังสือพิมพ์ในเวลานั้น

บอนนีและไคลด์ในภาพถ่ายประมาณ ค.ศ. 1932–1933 ที่ตำรวจพบในที่ซ่อนตัว

ทุกคนหลงรักคู่รักนักปล้น อย่างชนิดที่เรียกว่าติดตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อ พลางเอาใจช่วยให้คู่นี้รอดจากการถูกจับ ทั้งที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมาย ท้าทายกฎหมายบ้านเมืองที่สุด

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ปล้นหนักมือไปหน่อยจนประสบเหตุให้บอนนี่กลายเป็นคนขาเป๋ บรรดาสมาชิกแก๊งโจรอยากลากเธอออกจากกลุ่ม แต่ไคลด์ไม่ยอมเพราะรักสติปัญญาและความมีอารมณ์ขันของเธอ

ไคลด์นั้นแม้จะชอบลักรถ แต่ก็มีน้ำใจพอที่จะทิ้งเงินเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้เจ้าของเป็นสินน้ำใจ เลยเปลี่ยนรถเป็นว่าเล่น อาจจะด้วยความที่ไม่อยากให้ตำรวจตามเจอ รวมทั้งชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้ทั้งคู่มีรถใหม่ตลอดเวลา

เรื่องแปลกแต่จริงในเวลานั้นคือสื่อต่างๆ โดยเฉพาะบรรดาหนังสือพิมพ์เกาะติดคู่รักนักปล้นแทบทุกฝีก้าวและคอยเสนอข่าวตลอดเวลา ใส่สีตีไข่ให้ข่าวราวกับนวนิยายรายวัน เรียกว่าสร้างภาพคนร้ายให้กลายเป็นพระเอกนางเอกคู่ขวัญประมาณนั้น ทำให้ภาพจำของโจรมีสีสัน กลบลบความอำมหิตของโจรจนกลายเป็นฮีโร่หากพูดตามภาษายุคนี้คงต้องบอกว่ากลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือเน็ตไอดอล

ด้วยแรงประโคมข่าวจากสื่อยุคนั้น ทำให้ทั้งคู่เริ่มมีชื่อเสียง แม้จะก่อกรรมทำชั่วอย่างไรก็ตาม แต่ได้รับการกล่าวขวัญในสื่อโดยเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ สิ่งที่ต้องแลกกับชื่อเสียงคือผู้คนเริ่มจำหน้าคู่รักนักปล้นได้ สุดท้ายจึงต้องพักค้างตามป่าหรือไร่นา จะหลบหนีไปพักแรมที่ไหนก็ยากลำบาก ช่วงนั้นเอฟบีไอรวบรวมหลักฐานและสำนวนคดีเพื่อล้อมจับทั้งคู่

ทางการพยายามตามจับคู่รักนักปล้น แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะทั้งคู่หูตาไวและมีสายคอยส่งข่าวตลอดเวลา แต่สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แม้ระแวดระวังอย่างไร สุดท้ายทั้งคู่ก็หลงกลตำรวจจนได้ เพราะเจอมือปราบสุดเก๋าแฟรงค์ ฮาเมอร์ ที่พวกตำรวจหนุ่มๆ ยิ้มหยันในความหัวโบราณ แต่สุดท้ายแฟรงค์พิสูจน์ให้โลกรู้ว่าแก่แต่เก๋าเป็นอย่างไร เพราะสามารถล่อรถที่บอนนี่และไคลด์มาให้ยิงพรุนนับร้อยรู

เช้าตรู่วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1934 เจ้าหน้าที่ในทีมของแฟรงค์ซุ่มรอในป่าละเมาะข้างทางมาทั้งคืน สายข่าวแจ้งมาว่าทั้งคู่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เมื่อทั้งคู่ขับมาถึงบริเวณที่ดักซุ่ม แฟรงค์ก็เดินก๋าออกไปดักหน้ารถ ยังไม่ทันที่จอมโจรจะหันไปคว้าปืน หน่วยของแฟรงค์ที่ซุ่มรอก็ระดมยิงไม่ยั้งมือ

ทั้งคู่เสียชีวิตทันที ปิดฉากคู่รักนักปล้นวัยเยาว์ ไคลด์ แบร์โรว์ วัย 25 และบอนนี่ พาร์กเกอร์วัย 23 ปี นับว่าอายุยังน้อยเหลือเกิน

เมื่อเจ้าหน้าที่ลากรถที่พรุนด้วยรอยกระสุนและศพทั้งคู่เข้าเมือง ชาวเมืองต่างแห่มาดูศพอย่างคับคั่ง บางคนพยายามโอบกอดศพและร้องไห้ บางคนก็ทึ้งสิ่งของเครื่องใช้จากศพไปเป็นที่ระลึก ส่วนรถฟอร์ดพรุนรอยกระสุนกลายเป็นสมบัติพิพิธภัณฑ์ของคาสิโน ‘Whiskey Pete’s’ ในลาสเวกัส

Bonnie & Clyde Newspaper Headline at state line Primm Valley Casino near Las Vegas, Nevada (Photo by Barry King/WireImage) *** Local Caption ***

แม้ทั้งคู่ต้องการให้มีการฝังศพร่วมกัน แต่กลับไม่เป็นไปตามปรารถนา ร่างของทั้งสองถูกฝังแยก แต่ความหลงใหลในตัวคู่รักจอมโจรไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น กลับมีชีวิตโลดเต้นบนแผ่นฟิล์มหลังจากนั้น

แม้ว่าคู่รักอาชญากรเสียชีวิตและปิดแฟ้มคดีเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1934 แต่เรื่องราวของทั้งคู่กลายเป็นแรงบันดาลใจในเวลาต่อมา เช่น ถูกนำมาเขียนหนังสือ กลายเป็นละครเพลงบรอดเวย์ รวมถึงภาพยนตร์ที่ส่งให้วอร์เรน เบ็ตตี และเฟย์ ดันนาเวย์ กลายเป็นดาราดังระดับโลก

เรื่องราวของบอนนี่และไคลด์ได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Bonnie and Clyde ในปี ค.ศ. 1934  นำ โดยถ่ายทำในสถานที่จริงในประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของคนทั้งคู่ได้รับการเล่าขานต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี ค.ศ. 2012 มีการนำปืน 2 กระบอกของคู่รักนักปล้นไปประมูล ปรากฏว่าประมูลได้ในราคาสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ จะว่าไปถือเป็นจำนวนเงินมากกว่าที่เคยปล้นถึง 4 เท่า

Don`t copy text!