ราชาอินเดียนแดงผู้ถูกทรยศ

ราชาอินเดียนแดงผู้ถูกทรยศ

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกในเมืองพลีมัธ รัฐแมสซาชูเซตส์ มีหินแกรนิตก้อนหนึ่งสลักตัวเลข 1620 ไว้ คนอเมริกันเรียกหินก้อนนี้ว่า “พลีมัธร็อก” เชื่อว่าเป็นจุดที่กลุ่มพิวริตันจากอังกฤษที่เดินทางมากับเรือเมย์ฟลาวเวอร์ขึ้นฝั่ง ณ จุดนี้

เมื่อชาวอังกฤษผู้เคร่งศรัทธาหนีภัย อันเกิดจากความขัดแย้งด้านความเชื่อทางศาสนาเดินทางมาสู่โลกใหม่ก็เรียกตนเองว่า “พิลกริมส์” มาขึ้นบกที่ชายหาดแห่งนี้เมื่อ 400 ปีก่อน คือในปี ค.ศ. 1620  จึงสลักก้อนหินไว้เป็นพยานการมาถึงโลกใหม่

Plymouth Rock

ชาวอาณานิคมเรียกสถานที่ที่ตนสร้างบ้านเรือนว่า “นิวพลีมัธ” เพื่อเป็นเกียรติแก่แผ่นดินเกิด จากนั้นก็ผูกมิตรกับอินเดียนแดง มีการลงนามสัญญาสันติภาพระหว่างชาวอาณานิคมพลีมัธและหัวหน้าเผ่าแมสซาซอยต์  ข้อความในสัญญาสันติภาพมีใจความสำคัญว่าจะไม่รุกรานกัน ช่วงที่แมสซาซอยต์ยังมีชีวิตอยู่นั้น อินเดียนแดงและชาวอาณานิคมเป็นมิตรที่ดีต่อกันยาวนานถึง 50 ปี

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ชาวอาณานิคมกับอินเดียนแดงแวมพาโนก  เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ชาวอาณานิคมขยายดินแดนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสร้างอาณานิคมพลีมัธเสร็จสมบูรณ์ ชาวอังกฤษก็หลั่งไหลมาอยู่ในอาณานิคมแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

ช่วงที่หัวหน้าแมสซาซอยต์เป็นหัวหน้าใหญ่ของอินเดียนแวมพาโนก ชาวอาณานิคมอยู่ดีมีสุขจึงขยายอาณานิคมมากขึ้นและกว้างขึ้น โดยที่หัวหน้าแมสซาซอยต์ยินยอม ลูกชายทั้งสองคนของแมสซาซอยต์เองนิยมชมชอบพวกอาณานิคมผิวขาวเหล่านี้

เรือลำแล้วลำเล่าบรรทุกชาวอังกฤษแน่นทุกเที่ยว มาจอดเทียบท่าในนิวอิงแลนด์ อาณานิคมขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการตั้งเมืองใหม่ๆ เรียงรายตามชายฝั่ง และรุกเข้ามายังเขตแดนของอินเดียนแดงทุกเผ่า ทำให้ขอบเขตที่อยู่อาศัยของอินเดียนแดงลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะมีการขยายอาณานิคมและที่ดินเพาะปลูกออกไปเรื่อยๆ เช่นกัน

นอกจากอาณาเขตของอาณานิคมในนิวอิงแลนด์จะขยายตัวมาประชิดเขตแดนของชนเผ่าอินเดียนแดงแล้ว ชาวอาณานิคมยังนำหมูมาเลี้ยงแบบปล่อยให้เดินสะเปะสะปะหากินไปเรื่อย โดยไม่มีการสร้างคอกไว้ให้ ซึ่งหมูของชาวอาณานิคมมักเข้าไปกินพืชและผักไม้ที่อินเดียนแดงนำมาเป็นอาหาร สร้างความเดือดร้อนถ้วนหน้าให้แก่อินเดียนแดงทุกเผ่า

ในปี ค.ศ. 1660 ลูกชายทั้งสองของแมสซาซอยต์คือ แวมสุตตาและเมตาโคมเดินทางไปที่อาณานิคมพลีมัธ เพื่อยื่นคำร้องขอเปลี่ยนชื่อต่อศาลแห่งพลีมัธ แวมสุตตาเปลี่ยนชื่อเป็นอเล็กซานเดอร์ ส่วนเมตาโคมเปลี่ยนชื่อเป็นฟิลิป หากไม่นิยมชื่อแบบชาวอังกฤษ ลูกชายของแมสซาซอยต์คงไม่เปลี่ยนชื่อเป็นอังกฤษเช่นนี้ โดยเฉพาะเมตาโคมที่สั่งซื้อเสื้อผ้าแบบชาวตะวันตกจากบอสตัน แสดงถึงความนิยมอังกฤษอย่างชัดเจน

เมื่อแมสซาซอยต์เสียชีวิต แวมสุตตาหรืออเล็กซานเดอร์ขึ้นเป็นหัวหน้าแทน แต่เป็นหัวหน้าเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เสียชีวิต เมตาโคมหรือคิงส์ฟิลิปจึงขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าในปี ค.ศ. 1662 ชาวอาณานิคมขยายดินแดนเพิ่มขึ้น

อาณานิคมขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการตั้งเมืองใหม่ๆ เรียงรายตามชายฝั่ง รุกเข้ามายังเขตแดนของอินเดียนแดงทุกเผ่า ทำให้ขอบเขตที่อยู่อาศัยของอินเดียนแดงลดน้อยลงเรื่อยๆ คิงส์ฟิลิปคับแค้นใจมากที่เห็นเผ่าของตนตกอยู่ในสภาพนี้ อีกทั้งรู้สึกโกรธแค้นพวกอาณานิคม เพราะไม่รักษาสัญญาที่เคยทำไว้เมื่อครั้งแมสซาซอยต์ จึงตัดสินใจทำสงครามกับชาวอาณานิคมเพื่อปกป้องเผ่าของตน

การทำสงครามกับชาวอาณานิคมของคิงส์ฟิลิปไม่ได้มีความหมายเพียงการแย่งชิงผืนดินทำกินอันเป็นผืนดินดั้งเดิมของเผ่าคืนจากคนผิวขาวเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการกู้เกียรติและความภาคภูมิใจในความเป็นอินเดียนแดงกลับมาด้วย เพราะถูกชาวอาณานิคมข่มเหงจนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ คิงส์ฟิลิปเขียนบันทึกไว้ว่า

“บรรพบุรุษของข้าร่ำไห้และเรียกร้องให้ข้าแก้แค้น คนผิวขาวมาจากแผ่นดินที่ข้าไม่รู้จัก แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างของเผ่าข้าไป ขโมยพืชพรรณธัญญาหารและรุกต้อนลูกหลานข้าไปสู่หลุมฝังศพ” 

คิงส์ฟิลิปไม่มีทางเลือกอื่น เพราะแผ่นดินของเผ่าถูกครอบครองโดยชาวอาณานิคม ประชากรในเผ่ากลายเป็นทาสและผู้รับใช้คนผิวขาว บ้างก็ถูกสังหารเพราะไม่ยอมเปลี่ยนศาสนามานับถือพระเจ้าของคนผิวขาว ในปี ค.ศ. 1675 สงครามระหว่างคิงส์ฟิลิปและชาวอาณานิคมเริ่มต้นขึ้น กินเวลายาวนานสามปีจนสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1678

Treaty of Casco Bay

สงครามคิงส์ฟิลิปหรือรู้จักกันในนามสงครามครั้งแรกของอินเดียนแดง นักประวัติศาสตร์บางคนก็เรียกว่า “สงครามเมตาโคม” ระหว่างชาวอาณานิคมพลีมัธกับอินเดียนแดงแวมพาโนกที่มีพันธมิตรคือเผ่านารากันเซตต์ สิ้นสุดลงด้วยความตายของคิงส์ฟิลิปและการลงนามสันติภาพแห่งอ่าวคาสโก (Treaty of Casco Bay) ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1678

เหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคือ ในปี ค.ศ. 1671 ฝ่ายอาณานิคมออกคำสั่งให้อินเดียนแดงทุกคนมอบปืนให้แก่ฝ่ายอาณานิคม และห้ามไม่ให้อินเดียนแดงคนใดมีปืนในครอบครองอีกต่อไป ฝ่ายอาณานิคมตระบัตสัตย์ที่เคยให้ไว้กับพ่อของคิงส์ฟิลิป สัญญาสันติภาพที่เคยทำร่วมกันระหว่างหัวหน้าแมสซาซอยต์และผู้ว่าการอาณานิคมคนแรกระบุว่าให้ปฏิบัติปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม การที่ฝ่ายอาณานิคมขอยึดปืนอินเดียนแดงทั้งหมดหมายถึงการถูกกระทำเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง

ชาวอาณานิคมเสียชีวิตในสงครามคิงส์ฟิลิปนับพันคน แต่อินเดียนแดงสูญเสียหนักกว่าถึงสามเท่า โดยเฉพาะเผ่าโพคาโนเคตและนารากันเซตต์ถูกทำลายจนหมดสิ้นแทบไม่เหลือสมาชิกเผ่าอยู่เลย อินเดียนแดงที่รอดจากการถูกสังหารถูกส่งไปขายเป็นทาส เมื่อหมดสิ้นอินเดียนแดง ชาวอาณานิคมก็ขยายอาณาเขตจนครอบคลุมบริเวณนั้นโดยเสรี

ร่างของคิงส์ฟิลิปถูกสับเป็นชิ้นๆ แขวนไว้ตามต้นไม้ จอห์น อัลเดอร์แมน อินเดียนแดงผู้สังหารคิงส์ฟิลิปได้รับรางวัลตอบแทนความดีความชอบคือศีรษะและมือข้างหนึ่งของคิงส์ฟิลิป ซึ่งภายหลังจอห์น อัลเดอร์แมนขายศีรษะของคิงส์ฟิลิปให้ผู้ว่าการอาณานิคมพลีมัธในราคาเพียงยี่สิบชิลลิ่ง ซึ่งเป็นราคามาตรฐานสำหรับศีรษะอินเดียนแดงหนึ่งศีรษะ น่าเสียดายที่ศีรษะของคิงส์ฟิลิปถูกตีราคาเท่ากับอินเดียนแดงทั่วไปเท่านั้นเอง

ผู้ว่าการอาณานิคมพลีมัธนำศีรษะของคิงส์ฟิลิปมาเสียบประจานบนเสาแหลมในอาณานิคม โดยไม่เคยนำลงจากเสาตลอดระยะเวลา 20 ปี การเสียบประจานศีรษะของคิงส์ฟิลิปเหมือนคำขู่อินเดียนแดงทุกคนว่า ชาวอาณานิคมจะฆ่าอินเดียนแดงทุกคน หากเหิมเกริมคิดทำอันตรายชาวอาณานิคม ดูเหมือนว่าสงครามระหว่างคนผิวขาวและอินเดียนแดง จะจบลงด้วยความสูญเสียและหยาดน้ำตาของฝ่ายอินเดียนแดงเสมอ

Don`t copy text!