ราชินีแห่งมนต์ดำ

ราชินีแห่งมนต์ดำ

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

วูดู (Voodoo) เป็นลัทธิไสยศาสตร์ของคนแถบหมู่เกาะอินดีสตะวันตก โดยเฉพาะในเฮติ แต่จริงๆ แล้ววูดูมีต้นกำเนิดจากพิธีกรรมชนพื้นเมืองในแอฟริกา ไล่ตั้งแต่แกมเบียจนถึงแองโกลา แต่แพร่มาถึงอเมริกา จนมีการสถาปนาตำแหน่ง “ราชินีวูดู” ในรัฐหลุยส์เซียน่า หลายคนอาจสงสัยว่าความเชื่อนี้แพร่มาสู่อเมริกาได้อย่างไร

ในยุคล่าอาณานิคม หัวหน้าเผ่าขายลูกเผ่าหรือเชลยศึกไปเป็นทาสชาวตะวันตก ซึ่งทาสเหล่านี้มีพ่อมดหมอผีติดไปด้วย ทำให้ความเชื่อแบบวูดูแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะอเมริกาซึ่งนำทาสเข้ามาใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก

ช่วงแรกอเมริกันต่างหวาดกลัวและไม่ยอมรับลัทธิวูดู เพราะแตกต่างไปจากศาสนาที่ตนนับถือ เลยกีดกัน ทำให้ลัทธินี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้ชุมนุมกันในเวลากลางคืน บางแห่งแก้ปัญหาโดยการบังคับให้ทาสนับถือศาสนาคริสต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ทาสผิวดำนับถือลัทธิวูดูอีกต่อไป

พิธีกรรมทางวูดูประกอบด้วยการสวดมนต์ เต้นรำ เล่นดนตรี รวมทั้งฆ่าสัตว์บูชายัญ การเต้นรำกับการเล่นดนตรีนั้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีกรรมวูดู เพราะเชื่อว่าการเต้นเป็นวิธีสื่อสารกับวิญญาณจากโลกอื่น

ตุ๊กตาวูดูเป็นตุ๊กตาที่นำมาใช้ทำร้ายคนอื่น จุดมุ่งหมายของการใช้ตุ๊กตาวูดูคือเพื่อครอบงำจิตใจฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่ได้มีผลแค่ทางด้านจิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อร่างกายด้วย ถ้าใช้มนต์ดำขั้นร้ายแรงจะสามารถเอาชีวิตของฝ่ายตรงข้ามได้ โดยที่กฎหมายไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้เลย

ลัทธิวูดูยังคงสืบทอดและแพร่หลายในหลายรัฐของอเมริกา แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือรัฐหลุยส์เซียน่า โดยเฉพาะเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่นี่มีราชินีแห่งลัทธิวูดูชื่อมารี ลาโว

Marie Laveau

มารี ลาโว (Marie Laveau) มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 เพื่อนบ้านร่ำลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดำวูดู มารีเป็นเจ้าแม่ลัทธิวูดูที่ได้รับความศรัทธาล้นหลามในนิวออร์ลีนส์ ถือกำเนิดในเมืองต้นตำรับของวูดูคือ ซานโตโดมิงโก ซึ่งปัจจุบันนี้คือประเทศเฮติ เมื่อปี ค.ศ. 1794 พ่อเป็นคนผิวขาว แต่แม่เป็นคนผิวดำ เรื่องราวของมารีที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1819

ก่อนมาเป็นเจ้าแม่ลัทธิวูดู มารีมีอาชีพเป็นช่างทำผม สามารถเข้านอกออกในบ้านผู้มีอันจะกินทุกบ้านในเมือง วันหนึ่งเธอและลูกสาวมีโอกาสเข้าร่วมวงกับผู้ทรงปัญญา ทำให้เธอได้รับการสืบทอดอำนาจร่างทรง กล่าวกันว่าเธอรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมือง จากการฟังคำสนทนาของลูกค้าและลูกจ้างของเธอนั่นเอง

มารีกลายเป็นตำนานหนึ่งของนิวออร์ลีนส์ ฐานะของเธอไม่ใช่แค่เป็นคนทำพิธีวูดูเท่านั้น แต่เธอผสมผสานสองความเชื่อทางศาสนาเข้าด้วยกัน จนสามารถเปลี่ยนลัทธิวูดูให้เป็นมากกว่าเรื่องเหนือธรรมชาติ ทำให้ผู้คนในลัทธิหันมานับถือพระแม่มารี และยังนำพิธีปฏิบัติของชาวคาทอลิกเข้ามาใช้ในลัทธิวูดู

มารีเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1881 แต่ชาวเมืองไม่เคยลืมราชินีแห่งมนต์ดำผู้นี้เลย ลูกสาวของเธอที่ชื่อมารี (Marie Laveau II) ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยดำเนินพิธีกรรมต่างๆ แบบเดิมอีกหลายสิบปีต่อมา

ทุกวันนี้อิทธิพลของมารีและลูกสาว ผู้ซึ่งเป็นราชินีแห่งลัทธิวูดูในเมืองนิวออร์ลีนส์ยังไม่จางหายไป ทั้งคู่ถูกฝังเคียงกันในสุสาน 2 ชั้นทำจากหินสีขาว ที่แท่นฝังศพหมายเลข 1 ในสุสานเซนต์หลุยส์

แม้ที่ฝังศพของทั้งคู่จะดูไม่แตกต่างจากของคนอื่น แต่ที่สังเกตได้ชัดคือเครื่องหมายกางเขนและเครื่องหมายอื่นๆ เขียนไว้บนแท่นฝังศพ นอกจากนี้ยังมีเหรียญ รากสมุนไพร เม็ดถั่ว กระดูก ถุงห่อดอกไม้ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่สื่อถึงความโชคดีและการอวยพรแก่เจ้าแม่ลัทธิวูดูผู้นี้

ปัจจุบันยังมีการจัดทัวร์พาไปชมบ้านของมารี ลาโว รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า “บลัดดี้มารีทัวร์”

อย่าเพิ่งสับสนกับพิธีกรรมอีกอย่างในอเมริกา มีพิธีกรรมเรียกวิญญาณที่เรียกว่า “บลัดดี้แมรี่” เริ่มจากเข้าห้องน้ำแล้วปิดไฟมืดสนิท จากนั้นให้มองกระจก ที่สำคัญห้องต้องมืดพอที่จะทำให้กระจกกลายเป็นสีดำ เด็กมะริกันนิยมเล่นบลัดดี้แมรี่ในคืนเดือนมืดไร้แสงจันทร์ เมื่อมองกระจกแล้วให้พูดว่า

“บลัดดี้ แมรี่ ๆๆๆๆๆๆ”

การเรียกชื่อของบลัดดี้แมรี่จะต้องเรียกติดต่อกัน 13 ครั้ง ห้ามหยุด แล้วจะเห็นผู้หญิงร่างโชกเลือดโผล่มาในกระจก ต้องคุมสติให้อยู่ ไม่งั้นวิญญาณบลัดดี้แมรี่จะทำร้ายคนที่รบกวน บางตำราบอกว่าให้เรียก 7 ครั้งหน้ากระจกติดต่อกัน แล้วจะเห็นภาพวิญญาณปรากฏ

บางคนเล่าว่าหลังจากพูด เฮล แมรี่ 3 ครั้ง กระจกจะกลายเป็นสีแดง แล้วเห็นหน้าคนลางๆ เลือนๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าการติดต่อกับวิญญาณได้ผล บางตำรากล่าวว่าผีบลัดดี้แมรี่จะตรงมาทำร้ายคนเรียกจนถึงแก่ชีวิตหรือเป็นบ้าไปในที่สุด อย่างเบาะๆ คือควักลูกตาหรือข่วน แต่บางตำราบอกว่าผีบลัดดี้แมรี่ปรากฏกายออกมา เพื่อลากคนเรียกเข้ากระจกด้วย

ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเรื่องเล่าถึงตอนจบพิธีมากนัก เพราะคนส่วนมากจะกลัว จนเผ่นออกจากห้องก่อนที่จะพูดคำสุดท้ายจบ หรือไม่ก็พูดจบ แต่ไม่ยอมมองกระจก คนที่เล่นส่วนมากจะเป็นเด็กอายุประมาณ 9-12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่นักจิตวิทยาเรียกว่า The Robinson Ages คือเป็นช่วงที่เด็กพอใจกับความตื่นเต้นที่ได้เล่นเรื่องลึกลับ

สำหรับผู้ที่คิดว่าตนเองโชคดีที่ได้เห็นวิญญาณบลัดดี้แมรี่แล้วไม่มีอะไรผิดปกติ คือไม่โดนทำร้าย นั่นไม่ใช่ความมีโชคแต่อย่างใด เพราะเมื่อเรียกบลัดดี้แมรี่ออกมา และมีโอกาสได้เห็นวิญญาณร้ายของเธอถือว่าโชคร้ายมาก เพราะจากนั้น วิญญาณบลัดดี้แมรี่จะตามหลอกหลอนทุกครั้งที่ส่องกระจกจนกว่าจะตายจากโลกนี้ไปนั่นเอง

วกกลับมาที่การไปร่วม “บลัดดี้มารีทัวร์” ของมารี ลาโว เมื่อไปแล้วต้องเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นด้วยเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน เปล่งชื่อของมารีดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ว่าจะให้เธอดลบันดาลให้ศัตรูวิบัติอย่างไรบ้าง

หากใครที่สนใจอยากแช่งชักหักกระดูกคู่อริ ขอเชิญไปพิสูจน์กับการร่วมทัวร์บลัดดี้มารี ซึ่งจัดในยามราตรีกลางเมืองนิวออร์ลีนส์ ส่วนจะสมหวังหรือไม่นั้น คงต้องลองวัดดวงกันดูว่าวิญญาณมารีจะดลบันดาลให้สมหวังไหม

 

Don`t copy text!