ประจิมและอรอินทรา จาก “พฤกษาสวาท”

ประจิมและอรอินทรา จาก “พฤกษาสวาท”

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

“หลังม่าน” คอลัมน์ที่จะบอกเล่าถึงชีวิตของตัวละครเด่นๆ ในนวนิยายของ กฤษณา อโศกสิน เป็นเรื่องราวเบื้องลึกที่มีแต่นักเขียนเท่านั้นที่จะสามารถรู้ได้ และนำมาบอกเล่าให้ผู้อ่านชาวอ่านเอาได้เห็นชีวิตด้านหลังม่านของตัวละครเหล่านั้น

ขอขึ้นต้นด้วย ‘คำนำนักเขียน’ เมื่อ พ.ศ.2547 อันเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 4 ความว่า

‘พฤกษาสวาท คือนวนิยายที่อาจมีใครหลายคนกล่าวว่า ช่างแสนจะนิย้ายนิยายอะไรปานนี้ แต่ถ้ามีความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นจนแจ้งใจในความเป็นชีวิตและเป็นมนุษย์ก็คงจะถึงที่สุดของคำกล่าว

‘ชีวิตจริงของบางคนผาดโผนยิ่งกว่านิยายหลายเท่านัก’

ดังนั้น หากอ่าน ‘พฤกษาสวาท’ อย่างนิยาย ก็คงจะได้รสชาติอย่างนิยายมิผิดไป แต่ถ้าอ่านอย่างเรื่องราวที่เป็นไปได้ในสมัยหนึ่ง คือสมัย พ.ศ.2506-2507 ที่นวนิยายเรื่องนี้ลงพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสาร ผู้อ่านก็จะได้รับความบันดาลใจจากยุคสมัยที่ใกล้ๆกับเหตุการณ์ในหนังสือ นั่นก็คือ ชายหนุ่มหรือหญิงสาวบางคนเคย ‘เลี้ยงต้อย’ เด็กน้อยคนหนึ่งขึ้นมา ตั้งแต่เด็กยังเป็นทารก ครั้นเข้าวัยรุ่นกำลังดี ก็ได้เป็นภริยาหรือสามี

แต่เมื่อมาถึงสมัยปัจจุบัน ความนิยมทำนองนั้นจึงเปลี่ยนไป…เป็น ‘เสี่ยเลี้ยง’ โดยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูกันมาแต่เล็กแต่น้อย เนื่องจากยาวนานเกินกว่าเหตุ

‘พฤกษาสวาท’ อันหมายถึงการลงแรงลงใจ รดน้ำพรวนดินไม้งามต้นหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้า จนกระทั่งแตกดอกออกช่อ แผ่กิ่งก้านสาขา จึงกลายเป็นเรื่องราวล้าสมัยเมื่อเปรียบกับวิธีเรียนลัดในปัจจุบัน

ความปฏิพัทธิ์ผูกพันที่ชายมีต่อหญิง ก็ไม่จริงจังจริงใจดังเรื่องราวที่ผ่านสายตาในหนังสือเล่มนี้

จึงขอให้ถือว่า ‘พฤกษาสวาท’ คือนวนิยายที่ล้าสมัย

แต่สมัยหนึ่งก็เคยมี

รักที่แท้ ที่ยิ่งยงและยิ่งใหญ่

 

เพียงแต่ฉันนั่นเอง…ฉันผู้ก่อสานสร้างทำเรื่องนี้ขึ้นมาในสมัยกระโน้น ครั้นมาถึงวันนี้ที่จะต้องมายืนอยู่ ‘หลังม่าน’ เพื่อกำกับบทบาทให้ชายหญิงชุดใหญ่อันคือ ครอบครัวหนึ่งเดียวของเรื่องไม่เล็กเรื่องนี้ที่ตอนตั้งต้นดูเหมือนดี แต่ยิ่งกำกับ ฉันก็ยิ่งทวีความอึดอัดเหนื่อยหน่ายจนแทบจะร้องบอกให้ตัวเอกคือชายวัยใกล้ 30 เลิกแผลงฤทธิ์ร้ายของความรักที่ดูจะเข้าฝักยิ่งกว่าเด็กอายุ 17-20 หลายเท่าเสียที

แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าโน้น แม้เป็นภาพที่พ้นยุคสมัย หากก็เป็นภาพที่ฉันตั้งใจนำออกมาแสดง

ตัวละครทุกตัวก็แสนจะมีอารมณ์กลมกลืนลื่นไหล นับตั้งแต่ นางอรรถการประกาศผู้เป็นเจ้าของบ้าน เป็นมารดาของประภัสสรและประจิม เป็นยายของวัยรุ่น 3 คน คือวิกสิต พุธรัตน์และประภัสรา

แต่ประจิมเป็นหนุ่มใหญ่ หน้าตาขี้เหร่ จึงแม้บัดนี้ก็ยังไม่มีหญิงใดตกลงใจแต่งงานกับเขา

ทั้งจิตราภา พวงเพชร นันทวัน ต่างก็คบหากันเพียงชั่วครู่ ต่อจากนั้นทุกโฉมตรูก็ผละไปจนหายห่าง ต่างก็ถูกชายอีกหนึ่งมาคว้าไป เขาก็เลยตกที่นั่งน้ำตาพรากจนเมาหัวราน้ำเป็นพักๆ เพราะกว่าจะสร่างโศกแต่ละคราวก็ตกราวๆครึ่งค่อนปี

ทั้งๆในบ้านก็มีสาวหนึ่งนามว่าสตี เป็นญาติห่างๆของคุณนาย จึงเลี้ยงไว้อย่างครึ่งคนใช้ครึ่งญาติ แต่หนักไปทางเด็กรับใช้มากกว่า

แม้หล่อนจะหลงรักประจิมเพียงไร แต่ชายหนุ่มหน้าตาไม่เข้าสเปคของหญิงคนไหนทั้งสิ้น กลับไม่รู้สึกรู้สา ไม่เอาใจใส่ ไม่ยินดียินร้ายในทุกสิ่งที่สตีเฝ้าแต่ปรนนิบัติ

รวมทั้งคุณนายกับประภัสสรก็ค่อนข้างต้องเก็บงำความรู้สึกลึกๆไว้ภายใน คือจะเหยียดก็เหยียดไม่ลง แต่จะยกมากก็ยกไม่ได้ เพราะยังตะขิดตะขวงใจในชาติกำเนิดและพื้นเพดั้งเดิมของอีกฝ่าย เนื่องด้วยแม่ของสตีเป็นเพียงหญิงยากจน อาชีพรับจ้างซักรีด ส่วนพ่อผู้เป็นญาติห่างๆของคุณนายก็แทบจะนับไม่ได้ว่าเป็นญาติ เพราะเป็นเพียงพลตำรวจจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายก็มียศไม่เกินสิบตรี

นี่ก็เป็นเรื่องถือตัวของคุณนาย ไม่เกี่ยวกับฉันผู้มีหน้าที่ต้องคอยหาเรื่องร้ายๆมาให้ตัวละครเพื่อให้เรื่องราวเดินทางต่อไปได้

ถ้าไม่ใช่นักหาเรื่อง ก็ไม่ต้องอาสามาเขียนนวนิยาย

ฉะนั้น ถ้าผู้อ่านเห็นใจว่าฉันตกอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกตลอดมา ก็ขอให้คิดว่านิสัยชอบหาเรื่องของฉัน ก็ช่วยให้ฉันยังมีตัวอักษรมาป้อนการอ่านจนถึงทุกวันนี้

กระทั่งมาถึงจดหมายฉบับหนึ่งจากเพื่อนสนิทที่ลำพูนส่งมา ความว่า ตนเองกำลังเจ็บหนัก ขอให้ประจิมไปพบหน่อย

เขาก็เลยจำเป็นต้องไป

เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าเพื่อนเสียชีวิตไปก่อน มีเพียงจดหมายฉบับเดียวฝากฝังลูกสาววัย 10 ขวบไว้เท่านั้น

ลูกสาวชื่อเล่นว่าอ่อน ชื่อเต็มว่าอรอินทรา

เพียงแต่พบหน้ากัน เขาก็แลเห็นความงามแห่งผิวขาวผ่อง ดวงตาดำขลับสะสวยผุดผาดของเด็กสาวจนพร้อมพรักที่จะปลูกฝัง รดน้ำพรวนดินพืชต้นเล็กให้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่กล้าเขียวชอุ่มบานสล้างด้วยดอกดวงอันพอตาพอใจ

เมื่อพาอ่อนมาถึงบ้าน มารดาเขาก็รู้สึกเมตตา สตีก็เอ็นดู ต้อนรับเด็กหญิงกำพร้าเป็นอย่างดี

ครั้นแล้ว ชีวิตจึงเดินทางต่อไป

 

หากก็ไร้ความราบรื่นเมื่อลูกชายเจ้าของบ้านมีอันเป็นไปในความรักความเอ็นดูที่นานวันกลับแปรผันเป็นรักอย่างชู้สาว ต้องการรวบรัดอัดก็อปปี้เด็กหญิงผู้บัดนี้เติบใหญ่เป็นสาวงามวัย 16 ปี มีรักกับวิกสิตหลานคนโตของคุณนาย

จึงบัดนี้น้าหลานก็เลยกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมา ยื้อแย่งสาวน้อยหนึ่งเดียวที่มิใช่เลือดเนื้อเชื้อไข

ทอดทิ้งสตีผู้ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสาวใหญ่แสนดี ให้ทวีแต่ความจงรักในหนุ่มใหญ่ผู้ไม่มีสาวใดสอยเขาไปเป็นคู่ครอง

วิกสิตวัย 20 ปี บัดนี้ เป็นหนุ่มสูงใหญ่ ไหล่กว้างหน้าตาคมสัน ด้วยว่าเมื่อพ้นวัยรุ่นมา 2-3 ปี เขารู้คิดขึ้นกว่าแต่ก่อน ไถ่ถอนความมุทะลุตึงตังเป็นเงียบสงบ เนื่องด้วยหลงรักอรอินทราจนชีวาแทบวางวาย แต่ศัตรูหัวใจกลับมิใช่ใครอื่น นอกจากประจิมน้าแท้ๆของเขา

ชายหนุ่มใหญ่กับหนุ่มน้อยเลยค่อยๆเปลี่ยนไป จากความเกรงใจอย่างหลานกับน้า น้ากับหลาน ก็เริ่มพาลเข้าใส่กัน บางครั้งคราววิกสิตก็ถึงแก่เกรี้ยวกราด ลงที่ใครไม่ได้ก็ลงที่สตี

“พี่สตีเห็นเป็นยังไง น้าจิมกับผมเห็นจะต้องทำลายล้างกันซะแล้วละนะ…ก็เข้ามาเป็นเจ้าหัวใจผมแทบทุกอย่าง…ผมรักอ่อนนะพี่สตี แต่น้าจิมตั้งใจกีดกัน กีดกันเรื่องอะไร พี่รู้ไหมฮะ…คนบ้านนี้น่ะโง่…ไม่รู้ใจลึกๆของน้าจิม…แต่ผมรู้ รู้ดี”

“คุณวิก” สตีผู้ไม่ทันใครจึงได้แต่ร้องอย่างตกใจ “อย่าคิดบัดสีอย่างนั้นเลยค่ะ…”

โธ่ โธ่ โธ่ สตีเอ๋ยสตี อายุมากขึ้นเท่าไรแล้ว แต่เหตุไฉนจึงยังไม่เติบใหญ่จนสัมผัสได้ถึงส่วนลึกของคนรอบข้าง

ยังคงนึกว่าประจิม ‘เป็นห่วงเพราะเธอเลี้ยงของเธอมา เธอจะคิดเป็นอื่นได้ยังไง วัยต่างกันออกยังงั้น’

คน ‘หลังม่าน’ มีหรือจะไม่ยืนยิ้มอย่างเวทนา

ได้แต่ทำนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เป็นวงกลมให้สตี-นักแสดงมือใหม่ผู้เล่นได้เนียนราวเก่าเก็บมีกึ๋น

ครั้นแล้ว วันเวลาก็ล่วงไป

พฤกษ์อ่อนๆที่ประจิมทนุถนอม หมายตาจะเก็บเอาไว้เป็นของตนแต่ผู้เดียวก็แตกกิ่งก้านสาขาต่อไปอีก หากแต่คราวนี้ ประจิมล้มเลิกความคิดที่จะให้หล่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือแม้แต่เรียนต่อเตรียมอุดม

เหตุผลของเขาก็คือ ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะส่งเสริมให้เด็กหญิงผู้นี้ก้าวหน้าอีกต่อไป

ในเมื่อความก้าวหน้าของเด็กหัวใหม่อย่างอรอินทรา คือดาบที่จะมาประหารหัวใจเขาเอง

ดู ดู…ชายหนุ่มใหญ่ มากมายด้วยความเห็นแก่ตัวริทำ

กำลังอยากจะฟาดเจ็บๆ ก็พอดีนึกขึ้นมาได้ว่า ก็ใครกันเล่าที่นำนิสัยไม่เข้าท่าไปไว้กับเขา

อ้อ…อ๋อ…ใช่แล้ว…คือเราเอง

จึงต้องหลบวูบเข้ามายืนยิ้มจืดๆตรงที่มีม่านบัง

ได้ยินหล่อนบอกเขาเมื่อกี้ว่าสอบ ม.3 ได้แล้ว ข้างนี้ก็ตอบไปว่า

“เป็นอันว่า ต่อไปนี้อ่อนจะต้องยุติการเรียนในโรงเรียนแล้วนะ อาจะหาครูมาสอนภาษาอังกฤษกับดนตรีให้ที่บ้าน”

“คุณอา” ฉันได้ยินเสียงหล่อนอุทานอย่างตกใจ “คุณอาจะให้อ่อนออกจากโรงเรียนทั้งๆที่อ่อนเรียนแค่นี้เองน่ะหรือคะ”

เขาก็เลยพยักหน้าอย่างเยือกเย็น

แต่แท้จริงแล้ว ก็คือ ‘เลือดเย็น’ ซึ่งพระเอกผู้ร้ายก็แสนจะแสดงได้แสดงดีจนฉันเองก็นึกไม่ถึง

“คุณอามีเหตุผลอะไรคะ” อีกฝ่ายได้แต่ถามเสียงสั่นอย่างผิดหวังเป็นที่สุด

“ไม่มีเหตุผลอะไร แต่เห็นว่าอ่อนเรียนพอแล้วในความรู้ด้านสามัญ ผู้หญิงไม่ต้องเรียนอะไรมากก็ได้ เพราะยิ่งเรียนมากรู้มาก ก็ยิ่งฉลาดมาก ไปไกลมาก…”

ว่าเข้านั่น

ประจิมเอ๋ยประจิม…คุณก็ช่างพูดช่างจา เข้าข้างตัวเองซะจังเลย อย่านึกนะว่า ฉันตามไม่ทัน

ถ้าฉันตามตัวละครไม่ทันคงไม่มาถึงวันนี้หรอกน่า

แน่ะ…ทำอีโก้เบ่งทับเสียอีก

“แต่คุณอาเคยบอกว่าจะให้อ่อนเรียนจนจบปริญญาไงคะ” อรอินทราเลยทำท่าจะร้องไห้

เด็กไฝ่ดีคนไหนก็ต้องอยากร้องไห้ทุกคน นอกจากบางคน…อิอิ…ไม่รู้ใคร…

“แต่เวลานี้ อาเปลี่ยนใจแล้ว”

อ๋อ…อีตาคุณอานั่นเองเปล่งเสียงหน้าตาย

“ขอเหตุผลค่ะคุณอา”

“อ่อน…ความไฝ่ฝันของอ่อนจบสิ้นลงแล้วเพียงแค่นี้ อาไม่อยากจะแกล้งอ่อนหรอก แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร อาให้อ่อนเรียนต่อก็เหมือนอาสนับสนุนให้อ่อนจากอาไปเร็วขึ้น อารู้นะว่าอ่อนมีความหวังอะไรอยู่” เจ้าตัวว่าพลางแค่นหัวเราะ “ผู้ชายส่วนมาก ถ้าเขาสูง เขาดี เ ขามีคุณภาพ เขาก็อยากจะได้ผู้หญิงที่สูงที่ดีที่มีคุณภาพ ก็ถ้าอาปั้นอ่อนจนมีคุณภาพ เป็นที่หมายปองของพวกผู้ชายเสียแล้ว อาจะเหลืออะไรอีก…”

ดู๊ดู…มีด้วยหรือ คนคิดแบบนี้

ขอยืนยันว่ามี…สมัย พ.ศ.2507-08 น่ะนะ มีแน่นอน

สุดท้ายแล้ว อรอินทราก็ได้แต่อุทานออกมา

“อ่อนเพิ่งรู้…เพิ่งรู้ว่าทั้งคุณยายคุณอาเลี้ยงคนเพื่อไม่ให้ไปไหนได้ อ่อนโง่มาเสียนาน เพิ่งรู้วันนี้เอง อันที่จริงอ่อนน่าจะรู้มานานแล้วจากเรื่องพี่สตี ในที่สุดอ่อนก็หัวอกอันเดียวกับพี่เขา”

“อ่อนไม่เหมือนสตีนะ แล้วสตีก็ไม่เหมือนอ่อน เรื่องคุณยายก็ส่วน เรื่องอาก็อีกส่วน”

“แต่สรุปแล้วก็เหมือนกัน” หล่อนลุกขึ้นยืนปาดน้ำตา

แม้จะสงสารหล่อนเพียงไร ประจิมก็พยายามทำใจแข็งเพื่อตัวเขาเอง

เขาขอเห็นแก่ตัวบ้างละ

ไม่ใช่ ‘บ้าง’ หรอกนะ มากเชียวแหละ นายประจิม

 

ขณะเดียวกัน วิกสิตก็หลงรักอรอินทราจนต้องไหว้วานสตีเป็นแม่สื่อหรือผู้ประสานสัมพันธ์อย่างเงียบงันลึกลับ โดยมิให้ผู้ใดในครอบครัวล่วงรู้

ดังเช่นคืนนี้ อรอินทราถือเสื้อไปขอเย็บต่อจากที่เย็บค้างไว้วันก่อน เนื่องด้วยจักรตัวนี้แม้จะเคยอยู่ที่ตึกใหญ่ หากก็ถูกย้ายมาไว้ที่เรือนเล็กของประภัสสร ยามใดสตีและอรอินทราอยากจะเย็บเสื้อผ้าของตัวเอง จึงต้องเดินไปเย็บที่เรือนนั้น

อันเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปกปิดยามเมื่อวิกสิตมาคอยพบอรอินทราเช่นกัน

ขณะที่ต่างก็ถ่ายทอดความในใจกันอย่างชื่นบานแกมเศร้าสร้อยอยู่นั้น

ประจิมก็เดินมาชะโงกหน้าถามอย่างชาเย็น

“ยังไม่เสร็จอีกหรืออ่อน”

“ยังค่ะ”

ครั้นแล้ว คุณน้าตัวดีก็แปรสายตาไปมองอีกคนอย่างจับผิด แต่วิกสิตไม่ยี่หระ เขาสบตากับน้าชายอย่างไม่สะทกสะท้าน

“อ่อนกลับได้แล้ว” ประจิมก็เลยออกคำสั่งบังคับด้วยสายตา เด็กสาวก็เลยต้องรีบเก็บของ เดินตามกลับไป

ครั้นแล้ว จึงต่อตามด้วยวันถัดมา

วิกสิตเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของน้าชายอย่างไร้ความเกรงกลัวและเกรงใจ

หมายมั่นจะเข้ามาพูดจาให้แตกหักรู้เรื่องกันไป บอกกล่าวว่า เขากับอรอินทรารักกัน

โอ้โฮ…คราวนี้ หนุ่มใหญ่ถึงกับผุดลุกขึ้นทุบโต๊ะเปรี้ยง

ฉันเอง…ฉันบอกให้ทุบ

ไม่ให้ทุบได้ไงในเมื่อโกรธจนแทบวางวายขนาดนั้น

“แกกับอ่อนจะมารักกันหรือเป็นอะไรกันมากไปกว่าคนอยู่แผ่นดินเดียวกันไม่ได้…ไม่ได้เป็นอันขาด”

หมอนี่ก็พูดชอบกล

เขาจะรักจะใคร่จะอยากเป็นอะไรกัน มันก็เรื่องธรรมดา

ยิ่งคุณพูดว่า

“คอยดู…แกไม่มีวันจะได้อ่อนไปหรอกชาตินี้ อย่าลืมว่าฉันทะนุบำรุงเขามามาก รดน้ำพรวนดินมาตลอด 10 ปี ฉันลงแรงลงใจไปเท่าไหร่เพื่อจะให้ได้สมบัติที่เป็นของฉันแท้ๆ”

แหม…คุณพูดได้พูดเอาถึงขนาดนี้เลยหรือ

อรอินทรานี่คนนะ ไม่ใช่ช้าง จะได้อยู่กับเจ้าของจนเจ้าของตายไปก่อน

“ลัทธิเลี้ยงต้อยบ้าๆ นี่มันหมดไปนานแล้วละน้าจิม” วิกสิตได้แต่ระบายอารมณ์อย่างเดือดดาล

“นั่นเป็นสิทธิ์ของแก…แต่ฉันก็มีสิทธิ์เหมือนกันที่จะทำทุกอย่างที่ฉันอยากทำ…ขอให้รู้ไว้ด้วย…เด็กคนนี้ยังเป็นผู้เยาว์”

เลยนำคำว่า ‘ผู้เยาว์’ มาขู่ผู้เยาว์

หารู้ไม่ว่า ตัวเองเป็นถึง ‘ผู้ใหญ่’

น่าเกลียดไปถึงไหนๆก็ยังไม่รู้สึก

ฉันก็เลยแอบหลิ่วตาให้หนุ่มวัยเยาว์ พลางยกกำปั้นขึ้นชู

สู้เข้าไป อย่าได้ถอย น้องน้อยเขาคอยเธออยู่…ฉันร้องหากก็รู้สึก…เอ…นี่มันคุ้นๆหูนะ

แต่พอดีมีมือมาสะกิด  หันไปจึงเห็นเจ้าของเวที

พี่คึกใหญ่เลย ว่าแต่ว่าเรื่องนี้ของพี่นี่มันยังไงกัน มันไม่เชยไปหรอกหรือ ชายแก่กินหญ้าอ่อนแบบต้องซ่อนนี่น่ะ เดี๋ยวนี้ เขาซ่อนกันด้วยรึไง

ว่าแล้ว เจ้าตัวก็หัวเราะหึๆ ปล่อยให้ผู้กำกับหัวเก่าชูมือเร่าๆไม่ยอมเลิก

หารู้ไม่ว่า นายประจิมตัวดีกำลังดึงสาวศรีแสนละอ่อนเข้าไปไว้ในอ้อมอก พลางจูบหล่อนอย่างเร่าร้อน

แม้อรอินทราจะวิงวอน

“คุณอา อ่อนจะแต่งงานกับคุณอาได้ยังไง ในเมื่ออ่อนไม่ได้รักคุณอาแบบนั้น”

“ไม่รักก็แต่งได้” อีกฝ่ายตอบดื้อๆ

อรอินทราอยากจะเปล่งเสียงออกมาเหลือเกินว่า หล่อนมีคนรักเสียแล้ว หากก็ไม่กล้า

แต่นึกหรือว่าประจิมไม่รู้

“ขอให้อ่อนจำไว้ ถ้าอ่อนไม่เห็นใจอา อาก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้”

ถึงยังงั้นเลยเหรอ ประจิม

แต่เขาก็หารู้ไม่ว่า อรอินทราพาเอาเรื่องราวนี้ไปหารือสตี

เล่นเอาสาวใหญ่เสียววูบอยู่ในอก

สตีก็เลยทำหน้าที่ผู้ไขปัญหา

“อ่อนจะให้ความกตัญญูมาบีบอ่อนอย่างไม่มีเหตุผลไม่ได้ อ่อนจำเป็นต้องเลือกเอา จะเห็นแก่คุณอาหรือเห็นแก่ตัวอ่อนเอง”

สตีนี่ก็ดีใจหายเลยละ ไม่เคยสวมวิญญาณนางร้ายนางอิจฉาให้เปื้อนม่านเลยแม้แต่คราบเล็กๆ

ฝ่ายข้างนี้…ชายหนุ่มใหญ่ก็เอาแต่ขู่เด็ก

“ขอให้อ่อนรีบตัดสินใจ อาอยากจะรีบจัดการเร็วๆเพราะถ้าขืนช้า ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครมาแย่งอ่อนไปจากอาหรือเปล่า”

“แต่อ่อนต้องการเวลา” ฝ่ายเด็กต่อรอง

ฉันเอง…เป็นคนสอนหล่อน

คนเราต้องรู้จักพูดรู้จักจัดเพื่อให้ชีวิตตนเองสามารถเดินทางไปได้โดยราบรื่น แม้ไม่ถึงกับรื่นที่สุด แค่เพียงขยับตัวได้ ไม่เป็นทาสอยู่ในสายโซ่ก็ยังดี

“เท่าไหร่”

“2 ปี”

“2 ปี” แต่ข้างนี้รู้ทัน “ทำไมต้องนานขนาดนั้นด้วย”

“รอให้อ่อนเป็นผู้ใหญ่กว่านี้”

เห็นหรือไม่ว่า เสียงเสี้ยมสอนของฉันก็ช่วยให้เหยื่อโลกีย์ของชายหนึ่งมีทางรอด

“ไม่จำเป็น” อีตาประจิมยืนยัน

อ้าว…เอ๊ะ…นี่เธอพูดยังไงหา…ฉันเลยเตรียมส่งตาเขียวปั้ดไปหน้าม่าน แต่พอดีตาสบตา…ฝ่ายวัวเตรียมเคี้ยวหญ้าอ่อนก็เลยชะงัก สักอึดใจจึงกล่าวต่อ

“อ่อนแต่งงานกับอาแล้ว ก็ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไร อ่อนมีหน้าที่เพียงแต่ปรนนิบัติอาเท่านั้น”

ฉันเลยทำเสียงเอิ้กเบาๆอย่างมันเขี้ยวเต็มทนเมื่อเด็กสาวผู้แสดงเป็นอรอินทราทำท่าจะร้องไห้

“ถ้าอ่อนปฏิเสธล่ะคะ”

“ถ้าอ่อนปฏิเสธ อ่อนก็ฆ่าอาทางอ้อม ฆ่าผู้มีบุญคุณอย่างเลือดเย็น เพราะอาบอกอ่อนแล้วว่าอ่อนเป็นความหวังครั้งสุดท้ายของอา”

ฉันมิรู้จะทำฉันใดนอกจากอยากเป็นลมอยู่ ‘หลังม่าน’

เพิ่งรู้ฤทธิ์พวกหัวงูว่าน่าเกลียดน่าชังขนาดไหนก็คราวนี้

ครั้นเด็กสาวนำความไปถ่ายทอดให้สตีฟัง แม้หญิงดีหัวโบราณประจำบ้านก็ยังคิดออก บอกอีกฝ่าย

“อ่อนต้องเป็นตัวของอ่อนเองนะ อย่ายอมเป็นอันขาด มันหมดสมัยนแล้วละ ไอ้การตอบแทนบุญคุณแบบนี้ ไม่ควรยอมง่ายๆ”

เมื่อได้มาเปิดอกพูดจากันจนถึงก้นหัวใจแล้วนี้ จึงช่วยให้อรอินทราค่อยๆตัดสินใจได้

พร้อมกันนั้น วิกสิตก็แอบนัดหล่อนออกไปพูดจากันตอนประจิมไปทำงานแล้ว

“เราไปจดทะเบียนกันเลยดีไหม”

“พี่วิก” อีกฝ่ายตกใจ

แต่ผู้กำกับยิ้มในหน้า

“พี่วิกเพิ่งอายุ 20 อ่อน 17 แค่นั้น วัยเรายังไม่สมควร คงไม่มีใครเห็นด้วย”

ดีจังเลย อรอินทรา เด็กน่ารักของผู้กำกับ

จริงเลยหนู อย่าได้ริอ่านไปจดทะเบียนสมรสกับใครง่ายๆเป็นอันขาดนะหนูนะ

ก็ผู้ใหญ่ผมขาวแล้วเขายังไม่จดกันเลย ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ

เพราะการจดทะเบียนสมรสนี่มันมีผลตามกฎหมายหลายเรื่องราวเลยละนะหนูจ๋า

หากก็ยังไม่ทันได้จดหรือจัดเรื่องใดตามวาจานั่นเลย ประจิมก็หักหน้าหลานชายเสียโดยพลันด้วยการประกาศจะแต่งงานกับอรอินทราในเดือนนี้เดือนหน้า

แต่ยังไม่ทันเป็นไปตามแต่ใจปรารถนาก็เกิดเรื่องขึ้นโดยไม่คาดฝัน

วิกสิตพาอรอินทราหนีไปโดยสตีเป็นใจให้การชิงรักหักสวาทระหว่างน้ากับหลานได้ถึงอวสานในครานี้

ที่ที่เขาพาอรอินทรามาพึ่งก็คือบ้านใหญ่หลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านเพื่อนนามว่าศุภวิทย์ผู้มีร่างกายอ้วนใหญ่กับมารดา วัยกลางคนท่าทางใจดี ฝากฝังดรุณีสุดที่รักแล้ว เขาจึงกลับมาแสดงตัวที่บ้าน เจอน้าชายยืนรอพลางกระชากเสียงถาม

“แกเอาเด็กของฉันไปไว้ไหน”

“อ่อนเขาสมัครใจไปเอง แล้วก็ไม่สมัครใจกลับมา” วิกสิตได้แต่ย้อนตอบด้วยท่าทีที่สิ้นความอดกลั้น

“แต่เขาจะต้องกลับ ฉันจะต้องตามหาเขาให้ได้”

โทสจริตเกิดกับประจิมทันใดที่หลานชายทำท่าผยองลองดี

ครั้นแล้ว ก่อนที่ใครจะทันคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็กระชากคอเสื้อวิกสิตติดมือมา ใช้กำปั้นฟาดมุมปากอีกฝ่ายเต็มแรง เลือดสดๆทะลักออกมา

วิพุธผู้เป็นบิดาของเด็กหนุ่มจึงลุกขึ้น ปราดเข้าไปดึงมือประจิมที่กำลังจะเงื้อซ้ำ

“อย่า…คุณจิม นี่หลานคุณแท้ๆนะ”

“ก็หลานน่ะซี ผมถึงจะต้องสั่งสอนมันไง”

“คุณจะมาสั่งสอนแบบนี้ไม่ได้ เจ้าวิกมันลูกผม ใครจะทนดูคุณเป็นบ้าถึงกับข่มเหงหลานแบบนี้ได้ บ้าบัดซบเลยคุณน่ะ ก็เด็กมันไม่ยอม คุณจะไปบังคับมันได้ไง อย่าว่าแต่คนเลย หมามันก็ไม่ยอม”

ขณะที่วิกสิตถ่มเลือดทิ้ง ใช้หลังมือป้ายเลือด แต่ยิ่งป้ายก็ยิ่งไหลเปรอะเปื้อนตามหลังมือ ง่ามนิ้ว

“โธ่…วิก ไม่ควรหาเรื่องเล้ย” ประภัสสรก็เลยจูงมือลูกชายพาหลีกอารมณ์ประจิมไปยังเรือนเล็ก

ระหว่างทางก็ได้แต่ถาม

“บอกแม่มาว่าแกพานังอ่อนไปไว้ไหน”

วิกสิตก็เลยตอบ

“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฮะ อ่อนไม่เป็นอะไร เขาสบายดี ถึงยังไงเขาก็ไม่กลับมานี่อีกแล้วละ”

“ถ้าแกไม่พามันกลับ น้าจิมก็คงอาละวาดไม่รู้จบ”

“ก็ปล่อยให้อาละวาดไป”

“มันเดือดร้อนไงจ๊ะ พ่อคุณ ไอ้แกไม่แคร์แต่พ่อแม่ล่ะ นั่งนอนไม่เป็นสุขแล้วทำไง เดี๋ยวนี้น้าแกเขาเหมือนผู้คนซะที่ไหน ครึ่งบ้าครึ่งดีไปแล้ว รู้รึเปล่า”

ฝ่ายน้องสาวอีกสองคนต่างก็เข้าข้างพี่ชายและอรอินทรา

ยิ่งรู้ว่าตอนที่อ่อนหายไป ประจิมโทษว่าสตีไม่ดูแล ก็เลยตบหน้าสตีไม่รู้กี่สิบทีจนคว่ำไป หน้าบวมใหญ่ นัยน์ตาปิด นอนร้องไห้อยู่ในห้อง

เฮ้อ…

นี่ฉันเองหรือที่ดึงเอาคนบ้าๆออกมาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ขนาดนี้

แม้แต่คุณนายอรรถการก็ยังรำพึง

“เขาทำอะไรไม่คิดถึงความเสียหาย ถ้างั้นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เอาเด็กคนนี้มาเลี้ยงเอาบุญ แต่ความจริงมาเลี้ยงเอาบาป กลายเป็นว่า ตลอด 7-8 ปีมานี่ ตาจิมเฝ้าแต่สร้างบาป”

บาปอย่างไร

แม้แต่ฉันเขียนเอง บรรยายเอง กำกับเองก็ยังเหลือแต่ความเศร้าใจ ขณะที่ตอนใกล้จบ อรอินทราต่อว่าชายหนุ่มใหญ่ผู้ข่มเหงหล่อนได้สำเร็จ

“คุณอาไม่น่าเห็นแก่ตัวถึงกับโยนความผิดให้อ่อนหรือเห็นอ่อนเป็นเด็กไม่มีทางสู้ ไม่มีทางไป ถึงได้ฆ่าอ่อนด้วยวิธีนี้ เวลาคุณอาต้องการก็ใช้ความกตัญญูกระชากอ่อนมาเป็นของคุณอา เวลาไม่ต้องการ คุณอาก็อ้างความทรยศผลักอ่อนจนกระเด็น อ่อนไม่มีทางจะร่ำร้องเอากับใคร เพราะเป็นคนตัวคนเดียว แม้เมื่อในท้องมีชีวิตเกิดขึ้น อ่อนก็ไม่รู้จะร่ำร้องเอากับใครว่าเป็นพ่อ ถ้าไม่มีใครเขายอมเป็น”

นี่เห็นไหม…ว่า…เหตุใดฉันจึงพลอยเจ็บปวดไปด้วยกับสาวน้อยจนกระทั่งในที่สุดก็ถึงกับทรุดลงนั่งพิงหลังม่าน

ปล่อยให้เป็นภาระของผู้อ่านผู้ชมว่าจะส่งเสียงขมๆขึ้นมาว่ากระไร

ตกลงตอนจบจะซี้ดหรือแซด

คงต้องตามไปดูเอาเอง

Don`t copy text!