ชมา 5 ชีวิต บทที่ 16.1 : คืนคอย

ชมา 5 ชีวิต บทที่ 16.1 : คืนคอย

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

Loading

ชมา 5 ชีวิต เรื่องราวของลูกแมวขาวดำทักซิโด้ที่ได้ไปเจอเจ้าของในชาติที่แล้วและชาติที่สอง รวมถึงชาติที่หนึ่ง แถมยังพบว่าแขกที่มาเที่ยวฟาร์มเสตย์ก็ดันเป็นเจ้าของตัวมันในชาติที่สาม! ชมารู้ทันที่ว่าเรื่องไม่ธรรมดากำลังจะเกิดขึ้น! พบกับนวนิยายเรื่อง ชมา 5 ชีวิต โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ที่อ่านเอานำมาให้ทุกคนได้อ่านใน anowl.co

ไม่มีใครโทร.หาเป้ จนกระทั่ง 6 โมงเย็นเป้จึงขับรถกลับโอโตซังไปเงียบๆ

บางขณะที่ติดไฟแดง เป้ทุบสันมือลงบนพวงมาลัย เขาพูดอย่างหัวเสียว่าโธ่เว้ยอยู่สองสามหน จนกระทั่งผมหลับไปเลยไม่รู้เขามีปฏิกิริยาอะไรออกมาอีก

เรามาถึงท่าตอนหลังอาหารค่ำ โตเข้ามาคุยฟุ้งเรื่องงานต้อนรับคณะจากทางอำเภอในวันนี้ ด้วยอาการเสียดายที่เป้ไม่อยู่ เขาได้แลกเปลี่ยนกับพัฒนากรอำเภอและดูจะถูกอกถูกใจกับเพื่อนใหม่คนนี้มาก

“โอโทรมาหาอาด้วยนะ บอกว่าเพื่อนเขาอยากได้ดอกปืนนกไส้ไปทับจะเอาไปทำงานประดิษฐ์ เห็นไหมล่า…ดอกไม้กับผู้หญิง ยังไงก็ได้ผลอยู่แล้ว”

สิ้นคำอวดของโต เป้ก็ยิ้มเครียดๆ ออกมาครั้งหนึ่ง ต้นกล้าที่ฟังอยู่ก้มมองพื้น ไม่มีใครกล้าดูใบหน้ายิ้มแฉ่งอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวของโต

แฟนต้าส่ายหัวเบื่อๆ อย่างไรก็ตามผมว่าแฟนต้าไม่รู้เรื่องพอๆ กับโต และดูไม่ออกว่าเป้และต้นกล้ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผมว่าฟ้าใสดูออก เพราะเมื่อเป้ขอตัวกลับห้องพัก ผมเห็นเธอมองตามไปด้วยสีหน้าสุดแสนจะกังวลใจ

เมื่อกลับถึงห้องเป้ก็เข้าห้องน้ำ ผมได้ยินเสียงน้ำไหลและเหมือนเสียงสะอื้นเบาๆ ลอยแทรกอยู่ในเสียงน้ำจากฝักบัวที่กระทบพื้น อย่างไรผมก็ไม่แน่ใจ บางทีอาจจะเป็นอุปาทานของแมวที่อยู่กับมนุษย์มากจนเกินไปอย่างผมก็ได้

ในที่สุดผมก็หลับสนิทไปตอนไหนไม่รู้ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เพราะเป้ลุกขึ้นมาเดินงุ่นง่าน ก่อนจะคว้าแจ็กเก็ตขึ้นสวมแล้วก้าวเท้าออกจากห้อง

ผมตามติด นึกสงสัยว่าเขาจะเดินไปไหน ปรากฏว่าเป้เดินตรงไปยังอาคารส่วนกลาง เวลานั้นทุกอย่างเงียบสงัด ปกติแล้วเมื่อไม่มีใครใช้งานบนเรือนนี้ จะมีไฟอัตโนมัติพลังงานแสงอาทิตย์ส่องสว่างเพียงดวงเดียว แต่เนื่องจากใกล้ปีใหม่ คืนนี้จึงมีไฟประดับอาคาร ที่โตโม้ว่ามันใช้พลังงานแสดงอาทิตย์ด้วยเหมือนกัน และเขาซื้อทั้งหมดราคาไม่ถึงสองพัน ประดับวิบวับไว้ที่ชายคา

เป้เดินตัวงอด้วยความหนาวไปยังตู้เครื่องดื่ม ค้นหากุญแจที่ซ่อนเอาไว้แล้วไขเปิดตู้ เขาหยิบเบียร์ออกมาขวดหนึ่ง หันไปหยิบแก้วแล้วกลับไปนั่งบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่บนชานเรือน

พื้นที่โล่ง อากาศหนาว ผมจึงเดินเข้าไปนั่งซุกข้างเป้ เขาลูบขนผมถามเบา

“จะลุกตามมาทำไมฮึ…ข้างนอกหนาวจะตาย”

“แล้วนายล่ะมาทำอะไรตรงนี้” เสียงหนึ่งตอบแทนผม เมื่อหันไปก็พบฟ้าใสในชุดวอร์มห่มทับด้วยผ้าคลุมไหล่ผืนหนา ยืนตัวสั่นกอดตัวเองอยู่

เป้มองอย่างไม่เชื่อสายตา

“หนาวจะตาย เธอออกมาเอาอะไร” เป้มองไปรอบอาคาร เหมือนอยากจะช่วยหาของที่ฟ้าใสต้องการ

“ไม่ได้มาเอาของอะไร” เธอว่า จ้องเป้ตาเป๋ง “แค่มานั่งเป็นเพื่อน รออาโออยู่ใช่ไหม”

“ใช่” เป้ตอบเพียงแค่นั้น

ผมรู้ว่าฟ้าใสสงสัยทุกเรื่องที่ควรสงสัย แต่มีมารยาทพอที่จะไม่ถาม เพราะเรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นเรื่องของโตกับโอ แต่มันดันมีเบญจมินทร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

พวกเขานั่งดูดาว คุยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการผสมเกสรแตงกวา การเพาะเมล็ดไม้ป่า ไปจนถึงเรื่องหมาในบ้านพักคนงานคลอดลูก จนกระทั่งเบียร์ของเป้หมดขวดที่สาม ระหว่างความเงียบที่เข้าแทรกบทสนทนาจู่ๆ เป้ก็พูดขึ้น

“เธอรู้ไหม พวกเราไม่เคยวิ่งตามความรักทันเลย เมื่อเริ่มมีความสุข ความรักของพวกเราก็ลอยหายไปเสมอ ไม่ว่าจะพ่อ อาเบญ หรือแม้แต่ตัวฉันเอง ผู้หญิงของพวกเรามักจะจากพวกเราไปทั้งๆ ที่ยังรักกันอยู่” เป้หัวเราะขื่นแล้วกระดกเบียร์จนหมดแก้ว

เขาเงยหน้าสบตาฟ้าใส

“แต่ไม่ว่าเราจะเจอกับความทุกข์แค่ไหน เราก็ไม่ควรจะเอาเป็นข้ออ้างเพื่อแสวงหาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น โดยเฉพาะกับคนดีๆ ดีมากๆ” เขาพูดแล้วจู่ๆ ก็หัวไหล่สั่น ฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ

มีเสียงเหมือนสะอื้นลอดออกมา ฟ้าใสลุกพรวด เดินอ้อมโต๊ะไปนั่งข้างเป้แล้วกอดร่างสั่นเทิ้มของเขาเอาไว้

“ฟ้าใส” เป้คราง “ฉันจะทำยังไงดี ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”

ผมกระโดดขึ้นโต๊ะ มองพวกเขา ผมอาจจะเคยเห็นเป้เศร้าเสียใจจนร้องไห้มาบ้าง แต่ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะร้องไห้กับคนอื่น

อาจจะเป็นเพราะเครื่องดื่มที่เป้ดื่ม อาจจะเป็นเพราะเขาอดทนมาจนสุดกลั้น หรือบางที…ฟ้าใสอาจจะมีคุณสมบัติบางอย่าง ที่ทำให้เป้ยอมปล่อยความอ่อนแอออกมา เหมือนที่เขาเคยปล่อยมันกับผม

“เรา…ขอโทษนะเป้” ฟ้าใสพูดขึ้นบ้าง ในจังหวะที่ผมไม่อาจเข้าใจได้ได้ว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไร

เป้เงยหน้าขึ้นสบตา มองเธออย่างไม่เข้าใจเช่นกัน

“เรารู้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของเป้มันไม่ง่ายเลย เราซะอีก เกิดมาสบายกว่าใครๆ ชีวิตก็เรียบๆ ง่ายๆ แต่เรากลับกล้าตัดสินคนอื่น แทนที่เราจะพูดแบบคิดเองเออเอง เราน่าจะหัดฟังคนอื่นให้มากกว่านี้”

เป้มองฟ้าใสเหมือนจะบอกว่าเธอไม่ผิดซะหน่อย แต่ฟ้าใสรีบยกนิ้วแตะปากเป้

“อย่าพูดอะไรเลยนะ เพราะเป้ก็ไม่รู้ว่าเราทำพลาดเรื่องอะไรมาแล้วเหมือนกัน เรารู้ตัวดี แล้วเราก็ไม่อยากเล่าด้วย เราอยากลืม”

“ได้สิได้”

คำว่าอยากลืมของฟ้าใส น่าจะเป็นสิ่งที่เป้เข้าใจอย่างที่สุด

“งั้นพวกเรามาลืมกันนะ” เป้ว่า

ผมเห็นพวกเขายิ้มให้กัน มองตากัน แล้วความเข้าใจนั้นก็นำไปสู่อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ทั้งเบียร์ขวดต่อมาและจูบของพวกเขาที่ฟ้าใสเป็นคนเริ่ม

มันเกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบา ในจังหวะอันพอดิบพอดี เป้เพ่งมองฟ้าใสเหมือนคนตาฟาง ก่อนจะดึงเธอมาจูบตอบแล้วก็ผล็อยหลับไปด้วยการฟุุบลงไปกับโต๊ะ

 



Don`t copy text!